◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ICT for The Future ...

    สัญญาณแห่งการยกระดับประเทศไทยด้วยไอซีทีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!... พลันที่เจ้าภาพอย่างกระทรวงไอซีที ประกาศนโยบายชัด แผนงานปี' 47 ที่สื่อถึงการหลอมรวมจิ๊กซอว์ต่างๆ เป็นภาพเดียวกัน หลังจากได้สร้างรากฐานเอาไว้ในช่วงปี' 46 โดยเฉพาะจากคำของ นายกฯ ทักษิณ ที่บอกว่า... "ที่ผ่านมาประเทศเราล้าหลังเรื่องไอซีที แต่ต่อไปจะต้องลงสู่ฐานชนบท" ยิ่งตอกย้ำถึงสัญญาณนั้น ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก!!

    กลายเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย "Bridging Digital Divide" ก้าวที่ต้องจับตาความเคลื่อนไหวนับจากปี' 47 เป็นต้นไป

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าไอซีทีเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเพื่อยกระดับประเทศไทย และนั้นเป็นที่มาว่า รัฐบาลชุดนี้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนเต็มที่

    นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปาฐกถาแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ " ICT for the Future" ในงานประชุมสัมมนาเชิงวิชาการ "ทิศทางไอซีที 2547" ซึ่งมีคำกล่าวประโยคหนึ่งเป็นหัวใจสำคัญ บอกถึงการเปลี่ยนกระบวนทัศน์อันควรเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไอซีทีในอนาคตไว้ว่า

    "ต้องมองไอซีทีเป็น investment หรือการลงทุน หากมองเป็น cost ก็เตรียมตัวเจ๊ง ผมใจถึงเรื่องการลงทุน จะแสนถึงสองแสนล้านไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะการลงทุนเป็นเรื่อง return ได้กลับมา ไม่ต้องกลัว!... เพราะถือเป็น back bone ของความรู้ รัฐบาลจะทุ่มเรื่องนี้อย่างแน่นอน คนอยู่ในวงการไอซีทีจะมีการเติบโต กำลังซื้อของคนไทยจะมากขึ้น"

    นายกฯ กล่าวต่อไปว่า...โลกข้างหน้าเปลี่ยน แม้ช่วง 1 ปี กระทรวงไอซีทีจะมีการดำเนินโครงการต่างๆไปมาก แต่ก็ยังช้าอยู่

    "โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งกทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) และ กสช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรศัพท์แห่งชาติ) มีการดำเนินการมานานแต่ก็ยังไม่เสร็จ ขณะที่เทคโนโลยีได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนกฎหมายและประชาชน ไม่สามารถตามได้ทัน"

    โดยในปีหน้าการพัฒนาระบบการใช้งานด้านไอซีทีจะมีการพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น นายกฯ กล่าวและบอกว่า...

    เรื่องปัญหาความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่ล่าช้าต้องหมดไปโดยเราต้องเตรียมตัวไปสู่สังคมฐานความรู้ ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการจัดตั้งองค์กรมหาชน ในการทำสถาบันส่งเสริมความรู้ โดยจะอนุมัติงบกลางปีหน้าจำนวนหมื่นล้านบาท เพื่อต้องการให้นักลงทุนเข้ามา หลังจากได้สร้างระบบความรู้ ให้กับประชาชน เช่นอนาคตจะมี e-library และ e-book

    โดยงบประมาณในการดำเนินงานครั้งนี้ จะใช้จากการเก็บภาษีที่เกินเป้าหมายประมาณ 1.5 แสนบาท ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณ จำนวน 1 หมื่นล้านบาท ไว้สำหรับระบบส่งเสริมความรู้ด้านไอซีทีให้กับประชาชน

    ส่วนการเตรียมพร้อมในอนาคตข้างหน้านั้น นายกฯได้ยกตัวอย่างความคิดผู้บริหารเบอร์สอง ของไมโครซอฟท์ ที่เชื่อว่า ซอฟต์แวร์จะเป็นเรื่องสำคัญและส่งผลให้โปรแกรมเมอร์ชั้นดีจะหายากในอนาคต เช่นนั้นเราจำเป็น ต้องเร่งสร้างบุคลากร

    สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาคือการทำโครงการ e-government ถือเป็น front office ที่ทุกหน่วยงานภาครัฐจะต้องมี ระบบอินเทอร์เน็ตภายในเพื่อทำ e-service และ e-payment ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ทุกกระทรวงทุกกรม มีเว็บไซต์เป็นพอร์ทัลของตัวเอง

    "ต่อไปต้องทำ e-province ส่วนภูมิภาคจะมีอินเทอร์เน็ตทั่วไปหมดในการให้บริการประชาชนได้เร็วขึ้น"

    คำกล่าวของนายกฯ รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แอนิเมชั่น บริการอินเทอร์เน็ตราคาถูก พร้อมกับการควบคุมร้านอินเทอร์เน็ต ที่เป็นบ่อนทำลายเด็กและเยาวชน และส่งเสริมให้มีการผลิตคอมพิวเตอร์ ในประเทศไทยให้มากขึ้น เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำทั้งสิ้น

    ส่วนธุรกิจโทรคมนาคมนั้น นายกฯเชื่อมั่นว่า เป็นธุรกิจที่มีความแข็งแรงพอ ที่จะแข่งขันกับต่างชาติได้ แต่ก็ยังไม่มีความเท่าเทียมกัน ในเรื่องการจัดเก็บส่วนแบ่งรายได้ของแต่ละผู้ให้บริการ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นจะต้องมี การจัดระเบียบใหม่ แม้จะเป็นเรื่องที่ กทช. มากำกับดูแลก็ตาม แต่ก็บางเรื่องเท่านั้น เพราะหลังจากที่มี กทช. เกิดแล้ว เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด

    สำหรับเทคโนโลยีมือถือยุคที่ 3 นั้น ขณะนี้เชื่อว่าประเทศไทยมีความพร้อม เพียงแต่รอเรื่องการจัดสรรคลี่นความถี่ เท่านั้น

    "ด้านบมจ.ทศท คอร์ปอเรชั่น กับบมจ.กสท โทรคมนาคม ที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ จำเป็นจะต้องสร้างองค์กร ให้เข็มแข็ง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการรายอื่นๆได้ หลังจากที่มีกทช.เกิดขึ้นแล้ว และเพื่อให้เกิด ความเข้มแข็งมากขึ้นก็อาจจะต้องรวมกิจการกันหลังจากนี้" ทั้งหมดนี้คือคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี...

    ซึ่งนั่นเสมือนคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลสู่คนไทย... และมิได้เป็นเพียงสัญญาใจ ทว่าวันนี้หลายอย่างได้เดินหน้า ไปบ้างแล้วภายใต้แผนงานของกระทรวงไอซีที

    แต่ละก้าวในปี' 46 บ่งบอกได้ว่ารัฐบาลเอาจริงกับการพัฒนาด้านไอซีที บวกกับเป้าหมายปี 47 เน้น Bridging Digital Divide ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นอีก

    แม้เวลานี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารของสังคมไทย ตามแนว Bridging Digital Divide ก็ตาม แต่ความหวังของรัฐบาลยิ่งใหญ่กว่านั้น

    ถ้อยแถลงของ นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีี ผู้รับนโยบายจากรัฐบาล ที่บอกในการบรรยาย หัวข้อ "The Road to Bridging Digital Divide" ในงานประชุมสัมมนาเชิงวิชาการ "ทิศทางไอซีที 2547" ว่า...

    "ผมอยากเห็นเรามีไอซีทีถ้วนหน้าสำหรับทุกคนในประเทศไทย อาจไม่ใช่ระยะเวลาอันสั้นในปีหน้านี้ แต่ในอีก 5 ปี ข้างหน้า 6 ปี ข้างหน้า ที่เราตั้งความหวังว่าจะไม่มีคนจนในประเทศไทย เราก็อยากเห็นไอซีทีถ้วนหน้าเกิดขึ้นก่อนปี 2553 เช่นกัน นี่คือสิ่งที่อยากเห็น และพยายามขับเคลื่อนไปให้เร็วที่สุดและดีที่สุด เพื่อให้โอกาสกับคนไทยทุกๆ คน"

    The Road to Bridging Digital Divide ทิศทางกระทรวงไอซีทีปี 47

    กว่า 1 ปี ของการสร้างจิ๊กซอว์แต่ละตัวภายใต้โครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ไอซีทีเพื่อคนไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้คนไทยมีคอมพิวเตอร์ใช้ในราคาที่ถูก โครงการขยายโทรศัพท์พื้นฐาน 5.6 แสนเลขหมาย ซึ่งเน้นไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการเลขหมายเป็นหลัก โครงการอินเทอร์เน็ตชั่วโมงละ 1 บาท รวมถึงโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งใกล้คลอดแล้ว โครงการ Good Net ช่วยให้คนได้ใช้อินเทอร์เน็ต และการลดค่าโทรศัพท์

    ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ากระทรวงไอซีทีได้สร้างจิ๊กซอว์แต่ละตัวขึ้นมา โดยเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารให้มากขึ้น แล้วนำจิ๊กซอว์แต่ละตัวมาต่อเป็นภาพเดียวกัน ซึ่งนั่นอาจกล่าวได้ว่า Bridging Digital Divide อันเป็นนโยบายหลักแห่งปี' 47 ซึ่งหมายถึงการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ

    โดยไม่ได้หมายความว่าโครงการต่างๆ จะจบลงเพียงแค่ปีที่ผ่านมา โครงการคอมพิวเตอร์ไอซีทีเพื่อคนไทย ยังจะเดินหน้าต่อไป

    นพ. สุรพงษ์ กล่าวถึงโครงการนี้ไว้ว่า เราจะขยายโดยไม่ได้มีคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดเท่านั้น จะมีคอมพิวเตอร์ เพื่อราชการ มีเซิร์ฟเวอร์เพื่อโรงเรียน และเอสเอ็มอี ซึ่งจะเกิดการหมุนเวียน การเปลี่ยน หรือการซื้อหาคอมพิวเตอร์ ครั้งใหญ่ โดยรวมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในอนาคต" พร้อมเปิดประเด็นต่อไปว่า... โครงการนี้จะเป็น โครงการที่จุดประกายให้เกิดโครงการอื่นตามมาในปีหน้า

    โดยประเด็นสำคัญต้องเริ่มจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของคนไทย โดย นพ. สุรพงษ์ กล่าวว่า "เดี๋ยวนี้เวลาพูดว่า ประเทศใดให้โอกาสกับประชาชนของตนเองในการที่จะได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ให้โอกาสกับเยาวชนได้เรียนรู้ ใช้เน็ตในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เขาวัดจากจำนวนของเครื่องคอมต่อประชากร จำนวนโทรพื้นฐาน มือถือ เน็ต เน็ตความเร็วสูง ต่อประชากร"

    แต่สำหรับประเทศไทยพอมองย้อนกระบวนทัศน์เดิมของเรา เรามีการพูดกันว่าการซื้อคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องฟุ่มเฟือย การซื้อโทรศัพท์พื้นฐาน มือถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย การใช้เน็ตเป็นเรื่องไม่ค่อยจำเป็น ก็น่าคิดนะครับ

    ประเด็นที่อยากชี้ คือกระบวนทัศน์ที่บอกเป็นของฟุ่มเฟือยคงต้องมาคิดกันใหม่แล้วว่าจริงอยู่หรือไม่?

    โดยไม่ลืมว่าเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเรียกได้ว่า เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต เป็นสิ่งที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคต ของประเทศชาติ ว่าจะเป็นสังคมแห่งความรู้ได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อมองว่าจะทำให้ช่องว่างเหล่านั้นลดลง ก็มีองค์ประกอบ 3 ประการ ประกอบด้วยอุปกรณ์ คือต้องมีฮาร์ดแวร์เป็นเครื่องมือ ต้องมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมีสารถะ หรือคอนเทนต์ เป็นองค์ประกอบ

    นพ.สุรพงษ์ ได้ยกตัวอย่างว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำที่เจนีวา ไม่พูดถึงอินเทอร์เน็ตแนโรแบนด์หรือความเร็วต่ำแล้ว แต่พูดถึงว่าประเทศใดมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้กี่เปอร์เซ็นต์ อย่างเกาหลีใต้มีอัตราส่วนการใช้บรอดแบนด์ถึง 70% ของครัวเรือน แต่สำหรับประเทศไทยขณะนี้มีตัวเลขการใช้เน็ตเร็วสูงเพียง 12,000 คนเท่านั้น

    นี้คือตัวอย่างช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว กับประเทศของเราซึ่งต้องตระหนักว่า ทำอย่างไรเราสามารถ จะทำให้คนไทยมีโอกาสใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม

    "ด้านการลดช่องว่างของคนพิการก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ควรทำ แม้ประเทศทั่วโลกยังไม่ได้คิดทำเรื่องนี้มากนัก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในแง่ของเทคโนโลยีเพื่อการดาวน์โหลดโปรแกรมเดซี่ สำหรับผู้พิการทางสายตา ได้ใช้โปรแกรมดังกล่าวและเมื่อสามารถเจรจาซื้อโมเดลของโปรแกรมได้แล้ว ก็คงดำเนินการได้เลยทันที" รัฐมนตรี กล่าวในรายละเอียด

    นอกจากนี้ยังกล่าวถึงแผนงานในปี' 47 อีกว่า หลังจากตั้ง SIPA (สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ" แล้วตรงนี้จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะนำไปสู่การเกิด การผลิต และการใช้ซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ ซึ่งบางส่วนจะเห็นผลในปีหน้า เช่นกันกับโอเพ่นซอร์สจะยังคงส่งเสริมต่อไป ด้านคลังข้อมูลที่เรียกว่า Thailand Knowledge Center เดือน ม.ค. นี้ จะได้เห็นเว็บไซต์แหล่งรวบรวมองค์ความรู้ขนาดใหญ่ คอลล์เซ็นเตอร์เบอร์กลาง 1111 จุดรวมบริการจากภาครัฐ ทั้งระบบต่อประชาชนจะได้เห็นในเดือนม.ค.แน่

    คำตอบอีกประการ คือ CDMA บริการมือถือของ กสท โทรคมฯ และ 1900 มือถือฟากทศท คอร์ปฯ ก็จะเร่งรุดดำเนินการต่อไป ภายใต้หลักการที่ว่า ทำให้กลายเป็นสะพานเชื่อมต่อเพื่อลดช่องว่างดิจิตอล อย่างที่กล่าวถึงการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าเทคโนโลยีเป็นของฟุ่มเฟือย

    "ต่อไปนี้วิสัยทัศน์ของกระทรวงไอซีทีที่มีต่อเรื่องไอซีที เราไม่ได้มองว่าไอซีทีกลายเป็นของฟุ่มเฟือยอีกต่อไป เราอยากเห็นคนมีคุณภาพทางสติปัญญาที่ดี ซึ่งไอซีทีถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมสติปัญญา ส่งเสริมการเรียนรู้ของคนในสังคม เรามุ่งหวังให้คนไทยทั่วประเทศเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และเราจะเปลี่ยน Digital Divide ให้เป็น Digital Opportunity to All" นพ. สุรพงษ์ กล่าว และนั่นคือ เป้าหมายแห่งปี 47 ของกระทรวงไอซีที
    ---------------------------------------------------

    เอามาฝากครับ...

    เชื่อว่า...จากทิศทางของประเทศ แฝงไว้ด้วยโอกาสทางธุรกิจ มากมาย มหาศาล ...

    ในขณะเดียวกัน ก็ค่อนข้างที่จะเป็นภัยคุกคาม กับธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs บางประเภทที่ปรับตัวไม่ทัน...

    ลองพิจารณาดู นะครับ

    จากคุณ : ศิวะ... - [ 29 ธ.ค. 46 13:21:58 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม