◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    แง่คิดจากเป่า-ยิ้ง-ฉุบ

    อาหารสมอง  วีรกร ตรีเศศ [email protected]  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1296

    Roshambo, Fargling, Jankenpo, RPS และ เป่า-ยิ้ง-ฉุบ มีอะไรร่วมกัน ? คำตอบก็คือเป็นเกมเดียวกันที่แต่ละฝ่ายออกมือเป็นก้อนหิน-กระดาษ-กรรไกร เพื่อเอาชนะกันตามกติกาที่ได้กำหนดไว้ ที่น่าอัศจรรย์ก็คือเป็นเกมที่เด็กตั้งแต่ 4-5 ขวบเกือบทุกชาติรู้จัก

    ปัจจุบันเกมนี้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในโลกตะวันตกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ในชื่อของ RPS (rock paper scissors หรือ หิน กระดาษ กรรไกร) และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในการเอามาช่วยตัดสินใจในด้านธุรกิจ

    ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนคิดเกมส์ RPS แต่เป็นที่เห็นพ้องกันว่ามันมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย โดยเดินทางจากเอเชียตะวันออกถึงยุโรปประมาณกลางๆ ค.ศ.1700 เมื่อมีการค้าระหว่างสองทวีปนี้

    ในฝรั่งเศสชื่อของเกมนี้เกี่ยวพันกับชื่อของ Jean Baptiste Donatien de Vimeur, come de Rochambeau (1725-1807) ซึ่งเป็นผู้บังคับการของกองกำลังฝรั่งเศสระหว่างการปฏิวัติในอเมริกา (American Revolution ค.ศ.1776) และไปๆ มาๆ ในสหรัฐอเมริกาคำว่า Roshambo ก็กลายเป็นชื่อที่รู้จักกันทั่วไปของเกมเป่า-ยิ้ง-ฉุบ และสมัยใหม่รู้จักกันในชื่อของ RPS

    ชือที่รู้จักกันน้อยหน่อยของเกมนี้ก็คือ Fargling ซึ่งไม่มีใครรู้ที่มา ในญี่ปุ่นรู้จักกันในชื่อ Jankenpo ผมขอเดาว่า เป่า-ยิ้ง-ฉุบ อาจมาจากคำนี้ เพราะหูคนไทยก็ย่อมได้ยินเป็นเสียงแบบไทยๆ (ไก่แต่ละชาติยังขันเสียงไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ชื่อทูตอังกฤษในสมัยโบราณว่า "เฮ็นรี่ เบอร์นี่" คนไทยได้ยินว่า "หันแตร บาระนี")

    ครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กญี่ปุ่นเล่นเกมนี้กันเมื่อนานมาแล้ว ยังได้ยินคล้ายๆ เป่า-ยิ้ง-ฉุบ เท่าที่อ่านหนังสือมาไม่เคยเห็นมีใครค้นคว้าหาความเป็นมาของเกมนี้ในประเทศไทย (หากใครรู้เขียนมาบอกกันบ้าง) ในงานเขียนชุด พล-นิกร-กิมหงวน ของ ป.อินทรปาสิต ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองก็ไม่เห็นมีการเอ่ยถึง เป่า-ยิ้ง-ฉุบ เป็นไปได้ไหมว่าทหารญี่ปุ่นที่ยึดครองประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นผู้เอามาเผยแพร่ และคนไทยก็เลียนแบบเอามาเล่น

    ประวัติศาสตร์ของ เป่า-ยิ้ง-ฉุบ ในประเทศไทยอาจเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของ นักศึกษาปริญญาเอกในโครงการที่มีอยู่เกร่อในบ้านเราก็เป็นได้ แต่ถ้าจะให้เก๋จนยอมรับให้ศึกษาได้ก็อาจเป็นว่าเป็นการสำรวจทัศนคติของคนไทยที่มีต่อเป่า-ยิ้ง-ฉุบ หรือผลกระทบของ เป่า-ยิ้ง-ฉุบ ที่มีต่อสังคมไทย หรือรัฐธรรมนูญไทย หรือความมั่นคงของชาติ... (จะรู้ไปทำไมก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ขอเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกไว้ก่อนก็ใช้ได้แล้วสำหรับหลายคน)

    อย่าคิดว่า RPS นี้เป็นเรื่องของเด็กๆ นะครับ ที่ฮือฮาเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ก็คือเศรษฐีญี่ปุ่นชื่อนาย Takashi Hashiyama ใช้ RPS เป็นเครื่องมือตัดสินใจว่าจะให้บริษัท Christie"s หรือ Sotheby"s สองบริษัทประมูลยักษ์ใหญ่ของโลกที่เป็นคู่แข่งกันมายาวนานเป็นตัวแทนประมูลภาพเขียนที่สุดท้ายได้ราคาถึง 11.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยให้แต่ละบริษัทเล่น RPS ให้ดูเพื่อตัดสินใจ ผลปรากฏว่าบริษัท Christie"s ชนะเพราะออก "กรรไกร" ในขณะที่ Sotheby"s ออก "กระดาษ"

    บางคนสงสัยว่าไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้วหรือ คำตอบก็คือมีแต่ต้องไม่ลืมว่า RPS เป็นเครื่องมือตัดสินใจที่เก่าแก่มากของมนุษยชาติ กฎเกณฑ์แสนจะธรรมดา ใครก็เล่นได้ (เมื่อหลายสิบปีก่อนโทรทัศน์ญี่ปุ่นตอนดึกมีโชว์ให้สองสาวออกมาเล่น Jankenpo กัน ใครแพ้ต้องถอดเสื้อผ้าทีละชิ้น สู้กันอย่างนี้ไปเรื่อย ดังนั้นยิ่งเล่นนานคนดูก็ยิ่งสนุก)

    การเล่น RPS ให้ชนะไม่ใช่เรื่องของดวงหรือโชค หากวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมันก็คือ ทฤษฎีเกมส์ (Games Theory) เราดีๆ นี่เอง กล่าวคือการออกมือได้ 3 ลักษณะของคนหนึ่งก็คือ 3 กลยุทธ์ เพื่อสู้กับอีก 3 กลยุทธ์ (ออกมือสามลักษณะ) ของฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น จึงมีผลหรือ outcome ได้ 9 อย่าง (3 x 3) มองจากแต่ละฝ่ายมีโอกาสเสมอกัน 3 แพ้ 3 และชนะ 3 (ถ้าเขียนเป็นตาราง 3 x 3 โดยกลยุทธ์ของฝ่ายเราเรียงลงมาจากบนมาล่าง และของอีกฝ่ายเรียงจากซ้าย ไปขวาก็จะเห็น outcome 9 อย่าง)

    ถ้าแต่ละฝ่ายออกมือแต่ละลักษณะในแต่ละครั้งที่เล่นอย่างชนิดที่ไม่ชอบลักษณะใดเป็นพิเศษ แพ้ชนะกันก็เป็นเรื่องของโชค แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายชอบออกมือลักษณะใดเป็นพิเศษในสถานการณ์ต่างๆ กัน (กำลังแพ้ กำลังโมโห อากาศร้อน หรือหนาว ฯลฯ) ฝ่ายช่างสังเกตก็มีโอกาสชนะได้สูงกว่าการใช้โชค เพราะสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อเอาชนะมือ "ที่ออก" ได้

    กรุณาอย่าหัวเราะว่าผมเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นเรื่องเป็นราว เชื่อไหมครับว่ามีคนเขียนหนังสือคู่มือกลยุทธ์เล่น RPS หนังสือเล่มนี้ชื่อ The Official Rock Paper Scissors Strategy Guide เขียนโดย Douglas and Graham Walker และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองเป็นผู้นำขององค์กรที่เรียกว่า World RPS Society ด้วย

    ผู้เขียนบอกว่ามันดีกว่าโยนเหรียญหัวก้อย เพราะใช้ฝีมือเอาชนะกัน มันเป็นเกมคาดเดาใจของแต่ละฝ่าย โดยพยายามปิดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายอ่านใจได้ และไม่เหมือนเกมส์อ่านใจอื่นๆ เช่น โป๊กเกอร์ เพราะบลัฟอย่างเดียวไม่พอต้อง "ออกมือ" ด้วย

    ผู้เขียนเปรียบเทียบว่าหากก้อนหินคือ โมฮัมเม็ด อาลี กระดาษคือ มหาตมะคานธี และกรรไกรคือ ลีโอนาโด ดาวินซี ในการจะเอาชนะเกม RPS ผู้เล่นต้องคาดเดาว่าคู่แข่งมีบุคลิกเช่นไร ถ้าเขาเป็นโมฮัมเม็ด อาลี (ก้อนหิน) ก็ต้องสวมวิญญาณของมหาตมะคานธี (กระดาษ) จึงจะเอาชนะได้ การสังเกตแบบแผนการ "ออกมือ" ดังกล่าวจะทำให้มีโอกาสชนะในเกมนี้ได้ดีกว่าการเสี่ยงดวงธรรมดาๆ อย่างแน่นอน

    ผู้เขียนทั้งสองได้จัดงาน The 2002 International Rock Paper Scissors World Championship ในบาร์แห่งหนึ่งในเมืองโตรอนโต แคนาดา คนมาแข่งขันกันแน่นขนัดเพื่อชิงรางวัล ข่าวนี้โด่งดังจนมีคนเอาไปทำเป็นภาพยนตร์สารคดีซึ่งอีกไม่นานจะได้ชมกันในชื่อ Rock Paper Scissors : The Movie

    เรื่องสนุกๆ ก็เป็นวิชาการได้ และหากใช้ปัญญาก็มีโอกาสเอาชนะได้สูงกว่าการปล่อยไปตามโชค ชีวิตมนุษย์ก็คงคล้ายกัน เมื่อเกิดมาในครอบครัวและสังคมหนึ่ง ในฐานะทางเศรษฐกิจหนึ่งและชุดของ DNA หนึ่ง ก็เหมือนกับได้รับไพ่ที่แจกมาโดยคนอื่น บางคนก็ได้ไพ่ดี (ถ้าเป็นรัมมี่ก็เกือบน็อค แถมมีสเปโตหราอยู่บนมือ) บางคนถึงได้ไพ่สุดแย่ แต่ถ้าเล่นดีก็มีโอกาสได้แต้มสูงในระดับหนึ่ง แต่คงสู้กับไพ่ดีที่คนเล่นก็เล่นดีด้วยไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าคนได้ไพ่ดีแต่เล่นแย่ คนได้ไพ่แย่แต่เล่นดีก็มีโอกาสได้แต้มสูงกว่าก็เป็นได้

    บทเรียนก็คืออย่าเล่นไพ่ไปตามโชค วางกลยุทธ์การเล่นให้ดี ถึงไพ่ไม่ดีก็มีโอกาสได้แต้มสูง ถึงแม้จะเหนื่อยหน่อยก็ตามที
    http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q2/article2005june18p3.htm

     
     

    จากคุณ : OnceInTheBlueMoon - [ 20 มิ.ย. 48 00:47:58 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม