◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ---- ฟองสบู่กับเกาหลีใต้ (โดย อ. วีรกร) ----

    บทความในมติชนสุดสัปดาห์ที่น่าสนใจมากๆ ครับ อยากใด้ได้อ่านกันครับ
    ----------------------------------------------------------
    อาหารสมอง

    วีรกร ตรีเศศ [email protected]

    ฟองสบู่กับเกาหลีใต้

    เกาหลีใต้กำลังประสบกับฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่ภาครัฐกำลังหวาดหวั่นว่าหากเกิดแตกขึ้นมาจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเกาหลีใต้มีบทเรียนบางประการสำหรับประเทศไทยที่มีอะไรหลายอย่างคล้ายคลึงกัน

    ในช่วงปี 2545-2546 ที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในกรุงโซลกลายเป็นแหล่งขุดทองสมัยใหม่ ไม่ว่านายธนาคาร หรือแม่บ้าน แห่กันเข้าไปในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงอย่างเหลือเชื่อ เพราะราคาของอพาร์ตเม้นต์ในชานเมืองที่กำลังเป็นที่นิยมพุ่งราวจรวด ผู้คนต่างพากันเข้าไปซื้อเก็งกำไรจนราคาถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างลืมวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 6 ปีก่อนที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการกระทำแบบเดียวกัน

    ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ราคาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉลี่ยได้พุ่งขึ้นในอัตราที่สูงมากอย่างสูงกว่าช่วงเวลาใดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ทางการได้ประมาณว่าราคาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉลี่ยได้สูงขึ้นประมาณร้อยละ 31.4 ระหว่างมกราคม 2544 และสิงหาคม 2546 สาเหตุมาจาก

    (ก) อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าที่ผ่านมา (อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าดีสุดคือร้อยละ 6.2)

    (ข) โอกาสในการลงทุนที่มีจำกัดจึงหันมามุ่งเก็งกำไร

    (ค) สถาบันการเงินยินดีปล่อยกู้ให้แก่นักเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ตราบที่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน

    (ง) รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ในการใช้จ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ



    เกาหลีใต้มีประวัติของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์มาแต่ทศวรรษ 1980 เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างดีมานด์และสัพพลายของที่อยู่อาศัย เนื่องมาจากเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนมีเงินทองเพิ่มขึ้น แต่จำนวนที่อยู่อาศัยที่เสนอขายขยายตัวตามไม่ทัน ภาครัฐจึงโดดเข้ามาช่วยเกื้อหนุนให้มีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในเมืองใหญ่ แต่กว่าจะมีปริมาณเพียงพอก็มีการเก็งกำไรจนราคาสูงขึ้นไปพอควร แต่ทั้งนี้ก็เป็นไปเพราะมีความต้องการอยู่อาศัยจริง

    อย่างไรก็ดี ฟองสบู่ในครั้งนี้มาจากการเก็งกำไรโดยแท้ นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของรัฐบาลที่มีมาแต่ครึ่งหลังของปี 2541 ตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างต่ำ และในเวลาเดียวกันทำให้ผลตอบแทนในการลงทุนจากการฝากเงินในธนาคารต่ำไปด้วย (อยู่ประมาณร้อยละ 3.75)

    แรงผลักจากการได้ผลตอบแทนต่ำจากการฝากธนาคาร และจากตลาดหุ้นโดยเปรียบเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ และแรงดูดจากผลตอบแทนจากการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ก่อให้เกิดการเก็งกำไรขนาดใหญ่

    รัฐบาลตัดสินใจโดดลงมาสกัดการเก็งกำไรที่อาจใหญ่โตขึ้นต่อไปจนควบคุมไม่ได้ โดยประธานาธิบดี ROH MOO HYUN ระบุว่า ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในปัญหาเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศ ในเบื้องแรกก็เกรงว่าการที่ที่อยู่อาศัยมีราคาสูงขึ้นมาอาจไปสะกิดให้เกิดการเรียกร้องจากสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งในเกาหลีใต้ให้เพิ่มค่าจ้างเพื่อให้สามารถมีที่อยู่อาศัยได้

    เมื่อค่าจ้างขยับสูงขึ้น ต้นทุนในการผลิตก็จะขยับตาม ความสามารถในการแข่งขันก็จะหายไปหากผลิตภาพ (PRODUCTIVITY) ไม่ขยับตามในสัดส่วนเดียวกัน

    ตัวอย่างเช่น สมมติคิดเฉพาะต้นทุนด้านแรงงาน คนหนึ่งคนปกติผลิตของได้ 100 ชิ้นต่อวัน (ผลิตภาพ) ค่าจ้าง 100 บาทต่อวัน ต้นทุนคือชิ้นละ 1 บาท ถ้าค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 200 บาท ถ้ายังมีผลิตภาพเท่าเดิมคือ 100 ชิ้นต่อวัน ต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นชิ้นละ 2 บาท (200 100) ทันที

    แต่ถ้าคนเดียวกันนี้มีความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้น หรือพูดอีกอย่างว่าผลิตภาพของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 200 ชิ้นต่อวัน ตันทุนก็จะเป็น 1 บาทต่อชิ้น (200 200) พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าค่าจ้างเพิ่มขึ้นและผลิตภาพเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ต้นทุนต่อหน่วยก็คงที่

    ไม่มีใครรู้ว่าถ้าค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นมากแล้ว ผลิตภาพในทุกอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้จะขยับตามทันหรือไม่ ดังนั้น การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่เศรษฐกิจเกาหลีทางอ้อม

    นอกจากนี้ก็เกรงว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นมากอาจผลักให้นักลงทุนต่างชาติหนีไปจีนหรือที่อื่นแทนได้



    อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเกาหลีใต้กลัวก็คือ ถ้าฟองสบู่แตกก็จะทำร้ายระบบการเงินที่กำลังมีปัญหาจากหนี้สิน ส่วนบุคคลที่สูงขึ้นอย่างผิดสังเกต (จากบัตรเครดิต และหนี้ส่วนบุคคล) เพราะเงินที่ใช้เก็งกำไรกันก็ล้วนมาจากสถาบันการเงินเหล่านี้ การเก็งกำไรอยู่ได้ตราบที่มีคนต่อไปมาซื้อไปในราคาที่สูงขึ้น และคนที่ซื้อไปก็หวังว่าจะมีคนต่อไปมาซื้อด้วยราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมอีก

    ปัญหาจะเกิดขึ้นก็เมื่อมีคนถัดไปเกิดคิดว่าหากตนซื้อไปแล้ว ไม่น่าจะมีใครมาซื้อต่อไปอีกด้วยราคาที่สูงขึ้น เมื่อคนคนนี้ไม่ซื้อ กระบวนการก็จบลง คนสุดท้ายที่แบกรับไว้ก็ถือไว้ค้างเติ่ง จ่ายดอกเบี้ยไปและในที่สุดไม่มีปัญญาใช้หนี้สถาบันการเงิน ที่เหลือก็พอวาดภาพได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะเราเพิ่งเห็นกันมา

    วิธีการสกัดไม่ให้การเก็งกำไรร้อนแรงกว่านี้ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ทำไปก็คือ บีบวงเงินให้กู้ยืมลงเหลือเพียงร้อยละ 40 จากร้อยละ 50 ของราคาตลาดของทรัพย์สิน และกำลังจะเก็บภาษีหลายประเภทจากบุคคลที่เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมากกว่าหนึ่งหลังในพื้นที่ก่อสร้างที่กำลังเป็นที่นิยมในด้านเก็งกำไร (ทางใต้ของกรุงโซลในบริเวณที่เรียกว่า KANG NAM)

    ในสองสามปีข้างหน้าผู้เป็นเจ้าของบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์หลายแห่งจะต้องจ่ายเพิ่มภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ดี ทุกอย่างต้องใช้เวลากว่าที่จะมีผลเต็มที่ และถ้ายังไม่ได้ผลคงมีอะไรที่รุนแรงกว่านี้ออกมาอีก

    ประธานาธิบดีดูจะเอาจริงในเรื่องนี้มาก เพราะประกาศว่าจะออกกฎหมายจำกัดสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (หลายชิ้นพร้อมกัน) ถ้าราคาอสังหาริมทรัพย์ยังพุ่งไม่หยุดแบบนี้ และยืนยันว่าจะไม่อดทนกับการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นอน

    คำพูดนี้ถูกวิจารณ์มากมายว่าเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชน

    โดยแท้จริงแล้ววิธีที่ชะงัดที่สุดในการสกัดดีมานด์ของการซื้ออสังหาริมทรัพย์อันมีวัตถุประสงค์ของการเก็งกำไรแฝงอยู่ก็คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่รัฐบาลไม่ต้องการใช้วิธีการนี้ เพราะจะทำให้การบริโภคใช้จ่ายต่างๆ ของประชาชนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ได้หยุดชะงักลง และอาจผลักเศรษฐกิจเข้าไปอยู่ในภาวะซบเซาอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งหลุดจากวิกฤตเศรษฐกิจมาก็เป็นได้

    โดยสรุปก็คือ รัฐบาลอยู่ในสภาพที่กระอักกระอ่วน เพราะใจหนึ่งก็ต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับสูง แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องการให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เย็นลง



    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกาหลีครั้งนี้มีเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมและนโยบายของรัฐบาลที่คล้ายคลึงกับของไทยเป็นอย่างมากอย่างน่าเอามาสังวร

    ล่าสุดในบ้านเราเป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้การเก็งกำไรคอนโดมิเนียมราคาสูงที่แม้แต่ยังไม่ได้สร้าง ได้เริ่มขึ้นแล้วเหมือนในตอนฟองสบู่กำลังฟ่อดคราวที่แล้ว และกำลังมีทีท่าจะไปไกลเพราะการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่โดยรอบกรุงเทพฯ และบางเมืองใหญ่กำลังร้อนแรงอย่างผิดสังเกต

    ถ้าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกจะทำให้มีคนเจ็บตัวเป็นจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    แต่จะรุนแรงแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบข้างในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก สถานะหนี้ต่างประเทศของเอกชน หนี้สาธารณะของประเทศ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ ฯลฯ

    ถึงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะยังไม่แตก แต่ในปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัวก็คือ ภาระหนี้จากการซื้อที่อยู่อาศัยของคนชั้นกลางทั้งล่างและบน ที่น่ารื่นแบกกันไว้ตอนดอกเบี้ยต่ำ ขณะนี้มีสัญญาณในระดับโลกว่าอัตราดอกเบี้ยอาจขยับขึ้น ซึ่งไทยก็ต้องขยับตามในเวลาต่อไป

    คำถามก็คือ คนเหล่านี้จะต้องแบกภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีกมากแค่ไหน ถ้าอัตราดอกเบี้ยขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ใน 5 ปีข้างหน้า

    บางคนอาจต้องสูญเสียบ้านเพราะไม่สามารถผ่อนได้อีกต่อไปในตอนนั้น เพราะอาจมีของแถมอีกคือหนี้ผ่อนรถยนต์ และผ่อนบัตรเครดิตด้วย หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างสมดุลกัน

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของครัวเรือนนั้นมันมีความเสี่ยงอย่างนี้แหละ ตราบที่ผู้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยทั่วไป มันก็ไปของมันได้ แต่ถ้าหากมีอะไรมาทำให้มันสะดุดไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลก การก่อการร้าย เงินเฟ้อ/การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ค่าเงินบาทไม่คงที่ ฯลฯ ในระดับบุคคลจะเดือดร้อนกันมาก

    และเศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนไปได้ยาก

    - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



    เครื่องเคียงอาหารสมอง

    คืนหนึ่ง ประธานาธิบดี บุช นอนไม่หลับกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงในทำเนียบขาว ก็เห็น ยอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกมาปรากฎกาย จึงถามว่า "ยอร์ช จะให้ผมทำอะไรที่ดีที่สุดเพื่อช่วยเหลือประเทศ" ก็ได้ยินเสียงตอบว่า "ทำตัวอย่างของการเป็นคนซื่อสัตย์และมีเกียรติศักดิ์ศรีเหมือนที่ฉันได้เคยทำ" พูดจบก็หายไป

    คืนต่อมาก็เจออีก คราวนี้เป็นผีของประธานาธิบดีโทมัส เจ็ฟเฟอสัน บุชก็ถามคำถามเดียวกัน ก็ได้คำตอบว่า "จงเคารพรัฐธรรมนูญเหมือนที่ฉันเคยทำซิ" ยังไม่ทันที่บุชจะถาม ภาพก็เลือนหายไป

    คืนรุ่งขึ้นผีของประธานาธิบดีแฟรงกลิน รูสเวลต์ ก็ปรากฏตัวอีก หลังจากคำถามเดิมของบุช คำตอบก็คือ "ช่วยประชาชนจริงๆ อย่างที่ฉันเคยทำซิ" พูดจบก็หายไปอีก

    เมื่อถึงคืนรุ่งขึ้น บุชก็เตรียมรับมือเพื่อขอความเห็นจากผีอดีตประธานาธิบดีอย่างเต็มที่ และคืนนั้นเขาก็ไม่ผิดหวัง ผีประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น ปรากฏตัว เขาไม่รอช้ารีบถามทันที "จะให้ผมทำอะไรที่ดีที่สุดเพื่อช่วยเหลือประเทศ" ก็ได้คำตอบจากลินคอล์นว่า "ไปดูละครซิ"



    น้ำจิ้มอาหารสมอง GENIUS IS PERSEVERANCE IN DISGUISE.

    (MIKE NEWLIN)

    อัจฉริยภาพคือความอุตสาหะพากเพียรที่แปลงร่างมา


    ---------------------------------------------------------


    จากคุณ : ชาเขียว - [ 29 พ.ย. 46 05:02:21 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม