◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    series:ก้าวไปในบุญ โดย พระธรรมปิฏก ตอนที่ 6 บุญที่แท้แผ่ความสุขออกไป ให้งอกงามทั้งแก่ชีวิตของเราและทั่วสังคม

    บุญที่แท้แผ่ความสุขออกไป ให้งอกงามทั้งแก่ชีวิตของเราและทั่วสังคม

        ข้อขยายเพิ่มขึ้นนั้น "อปจายนมัย" ก็ดี "ไวยาวัจจมัย" ก็ดี อยู่ในหมวดศีล คือ การที่มีความสุภาพ อ่อนโยน นบไหว้ ให้เกียรติแก่กัน และการช่วยเหลือรับใช้บริการ ก็เป็นเรื่องด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม จึงเป็นเรื่องของศีล จัดอยู่ในหมวดศีล ตอนนี้เรียกว่า สงเคราะห์ คือจัดประเภท

        ต่อไป "ปัตติทานมัย" การให้ส่วนบุญแก่ผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมบุญนี่จัดอยู่ในทาน จะเห็นว่าทานมีความหมายกว้าง ไม่ใช่เฉพาะให้ของเท่านั้น แต่การให้ความมีส่วนร่วมในการทำความดี หรือให้โอกาสผู้อื่นทำความดี ก็เป็นบุญ เป็นการให้ทานชนิดหนึ่งเหมือนกัน รวมทั้ง "ปัตตานุโมทนา" อนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำ ก็อยู่ในหมวดทานด้วย

        ต่อไป ข้อ 8. "ธรรมสวนมัย" ฟังธรรมก็ดี ข้อ 9. "ธรรมเทศนามัย" แสดงธรรมแก่ผู้อื่นก็ดี รวมอยู่ในข้อ 3 คือ "ภาวนามัย" เพราะเป็นการพัฒนาจิตใจ และ พัฒนาปัญญา โดยเฉพาะปัญญา ซึ่งจะไปส่งผลแก่ข้อสุดท้ายด้วย

        ข้อสุดท้าย คือ "ทิฏฐุชุกรรม" ท่านบอกว่าเข้ากับทุกข้อ เวลาทำบุญ ทุกอย่างให้มีทิฏฐุชุกรรมประกอบ คือมีความเห็นที่ถูกต้องด้วย มิฉะนั้นบุญของเราก็จะบกพร่อง เพราะอะไร เพราะบางทีเวลาทำบุญนั้น ใจของเราซีกหนึ่งได้บุญ แต่อีกซีกมีโลภะเป็นต้นปนอยู่ นึกถึงบุญ แต่ใจ ประกอบด้วยความโลภ อยากได้ผลตอบแทนอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนี้บุญก็ได้ แต่บาปก้ได้ด้วย คือมีโลภะประกอบอยู่ เพราะฉะนั้นต้องระวังเหมือนกัน

       แต่ถ้าเรามี ทิฎฐุชุกรรม ประกอบอยู่ คอยทำความเห็นให้ตรง ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ คือทำบุญด้วยความเข้าใจ ว่า ทานทำเพื่ออะไร เมื่อรู้เข้าใจว่าทำทานเพื่ออะไร แล้ว ความเห็นของเราถูกต้อง บุญของเราก็สมบูรณ์ แล้วบุญนั้นจะมีความหมายที่ครบ กาย วาจา จิต ปัญญา

        กายก็ทำชัดอยู่แล้ว วาจาก็เปล่ง เช่นชักชวนกัน ปรึกษากัน จิตใจก็สงบผ่องใส มีเจตนาประกอบด้วยศรัทธา เป็นต้น ปัญญา ก็มีความรู้ เข้าใจ ว่าสิ่งที่ตนทำนี้ทำเพื่ออะไร ยิ่งถ้ามองเห็นความหมาย และ ประโยชน์ชัดเจนแล้ว ก็จะยิ่งมีจิตใจกว้างขวาง และ บุญกุศลก็ยิ่งเพิ่ม

        อย่างเวลาทำทานนี่เรารู้ เข้าใจ มองเห็นว่า ที่เราถวายภัตตาหาร และถวายทุนการศึกษาแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ มีหน้าที่อะไร โยมลองถามตัวเอง แล้วก็มองเห็นว่า พระสงฆ์ท่านมีหน้าที่เล่าเรียนพระธรรมวินัย มีหน้าที่ที่จะปฏิบัติ ตามหลักพระธรรมวินัยที่ได้เล่าเรียนนั้น แล้วมีหน้าที่ ที่จะเผยแพร่ธรรม อ้อ....ท่านมีหน้าที่ใหญ่ 3 อย่างนี้

        การที่เราถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์นี้ ก็เพื่อให้ท่านมีกำลังไปทำศาสนกิจ คือมีหน้าที่ 3 อย่างนั้น เมื่อท่าน ทำหน้าที่สามอย่างนั้น ตัวท่านเองก็เจริญงอกงามในไตรสิกขาด้วย ธรรมะที่ท่านได้รู้ได้เรียนมาก็จะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนกว้างขวางออกไปด้วย แล้วเป็นอย่างไร พระศาสนาของเราก็อยู่ได้ เราได้ มีส่วนช่วยพระศาสนา การที่เราทำบุญนี้ จึงเป็นการช่วยดำรงพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคง

      ถึงตอนนี้โยมก็รู้ว่า บุญของเรา ไม่ได้อยู่เฉพาะแค่พระ องค์ที่เราถวายเท่านั้น แต่บุญไปถึงพระศาสนาทั้งหมด เมื่อพระศาสนาอยู่ได้ ธรรมก็อยู่ได้ แล้วธรรมก็เผ่ยแพร่ออกไป ก็เกิดเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เมื่อประชาชนได้รู้ เข้าใจประพฤติ ปฏิบัติธรรม สังคมก็ร่มเย็น เป็นสุข สังคมที่อยู่ได้นี่ เพราะยังมีคนปฏิบัติธรรม รู้ธรรมกันอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ยังพอประคับประคองกันไป

        เมื่อโยมนึกว่า ทานที่เราถวายนี้ ให้แก่พระ องค์เดียวนี้ มีผลไปถึงพระพุทธศาสนาและประชาชนทั่วสังคมทั้งหมดด้วย เมื่อมองด้วยความเข้าใจอย่างนี้ ใจก็ยิ่งปลอดโปร่งกว้างขวาง มีปีติอิ่มใจ นึกขึ้นมาเมื่อไร ก็ยิ่งมีความสุข นี่แหละเรียกว่า "ทิฏฐุชุกรรม" เกิดจากมีปัญญาประกอบเข้ามา บุญก็ยิ่งกว้างขวาง

        ยิ่งกว่านั้น ต่อไปมันจะเป็นปัจจัยให้เรามองเห็นทางทำบุญที่ถูกต้อง ยิ่งขึ้น ว่าทำบุยอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์เกิดคุณค่ากว้างขวาง โยมก็จะได้ วิไจยทาน คือ ทานที่เกิดจากการวิจัยขึ้นมาด้วย คือ พิจารณาไตร่ตรองแล้ว จึงให้ทาน ทั้งหมดนี้ขอนำมากล่าวให้โยมฟัง ในเรื่องวิธีทำบุญ ซึ่งที่จริงไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมีเรื่องที่ควรทราบอีกมาก แต่เราฟังกันไปทีละน้อยๆ ก็จะเห็นแนวทางปฏบัติ ในการทำบุญมากขึ้นทุกทีๆ

    จากคุณ : promp888 - [ 2 พ.ย. 49 07:16:02 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม