ในความรู้สึกของคุณ ความรู้ต่างๆที่เกิดจากตรรกกะของมนุษย์เป็นสิ่งที่สัมบูรณ์หรือไม่

สำหรับผมแล้วรู้สึกมึนๆน่ะ ตอนนี้ขออยู่เลนกลางๆดีกว่า
รู้สึกคล้ายกับคำถามพวก "พุทธศาสนาเป็นอัตตาหรืออนัตตา"

ถามต่อดีกว่า แล้วถ้ารู้สึกว่ายังไม่สัมบูรณ์ คุณคิดว่ามนุษย์จะมีวันที่ค้นพบความรู้ที่สัมบูรณ์ไม๊ สำหรับผมคิดว่าไม่อ่ะ ความรู้ที่พวกเราคิดยังอยู่บนพื้นฐานและข้อจำกัดของการเป็นมนุษย์

จากคุณ : extraordinary - [ 17 ก.พ. 48 01:37:53 A:61.90.38.254 X: TicketID:077437 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

อ้อ...ลืม quote จากคุโรมาตี้ สุดยอดการ์ตูนปรัชญาแห่งยุค " Don't think, feel !!!"

จากคุณ : extraordinary - [ 17 ก.พ. 48 01:56:53 A:61.90.38.254 X: TicketID:077437 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

เบอร์นาร์ด รัซเซลล์ ปรมาจารย์ทางด้านนี้ก็ได้แสดงให้โลกเห็นแล้วว่า
ระบบลอจิกที่เราใช้กันอยู่นี้ มีข้อบกพร่องอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม กรณีเช่นว่านั้น ถึงแม้อยู่จริง แต่มันไม่ได้พบเห็นทั่วไป
จึงไม่มีผลกระทบต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังใช้งานได้ดีในสภาพแวดล้อมปกติทั่วไป


จากคุณ : ช่างไฟ - [ 17 ก.พ. 48 07:50:01 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

นั่นสิครับ..
"มีวันที่มนุษย์จะค้นพบความรู้สัมบูรณ์ไหม"

เป็นคำถามที่ผมถามมาตลอดเหมือนกัน

แต่ก่อนขอบข่ายของการค้นหาของผมอยู่ที่วิทยาศาสตร์
ตอนนี้ผมขยายออกไปถึงปรัชญา และศาสนาด้วย
เผื่อว่าจะช่วยตอบปัญหานี้ให้ผมพอใจได้ในระดับหนึ่ง

ลองดูคำถามเดียวกันนี้
ที่ผมโค้ดเป็นสำนวนโต๊ะห้องสมุดดูนะครับ
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3299430/K3299430.html


จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 17 ก.พ. 48 09:07:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

คุณช่างไฟ: ชื่อคุณเบอร์นาร์ดนี่เค้าสะกดยังไงครับ ใช่ Bernard Russel รึเปล่า ผมหาใน Wikipedia ไม่เจอ

คุณ DigiTaL-KRASH!!!: ผมไปอ่านกระทู้นั้นมาแล้ว ก็จริงของเค้านะครับ นิพพานมันสอนกันด้วยตรรกะไม่ได้ เอ...ว่าแต่นิพพานมันมีอยู่จริงรึเปล่าหว่า ผมเริ่มขาดความศรัทธาแบบคุณแล้วดิ

ผมแอบสงสัยว่าความรู้ของเราเนี่ย มัน convert สู่ 0 รึเปล่า สังเกตจากสมการที่อธิบายระบบมหภาคส่วนใหญ่จะมีตัวแปรไม่กี่ตัว ถ้าอย่างงั้นในที่สุดเราก็พบกับความว่างเปล่าน่ะสิ


จากคุณ : extraordinary มึนแล้ว - [ 17 ก.พ. 48 11:39:04 A:61.91.77.160 X: TicketID:077437 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

อ้อๆ เจอแล้ว Bernard Russell

จากคุณ : extraordinary มึนแล้ว - [ 17 ก.พ. 48 11:42:13 A:61.91.77.160 X: TicketID:077437 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

"ความรู้ต่างๆที่เกิดจากตรรกกะของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สัมบูรณ์"
จาก ปัญหาปรัชญา (The Problems of Philosophy by Bertrand Russell, 1962)
http://www.ditext.com/russell/russell.html

แก้ไขเมื่อ 17 ก.พ. 48 15:57:22

จากคุณ : prasitstar - [ 17 ก.พ. 48 15:18:52 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 7

เริ่มต้น ลองอ่าน History of Western Philosophy
ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ ดูก่อนก็ได้ครับ

แต่เตือนว่า ถ้าอ่านพวกนี้มากๆ ประกอบกับงานเขียนเชิง
popular science ของ R.P.Feynman,
Hawking, Roger Penrose และท่านอื่นๆ
คุณ จขกท จะเริ่มเกิดอาการแบบผม คือ ต้องไปตามหาศรัทธาใหม่
เพราะมันหายไปไหนไม่รู้ เหลือแต่ความนิยมเกี่ยวกับ
ศาสนาพุทธในเชิงอภิปรัชญา และจริยธรรม

แก้ไขเมื่อ 17 ก.พ. 48 19:52:17

จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 17 ก.พ. 48 19:18:39 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 8

ไอสไตน์กล่าวไว้ว่า ไม่มีระบบใดๆในจักรวาลที่แน่นอน
ตรรกะก้อคือความน่าจะเป็น ต่อให้วิทยาศาสตรืก้อคือความรู้เท่าที่รู้ในปัจจุบัน
สามารถถูกลบล้างได้ด้วยความรู้ใหม่ตลอดเวลาไม่มีที่สิ้นสุด

ส่วนที่ว่ามนุษย์จะมีวันที่ค้นพบความรู้ที่สัมบูรณ์ไหม
มีครับแต่ไม่มีใครบอกได้หรอกต้องรู้ด้วยตัวเอง
เมื่อรู้แล้วจะไม่มีอะไรที่ไม่รู้อีก
ต้องลองทำเองน่ะ


จากคุณ : violator - [ 17 ก.พ. 48 20:22:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ผมคิดว่าพุทธธรรม สามารถตอบคำถามนี้ได้ครับ
"ความรู้สัมบูรณ์" ที่คุณ DigiTaL-KRASH!!! พูดถึง
น่าจะหมายถึง สพฺพญฺญู
ผมขออนุญาตเอาคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสมานะครับ


คำว่า ผู้รู้ ผู้เห็นสิ่งทั้งปวง
สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี - ผู้รู้สิ่งทั้งปวง, ผู้เห็นสิ่งทั้งปวง นี้เราก็คงจะเคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เพราะเป็นคำที่พูดกันมาก เคยชินแก่คนทั่วไป แต่อาจจะมีความเข้าใจผิดพลาดไขว้เขวอยู่บ้าง ในคำว่า "ทั้งปวง" รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง คือรู้ทุกสิ่ง หรือ เห็นทุกสิ่ง.
คำว่า "ทุกสิ่ง" ในที่นี้ ชาวบ้านที่เขามีการศึกษา ตามแบบชาวบ้าน ก็มักจะเข้าใจไปในทำนองว่า รู้จนไม่มีอะไรเหลือ กระทั่งว่า รู้ภาษา ทุกภาษา จะพูดภาษาอะไรก็ได้ หรือจะทำอะไรก็ได้ อย่างนี้เคย เข้าใจผิดกัน อยู่ทั่วๆไป บางคนถึงกับว่า จะเอาพระพุทธเจ้า มาพูดภาษาจีน ภาษาฝรั่ง อะไรเดี๋ยวนี้ก็ได้ ทำอะไรเป็นหมด จนจะให้ท่านมาเป็น engineer ปฏิบัติ อันเกี่ยวกับ เครื่องจักร ในปัจจุบัน อันแสนจะยุ่งยาก ก็ทำได้ทันที อย่างนี้ เป็นต้น เพราะว่า "รู้สิ่งทั้งปวง" เขาเข้าใจกันอย่างนี้
เมื่อตรวจดูตามตัวหนังสือ ตามอรรถ ในพระบาลี อรรถกถา ระบุชัดแต่เพียงว่า "รู้ทุกสิ่งที่ควรจะรู้ สำหรับความเป็น พระพุทธเจ้า" ทุกสิ่งที่ควรจะรู้ สำหรับความเป็น พระพุทธเจ้า
ข้อแรก ก็ต้องรู้จักดับความทุกข์ ทุกอย่างทุกประการ ดับทุกข์ได้แล้ว รู้เรื่องความดับทุกข์ทุกอย่างทุกประการ จะให้พูดในแง่ไหน ปริยายไหน อะไรอย่างไรก็ได้ บรรดาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความดับทุกข์ ละก็ รู้ทุกสิ่ง นี่เรียกว่า สัพพัญญู.
ส่วนสิ่งนอกนั้น ที่ไม่เกี่ยวกับ เรื่องการตรัสรู้ เรื่องความดับทุกข์ ก็รู้อีกมากมาย เหมือนกัน แต่จะพูดถึงเท่ากับว่า จะให้พูด ภาษาต่างประเทศ เดี๋ยวนี้ก็จะพูดได้ หรืออะไรทำนองนี้ มันก็เป็นเรื่องขัดกัน กับเหตุผล ที่มีอยู่ในคัมภีร์ นั้นๆ เพราะฉะนั้น เอาเป็นว่า เรื่องที่เป็นความดับทุกข์ และเกี่ยวข้อง กันอยู่กับ ความดับทุกข์แล้ว ท่านรู้หมด


จากคุณ : 1133 - [ 17 ก.พ. 48 23:43:32 A:203.145.27.212 X: TicketID:086500 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

ขอต่อนะครับ #7ของคุณ DigiTaL-KRASH!!!

คำว่า วิทยาศาสตร์ นั้น เรายังเข้าใจกันอยู่แต่เพียงว่า เป็นเรื่องวัตถุ เป็นเรื่องโลกๆ
เป็นเรื่องของใหม่ๆ เป็นของทำเทียม เป็นของทำปลอม อะไรขึ้นมาหลอกคน,
เข้าใจคำว่า วิทยาศาสตร์ ไปเสียอย่างนี้ แล้วมันก็จะ พูดกันไม่รู้เรื่อง.
ที่จริงคำว่า วิทยาศาสตร์ นั้น ใช้เป็นคำเรียก สิ่งที่มีความจริง,
และจริงชนิดที่ปรากฏเห็นๆอยู่ และจริงชนิดที่พิสูจน์ได้ ทดลองได้ ไม่ต้องอาศัย การคำนึงคำนวณ,
ไม่ต้องอาศัย ความเชื่ออย่างงมงาย, ไม่ต้องอาศัย ความยึดมั่น อย่างละเมอเพ้อฝัน.
อาตมาใช้ชื่อ ชุดการบรรยาย นี้ว่า ธรรมะในฐานะวิทยาศาตร์
นี่ก็เพราะว่ามันเป็นความจริง ที่ธรรมะนั้น มันเป็นวิทยาศาสตร์,
เราไม่รู้ความจริงข้อนี้ ก็เลยไม่เข้าใจ ก็เกิดความชะงักงัน
หรือยังเป็นหมัน ในการที่จะใช้ธรรมะ อย่างกะว่า เป็นวิทยาศาสตร์


ในบัดนี้ มีปัญหาคาราคาซัง กันอยู่ในที่ทั่วๆไป คือมีคนบางพวก กำลังเถียงกันอยู่
เกี่ยวกับคำว่า ศาสนา หรือคำว่าธรรมในที่นี้. เขาเถียงกันว่า พุทธศาสนานี้เป็นปรัชญา ไม่ใช่เป็นศาสนา
อย่างนี้ก็มี; นี่เพราะเขาไม่รู้ ความหมาย ของคำว่า ศาสนา หรือรู้เป็นอย่างอื่นไปเสีย.
อาตมา เคยบอกมาหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ถ้าเป็นศาสนา จะต้องเป็นวิทยาศาสตร์,
ถ้าเป็นพุทธศาสนา จะต้องเป็นใน รูปของวิทยาศาสตร์, ไม่เป็นไปใน รูปของปรัชญา
ซึ่งเราจะต้อง ทำความเข้าใจกัน ให้ชัดเจนต่อไป. เดี๋ยวนี้ มัวแต่ เถียงกันไป เถียงกันมา ว่า
พุทธศาสนา เป็นปรัชญา ไม่ใช่เป็นศาสนา ดังนี้บ้าง, และยังมีที่เถียงกัน พูดกันว่า
พุทธศาสนานั้น ขัดกับวิทยาศาสตร์ ดังนี้บ้าง.
การพูดว่าขัดกับวิทยาศาสตร์นั้น สำหรับคนในสมัยปัจจุบันนี้
เขาถือว่า มันเป็นเรื่องใช้ไม่ได้, ถ้ามัน ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์แล้ว มันก็ไม่เป็นความจริง.
นี้เขาหาว่า พุทธศาสนา ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์; เราบอกว่า ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น,
พุทธศาสนานั่นแหละ เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เสียเอง,
บางคนเป็นไปมากจนถึงกับว่า พุทธศาสนามิใช่ศาสนาไปเสียอีก อย่างนี้ก็มี,
ด้วยเขาไปหลงในปรัชญา ให้พุทธศาสนากลายเป็นปรัชญา,
เขาจึงเรียนพุทธศาสนากัน แต่ในรูปแบบของปรัชญา เลยทำให้ ดับทุกข์ไม่ได้
นี่ขอให้สนใจคำที่อาตมากำลังยืนยันว่า ถ้าเรียนพุทธศาสนา กันใน รูปแบบของ ปรัชญา แล้ว จะไม่ดับทุกข์,
มันจะไม่เป็นการดับทุกข์. เราต้องเรียน พุทธศาสนา กันในรูปแบบของ ศาสนา ที่มีลักษณะ เป็นวิทยาศาสตร์
แล้วก็ปฏิบัติ ลงไปได้จริงๆ จนดับทุกข์ได้.

พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา, พุทธศาสนาไม่ใช่วิชาจิตวิทยา, พุทธศาสนาไม่ใช่วิชาตรรกวิทยา,
พุทธศาสนาไม่ใช่ลัทธิสำหรับเชื่ออย่างงมงาย; แต่พุทธศาสนาเป็นเรื่องจริงของธรรมชาติ
อย่างที่เรียกกันว่า เป็นวิทยาศาสตร์ สำหรับปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ตามกฏของธรรมชาติ โดยตรง.
ฉะนั้น เราจงมารู้จักพุทธศาสนา ในฐานะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ กันเสียให้ถูกต้อง,
จะได้ป้องกันโรคเห่อปรัชญา ที่กำลังระบาด จะคลุมโลกทั้งหมด;
โรคเห่อปรัชญานี้ กำลังระบาดมาก จะคลุมโลกทั้งหมด เป็นโรคเสียอย่างนี้เสียแล้ว
ก็ศึกษาพุทธศาสนา ให้สำเร็จประโยชน์ไม่ได้, จึงขอโอกาส มาทำความเข้าใจ เรื่องนี้ กันเสีย สักคราวหนึ่ง ให้ถึงที่สุด.
อาตมาก็รู้สึกว่า คงเป็นที่เบื่อหน่าย ของท่านทายกทายิกาบางคน เพราะมันเป็น เรื่องที่ฟังดูแล้ว มันคล้ายกับ คนละเรื่องของตน,
แต่อาตมาก็ได้บอกแล้วข้างต้นว่า มันเป็นความจำเป็น ที่จะต้องพูดกันเรื่องนี้
จึงขอโอกาสพูดเรื่องนี้ โดยชี้แจง ให้ชัดเจน เป็นตอนๆ ไปตามลำดับ จนกว่า จะเพียงพอ.


สิ่งซึ่งมิใช่วิทยาศาสตร์ นั้น มีอีกมากมาย ที่เขาพอใจ หลงใหลกันนัก
ในสมัยนี้ ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา, คล้ายกับว่า โลกสมัยนี้ เป็นโลกที่ เห่อปรัชญา,
การเห่อปรัชญา ก็จะเป็นโรคระบาดเต็มโลก; อาตมาก็ต้อง ป้องกันตัว ไว้เสียก่อน
คือป้องกันตัว ของพระพุทธศาสนา หรือป้องกันตัว ให้แก่พระพุทธศาสนา
ว่าอย่าให้ โรคเห่อปรัชญา มาครอบงำเอา พระพุทธศาสนา,
ให้พุทธศาสนา สามารถจะแยกตัว ออกมาอยู่ใน รูปของวิทยาศาสตร์
สำหรับจะได้เรียน กันอย่าง เรียนวิทยาศาสตร์, สำหรับจะได้ปฏิบัติกัน อย่างปฏิบัติการ
ทางวิทยาศาสตร์ จึงได้พยายาม ชี้ให้เห็นว่า ธรรมะในฐานะวิทยาศาสตร์.



พุทธทาสภิกขุ


จากคุณ : 1133 - [ 17 ก.พ. 48 23:45:28 A:203.145.27.212 X: TicketID:086500 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

อย่าเพิ่งหาศรัทธาใหม่เลยครับลองศึกษาตามแนวพุทธที่แท้จริงดูก่อนครับ

ขอจบด้วยไอน์ไสตน์นะครับ

If there is any religion
Which is acceptable to
The scientific mind,
It is Buddhism.
Albert Einstein

ถ้าจะมีศาสนาใด
ซึ่งพอจะเข้ากันได้
กับแนวคิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
ศาสนานั้นคือศาสนาพุทธ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


จากคุณ : 1133 - [ 17 ก.พ. 48 23:47:11 A:203.145.27.212 X: TicketID:086500 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

คุโรมาตี้ สุดยอดการ์ตูนปรัชญาจริงๆเนอะ

เหมือนขำๆ แต่จริงๆ เป็นการคิดอีกมุมมองหนึ่งเหมือนกัน


ปล พี่DK ได้ศรัทธาใหม่เพราะแควนเปล่า อิอิ


จากคุณ : วัยซน สุดแสบ - [ 17 ก.พ. 48 23:56:20 A:203.144.136.48 X: TicketID:075904 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ขอบคุณคุณ 1133 มากครับ

ผมก็ไม่ได้ต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับพุทธศาสนานี่ครับ
เพียงแต่ผมกำลังศึกษามันใหม่อย่างเป็นระบบ เท่าที่เวลามี
และก็คงไม่ได้เปลี่ยนเป็นศาสนาอื่นด้วยครับ

อันที่จริง ผมเป็นแบบนี้มานานหลายปีแล้วครับ
ช่วงนี้ผมหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นด้วยซ้ำไปครับ
เพราะแต่ก่อนสนใจแค่ปรัชญาวิทยาศาสตร์อย่างเดียว

คุณ วัยซน สุดแสบ love เปล่าซะหน่อย
ทุกวันนี้ยังเถียงข้อปรัชญากับแฟนอยู่เล้ย..
------------------------
ป.ล.อ้อ เมื่อวานข้างบนผมคงจะเขียนสั้นไปครับ
ผมหมายถึงว่า ต้องตามหา section ของศรัทธาในพุทธศาสนาใหม่
ไม่ได้หมายความว่า ผมไปหาศรัทธาใหม่ในศาสนาใหม่อะไรเทือกนั้น
หรือไม่บางที ผมเปลี่ยนเป็นกรอบคิดโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มานานแล้ว
ตั้งแต่เริ่มโตเป็นวัยรุ่น และตอนนี้กำลังตามหาศรัทธาในพุทธศาสนาใหม่
นั่นเอง ส่วนจะเจออีกทีหรือไม่ ก็ต้องมาดูกันต่อไป

แก้ไขเมื่อ 19 ก.พ. 48 10:46:26

จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 18 ก.พ. 48 02:02:48 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 14

จริงๆมีแฟนเป็น "นักปัดยา" ก็ลำบากงี้แหละ
มีถกข้อธรรมเรื่อย ทำเอาเราต้องหาหนังสือ
วิชาปรัชญามาอ่านตาม -*- เดี๋ยวคุยกับเธอไม่รู้เรื่อง
---------------------------------------------------------

หลักการคิดที่เป็นรากฐานของวิทยาศาตร์
เป็นปรัชญาธรรมชาติ ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งในวิชาปรัชญาครับ

เมื่อก่อนยังเด็ก ผมยังมีประสบการณ์น้อยกว่านี้
ก็จะคิดเหมือนผู้ที่จบสาขาวิทยาศาสตร์มาใหม่ๆ ว่า
วิชาปรัชญาเป็นศาสตร์ที่ถึงทางตัน และล้าสมัย
แต่อันที่จริงแล้วถ้าขาดซึ่งปรัชญาความคิดที่เป็นรากฐาน
และระเบียบวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์จะก้าว
หน้าไปอย่างรวดเร็วแบบทุกวันนี้ไม่ได้
ทั้งนี้เพราะมันมีแก่นความคิดของมันอยู่

ดังนั้น ผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จึงควรศึกษา
วิชาปรัชญาอย่างยิ่ง เพื่อให้เติมเต็มในส่วนที่เราขาดไป
ในการเรียนที่เรียนมาในระบบการศึกษาในเมืองไทย
ที่ขาดการให้ความรู้วิชาปรัชญา ทำให้เด็กของเราขาด
การคิดอย่างเป็นระบบ ในขณะที่ต่างประเทศมีการให้เด็กเรียนตั้งแต่มัธยม

ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ก็มีส่วนสนับสนุนความก้าวหน้า
ของอภิปรัชญาบางประการ ซึ่งนักฟิสิกส์เป็นผู้อยู่แถวหน้า
ในหนทางเส้นนี้ เพราะปรากฏการณ์ธรรมชาติทุกอย่าง
ในระดับลึกจริงๆแล้ว ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าฟิสิกส์
เป็น underlying principle ของ
ปรากฏการณ์ทั้งหมด ซึ่งศาสตร์ที่เป็นเครื่องมือทำให้ฟิสิกส์
ก้าวหน้าไปได้มากขนาดนี้ ก็คือคณิตศาสตร์นั่นเอง

พุทธศาสนา ไม่ใช่ปรัชญาในแง่หนึ่ง เพราะมันมีส่วนของ
จิตวิญญาณอยู่ ส่วนในแง่ของ rationalism
มันก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกับปรัชญา ส่วนวิทยาศาสตร์
มีส่วนของปรัชญาก็จริงอยู่ แต่มันได้เติบโตมากขึ้น

จนกระทั่งเป็นศาสตร์ที่แยกออกไปต่างหากจากปรัชญา
ดังนั้น จะบอกว่าสิ่งใดในสามสิ่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
ก็ไม่ถูกนัก เราอาจจะบอกว่า มันเป็นคนละกลุ่มแยกกัน
เป็นคนละเซตแต่มีส่วนที่ intersec กันมากกว่าครับ

ผมเห็นว่า เราควรศึกษาทั้งสามอย่าง ไปพร้อมๆกัน
ไม่ควรขาดการศึกษาอย่างใดอย่างหนึ่ง เราอาจจะ
วิเคราะห์ส่วนที่คล้ายกันของแต่ละอย่างได้

ในขณะที่เราต้องมีความเข้าใจชัดเจนว่า เราไม่อาจใช้แต่ละอย่าง
มาเป็นตัววัด(benchmark) ให้กับอีกสองอย่างที่เหลือได้
ทั้งแนวคิดแบบพุทธ วิทยาศาสตร์ และปรัชญา

การนำมาเปรียบเทียบกัน ไม่ได้หมายความว่า
นำมาหาส่วนที่ขัดแย้งกัน แต่เนื่องจากทั้งหมดนี้
เป็นมรดกทางความคิด ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางความคิดของมนุษย์
ดังนั้นถ้าเรียนรู้ทั้งสามสิ่ง จะทำให้กระบวนการคิดของคนที่ศึกษา
เติบโตขึ้น และอาจจะสังเคราะห์สิ่งใหม่ๆได้
เช่นเดียวกับการที่เกิดกระแสการตั้งสหสาขาวิชาในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง

ซึ่งแม้การตั้งสหสาขาวิชานั้น David Bohm นักฟิสิกส์
ผู้หนึ่งที่เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่วางรากฐานกลศาสตร์ควอนตัม
จะได้กล่าวไว้ในหนังสือ Wholeness and the Implicate Order
ของเขาว่า มันเป็นการสร้างองก์ความรู้ใหม่ขึ้นมาแยกไปต่างหาก
แทนที่จะเป็นการรวมแนวคิดเข้าไว้ด้วยกัน แต่ผมเห็นว่า
การศึกษาองก์ความรู้ต่างๆที่มีการแยกกันออกไปนั้นเป็นเรื่องที่ดี
เพราะแม้ว่าสหสาขาวิชาที่เกิดขึ้น จะไม่ใช่การรวมความรู้เข้าด้วยกัน
แต่มันทำให้ความรู้ของมนุษย์เรามีหลากหลายสีสันมากขึ้นครับ

แก้ไขเมื่อ 18 ก.พ. 48 03:01:58

จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 18 ก.พ. 48 02:57:32 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 15

เพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ สำหรับผู้ที่สนใจ
ผมนำประวัติของ เดวิด โบห์ม มาฝากครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/David_Bohm


จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 18 ก.พ. 48 03:19:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

โอววว...แฟนคุณ DigiTaL-KRASH!!! เป็นเด็กปรัชญาด้วย น่าสนๆ...ฮาๆๆๆ ย้อเย่นนนน

จากคุณ : extraordinary - [ 18 ก.พ. 48 10:56:52 A:61.90.117.63 X: TicketID:077437 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

#14  ก็ว่ากันไปครับ
จริง ๆ แล้วจุดมุ่งหมายของทั้งปรัชญาและศาสนามันต่างกัน
ศาสนาเน้นการปฏิบัติ ให้ บรรลุ สิ่งสูงสุดของศาสนานั้น
โดยไม่จำเป็นต้องไปค้นคว่าหาคำตอบต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาของตน
ส่วนปรัชญา ศึกษา หาคำตอบทุก ๆ ทาง ของทุกปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบตายตัว
ปรัชญานั้น ก็เน้นปัญญาเหมือนกันเพราะปรัชญาก็แปลว่าปัญญา.
แต่เป้นปัญญา ในระดับ จินตมยปัญญา ซึ่งไม่ใช่ปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา
ปรัชญา จึงไม่สามารถทำให้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้


จากคุณ : prasitstar - [ 18 ก.พ. 48 18:39:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ตอนนี้ในห้องสมุดมีกระทู้ที่คาบเกี่ยวเกี่ยวกับ ทฤษฏีองก์ความรู้(epistemology) อยู่สองอันครับ ถ้าหากคุณ extraordinary หรือท่านอื่นๆอยากเข้าไปดู

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3303450/K3303450.html

ป.ล.ห้ามเข้าไปทะเลาะกัน เราไม่หนับหนุน

แก้ไขเมื่อ 18 ก.พ. 48 19:03:46

จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 18 ก.พ. 48 19:02:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 19

อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา
อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้
อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเองอย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน
อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว
อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้ เป็นครูของเรา
ดังนั้นความรู้ที่ได้จากการตรรกศาสตร์จึงไม่สมบูรณ์ครับ


ที่ไม่สมบูรณ์เพราะอะไร เพราะตรรกศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยความรู้ของมนุษย์ครับ
และเพราะความรู้ของมนุษย์มีจำกัดก็จะส่งผลทำให้ตรรกศาสตร์บิดเบือนตามไปด้วยดังนั้น
ความรู้ที่ได้จากตรรกศาสตร์จึงไม่น่าจะสามารถสมบูรณ์ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ


จากคุณ : Pongkm (Pongkm) - [ 18 ก.พ. 48 19:35:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

ตรรก ยากสัมบูรณ์
เพราะตรรกต้องอาศัยทฤษฏีและข้อมูลเพื่อหาข้อสรุป
ทฤษฏีที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นก็เห็นๆกันอยู่ว่าอาจยังไม่ต้องตรงจริง
ดังจะเห็นได้ว่ายังมีทฤษฏีใหม่ๆเข้ามาแทนที่ของเก่าอยู่เรื่อยๆ
ข้อมูลก็เช่นกัน อาจยังไม่ต้องตรงจริง
เพราะ 'ความจริง' มีหลายระดับ
ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากมิติไหน ระนาบใด


จากคุณ : ลมรำเพย เลยรำพัน - [ 18 ก.พ. 48 20:43:57 A:61.91.65.128 X: TicketID:074598 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

เห็นด้วยกับ#17ครับ
รวมทั้ง# 19
และขอขอบคุณ คุณDigiTaL-KRASH!!! ด้วย
ผมได้ความรู้และมุมมองใหม่อีกแล้วครับ


จากคุณ : 1133 - [ 18 ก.พ. 48 23:39:20 A:203.145.27.214 X: TicketID:086500 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

ขอบคุณครับ ที่จริงกระทู้นี้ดูน่าจะอยู้ในห้องสมุด
มากกว่านะ อยากให้ในห้องสมุดเป็นแบบนี้แหละครับ
ไม่ชอบให้คนพูดแรงๆกัน

ป.ล. จะกลับมาบอกว่า คุโรมาตี้เนี่ย เรื่องชอบ
ยิ่งเฟร็ดดี้ กับเมกาซาว่า นะ ตัวโปรดเลย

 
 


จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 19 ก.พ. 48 00:07:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

ความรู้จากตรรกะ คือ ได้จากการคิดจินตนาการจากข้อมูลที่จำๆมาจากการรับสัมผัสจากประสาททั้ง ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) แค่นั้นเอง มีข้อจำกัดมากมาย ยังอยู่ในขั้นของ สุตตามยปัญญาและจินตามยปัญญา ยังไม่ถึงระดับภาวนามยปัญญาซึ่งเป็นระดับ ญาณ

ดังนั้นข้อหนึ่งในหลักกาลามสูตร ๑๐ (ที่ห้ามเชื่อโดยง่ายๆ ๑๐ อย่าง) จึงมีข้อห้ามว่า

- มา ตกฺกเหตุ แปลว่า จงอย่าเชื่อเพราะนัยแห่งตรรกะ


จากคุณ : ชิฯ - [ 19 ก.พ. 48 00:39:55 A:24.88.219.31 X: TicketID:000833 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

แต่แควน พี่
ก้อจุดประกายทางด้านปรัชญา รึป่าว (ให้สนใจปรัชญา นอกจากวิทยาศาสตร์
(ทายผิดอีกเปล่า > < แหะๆ)

โอ๊ะ มีพี่ๆจาก ห้องสมุดมาด้วย

ปล ชอบ เฟร็ดดี้มากๆด้วยคน
หน้านิ่ง แต่ไม่ไหวแล้ว 555

(ทำไมทู้นี้ เราเอาแต่ไร้สาระน้า :p)


จากคุณ : วัยซน สุดแสบ - [ 19 ก.พ. 48 02:02:21 A:203.144.136.44 X: TicketID:075904 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

^
^

มีส่วนถูกอยู่บ้าง และเธอทำให้ผมแพ้
ในการอภิปรายเกี่ยวกับความจริง
(ที่แทบจะตีกันตายด้วยหมอน และหมอนข้าง)

จนในที่สุดผมต้องยอมรับกับเธอว่า
ความจริงเป็นสิ่งสัมพัทธ์ แต่ถ้าผมมีอาร์กิวเมนต์
ที่ว่าความจริงเป็นสิ่งสัมบูรณ์ได้เมื่อไหร่
จะดีใจมาก เพราะส่วนตัวก็อยากเชื่อเช่นนั้น...
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3303563/K3303563.html#12


จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 19 ก.พ. 48 03:21:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ปรัชญาก็คือปรัชญาละนะ
แต่ว่า.. เมื่อหาความจริงได้สมบูรณ์แล้วชีวิตจะดีขึ้นหรือเปล่า
ส่วนตรรกะนั้น ยังไงๆก็ให้คำตอบไม่ได้สมบูรณ์อยู่แล้วละ


จากคุณ : firstini chemistani - [ 19 ก.พ. 48 10:38:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

ไม่รู้เรื่องครับ

คิดมากกันไปรึเปล่าอ่า

แล้วถ้าเกิดคุนๆหาความจิงสัมพัดๆบูนๆได้แล้ว

มันจาเป็นไงหรอ???

จาดีใจมะคับ???

ถ้ารู้หมดครอบรอบทุกเรื่องแล้ว

จาเปงไงอ่า จาชอบยังงั้นหรอ???


จากคุณ : โย่ๆ - [ 19 ก.พ. 48 13:11:17 A:unknown X:unknown, unknown, 202.28.62.68 TicketID:086431 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

ขอบคุณท่าน DigiTaL-KRASH!!! และท่านอื่นสำหรับความเห็นมากมายครับ ดีจัง มีคนคอเดียวกัน

คุณเด็กแซ๊บข้างบน รอเวลาอีกสักนิดครับ ให้เห็นโลกมากขึ้น วันหนึ่งคุณอาจคิดเหมือนพวกเราก็ได้ ที่สำคัญอย่าละเลยที่จะเรียนรู้สิ่งรอบๆตัว มันสำคัญจริงๆนะโย่ว


จากคุณ : เจ้าของกระทู้ซั่บ-โย๋ววว - [ 19 ก.พ. 48 20:35:39 A:61.90.83.88 X: TicketID:077437 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

โย่! (ไม่โย่ละ techno geek อย่างผมเท่กว่าเด็กแนวเยอะ อะโด่...)
ฝาก จขกท นี้ด้วยครับ เผื่อสนใจเข้าไปอ่าน
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3303563/K3303563.html
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3304574/K3304574.html#16
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3303450/K3303450.html
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K3299430/K3299430.html

 
 


จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!! - [ 20 ก.พ. 48 10:24:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

ความรู้ต่างๆ ที่เกิดจากมนุษย์
ก็เป็นความรู้ดั้งเดิมของธรรมชาติ

...สัตว์ทั่วไป ก็รู้ได้
สัตว์บางอย่าง อาจรู้บางอย่างดีกว่ามนุษย์เสียอีก

เช่นมดรู้เรื่องฝนจะตก ได้ดีกว่ามนุษย์เป็นต้น

... มนุษย์ ก็คือ สิ่งสมมติสิ่งหนึ่งในจักรวาล ความรู้ของมนุษย์ก็ใช้ได้ในหมู่มนุษย์เท่านั้น
เป็นสิ่งสมมติระหว่ามนุษย์ด้วยกัน


จากคุณ : นายแอ๊ด เมืองนนท์ - [ 21 ก.พ. 48 07:56:04 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
รายละเอียด : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys  Science Symbol Generator
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป