◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ==>รายงานพิเศษ...กองทุนวายุภักษ์-กบข. ความหวังฟื้นตลาดหุ้น

    รายงานพิเศษ...กองทุนวายุภักษ์-กบข. ความหวังฟื้นตลาดหุ้น

    ความซบเซาของบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ขณะนี้ ยังไม่มี
    วี่แววว่าจะปรับตัวดีขึ้น เมื่อมองดัชนีที่ปรับตัวลดลง รวมไปมูลค่าการซื้อขายที่ซบเซา
    โดยเฉพาะช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เฉลี่ยเพียงวันละกว่า 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น เมื่อ
    เทียบกับช่วงปลายปีที่มูลค่าการซื้อขายสูงถึง 4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ทั้งนี้เป็นผลมา
    จากปัจจัยที่ไม่คาดคิดหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของไข้หวัดนกในช่วงต้นปี
    สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะ
    คลี่คลายลง รวมไปถึงมาตรการความชัดเจนต่างของกฎเกณฑ์การซื้อขาย ที่สร้าง
    ความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุน
    และล่าสุดแม้ว่าสถานการณ์บางอย่างเริ่มดีขึ้น ทั้งเรื่องไข้หวัดนก รวมทั้ง
    ความชัดเจนในการใช้มาตรการต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อมีการปรับเปลี่ยน
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ มาเป็น ดร. สมคิด จาตุศรี
    พิทักษ์ แต่กลับกลายเป็นว่าปัจจัยภายนอก เรื่องกระแสการก่อการร้ายทั่วโลกก็เกิด
    ขึ้น จนกลบข่าวดีเรื่องดังกล่าวจนหมด ส่งผลให้การซื้อขายยังคงซบเซาต่อไป ซึ่งแม้
    บางวันดัชนีจะสามารถปรับตัวปิดบวกได้ แต่ก็ไม่มากนัก เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ยัง
    คงชะลอการลงทุนอยู่
    ดังนั้นในสภาวการณ์แบบนี้ ความหวังของนักลงทุนคงไม่มีอะไรมากไปกว่า
    การฝากความหวังไว้กับ กองทุนรวมหรือนักลงทุนประเภทสถาบันในประเทศ ที่จะเข้า
    มาลงทุนในตลาด และมีส่วนผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้น ซึ่งขณะนี้กองทุนรวมวายุภักษ์
    1 ถือเป็นความหวังสูงสุดของนักลงทุนและตลาดในช่วงที่ซบเซาขณะนี้ได้เป็นอย่าง
    ดี หลังจากดำเนินการจัดตั้งมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2546 จนสามารถจัดตั้งและ
    เปิดขายหน่วยลงทุนให้ประชาชนได้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 ที่ผ่าน ตามนโยบาย
    ของรัฐบาลที่ต้องการให้กองทุนมูลค่า 1 แสนล้านบาทนี้ เป็นหลักในการลงทุนและ
    พัฒนาตลาดทุนของประเทศ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกและโอกาสการลงทุนให้
    กับประชาชน ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศต่ำ ผลตอบแทนน้อย จึงทำให้กอง
    ทุนรวมของรัฐบาลเกิดขึ้น
    อย่างไรก็ตาม เมื่อภาวะตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นเมื่อช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่าน
    มา ความจำเป็นในการพยุงตลาดของกองทุนวายุภักษ์ดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็น
    มากนัก นอกจากการเน้นลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน และกับ
    รัฐบาลในระยะยาว แต่ทันทีที่ขึ้นปีใหม่ดัชนีปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับที่เคย
    ขึ้นไปถึง 800 จุด เหลือเพียงกว่า 680 จุดในปัจจุบันนี้
    เพราะฉะนั้นเมื่อตลาดหุ้นซบเซา การคิดถึงกองทุนพยุงหุ้นจึงมักจะเกิดขึ้น
    ตามมาอย่างหลีกเลี่ยง และพุ่งเป้ามาที่กองทุนรวมวายุภักษ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    ทันที โดยเฉพาะเม็ดเงินที่ยังเหลืออยู่อีก 30,000 ล้านบาท ที่มีกระทรวงการคลัง โดย
    คณะกรรมการลงทุนของกองทุนฯ เป็นผู้ดูแลอยู่ ว่าจะสามารถนำเงินดังกล่าวมาลงทุน
    เพิ่มในตลาดหลักทรัพย์ได้หรือไม่
    ทั้งนี้ ในกองทุนรวมวายุภักษ์ขนาด 1 แสนล้านบาทนั้น กระทรวงการคลังจะ
    ร่วมทุนจำนวน 30% จำนวน 3 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 7 หมื่นล้านบาท เป็นการระดม
    ทุนด้วยการขายหน่วยลงทุนให้กับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป โดยเงินจำนวน 7 หมื่นล้าน
    บาท นำไปซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถืออยู่ จำนวน 12 ตัว
    ประกอบด้วย 1. บมจ.ธนาคารกรุงไทย 2.หุ้นบุริมสิทธิธนาคารกรุงไทย 3.
    บมจ.การบินไทย 4.บมจ.ปตท. 5.หุ้นบุริมสิทธิธนาคารไทยพาณิชย์ 6. บมจ. กรุงเทพ
    ประกันภัย 7.บมจ.ทิพยประกันภัย 8.บมจ.กรุงเทพโสภณ 9.บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย 10.
    บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง 11.บมจ.ฟินิคซ์ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ และ 12.DR หุ้น
    สามัญ ของบมจ.บางจากปิโตรเลียม
    ส่วนอีก 3 หมื่นล้านบาทนั้นกระทรวงการคลังจะเก็บไว้เงินสภาพคล่อง ซึ่ง
    จำนวนเงินก้อนนี้นั้น ในหนังสือชี้ชวนระบุ ว่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้นำไปทำอะไร
    สามารถ นำไปลงทุนได้ในตราสารการเงิน เช่น ตั๋วเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน พันธบัตร หุ้น
    กู้ด้อยสิทธิหุ้น บุริมสิทธิ เป็นต้น
    ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับคำยืนยันมาตลอดจากอดีด รมว.คลัง ว่าจะไม่มีการนำเงิน
    ในส่วนนี้ไปลงทุนในหุ้นทุน หรือในตลาดหลักทรัพย์แต่อย่างใด เพราะเป็นการผิดตาม
    เกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน อีกทั้งยังมองว่า กองทุนวายุภักษ์ไม่ควรเข้า
    ไปลงทุนในหุ้นของเอกชน เนื่องจากจะเป็นการชี้นำตลาดได้ เพราะหากบริษัทเอกชน
    เกิดมีผลการดำเนินงานขาดทุนจะส่งผลให้การบริหารของกองทุนวายุภักษ์เกิดการ
    ขาดทุนตามไปด้วย
    แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าความต้องการในการนำเงินจำนวนนี้เข้ามาลงทุน
    ในตลาดหลักทรัพย์ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อดีต
    ประธานกองทุนวายุภักษ์ ที่ปัจจุบันครบวาระไปแล้วนั้นมีแนวความคิดมาตลอดที่จะ
    ผลักดันและเปิดช่องให้กองทุนวายุภักษ์สามารถลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 11 ตัวเป็น
    24 ตัว รวมทั้งมองว่าการนำเงินที่กันไว้จำนวน 3 หมื่นล้านบาทของกระทรวงการคลัง
    ไปลงทุนในตราสารหนี้อย่างเดียวจะได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ แต่ทั้งนี้การ
    ดำเนินการใดๆก็ตามจะต้องมีการหารือ และพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียดเพื่อไม่
    ให้เกิดปัญหาตามมา
    จนล่าสุด เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ดร.สมคิด เข้ามา ความ
    หวังในการนำเงินจำนวนดังกล่าวมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเริ่มมีความเป็นจริง
    มากขึ้น เพราะตามที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าการกลับมาเป็น รมว.คลัง ครั้งที่ 2 ในรอบ 3
    ปีของรัฐบาลชุดนี้นั้น การผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ฟื้นจากความซบเซา ถือเป็นเป้า
    หมายหลักอย่างหนึ่งของขุนคลังคนใหม่ เพราะฉะนั้นหากกระทรวงการคลังสามารถนำ
    เงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาลงทุนเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหลักทรัพย์ได้ ก็จะส่ง
    ผลดีต่อตลาด ไม่เพียงแต่เรื่องของดัชนี หรือมมูลค่าการซื้อขาย แต่สิ่งที่สำคัญ
    มากกว่านั้น น่าจะอยู่ที่การดึงความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจของนักลงทุนให้กลับมาได้
    อีกครั้งหนึ่ง
    โดยล่าสุด ก็เริ่มมีสัญญาณให้คณะกรรมการกำกับการดำเนินงานของกองทุน
    รวมวายุภักษ์ มีการศึกษาและตีความกรอบการลงทุนของเงินจำนวนดังกล่าวอีกครั้งว่า
    จะสามารถทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์หน้า
    อาจจะมีข่าวดีในเรื่องนี้ออกมา หลังจากก่อนหน้านี้มีการถกเถียงถึงประเด็นดังกล่าว
    มาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม เพราะอย่าลืมว่าเม็ดเงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ในขณะนี้แม้
    จะไม่มากนัก แต่ก็อาจจะส่งผลในแง่บวกและบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
    ให้กลับมาคึกคักได้ไม่มากก็น้อย
    ซึ่งนอกจากประเด็นเรื่องนี้แล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารกองทุนจะต้องพิจารณา
    ด้วยก็คือ ผลตอบแทนของผู้ถือหน่วยซึ่งกองทุนการันตีว่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 3% ก็เป็น
    สิ่งที่ผู้บริหารกองทุนต้องดูแลด้วย แม้ว่าการลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะมีความ
    เสี่ยงสูง แต่ก็ได้รับผลตอบแทนที่ดี อีกทั้งในภาวะที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่มี
    ราคาปรบตัวลดลง และบางตัวปรับลดลงต่ำกว่าพื้นฐาน ซึ่งถือว่ามีราคาถูกมากแล้ว
    นั้น ก็น่าจะเป็นโอกาสดีในการลงทุนเพิ่มของกองทุนที่จะหากำไรคืนให้กับผู้หน่วย ซึ่ง
    ถือเป็นประเด็นสำคัญของการบริหารกองทุนด้วย
    ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นว่ากองทุนวายุภักษ์ เป็นความหวังสูงสุดของนักลงทุนที่
    หวังจะให้มาพยุงตลาดแล้วนั้น อีกกองทุนของรัฐบาลที่จะมองข้ามไปไม่ได้ และเป็น
    อีก 1 ความหวังของตลาดหุ้นไม่น้อยกว่า กองทุนวายุภักษ์ ก็คือ กองทุนบำเหน็จ
    บำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งถือเป็นกองทุนรัฐบาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตอนนี้ โดย
    ปัจจุบัน มีมูลค่าสินทรัพย์ถึง 2.4 แสนล้านบาท และแบ่งสัดส่วนการลงทุนในตลาด
    หลักทรัพย์ 15% ของมูลค่าสินทรัพย์รวม โดยในปีนี้ กบข. มีเป้าหมายที่จะขยายการ
    ลงทุนในตลาดฯเพิ่มเป็น 17-18% ดังนั้นจึงคาดว่าเม็ดเงินส่วนนี้ แม้ไม่มากนัก แต่ก็น่า
    จะมีส่วนช่วยเสริมให้ภาวะการลงทุนตลาดดีขึ้นมาได้บ้าง
    ในช่วงที่ผ่านมานั้น กบข. ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
    ประมาณ 20% และคาดว่าการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจะทำให้ได้รับผลตอบแทนเพิ่ม
    เป็น 30% โดยกบข. จะเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม สถาบันการเงิน วัสดุก่อสร้างบางตัว กลุ่ม
    พลังงาน กลุ่มสื่อสารฯ ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มที่จะเพิ่มการลงทุนในตลาด
    หลักทรัพย์นั้น ก็น่าจะเป็นผลดี และสร้างความหวังให้กับนักลงทุนในตลาดฯบ้าง ซึ่ง
    จากการพิจารณายอดซื้อ-ขายสุทธิ ของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ในช่วงสัปดาห์นี้
    ( 19-23 มี่นาคม) จะเห็นว่า นักลงทุนสถาบันมียอดซื้อสุทธิรวมกันประมาณ 1.4 พัน
    ล้านบาท แม้จะเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่ก็น่าจะเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีได้
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความหวังทั้งหมดจะเป็นจริงมากน้อย แค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับทาง
    คณะกรรมการการลงทุนของทั้ง 2 กองทุนเป็นหลักว่าจะพิจารณาความเหมาะสมใน
    การลงทุนกันอย่างไร แต่ในฐานะนักลงทุนไทยขณะนี้ ความหวัง หรือแสงสว่างปลาย
    ทางที่จะมองเห็น น่าจะอยู่ที่เม็ดเงินการลงทุนกับ กองทุนของรัฐบาลทั้ง 2 กองทุนนี้
    แน่นอน จะลงทุนมากหรือน้อย ก็อีกเรื่องหนึ่งแต่ขอให้มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนเป็นยาชู
    กำลังให้กับตลาดหลักทรัพย์ยามนี้ได้ชื่นใจกันบ้าง ซึ่งก็หวังว่าในสัปดาห์หน้าเราจะ
    เห็นแนวโน้มชัดเจนที่ดีๆออกมา โดยเฉพาะจากกระทรวงการคลัง ว่าจะสามารถปรับ
    กรอบการลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 อย่างไรได้บ้าง
    หรือว่ารัฐบาลจะรีบเข็นกองทุนวายุภักษ์ 2 ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ากองทุนไม่ต่ำ
    กว่า 5 หมื่นล้านบาท ออกขายประชาชน ตามวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นที่
    มีความเสี่ยง บริษัทขนาดใหญ่และโครงการของภาค รัฐบาล มาลงทุนในตลาดหุ้นต่อ
    ไป

    By : Salinee Siripraiwan
    efinancethai.com

    จากคุณ : ฟูยี - [ 25 มี.ค. 47 18:24:35 A:210.86.156.40 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม