ชัยชนะต่อกามราคะ???

ความคิดเห็นที่ 2  

ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีเข้าใจมันให้ได้อย่างที่มันเป็น ดีไหมครับ
แทนที่จะใช้วิธี วิ่งหนี หรือจินตนาการเชิงนึงเพื่อหักล้างจินตนาการอีกเชิงนึง

..
ถ้าพูดถึงศพ มันก็ยังมีคนที่สมสู่กับศพอยู่ดี
ถ้าพูดถึงเลือด หรืออะไรที่สกปรกๆ
มันก็จะมีคนที่ ชอบของแบบนั้นในการเสริมอารมณ์ทางเพศอยู่ดี

สุดท้ายมันก็ เกิดปัญหาอยู่ดี และเกิดในลักษณะที่กลายพันธุ์น่ากลัวกว่าเก่าด้วย

----

ลองคิดเล่นๆว่า

ทำไม หนังโป๊  ถึงยังขายได้

ถ้ามนุษย์ทุกๆคน ไม่ใส่เสื้อผ้า หนังโป๊จะยังขายได้มั้ย

ทำไม ถึงมีเซกวิตถารเกิดขึ้นได้
แล้วทำไม ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบเซกวิตถาร
แล้วทำไม ทำไม ถึงมีคนชอบเซกวิตถาร
เซกวิตถารเกิดจากอะไร

เกิดจากการกลายพันธุ์ กลายพันธุ์จากอะไร
จากเซกบริสุทธิ์
งั้นเซกบริสุทธิ์คืออะไร???

นั่นสิ เซกบริสุทธิ์คืออะไร
---

ถามว่า
ทำไมถึงมีพ่อที่ข่มขืนลูก
แล้วทำไมไม่ใช่พ่อทุกคนที่เป็นแบบนั้น

นั่นแสดงว่า ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า
"ผู้ชายมองผู้หญิง"

และก็เป็นหลักฐานว่า
ผู้ชายมองผู้หญิง ไม่ได้แปลว่าต้อง รู้สึกอย่างนั้นเสมอไป

เพราะถ้าผู้ชายมองผู้หญิงจะต้องรู้สึกอย่างนั้นเสมอไป พ่อทุกคนที่มองลูกสาววัยสะพรั่ง จะต้องคิดไม่ดีกับลูกสาวด้วย
ซึ่งความจริงก็คือว่า
"มันไม่ใช่"

ทีนี้มันก็จะน่าสนใจตรงที่ว่า
"ทำไม"

พ่อมองลูกสาว มันต่างกันตรงไหน กับพ่อมองสาวๆวัยเดียวกับลูกสาว

"ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งที่มอง"
ความรู้สึกอะไรล่ะ

----
พ่อ มองลูกสาว พ่อคิดอะไร รู้สึกอะไร

แน่นอน

"ความรัก"

รักอย่างไร

อย่างแก้วตาดวงใจ

อย่างเสียสละ
อย่างอดทน
อย่างไม่หวังผลตอบแทน
อย่างไม่มีเงื่อนไข
อย่างไม่อิจฉา
อย่างไม่อวดตัว
อย่างถ่อมใจ
อย่างให้เกียรติ
อย่างไม่หยาบคาย
อย่างไม่เห็นแก่ตัว

----
คิดว่าความรักคืออะไรล่ะครับ

ความรักเกี่ยวอะไรมั้ยกับการต้องมีเซกซ์
รักแล้วต้องเซกซ์เสมอไปมั้ย
ก็ไม่

----

ลองมองเพื่อนมนุษย์สาวๆสวยๆหุ่นดีพวกนั้น ให้เกิดความรักอย่างแท้จริงดูมั้ยครับ
รักอย่างที่พ่อรักลูกสาว
รักอย่างที่ลูกรักแม่
รักอย่างพี่สาว อย่างน้องสาว

แท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนก็พี่น้องกัน
มองพวกเค้าให้เห็นจริงๆว่าเป็นพี่น้องเรา
มองพวกเค้าให้เป็นมนุษย์ ไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่เครื่องมือ
ไม่ใช่เครื่องบำบัดของใคร

มองให้เห็น "ความจริง"
เท่านั้นเอง
----

เซกซ์ก็มีไว้สำหรับ ความรักอย่างสามีภรรยา
นี่คือความจริง

ความลวงเรื่องมั่วเซกซ์ ทำให้เกิดกระบวนการมากมายเป็นลูกโซ่ ที่เกิดปัญหา
แล้วเซกซ์ ก็กลายเป็นจำเลย

ถูกมองว่า สกปรก ชั่วร้าย อะไรต่างๆนาๆ

และด้วยความเคารพ พวกที่พูดนี่ ก็มือถือสากปากถือศีลทั้งนั้น

ยิ่งท่านมองว่าเบสิคเซกซ์สกปรกและชั่วรายมากเท่าไหร่
สุดท้ายก็จะเข้าใกล
เซกซ์วิตถารมากเท่านั้น

--

ยกตัวอย่างคนบางคนที่กลายเปนเพลบอยเพลเกิล
ต้นตอจริงๆก็มาจากการขาดความอบอุ่นครอบครัวพื้นฐาน

แล้วก็ไปแก้ไม่ตรงจุด กลายเป็นการแสวงหาความรักอย่างดพร่ำเพรื่อที่ไม่มีวันเจอไปซะ


..........

การข่มใจ หากต้องทำ ก็คงต้องทำต่อไป
แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายหรือทั้งหมดของการเอาชนะ

การเอาชนะที่แท้จริง
ก็คือ การ เข้าใจ “ความรัก” ที่ถูกต้อง
และ “รัก” ให้ได้จริงๆ
รักสาวๆพวกนั้นอย่างพี่น้องของท่าน เพราะความจริงก็คือว่า พวกเค้าเป็นพี่น้องของท่านจริงๆ
ท่านไม่ได้จินตนาการว่าเค้าเป็นพี่น้องท่าน พวกเค้าเป็นพี่ เป็นน้อง ของท่านจริงๆ

........
และถ้าใครมองพี่ มองน้อง ต่อให้แก้ผ้า แล้วยังเกิดความรู้สึกนั้นอีก
ก็แสดงว่า ยังมองไม่เห็นความจริงพื้นฐานที่คนคิดว่าเป็นเรื่องสูง

มีให้เลือกสองทาง
พยามต่อไป เพราะมันเป็นไปได้และทำได้จริง
ไม่ก็ยอมแพ้ แล้วเลิกพยามทำตัวเป็นนักบุญหรือเทวดาซะที มันเป็นไปไม่ได้ แค่รักษากฎหมายบ้านเมืองไม่เบียดเบียนใคร แค่นั้นพอแล้ว

จากคุณ : เดียวดาย9อักษร
จาก
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4694989/Y4694989.html

................................
เหตว่าในกระทู้นั้นมีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการเอาชนะ “การติดกาม”
ซึ่งก็มีหลายๆท่านเข้าไปแสดงความคิดเห็น

มีแง่มุมบางอย่างที่อยากจะพุดถึง

กามตายด้านหรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ กับ การเอาชนะการติดกาม
....

(มีต่อ)

จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 14 ก.ย. 49 07:11:16 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

ขอร่วมฟังด้วยครับ

จากคุณ : SpiritWithin - [ 14 ก.ย. 49 08:39:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

กามตัณหาเป็นเรื่องลึกซึ้ง ทางนิกายวัชรยานของธิเบต จะ
ปรับเป็นอาบัติกับภิกษุผู้ที่นอนฝันเปียก ปรกติผู้ที่เจริญสติกำหนดรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาจะพบกับความสุขที่เหนือก่วากามราคะ เป็นธรรมดาของจิตเมื่อเจอสิ่งที่ปราณีตก่วาก็เลิกสนใจของเก่า ตลอดเวลา๔เดือนของการบวชผมรู้สึกว่ากามราคะเป็นสิ่งมีค่าน้อยไม่น่าสนใจเพราะความสุขจากการเจริญสติให้ความสุขได้มากก่วา เรื่องการเจริญสติในเรื่องอสุภะ(ซากศพ) เพื่อนที่เป็นพระเล่าให้ฟังว่าเคยฝึก
ในระยะแรกในการภาวนาจะเห็นตัวเอ็งเป็นศพ มีน้ำเหลืองไหลย้อยเกือบตลอดเวลา ฝึกไปได้ไม่นานเกิดกลัวขึ้นมา
ก็หยุดฝึกต่อ ที่เลือกฝึกแนวอสุภะนี้เพราะท่านรู้ว่าตนเองเป็นคนมีกามราคะแรงก่วาคนทั่วไป ผมเห็นด้วยกับคุณ จขกท กับวิธีที่จะทุเลาพลังกามราคะด้วยความรักและเคารพเพศหญิง แต่สำหรับผมเราต้องเคารพต่อพลังและความรู้สึกทางเพศด้วย การซื้อบริการทางเพศด้วยเงินตราเพียงเห็นว่าเป็นสิ่งบรรเทิงราคาถูก จะทำให้ติดบ่วงกามตัณหาไปตลอด การขาดความเคารพต่อพลังทางเพศไม่ว่าจะเป็นการเก้บความรู้สึก หรือตำหนิดูแคลนต่อพลังผู้ให้กำเนิดชีวิต ย่อมไม่สามารถข้ามพ้นอำนาจของมายาการของกามราคะไปได้ ครับ


จากคุณ : คนกรุงธน - [ 14 ก.ย. 49 10:00:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

(ต่อ -ไม่เกี่ยวกับโพสใดๆ)



“ชัยชนะที่แท้จริง” ก็คือการชนะต่อศัตรูตัวจริง
ไม่ใช่ชนะตัวปลอม หรือแพะที่ใครไม่รู้สร้างขึ้นมา ..ไปวันๆ ..
เป้าหมายของเราก็คือ ....ค้นหาศัตรูตัวจริง ที่แอบแฝงอยู่กับความเข้าใจในเซ้กซ์แบบเดิมๆที่เราบางคนเคยเข้าใจ

การแก้แบบตามแก้ตามอาการ ไม่ใช่การเอาชนะ เป็นแค่การขัดตาทัพ ..ไปวันๆ..

...ฆ่าโจร ต้องฆ่าหัวหน้า....
หรือถ้าจะบอกว่า การตายด้าน กับการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือการทำให้หมดความรู้สึกทางเพศนั้น ...
....เป็นชัยชนะ
....มันเป็นชัยชนะจริงหรือเปล่า....

ถ้าหัวหน้าโจร คือเซ้กซ์ จริงๆ ก็คงเรียกได้ว่า ชนะ....
แต่ถ้าไม่ใช่ ...ต่อให้เอาอวัยวะทางเพศ+ต่อมทางเพศออกจากตัวไปให้หมดให้ไม่สามารถรู้สึกทางเพศได้อีกเลย
...หัวหน้าโจร ก็ยังอยู่ และจะอยู่อย่างลอยนวลด้วย

....................................

“ก่อนอื่น”

เราต้องทำความเข้าใจกันให้ได้ก่อนว่า
ตัวของเซ้กซ์เองนั้น ...มันบริสุทธิ์ ไม่ได้ชั่วร้าย หรือเป็นเรื่องสกปรกอะไร

จำได้ ครั้งนึงนานมาแล้วราวๆสิบปีก่อน ในวงสนทนาของหนุ่มสาว ที่มีการล้อกันเรื่องเพศกันอย่างสนุกสนาน  บางคนสนุก บางคนก็อายหน้าแดง มีพี่ผู้หญิงหน้าตาดีท่านนึง  เห็นพฤติกรรมเหล่านั้นแล้วก็ยิ้ม พลางแอบส่ายหัวเล็กน้อย ....กล่าวกับหนุ่มสาวพวกนั้นไว้น่าสนใจว่า
“ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย .....เซ้กซ์ ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรอย่างนั้นหรอก ..ว่ากันว่า ...ถ้าการมีเซ้กซ์หนึ่งครั้ง มีเสียงดังให้ได้ยินกันไปทั้งโลก  ...โลกนี้ตั้งแต่มีชายและหญิง ...จะไม่เคยได้เงียบเลย”


...

ธรรมมะ เท่ากับธรรมชาติ
เว้นเสียแต่ว่าเซ้กซ์จะไม่ใช่ธรรมชาติ เมื่อนั้นเซ้กซ์จึงจะไม่อยู่ในธรรมมะ

เซ้กซ์เป็นกลไกการสืบพันธ์ของมนุษย์ ตามธรรมชาติ ใครจะเถียง.... (อ่อ...ไอ้พวกจะอ้างตัดต่อพันธุกรรมผสมเทียมนี่ รบกวนช่วยหุบปากไว้ก่อนนะครับ ..)
ฉะนั้นไม่ผิด ถ้าจะบอกว่า
เซ้กซ์กับธรรมะ
..ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกัน...

“แต่”
“ช้าก่อนสาธุชนทั้งหลาย”

ก่อนจะถึงข้อสรุปที่ว่า
“เซ้กซ์กับธรรมะไม่ได้ขัดแย้งอะไรกัน”
ท่านต้องบรรลุความเข้าใจ
“ความบริสุทธิ์ของเซ้กซ์บริสุทธิ์” ซะก่อน

ไม่งั้นเกรงว่า
บทความนี้ที่ผมเขียนขึ้นมา แทนที่จะช่วยอะไรท่านได้ มันคงกลายเป็นป้ายบอกทางที่จะยิ่งพาท่านลงนรกเสียปล่าวๆ

เซ้กซ์บริสุทธิ์คืออะไร????

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เซ้กซ์บริสุทธิ์คืออะไร
อย่าพยามนึกในแง่ศาสนา เพราะจะยิ่งทำให้ความเข้าใจดิ่งลงเหว แถวๆนรกนิเวศน์

กรุณาเทียบเคียง

เซ้กซ์บริสุทธิ์
กับ
วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์

เซ้กซ์ตัวปัญหา คือ เซ้กซ์ประยุกต์

กรุณาเทียบเคียง
เซ้กซ์ประยุกต์
กับ
วิทยาศาสตร์ประยุกต์

เหมือนอย่างที่วิทยาศาตร์ หรือคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ ตัสวมันเองไม่มีพิษมีภัยอะไร ..เป็นแค่การค้นพบความจริงเท่านั้นเอง
แต่
เมื่อมันกลายเป็นศาสตร์ประยุกตร์  ความพินาศมากมายก็ตามมา ...เมื่อถูกคนชั่วนำไปใช้

เซ้กซ์เองก็อุปมาคล้ายๆอย่างนั้น

.........

ยกตัวอย่างเซ้กซ์ประยุกต์ เช่น
เซ้กซ์+การค้า

โดยความจริงพื้นฐานว่า
มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึกและความต้องการทางเพศ เว้นเสียแต่ว่าเค้าจะมีความผิดปกติของต่อมบางอย่างในร่างกาย

การขายอะไรซักอย่าง เราก็มักจะมองหา “ของขาย” ที่จะขายดี ซึ่งแน่นอน ปริมาณคนที่ต้องใช้สินค้านั้น เป็นดรรชนีชี้วัดที่ดี
ในเมื่อมนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานความต้องการทางเพศ ฉะนั้น “สินค้าทางเพศ” ก็ย่อมเป็นสินค้าที่นักลงทุนบางจำพวกมองว่า ฟันกำไรได้มหาศาล
บ้างก็ขายตัวกันตามอรรถภาพ เป็นเจ้าของกิจการ
บ้างก็ทำเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ชุมนุมผู้ขายตัว จัดซื้อ จัดจ้าง ทำกันเป็นองค์กร

กลายเป็นความชั่วร้ายที่สานต่อกันเป็นลูกโซ่ ไปสู่ฆาตรกรรมและปล้นชิง


--
(มีต่อ)


จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 14 ก.ย. 49 11:59:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ผมว่าคุณ เดียวดาย9อักษร เขียนเข้าถ้าก็เค้านี้แหละ
มากไปด้วยเห็นผม


จากคุณ : none god - [ 14 ก.ย. 49 12:05:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

วิธีแก้กามราคะอีกวิธีหนึ่งและใช้ได้ผลดี (สำหรับตัวผมเองนะครับท่านอื่นจะลองเอาไปใช้บ้างก็ได้) คือการอดอาหาร หรือผ่อนอาหารครับ คือลดจำนวนมื้ออาหารลง เช่นเป็นฆารวาสญาติโยม ก็ลดจาก 3 มื้อเหลือ 2 มื้อเหมือนพระ หรือถือศีล 8 ไปเลย ถ้าเป็นพระก็ลดเหลือมื้อเดียว เช่นอาจจะฉันเช้าหลังบิณฑบาตรมาแล้ว มื้อเดียว มื้อเพลก็ไม่ต้องฉัน ... และผ่อนอาหารโดยการค่อยๆลดอาหารลง ท่านว่าให้พิจารณาว่าเหลืออีก 4-5 คำจะอิ่มให้เลิกรับประทาน หรือเลิกฉันอาหาร แล้วดื่มน้ำจนอิ่ม หรือทานอาหารวันเว้นสัก 1-2 วัน ก็ได้ วิธีนี้ก็ช่วยได้มากสำหรับการตัดกาม ตัณหาราคะ ชั่วครั้งชั่วคราว
แล้วเดินอสุภะกรรมฐานช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง ... โดยจะพิจารณาจากตัวเรา หรือคนอื่นก็ได้ครับ ว่าไม่สวยไม่งาม ... มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ... พิจารณาถึงเครื่องในที่อยู่ใต้ผิวหนังลงไป ว่าถ้าถลกหนังออกเสีย เห็นแต่เลือดแดงๆ มันเป็นอย่างไร อวัยวะ มีตับ หัว ใจ ปอด ม้าม น้ำเลือดน้ำเหลือ น้ำเสลด น้ำมูตร น้ำคูต ในตัวเราเป็นอย่างไร น่าชมเชย น่ารัก หรือน่าชัง ....
หรือจะพิจรณาซากศพก็ได้ ... แต่มีจะหาของจริงให้พิจารณายากหน่อย ดูแต่รูปภาพมันไม่ค่อนได้ผล เพราะไม่มีกลิ่น ประกอบด้วย .... อาจจะไม่น่าขยะแขยงเท่าที่ควร...
การพิจารณาอสุภะกรรมฐาน อย่างไรเสียก็เป็นการตัดกามราคะโดยตรง แต่ถ้าจะให้ได้ผลดี ลองใช้วิธีอดอาหารร่วมด้วยครับ


จากคุณ : บรมสุข (บรมสุข) - [ 14 ก.ย. 49 12:12:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

(ต่อจากโพส3)--



ถ้าตัวเซ้กซ์เอง ไม่ใช่บาป
ฉะนั้น การที่ใครคนนึงจะหมดความรู้สึกหรือหมดความต้องการทางเพศ
ด้วยเหตผลทางวิทยาศาตร์ ชีวะ และเคมี
ไม่ว่าจะด้วยวัยที่ร่วงโรย
หรือจะด้วยโรคที่เสื่อสมรรถภาพ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตใด

.....คนเช่นนี้ที่กล่าวอ้างว่าเขาชนะความร็สึกทางเพศ
.....เขาก็กำลังหลงประเด็น
.....และคิดไปว่าเขาชนะกามราคะ ...

.....ทั้งที่จริงๆแล้วเขาเพียงแค่ หมดสภาพทางเพศเท่านั้นเอง

อย่างที่ผมบอกไว้ตอนต้นว่า
ฆ่าโจรต้องต้องฆ่าหัว
และถ้าหัวหน้าโจรไม่ใช่เซ้ก

ต่อให้เอาอวัยวะทางเพศออกให้หมด เอาต่อมทางเพศออกให้หมด
.....หัวหน้าโจร มันก็ยังอยู่ปกติดี ...

และคงเป็นเรื่องตลก ถ้าคนคนนั้นที่หมดความรู้สึกทางเพศจะหลงภูมิใจไปว่า
เขาชนะ กามราคะได้......

(มีต่อ)


จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 14 ก.ย. 49 12:22:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

เอ้าภาพประกอบ
กามราคะในอนาคต
คำเตือน:อย่าทำตัวเลียนแบบพฤติกรรมในภาพ

แก้ไขเมื่อ 14 ก.ย. 49 14:08:16

 
 


จากคุณ : ธนะรัตน์ เอ็กโซติก - [ 14 ก.ย. 49 14:03:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

เอาชนะไม่ใช่ง่ายๆหรอกครับ ระบบสีบพันธ์แบบอาศัยเพศมันพัฒนาลงตัวมาหลายรุ่น ใช้กับสัตว์โลกมากมายหลายชนิด แต่มนุษย์พิเศษตรงมีปัญญาที่พิจารณาจนเห็นทุกข์ที่เกิดซ้ำ เห็นความไม่เที่ยงจนเอาชนะได้(สักวัน)

จากคุณ : Dr.slump - [ 14 ก.ย. 49 14:08:01 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

..

ขออภัยที่ขัดจังหวะ นะครับ คุณเดียวดายฯ

ที่ผมได้อ่านที่คุณโพสต์มานี้
จะว่าไป ก็ถือว่าเป็นขั้นการมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างปรมัตถ์
คือ เห็นว่า เป็นเพียงการกระทำอะไรสักอย่างเพียงเท่านั้น

ซึ่งเป็นการเห็นที่คนที่ฝึกทั้งหลายต้องการเข้าถึง

และการละกามราคะนั้น
จัดเป็นการละสังโยชน์ชั้นที่ละเอียดในทางพุทธศาสนา
เป็นการละที่ทำได้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย

ก็มีคำถามขึ้นว่า คนนอกพุทธศาสนาจะเข้าใจเรื่องอย่างนี้ได้ถ่องแท้จริงๆ หรือ
เพราะแม้พระโสดาบันยังไม่อาจละกามราคะได้
พุทธศาสนิกชน ที่ยังไม่เป็นพระโสดาบัน ก็ไม่ต้องสงสัย

แต่ที่น่าสงสัยคือ คริสเตียนคนหนึ่งบอกว่าละกามราคะ ต้องทำอย่างนี้ๆ
มันก็น่าสงสัยอยู่ไม่ใช่น้อยว่าเขาพูดเพราะรู้จริงอย่างนั้นหรือ

แม้สามีภรรยาจะมีเพศสัมพันธ์กันโดยถูกต้อง
ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปเพราะต้องการสืบทอดเผ่าพันธุ์เพียงอย่างเดียว
การมีเพศสัมพันธ์ของสามีภรรยานั้น ก็เป็นไปด้วยกามราคะทั้งนั้น
จะต่างจากกรณีอื่นๆ ก็เพราะ ไม่ผิดศีลธรรมประเพณีเท่านั้น

แต่ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า ฉันละกามราคะได้แล้ว


ท่านอาจจะคิดไปว่า
การมีเพศสัมพันธ์แบบเบสิก แบบบริสุทธิ์ ไม่จัดเป็นกามราคะ
มันก็เป็นเพียงทิฏฐิของท่าน ที่จะมองให้เห็นความชอบธรรมในการมีเพศสัมพันธ์

แต่จะออกมากล่าวว่า นี่เป็นชัยชนะต่อกามราคะนั้น
ไม่สมควรพูดแบบนั้น

สถานการณ์จริงเท่านั้นที่จะทดสอบว่า เราละกามราคะได้จริงแล้วหรือ
เมื่อต้องอยู่ในสถานการยั่วยุ ในบรรยากาศที่เหมาะสม
แล้วผ่านมันมาได้ โดยที่ไม่เกิดความรู้สึกแม้เพียงนิดเดียว
นั่นแหละจึงจะเรียกว่า ละกามราคะได้เด็ดขาด

แต่หากยังมีความรู้สึกแว๊บขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อย
แม้ไม่ได้มีการกระทำใดๆ ลงไปก็ตาม
กามราคะ มันก็ยังอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ว่าเอาชนะกามราคะได้

บางคนมีอวัยวะสมบูรณ์ทุกประการ
มีอารมณ์จิตใจปกติทุกอย่าง
แต่ก็อาจจะไม่เคยได้มีเพศสัมพันธ์เลยตลอดชีวิต
ก็ไม่ใช่ว่าเขาเอาชนะกามราคะได้แล้ว
ก็เป็นแต่เพียงว่า เขายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น


(หมายเหตุ : ที่ผมเขียนมานี้ ผมก็ยังไม่สามารถละกามราคะได้แต่อย่างใด)

ก็ขอฝากไว้ให้พิจารณา

..


จากคุณ : ไม่เป็นดั่งใจ - [ 14 ก.ย. 49 14:15:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

ปัญหาคือ  เราจะเอาชนะกามราคะต่อเพศตรงข้ามได้อย่างไร  

เพราะนำมาซึ่งทุกข์ทั้งหมดในโลก  


ทุกข์อื่น  นอกจากกาม  มิได้มี


จากคุณ : SpiritWithin - [ 14 ก.ย. 49 16:50:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

คุณเดียวดายเป็นคริสต์ แต่คำสอนเรื่องนี้คริสต์ไม่ได้สอน  แต่มีบันทึกและสอนกันในพุทธศาสนา   ไม่ทราบไปเอามาจากตำราของพุทธศาสนาเล่มไหนหรือครับ  

หรือกำลังจะกลับใจ   เกิดดวงตาเห็นธรรมเห็นกลับมานับถือพุทธครับ


จากคุณ : คนบ้านดาบ - [ 14 ก.ย. 49 22:50:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

การเอาชนะกามราคะมีสองอย่าง



หนึง  การชนะกามราคะที่ไม่ชอบธรรม

สอง  การชนะกามราคะที่ชอบธรรม


การเอาชนะกามราคะที่ไม่ชอบธรรม  หรือไม่สุจริต  ได้แก่การล่วงละเมิดประเวณีในหญิงอันไม่สมควร  จัดว่าเป็นศีลของผู้เสพกาม

แต่การเอาชนะกามราคะที่ชอบธรรม  ที่สุจริต  เช่น  การเอาชนะเรื่องกามารมณ์แม้แต่กับคู่ครองของตน   จัดว่าเป็นศีลของผู้ฝึกตน

ในการเอาชนะทั้งสองข้อนั้น  การเอาชนะกามราคะที่สุจริตจัดว่าเป็นเลิศ  เพราะนำความปลอดโปร่ง  และจิตใจที่บริสุทธิ์มาให้


เพราะเหตุว่า  กาม  เป็นที่ตั้งของกิเลสอันไม่บริสุทธิ์ทั้งสิ้น  นำมาแต่ความเดือดร้อน

บุคคลจะเอาชนะกามได้ด้วยความพิจารณาเห็นว่า  กามทั้งหลาย   ไม่งาม  เต็มไปด้วยเลือด  หนอง  เสลด  ในร่างกาย


จากคุณ : SpiritWithin - [ 15 ก.ย. 49 08:48:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

คุณคนบ้านดาบ เขียนถูกต้องแล้วครับ

ศาสนาคริสต์จะไม่มีคำสอนในเรื่องกามราคะเลย..
เพราะว่าท่านศาสดาตั้งแต่เกิดจนตาย
ไม่เคยมีเพศสัมพัสแม้แต่ครั้งเดียว..(เท่าที่ผมรู้นะ)

บางศาสนาก็มีคำสอนอยู่บ้าง แต่ออกแนวเข้มงวดรุนแรง  
อาจเป็นเพราะท่านศาสดามีความเก็บกดได้เมียแก่

บางศาสนาก็มีเสียจนละเอียดยิบเลย..
อาจเป็นพราะท่านศาสดา มีเพศสัมพัสจนเบื่อหน่าย..

ดังนั้นแนวคำสอนจึงขึ้นกับประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละท่าน


จากคุณ : none god - [ 15 ก.ย. 49 08:50:08 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

(ต่อ)

“กามตายด้านหรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ กับ การเอาชนะการติดกาม”


การจัดการและการเข้าใจที่ถูกต้องเรื่อง กาม สำหรับนักพัฒนาจิตวิญญาณ เป็นเรื่องที่คงเลี่ยงไม่ได้

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งเราพยามทำความเข้าใจกันอยู่นี้ มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ยังมีอวัยวะและต่อมทางเพศอยู่ในสภาพปกติ หรือถึงไม่ปกติแต่ยังทำงานอยู่ก็ถือว่าอยู่ในข่ายนี้
ฉะนั้นมิได้นับรวม ผู้ที่อยู่ในสภาพ เสื่อมสมบูรณ์ หรือร่วงโรย หรือพิการ หรืออะไรก็แล้วแต่ ..

ทำไมผมต้องพูดตรงนี้ไว้ด้วย อาจมีคนบอกว่าคิดมากหรือคิดหยุมหยิม
มีความจำเป็นอย่างมากครับ

เพราะว่า ความเห็นและความเข้าใจของผู้ที่ “ไม่ติดในกาม” โดยเหตผลทางฟิสิกส์+ชีวะ+เคมี แต่ไม่เข้าใจสภาพของตัวเองตรงนั้น คิดเอาว่าเขาชนะด้วยจิตวิญญาณและการแจ้งในสัจจะ.....
ความคิดเห็นเหล่านี้ “เป็นผลร้ายอย่างมาก”ต่อผู้ที่ยังอยู่ในสภาพยังมีฟิสิก+ชีวะ+เคมีทางเพศในร่างกาย
เพราะเป็นความเข้าใจที่ตั้งอยู่บนคนละความจริง

เพราะจะเข้ากรณี คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ ..สุดท้ายของที่ว่านั้นก็ใช้อะไรไม่ได้สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ
ทำไปทำมา ก็กลายเป็นว่า
“เด็กๆน่ะน้อง เด่วก็หลุดเอง บาปทางเพศน่ะ สนุกๆไปเหอะ เอาให้เต็มที่ พอเซ้กซ์เสื่อมแบบชั้นแกก็หลุดเองแหล่ะ”
ไม่ก็
“ต้องถือพรหมจรรรย์นะน้อง ต้องเฉือนทิ้งเลย ต้องผ่าตัดเอาต่อมผลิตฮอโมนทิ้งนะ”
....ทางไปนรกชัดๆ

ตกลงว่าเข้าใจกันจริงๆหรือเปล่า ว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่เราต้อง “จัดการ”
แจ้งในสัจจะจริงๆหรือเปล่า??

ฉะนั้น
การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ตรงนี้  ต้อง ขออนุญาต ที่จะสำหรับกรณีพื้นฐานนี้เท่านั้น ก็คือ
“ต้อง”ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ... “คนคนนั้น สภาพฟิสิก+เคมี+ชีวะ ทางเพศ อยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือยังปกติดีอยู่ ซึ่งอาจต้องรวมถึงสภาพจิตที่ยังปกติด้วย”



ด้วยว่า “คนเหล่านี้นี่เอง” ที่มีสารตั้งต้นคือ เซ้กซ์ ซึ่งกลายเป็นจำเลย เมื่อถูกตัวแปรอื่น บวกเข้าไปจนกลายเป็น เซ้กซ์ประยุกต์



และ “เซ้กซ์ประยุกต์นี่เองที่คือบาป” ที่เราต้องจัดการมัน

และ มิควรอย่างยิ่งที่จะอ้างหลักการใดๆอีก เพื่อจะบอกว่าไม่ต้องจัดการกับมัน หากท่านเรียกตัวเองว่าผู้พัฒนาจิตวิญญาณหรือผู้แสวงหา

แก้ไขเมื่อ 15 ก.ย. 49 18:43:45

จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 15 ก.ย. 49 18:43:05 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 15

(ต่อ)

จากที่ว่าไว้ข้างต้น
เซ้กซ์บริสุทธิ์ ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับธรรมมะ
สิ่งที่ขัดแย้งกับธรรมะและคือบาป ก็คือเซ้กซ์ประยุกต์

เซ้กซ์บริสุทธิ์คืออะไร เป็นสิ่งที่ตีความค่อนข้างยาก และอันตรายที่จะตีความโดยไม่ระมัดระวัง
มีความเป็นไปได้สูงถึงสูงมากๆ ที่นักพัฒนาจิตวิญญาณจะเผลอตีความเข้าข้างจุดอ่อนของตัวเอง

เป็นเรื่องปลอดภัยกว่า
ถ้าเราจะเข้าใจเซ้กซ์บริสุทธิ์จากการทำความเข้าใจ  “เซ้กซ์ประยุกต์”


เซกซ์ประยุกต์ คืออะไร?

เซ้กซ์+การค้า จากที่ยกตัวอย่างข้างต้น เป็นหนึ่งในนั้น

เคยกินไข่เจียวมั้ยครับ
สมมุติ....
ไข่เจียวหนึ่งจาน ซึ่งไข่เจียวนี้ ประกอบด้วยไข่ไก่อย่างน้อยสองฟอง

ไข่เจียวจานนั้น จะไม่เป็น “ไข่เจียวเน่า” ก็ต่อเมื่อ
ไข่ทั้งหมดที่ตอกลงไปเจียวนั้น “ต้องสด”

ถ้า มีแม้แต่ฟองเดียว ที่เป็น “ไข่เน่า” ร่วมลงไปเจียวร่วมกับ “ไข่สด”
ไม่ว่ายังไงก็ตาม
ไข่เจียวจานนั้น จะออกมาเป็น “ไข่เจียวเน่า”

เช่นกัน
สิ่งที่ไม่บาป ไม่ว่ามากมายสักแค่ไหน
หากเติมด้วยสิ่งที่บาป ..แค่สิ่งเดียว
ทั้งหมดก็คือบาป....
หรือที่เรียกว่า “ไม่บริสุทธิ์”

ถ้าเซ้กซ์บริสุทธิ์ไม่บาป แล้วทำไมเซ้กซ์ประยุต์ถึงบาป

ก็แปลว่า

มันถูกเติมหรือประยุกต์ด้วย ...ความบาป

เราลองมานั่งนึกดูว่าความบาป หรืออะไรที่เป็นเหตชั่วๆมีอะไรบ้าง
1-เห็นแก่ตัว
2-ประทุษร้าย
3-ลักขโมย
4-หยิ่งผยอง
5-มัวเมา
6-โกหก
7-โลภ
8-วิปริตผิดธรรมชาติ
9-โสโครก

เอาคร่าวๆเท่านี้ก่อน

ขอยกตัวอย่างสามีภรรยาขึ้นมาหนึ่งคู่
........................
ท่านคิดว่ามีบาปทางเพศที่เกิดขึ้นได้ระหว่างสามีภรรยาหรือไม่??

สามีภรรยา แต่งงานกันถูกต้องตามกฏหมาย ด้วยความเต็มใจกันทั้งสองฝ่าย สังคมยอมรับ
ถ้าสองคนสมสู่กันด้วยความเต็มใจกันทั้งสองฝ่าย ..อันนี้ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่บาป
แต่
ถ้าสามี อยากสมสู่ แต่ภรรยาไม่ยอม ..ไม่ว่าจะด้วยเหตผลอะไรก็ตาม
สามีจึง ...ข่มขืน ภรรยา
ถามว่า “การข่มขืนภรรยาบาปมั้ย????”

ไม่ผิดในเรื่องลูกเมียคนอื่น
แต่ผิดเรื่องทำร้ายร่างกาย +ลักขโมย+เห็นแก่ตัว
ทำร้ายร่างกายภรรยา เพราะแน่นอนการถูกสามีข่มขืนกับการร่วมรักกันแบบปกติ ภรรยาคงไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันแน่
และแน่นอนว่านี่คือการขโมย
เพราะจะสนองความต้องการของตัวเองฝ่ายเดียว โดยไม่สนว่าเจ้าของเค้าให้หรือเปล่า ...อันนี้เรียกลักขโมย
จะสนองความต้องการของตัวเองฝ่ายเดียวไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือหน้ามืด ..เห็นแก่ตัว
...ต่อให้หัวหมอหลบข้อผิดลูกเมียได้ ..ก็หนีไม่พ้นกระทงทำร้ายร่างกายกับลักขโมยและก็เห็นแก่ตัวอยู่ดี.....

--
เคยฟังข่าวที่มีการทำกิจกรรมทางเพศที่วิปริตและทารุณมั้ยครับ
พวกนี้ก็บาปเต็มๆ เพราะทำร้ายร่างกาย...  ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นที่ถูกกระทำเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม
เป็นเซ้กซ์+ทารุณ+โสโครก+เห็นแก่ตัว+ลักขโมย .....ไม่มีผู้หญิงปกติที่ไหนอณุญาติให้สามีของตนทำแบบนั้นแน่

--


กรณีหนังโป๊บาปมั้ย???
อันนี้ก็ลักขโมย เต็มๆ
ไม่เกี่ยวกับว่าคนที่แสดงอยู่ในหนังนั้นเค้าเต็มใจให้ท่านดูหรือไม่
แต่มันเข้าข่ายแอบดู
แอบดูก็คือ ดูโดยที่ตามมาตรฐานศีลธรรมของมโนธรรมขณะนั้น เขาไม่ได้กะจะให้ดู

คงมีการร่วมเพศไม่กี่แบบที่อยากให้คนอื่นมาดู
ไม่เพื่อเงิน ก็โรคจิต
เซ้กซ์+เห็นแก่ตัว+มัวเมา+ลักขโมย+โลภ ...บาป

--

รักร่วมเพศบาปมั้ย??
บาปเร้อ ไม่เห็นหนักหัวใครนี่
เซ้กซ์+วิปริตผิดธรรมชาติ ...บาป....


---


คิดถึงคนนู้นคนนี้แล้วสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง บาปมั้ย?
เซ้กซ์+ลักขโมย+มัวเมา  ....บาป....
ต้องมีคนสงสัยข้อนี้ว่าทำไมถึงบาป
ถ้านรกมีจริง
นรกก็เป็นที่สำหรับวิญญาณ
การจินตนาการว่าร่วมเพศกับคนนู้นคนนี้ มันก็เขียนไว้ตรงวิญญาณแล้วเรียบร้อย
ร่างกายตายไปก็กลายเป็นดิน สิ่งที่จะลงนรกก็คือ ...วิญญาณ
หรือต่อให้ไม่เชื่อเรื่องนรกที่มีจริ ง ....จิตก็หมอง อยู่ดี.....
สุดท้ายก็ไม่มีข้ออ้างที่จะบอกว่าไม่ผิด ถ้าคิดจะเป็นผู้พัฒนาจิตวิญญาณ

ฝันเปียกบาปมั้ย
การหลั่งไม่ใช่บาป
การล่วงละเมิดคือบาป
....กระบวนการร่างกายของมนุษย์ ฉลาดมากพอที่จะสร้างระบบซัพพอร์ตถ้าท่านคิดจะพัฒนาจิตวิญญาณจริงๆ..ขอให้มั่นใจ

กระบวนการวัฏจักรทางสารเคมีทางเพศจะแยกออกจากจิตชั่วเองในไม่ช้า

(มีต่อ)


จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 15 ก.ย. 49 18:44:50 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

(มีต่อ)

ฉะนั้น หากมองกันให้จริงๆแล้ว แบบไม่ต้องมาทำเป็นปากดี ทำเป็นเทวดา เราก็จะเห็นความจริงง่ายๆที่ไม่ค่อยยอมเข้าใจกันเพราะเอาแต่บ่ายเบี่ยง ไม่ว่าจะด้วยเหตผลพยามยกตัวเหนือผู้อื่น หรือพยามกลบเกลื่อนอะไรก็ตาม
ในที่สุดเราจะเห็นว่า

เซ้กซ์ เป็นเพียงจำเลยที่ถูกปรักปรำมาช้านาน จากผู้ร้ายตัวจริง หลายๆตัว ที่มันมักจะลอยนวล และไม่ค่อยมีใครอยากตามสืบหาตัวมันมาสำเร็จโทษซักที
..เพราะไม่ค่อยมีใครยอมทำตัวเป็นตำรวจตามล่ามัน ...เพราะแต่ละคนก็ชนักปักหลัง ไม่ก็วัวสันหลังหวะทั้งนั้น....

....เป็นเรื่องง่ายกว่าที่เราจะยอมรับว่าเราเองก็ไม่ได้ดีอะไร ทั้งท่านทั้งผม  ยอมรับว่าสิ่งวที่ทั้งท่านทั้งผมเคยทำนั้น มันบาป
แล้วมาดูกันว่า จะจัดการมันยังไง

ไม่ใช่การมานั่งสร้างตรรกกะหรือหลักการ มาบอกว่ามันไม่บาป หรือไม่ต้องจัดการ
เพียงเพราะ อยากให้ตัวเองหลุดคดี..... และดูดี เพอเฟค แทบจะเป็นเทวดาเป็นเซียน เป็นปราชญ์ เป็นนักบุญ


การจะชนะมันได้ ก็ต้องยอมรับกันก่อน ว่ามันมีอยู่
เพราะการบอกว่ามันไม่มีอยู่ หรือไม่บาป ก็รู้แก่ใจว่ามันเป็นการหลอกตัวเอง ..ชัดๆ


...........................

เช่นนั้นแล้ว กรอบของเราคืออะไรสำหรับการจะจัดการเรื่องนี้

แบ่งเป็นสองส่วน
1-ทางฟิสิกส์+เคมี+ชีวะ
....เป็นความจริงง่ายๆเลยว่า ....การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ...สามารถเอาชนะความรู้สึกว้าวุ่นทางเพศได้

2-ทางสัจจะ
...เราต้องหัดที่จะมอง และแยกแยะความรู้สึกต่างๆออกมา ว่ามันคืออะไรกันแน่ แยกตัวเซ้กซ์ออกมา ให้เห็นตัวอื่น อย่างเห็นแก่ตัว หรือประทุษร้าย หรือลักขโมย

.....จากนั้น ..สังหารความคิดชั่วๆนั้นด้วย สัจจะแห่งความรักที่ชนะได้ทุกความหลงผิด
ความรักคืออะไร

ความรัก....

ความรักนั้นก็อดทนนาน
และกระทำคุณให้
ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย
ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว

ไม่ฉุนเฉียวไม่ช่างจดจำความผิด
ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด
แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ

ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น
และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ
และทนต่อทุกอย่าง.......
.......1 โครินธ์ 13/4-7

ขอพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสตต์อวยพระพรครับ
อาเมน


จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 15 ก.ย. 49 18:45:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ความคิดเห็นที่ 13  

คุณคนบ้านดาบ เขียนถูกต้องแล้วครับ

ศาสนาคริสต์จะไม่มีคำสอนในเรื่องกามราคะเลย..
เพราะว่าท่านศาสดาตั้งแต่เกิดจนตาย
ไม่เคยมีเพศสัมพัสแม้แต่ครั้งเดียว..(เท่าที่ผมรู้นะ)

บางศาสนาก็มีคำสอนอยู่บ้าง แต่ออกแนวเข้มงวดรุนแรง  
อาจเป็นเพราะท่านศาสดามีความเก็บกดได้เมียแก่

บางศาสนาก็มีเสียจนละเอียดยิบเลย..
อาจเป็นพราะท่านศาสดา มีเพศสัมพัสจนเบื่อหน่าย..

ดังนั้นแนวคำสอนจึงขึ้นกับประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละท่าน

จากคุณ : none god
----

มัทธิว 5:27             ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่าอย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา..
มัทธิว 5:28             ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่าผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้นผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว..

มัทธิว 5:29             ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวหลงผิดจงควักออกทิ้งเสียเพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่งก็ดีกว่าตัวของท่านจะต้องลงนรก..


จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 15 ก.ย. 49 18:49:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ความคิดเห็นที่ 12  

การเอาชนะกามราคะมีสองอย่าง



หนึง  การชนะกามราคะที่ไม่ชอบธรรม

สอง  การชนะกามราคะที่ชอบธรรม


การเอาชนะกามราคะที่ไม่ชอบธรรม  หรือไม่สุจริต  ได้แก่การล่วงละเมิดประเวณีในหญิงอันไม่สมควร  จัดว่าเป็นศีลของผู้เสพกาม

แต่การเอาชนะกามราคะที่ชอบธรรม  ที่สุจริต  เช่น  การเอาชนะเรื่องกามารมณ์แม้แต่กับคู่ครองของตน   จัดว่าเป็นศีลของผู้ฝึกตน

ในการเอาชนะทั้งสองข้อนั้น  การเอาชนะกามราคะที่สุจริตจัดว่าเป็นเลิศ  เพราะนำความปลอดโปร่ง  และจิตใจที่บริสุทธิ์มาให้


เพราะเหตุว่า  กาม  เป็นที่ตั้งของกิเลสอันไม่บริสุทธิ์ทั้งสิ้น  นำมาแต่ความเดือดร้อน

บุคคลจะเอาชนะกามได้ด้วยความพิจารณาเห็นว่า  กามทั้งหลาย   ไม่งาม  เต็มไปด้วยเลือด  หนอง  เสลด  ในร่างกาย

จากคุณ : SpiritWithin
---

ความคิดเห็นที่ 12  

การเอาชนะกามราคะมีสองอย่าง



หนึง  การชนะกามราคะที่ไม่ชอบธรรม

สอง  การชนะกามราคะที่ชอบธรรม


การเอาชนะกามราคะที่ไม่ชอบธรรม  หรือไม่สุจริต  ได้แก่การล่วงละเมิดประเวณีในหญิงอันไม่สมควร  จัดว่าเป็นศีลของผู้เสพกาม

แต่การเอาชนะกามราคะที่ชอบธรรม  ที่สุจริต  เช่น  การเอาชนะเรื่องกามารมณ์แม้แต่กับคู่ครองของตน   จัดว่าเป็นศีลของผู้ฝึกตน

ในการเอาชนะทั้งสองข้อนั้น  การเอาชนะกามราคะที่สุจริตจัดว่าเป็นเลิศ  เพราะนำความปลอดโปร่ง  และจิตใจที่บริสุทธิ์มาให้


เพราะเหตุว่า  กาม  เป็นที่ตั้งของกิเลสอันไม่บริสุทธิ์ทั้งสิ้น  นำมาแต่ความเดือดร้อน

บุคคลจะเอาชนะกามได้ด้วยความพิจารณาเห็นว่า  กามทั้งหลาย   ไม่งาม  เต็มไปด้วยเลือด  หนอง  เสลด  ในร่างกาย

จากคุณ : SpiritWithin

---
ความคิดเห็นที่ 11  

คุณเดียวดายเป็นคริสต์ แต่คำสอนเรื่องนี้คริสต์ไม่ได้สอน  แต่มีบันทึกและสอนกันในพุทธศาสนา   ไม่ทราบไปเอามาจากตำราของพุทธศาสนาเล่มไหนหรือครับ  

หรือกำลังจะกลับใจ   เกิดดวงตาเห็นธรรมเห็นกลับมานับถือพุทธครับ

จากคุณ : คนบ้านดาบ
----
ความคิดเห็นที่ 10  

ปัญหาคือ  เราจะเอาชนะกามราคะต่อเพศตรงข้ามได้อย่างไร  

เพราะนำมาซึ่งทุกข์ทั้งหมดในโลก  


ทุกข์อื่น  นอกจากกาม  มิได้มี

จากคุณ : SpiritWithin
----


โรม 2:22          ท่านผู้ที่สอนว่าไม่ควรล่วงประเวณีตัวท่านเองล่วงประเวณีหรือเปล่าท่านผู้รังเกียจรูปเคารพตัวท่านเองปล้นวิหารหรือเปล่า..


จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 15 ก.ย. 49 18:54:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ไม่เข้าใจ  ทำไม่ไม่พูดกันตรง ๆ

อ้อมไปอ้อมมาเหมือนดูถูกกัน


สำหรับเราแล้ว  เราไม่ล่วงประเวณี  และปฏิญาณตนว่ารักษาศีลแปด

แม้เพียงการสำเร็จความใคร่เราก็ยังไม่มี


จากคุณ : SpiritWithin - [ 17 ก.ย. 49 11:16:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

ความคิดเห็นที่ 19  

ไม่เข้าใจ  ทำไม่ไม่พูดกันตรง ๆ

อ้อมไปอ้อมมาเหมือนดูถูกกัน


สำหรับเราแล้ว  เราไม่ล่วงประเวณี  และปฏิญาณตนว่ารักษาศีลแปด

แม้เพียงการสำเร็จความใคร่เราก็ยังไม่มี

จากคุณ : SpiritWithin
--

ง่า

เพิ่งมุสาไปหยกๆเนี่ยนะครับ

ว้า.....


ว่าแต่....
ศีลแปดมีอะไรบ้างหรือครับ


จากคุณ : MELAH (เดียวดาย9อักษร) - [ 17 ก.ย. 49 17:05:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

คำจริงและเท็จ  แม้คนอื่นไม่รู้  ยังมีตนที่รู้  



การรักษาศีลแปด  ได้แก่

หนึ่ง  การไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด  โดยที่สุดคือมดและยุง

สอง  การไม่ลักทรัพย์ โดยที่สุดแม้เงินครึ่งสลึง

การไม่ประพฤติผิดในกาม  ในหญิงที่มีผู้ครอบครองหวงแหน  

(ในข้อสาม  หากเป็นการรักษาศีลแปด  หรือรักษาในขั้นอุโบสถศีล  จะเป็นการเว้นจากการประพฤติล่วงเมถุนธรรม  แม้แต่กับภรรยาของตน หรือการสำเร็จความใคร่  เพื่อยกระดับจิต)

การเว้นจากการกล่าวเท็จอันทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อนเสียหาย

การเว้นจากสุราและแอลกอฮอล์ทั้งหมด


ในส่วนห้าข้อแรกนี้  เป็นศีลห้านั่นเอง  

แต่เพราะศีลห้านั้น  ไม่สามารถขัดเกลาให้จิตใจผ่องใสได้  เพราะผู้ที่ถือศีลห้า  ยังมีความกังวลใจ  ยังมีสิ่งที่ยั่วยวนใจ   และยังเสพกามแม้กับภรรยาของตนเอง  ทำให้เป็นคนที่หลงใหล  ติดอยู่ในข่ายของโลก  ทำให้ในวันหนึ่ง ๆ  ต้องแสวงหาสิ่งที่ไม่ใช่ความสุขอย่างแท้จริงมาปรนเปรอตนเองตลอดเวลา  และไม่รู้จักอิ่ม

ด้วยเหตุนี้  สำหรับคฤหัสถ์  คือ  ชาวบ้านที่หาเช้าทานค่ำอย่างเรา  จึงต้องรักษาคุณอีกสามข้อต่อแต่นี้  ตามกำลัง อย่างไม่ประมาท  เพื่ออบรมตนเอง  ให้เป็นผู้มีขันติธรรม


สามข้อนั้น  ได้แก่

6.   การเว้นจากการรับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันเป็นต้นไป  กระทั่งรุ่งเช้าตะวันขึ้นของวันรุ่ง  โดยผุ้รักษาศีลสามารถดื่มน้ำผลไม้ที่ไม่มีกาก และไม่มีผลใหญ่ได้  เช่น  น้ำส้ม  น้ำองุ่น

7.  เว้นจากการทัดทรง  ประดับ  ตกแต่ง  และการละเล่นทุกสิ่ง อันเป็นข้าศึกต่อกุศล

8. เว้นจากการนั่ง และนอน  ในที่นอนอันสูงใหญ่  หรืออัดด้วยนุ่นและสำลี  มีเท้าสูงเกินประมาณ


อธิบายศีล

ในข้อที่หก  เหตุผลของศีลข้อนี้   เนื่องจาก  การรับประทานอาหารในเวลาหลังเที่ยงวันเป็นต้นไป  มีผลเสียได้แก่

- ก่อให้เกิดความง่วงหลับ  
- ให้เกิดความอึดอัดเพราะอาหาร
- ก่อให้เกิดความกำหนัด

ผู้ที่รักษาศีลโดยการไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยง  จะมีความกำหนัดน้อย  มีการคิดเรื่องเพศน้อย  เพราะไม่มีกำลังเกินที่จะใช้ในทางเพศ  มีความอิ่มใจ  มีกายที่เบา  และคล่องแคล่ว  สามารถปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้ดี


ในข้อเจ็ด  เว้นจากการทัดทรงประดับ ตกแต่งร่างกาย  และการดูการละเล่นเป็นต้นนั้น  มีผลให้ผู้รักษา เป็นคนสงบ  สำรวม

ปุถุชนทั่วไป  มักชอบในการละเล่น  การชกมวย  การดูฟุตบอล  การร้องเพลง  การเต้น  การเล่นดนตรี  การดูภาพยนตร์  การเล่นเกมส์  หรือการตกแต่งร่างกาย  ใส่น้ำหอม  ประดับข้อมือ  ใส่สร้อยคอ  นาฬิกา  ทาเล็บ  เป็นต้น


สิ่งเหล่านี้  เป็นสิ่งไม่มีประโยชน์ต่อจิตใจอย่างแท้จริง  เป็นสิ่งหลอกลวง  เป็นความสนุกเพลิดเพลินที่ว่างเปล่า  เพราไม่ช่วยให้เราได้โภคะ  ไม่ช่วยให้เราได้ศรัทธา  ไม่ช่วยให้เรามีศีล  ไม่ช่วยให้เราเกิดปัญญา  

แท้จริง  สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการสนุกเลี้ยงไข้ไปวันหนึ่ง ๆ  เมื่อผ่านจุดนั้น  เราจะกลับมาเป็นไข้อีก  และบางคน  ขาดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลย  เพราะเป็นผู้ติดในกาม

บางคน  ไม่สามารถอยู่โดยลำพังได้อย่างสงบ  จำเป็นต้องเปิดเพลงฟัง  เปิดดูหนัง  เพราะไม่กล้าสู้กับกิเลสของตนเองที่แสวงหาสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่สิ้นสุด  จึงกลัวความสงบ  บางคน  ต้องแต่งตัว  แต่งหน้า  เพราะไม่กล้าสู้กับการปล่อยวางในธรรมชาติ  ในสังขารอันไม่เที่ยง ต้องบำเรอร่างกายด้วยเครื่องสำอางค์  

เมื่อดูดี  ก็ชอบใจเกิดราคะ  แต่เมื่อดูไม่ดีเกิดโทสะ  

ไม่ว่าจะดูดีหรือไม่ดี  ก็จะมีแต่เพียงราคะ  และโทสะ  ไม่ทำให้ปัญญาเกิด   ไม่ทำให้เข้าใจธรรมชาติของสังขารตามความเป็นจริง  

และจิตใจ  ที่ติดในสิ่งเหล่านี้  ไม่ใช่จิตใจของคนที่เป็นอิสระ  แต่เป็นจิตใจของคนที่กังวล   สิ่งทั้งหลายในข้อเจ็ดนี้  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  สิ่งเหล่านี้  เป็นข้าศึกต่อกุศล  

ขอให้เราพิจารณาจากความเป็นจริง  ว่าข้อความดังกล่าวจริงหรือไม่ ?

ในเวลาที่เราฟังเพลง  ดูภาพยนตร์  ร้องคาราโอเกะ  หรือแต่งตัว  ในเวลานั้น  จิตของเรา  สามารถคิดจะช่วยเหลือคนรอบข้างไหม  เราให้ทานใครได้ไหมในขณะนั้น   ตอบว่าไม่ได้    จิตไม่ได้คิดให้ทานหรือช่วยเหลือใครเลย  เพราะปรารถนาแต่สนุก  

ในเวลาที่เรากังวลเรื่องการแต่งตัว  ในเวลานั้น  จิตของเราผ่องใส  พิจารณาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันได้หรือไม่  ไม่ได้  เพราะจิตมัวแต่กังวลว่าจะดูดีหรือไม่

สิ่งเหล่านี้  ทำให้ใช้เวลาประมาท  ไม่สามารถช่วยเขาได้  เมื่อมฤตยูเข้ามาเยือน

ด้วยเหตุนี้  ในข้อนี้  พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสเว้นจากการกระทำ  การเล่นอย่างนี้  เพราะเป็นข้าศึกต่อกุศล

หรือใช้คำว่า  "เป็นสิ่งขัดขวางสิ่งสวยงามในใจ"  ก็ได้


สำหรับในข้อสุดท้าย  การไม่นั่ง  และนอน  ในที่นอนสูงใหญ่  มีเท้าสูง  เกินประมาณ  มีสำลี  หรือนุ่น  เป็นเพรา  ป้องกันความเกียจคร้าน  พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญความเกียจคร้านแม้แต่หนึ่งลมหายใจ

ร่างกาย  ไม่มีความคิด  แต่จิต  มักจะคิดแทนร่างกายว่าฉันง่วง   การได้นั่งนอนสบาย  ทำให้เกียจคร้าน  ทำให้ร่างกายปวกเปียก   จิตที่ซึมเซา  ย่อมใช้การไม่ได้

เปรียบเหมือนโคลน  ที่ไม่สามารถนำมาใช้ปั้นรูปอันวิจิตรได้อย่างไรเลย



ศีลแปดทั้งหมดที่กล่าวมานี้  เป็นศีลที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศ  มิใช่บุคคลอื่นประกาศ  เป็นศีลของผู้สำรวม  เป็นความประพฤติที่ไม่มีตำหนิแต่อย่างใด  ทั้งนำมาซึ่งความดี  ความงาม  และความจริง



ความดี  เกิดขึ้นในใจ  

ความงามในความประพฤติทางกาย  

และความจริง  เกิดจากศีลที่บริสุทธิ์ดีแล้วเป็นเครื่องขัดเกลา


จากคุณ : SpiritWithin - [ 17 ก.ย. 49 18:04:38 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)

Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี

วาดภาพประกอบ : คลิกเพื่อวาดภาพประกอบ
(ข้อควรระวัง : ต้องทำก่อนขั้นตอนอื่น มิฉะนั้นข้อความที่พิมพ์ไว้ และค่าที่เลือกจะหายไป - ใช้ได้เฉพาะสมาชิก)

  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | PanTown.com | BlogGang.com