◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    $$$ ซูเปอร์ริช กำเงิน 2.2 ล้านล้าน "ชินวัตร-ดามาพงศ์" ดีลเดียวฟัน 1% จีดีพี $$$

    ชำแหละความมั่งคั่งมหาเศรษฐีโลก 961 "ซูเปอร์ริช" 27 ประเทศ นั่งทับเม็ดเงินรวมกันกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ พบส่วนใหญ่มีอิทธิพลสูงต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ อีกทั้งไต่เต้ามาจากกลุ่มทุนผูกขาด สัมปทานและน้ำมันมากที่สุด เจ้าชายซาอุฯนำโด่งสัดส่วนทรัพย์สินต่อจีดีพีสูงที่สุดเกือบ 10% เจ้าพ่อลี-กาชิงครอบงำเศรษฐกิจฮ่องกง 7.98% ขณะที่ 2 ตระกูลดังเมืองไทย "ชินวัตร-ดามาพงศ์" รวยทันตาเห็น 1% ของจีดีพีไทย

    ความร่ำรวยของตระกูลผู้ถือหุ้นใหญ่เครือชิน คอร์ปอเรชั่น "ชินวัตร" และ "ดามาพงศ์" แม้จะนำมาซึ่งประเด็นคำถามมากมาย แต่ในอีกด้านหนึ่งได้เผยให้เห็นข้อเท็จจริงบางประการที่ควรตรวจสอบไปพร้อมๆ กัน

    นั่นคือ เม็ดเงินกว่า 73,000 ล้านบาทนั้น มีความหมายอย่างไร เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศไทย

    เพียงแค่รายได้จากการขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมทรัพย์สินเดิมที่สมาชิกแต่ละคนใน 2 ตระกูลนี้ครอบครองอยู่ เมื่อนำไปเทียบกับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยที่มีมูลค่าประมาณ 7.1 ล้านล้านบาท ก็มีสัดส่วนประมาณ 1% ของจีดีพีเข้าไปแล้ว

    หาก 7.3 หมื่นล้านบาท เป็นทรัพย์สินของคนคนเดียว ความมั่งคั่งนี้ทำให้ช่องว่างความรวย-ความจนห่างกันไกลลิบ เมื่อเทียบรายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ย 8,300 ดอลลาร์ หรือ 33,200 บาท (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานข้อเท็จจริงของโลก ซึ่งจัดทำโดยเว็บไซต์ www.cia.gov รายได้ต่อหัวของไทยเป็นตัวเลขประ มาณการปี 2548)

    หากนำรายได้ต่อหัวของประชากรมาคำนวณหาสัดส่วนต่อจีดีพี ก็เป็นแค่เศษเสี้ยวหานัยสำคัญไม่ได้ ของ 0.1% ของจีดีพีด้วยซ้ำ

    เมื่อแยกย่อยผู้ถือหุ้นแต่ละรายในตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ ได้แก่ ในฟากชินวัตร 1.พิณทองทา ชินวัตร ซึ่งจะได้รับเงินสดจากการขายหุ้นชินคอร์ป กว่า 604 ล้านหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 29,776.55 ล้านบาท 2.พานทองแท้ ชินวัตร จะได้รับเงินจากการขายหุ้นมากกว่า 450 ล้านหุ้น เป็นเงิน 22,583.60 ล้านบาท และ 3. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้รับเงินจากการขายหุ้น 20 ล้านหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 985 ล้านบาท

    ส่วนในฟากของตระกูลดามาพงศ์ ได้แก่ บรรณพจน์ ดามาพงศ์ (4.) ทรัพย์สินส่วนตัวจะงอกขึ้นทันที 19,918.19 ล้านบาท จากการขายหุ้นกว่า 404 ล้านหุ้น เช่นเดียวกับบุษบา ดามาพงศ์ ที่จะได้เงินจากการขายหุ้นเกือบ 1.6 แสนหุ้น เป็นเงิน 7.86 ล้านบาท

    นี่คือ ดอกผลของการสร้างอาณาจักรชินคอร์ป มานานกว่า 23 ปี จากจุดเริ่มของธุรกิจเล็กๆ ในนามบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ เซอร์วิส อินเวสต์เมนต์ ที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกิจจำหน่าย ให้เช่าและบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ได้เติบใหญ่เป็นอาณาจักรหลายแสนล้านในปัจจุบัน ภายใต้ โฮลดิ้ง คอมปะนี "ชิน คอร์ปอเรชั่น"

    ปัจจัยหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์เติบโตอย่างรวดเร็ว มาจากการเข้าสู่ธุรกิจสัมปทานในหลายๆ โครงการ อาทิ บริษัทชินวัตร ดาต้าคอม ที่ได้รับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ให้บริการสื่อสารข้อมูลดาต้าเน็ต เป็นเวลา 10 ปี ในปี 2532 จากนั้นในปี 2533 บริษัทชินวัตรเพจจิ้ง จำกัด ได้รับสัมปทาน 15 ปี จากองค์การโทรศัพท์ฯ เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ติดตามตัวโฟนลิงค์

    หลังจากนำบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย เมื่อประมาณกลางปี 2533 ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 210 ล้านบาท ได้ไม่นาน ปี 2534 บริษัทชินวัตร แซทเทลไลท์ ได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้สร้าง จัดส่ง และให้บริการดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติ โดยมีอายุสัมปทาน เป็นเวลา 30 ปี คุ้มครองสิทธิภายใน 8 ปี จากนั้น ในปี 2539 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ได้รับอนุญาตจากองค์การโทรศัพท์ฯให้ขยายอายุสัญญาการให้บริการ จาก ระยะเวลา 20 ปี เป็น 25 ปี ภายใต้เงื่อนไขที่ สามารถอนุมัติให้มีผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ได้

    ความร่ำรวยอย่างสุดโต่งของ 2 ตระกูลดังแห่งเมืองไทย เป็นแค่เรื่องเล่าส่วนหนึ่งในบรรดาอัครมหาเศรษฐีโลก หรือ super rich ซึ่งหากอ้างอิงข้อมูลการจัดอันดับเศรษฐีโลกประจำปี 2548 ของนิตยสารดัง "ฟอร์บส" (Forbes World"s Richest People 2005) บุคคลระดับซูเปอร์ริชทั่วโลกมีทั้งสิ้น 691 คน จาก 27 ประเทศ (ไม่นับรวมไทย)

    ยิ่งกว่านั้น หากเอาทรัพย์สินของ 691 คนนี้มากองรวมกันจะมีมูลค่ามากถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

    ประชาชาติธุรกิจได้ตรวจสอบความมั่งคั่งของ ซูเปอร์ริชบางราย โดยนำข้อมูลทรัพย์สินของ ซูเปอร์ริชที่รวยที่สุด 1 คนต่อ 1 ประเทศ มาคำนวณหาสัดส่วนความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีโลกเหล่านี้ต่อจีดีพีของประเทศนั้น พบว่า บรรดาซูเปอร์ ริชเหล่านี้ แม้จะมีระดับความมั่งคั่งแตกต่างกันลิบ แต่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่แต่ละรายครอบครองอยู่ ล้วนแต่มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น

    ยกตัวอย่าง บิล เกตส์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก หากพิจารณาจากข้อมูลที่นิตยสารฟอร์บสใช้อ้างอิงในการจัดอันดับเศรษฐีโลกปี 2548 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่เขาครอบครองอยู่ มีมูลค่าราว 46,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบกับมูลค่าจีดีพีของสหรัฐทั้งประเทศแล้ว มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 0.4%

    เป็นความมั่งคั่งที่เขากันออกมาตั้งมูลนิธิและบริจาคเพื่อการกุศล โดยเฉพาะเพื่อใช้ในการต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ อีก 29,000 ล้านดอลลาร์

    บิล เกตส์ คือคนที่รวยที่สุดในสหรัฐ ความมั่งคั่งของเขาเมื่อเทียบกับจีดีพีของสหรัฐอาจไม่ถึงขั้นกุมชะตาเศรษฐกิจของประเทศ แต่หากนำมาเทียบกับรายได้ต่อหัวของคนอเมริกันที่อยู่ที่ระดับเฉลี่ย 41,400 ดอลลาร์ แล้วห่างกันไกลกันมาก

    ความร่ำรวยของบิล เกตส์ มาจากหุ้นไมโครซอฟท์ ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรไมโครซอฟท์ และความสำเร็จของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ซึ่งครอบงำตลาดคอมพิว เตอร์ส่วนบุคคลไว้ในมือมากกว่า 80% ทั่วโลก

    นอกเหนือจากบิล เกตส์ มหาเศรษฐีโลกเบอร์ 3 ของโลก ที่ไต่อันดับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อย่าง ลักษมี มิตตัล เจ้าพ่อวงการเหล็กสัญชาติอินเดีย แต่ปัจจุบัน มีถิ่นพำนักอยู่ในอังกฤษ มิตตัลมีสินทรัพย์ในครอบครองรวมเป็นมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ หากเปรียบเทียบกับมูลค่าจีดีพีของอังกฤษ ความมั่งคั่งของเขามีสัดส่วนสูงถึง 1.19% ต่อจีดีพี มากเสียยิ่งกว่า เจอรัลด์ กาเวนดิช กรอสเวเนอร์ และคนในตระกูล ที่มีทรัพย์สินรวมกัน 5,600 ล้านดอลลาร์ มหาเศรษฐีอันดับ 53 ของโลก ที่มีอิทธิพลความมั่งคั่งต่อเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.27% ของจีดีพีอังกฤษเท่านั้น

    ยิ่งกว่านั้น หากนำความมั่งคั่งของมิตตัลไปเปรียบเทียบกับมูลค่าจีดีพีของอินเดีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดแล้ว จะพบว่าอิทธิพลของเขาต่อเศรษฐกิจ 3.61% ของจีดีพี

    สำหรับ ซิลวิโญ แบร์ลุสโคนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งถือเป็นแฝดคนละฝาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีวิถีชีวิตแทบจะโขกพิมพ์เดียวกันออกมา เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 25 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 0.71% ของจีดีพีอิตาลี คนในตระกูลของผู้นำอิตาลีมีช่องว่างที่ห่างไกลกับคนทั่วไปขนาดไหน เทียบได้จากรายได้ต่อหัวของคนอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ 26,120 ดอลลาร์เท่านั้น

    แบร์ลุสโคนีเป็นนักการเมืองที่มีรากฐานมาจากนักธุรกิจ และเมื่อปีที่แล้วนิตยสารฟอร์บสได้จัดอันดับให้แบร์ลุสโคนีเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดของโลก ลำดับที่ 25 เขาร่ำรวยและทรงอิทธิพลในอิตาลีจากธุรกิจด้านความบันเทิงและการสื่อสารที่ทำมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970

    ตระกูลของผู้นำอิตาลีรายนี้ เป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งอาณาจักรสื่อที่ยิ่งใหญ่ในอิตาลี ในนามกลุ่มบริษัทมีเดียเซ็ต (Mediaset) ซึ่งดูแลกิจการสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ 3 แห่ง มีบริษัทโฆษณาและ เอเจนซี่ของตัวเองชื่อ พูบลิตาเลีย (Publitalia) เป็นเจ้าของโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์ในเครือบริษัทมอนดาโดริ (Mondadori) ผลิตนิตยสารพาโนราม่า นอก จากนี้ ยังมีหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทโฮมวิดีโอ เมดูซ่า แอนด์ เพนต้า ธุรกิจประกันภัยและธนาคาร เมดิโอลานัม (Mediolanum) มีพี่ชายกับภรรยาดูแลกิจการหนังสือ พิมพ์ Il Giornal และ IL Foglio และเขายังเป็นเจ้า ของสโมสรฟุตบอล เอซี มิลาน

    ในบรรดาเศรษฐีโลกสัญชาติเอเชีย หากไม่นับลักษมี มิตตัล อันดับหนึ่งของภูมิภาค ต้องยกให้ ลี กา-ชิง ประธานกลุ่มธุรกิจเฉิง คง โฮลดิงส์ (Cheung Kong Holdings) เป็นบุคคลที่นิตยสารฟอร์บสจัดอันดับให้เป็นผู้ร่ำรวยที่สุดในฮ่องกงและในเอเชีย จากการจัดอันดับประจำปี 2548 ธุรกิจของเขาครอบคลุมอยู่ในชีวิตประจำวันของคนฮ่องกงทุกคน ตั้งแต่ธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า โทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก (A.S. Watson Group) คมนาคม ทั้งธุรกิจเดินเรือ เครื่องบิน รถไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ต พลาสติก โรงแรม ก่อสร้าง ธนาคาร (HSBC)

    ด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของราชาธุรกิจฮ่องกง ประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์ หากเทียบกับฮ่องกง ความมั่งคั่งของเขามีสัดส่วนต่อจีดีพีฮ่องกงสูงถึง 7.98% ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยเป็นรองแค่เจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลัล อัลซาอุด ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งครอบครองทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่า 23,700 ล้านดอลลาร์ หรือ 9.46% ของจีดีพีประเทศนับถึงปี 2548

    เมื่อเทียบกับคนเดินดินในฮ่องกง ยิ่งทิ้งห่าง เพราะรายได้ต่อหัวอยู่ที่ระดับ 26,810 ดอลลาร์เท่านั้น

    http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?s_tag=02p0104090249&day=2006/02/09

    จากคุณ : Henry Tood - [ 10 ก.พ. 49 12:41:19 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม