ชมพูทวีปอยู่ที่ประเทศไทย... จริงหรือ ช่วยวิเคราะห์น่อยครับ

พอดีไปโหลดบทความนี้จากเวปบิตมาอ่ะครับ

อ่านแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ทำไมเงียบอย่างนี้หละครับ

ช่วยหน่อยครับ

จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:11:38 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทย-ไม่ใช่ที่อินเดียหรือเนปาล
โดย
ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์1
"ประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่เราทราบ หากเราทราบมาผิดๆ ประวัติศาสตร์ก็ผิดด้วย"
คำกล่าวนี้ อาจเป็นจริง สำหรับประวัติพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดในชมพูทวีปและถือว่าอยู่ที่ดินแดนของไทย
ลาว เขมร พม่า และมอญ แต่ถูกฝรั่งบิดเบือนว่า พุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดียและเนปาล
!
!!!!"เมื่อสองร้อยปีที่แล้ว อินเดียเป็นดินแดนที่ไม่มีประวัติศาสตร์หรือ
วัฒนธรรม ปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นเป็นดินแดนที่
มคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งมากอ่ นประวตั ศิ าสตร์ มีความโดดเด่นในด้านวฒั นธรรม
ที่มีเอกลักษณ์และความต่อเนื่องมายาวนาน....” Dervla Murphy แห่ง Irish
เขียนแสดงความชื่นชมหนังสือของ John Keay ชื่อ India Discovered: The
Recovery of a Lost Civilization. หนังสือเล่มนี้ทำให้เราได้ทราบความเป็นมา
ของการค้นคว้าด้านโบราณคดีที่ทำให้ฝรั่งเขียนประวัติพระพุทธศาสนาจนทำ
ให้พระพุทธองค์กลายเป็นชาวอินเดีย
พระเจ้าของไทย (The Thai God) ทรงพระนามว่า Pout หรือ Codom มี
ปรากฏในบันทึกของชาวฝรั่งเศส (M. Simon de le Loubere เอกอัครราชทูต
ฝรั่งเศสประจำสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ก่อนที่ชาวอังกฤษ
จะเข้ามามีอำนาจในอินเดีย โดยได้บันทึกไว้ว่า “พระเจ้า” ของไทย เป็นที่
เคารพนับถือในกภูมิภาคต่างๆ ในอินเดียเป็นพันปี และเป็นองค์เดียวกับ เทพ
เจ้าของชาว Ceylon ที่ชื่อ Buddha or Gautama ผู้ที่ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้คือ ชาว
อังกฤษชื่อ William Chambers ผู้ค้นพบโบสถ์ที่ Mahabalipurum (Keay,
pp.66-67)
ทว่า ประเทศอินเดีย กลายเป็นอู่วัฒนธรรมได้อย่างไร และทำไม “พระเจ้า” ของ”ไทย คือ พระพุทธองค์ และ
พระพุทธศาสนาจึงถูกโยกย้ายจากแหล่งเกิดในสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ไปยัง
อินเดีย ทำไมฝรั่งจึงไม่เฉลียวใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาฉบับดั้งเดิมและหลักฐานจารึกและใบ
ลานที่มีอยู่แล้วอย่างมากมายมหาศาลในประเทศต่างๆ ในสุวรรณภูมิ
คำตอบก็มีอยู่แล้วในงานเขียนของนักโบราณคดีอังกฤษ ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนหลายแห่งในหนังสือของ
John Keay
1ศาสตราจารย์ ระดับ 11 อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และอดีตผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผบแพร่และประชาสัมพันธ์
สถาบันพระปกเกล้า ขอเรียนว่า การศึกษาประวัติพระพุทธศาสนาครั้งนี้ ไม่ได้คัดค้านพุทธประวัติหรือพระธรรมคำสั่งสอนที่ปรากฏใน
พระไตรปิฎก เพราะผู้เขียน (ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ) เป็นชาวพุทธที่เชื่อว่า พระไตรปิฎก เป็นพระพุทธวจนะที่แท้จริง มิได้มีพระ
เถระองค์ใดมาเขียนหรือแต่งเติมขึ้นใหม่ตามที่ Dr. Rhys Davis ชาวอังกฤษอ้างไว้ แล้วมีนักวิชาการชาวไทยนำมาขยายความ ผู้เขียนมีความเชื่อ
ว่า ชาตหิ นา้ ชาตทิ แี่ ลว้ มจี ริง นรกและสวรรค์มีจริง มิใช่เพยี งแต  “สวรรค์ในอก นรกในใจ” ดงั ทสี่ อนกนั ในบางสำนกั ดงั นนั้ จึงไมม่ ีการ “ตู่พระ
ธรรมวินัย” หรือ “ไทยนิยม” ใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการพิสูจน์ว่า เมืองในพระไตรปิฎกเช่น กบิลพัสดุ ไม่ได้อยู่ในอินเดียหรือเนปาล แต่อยู่ ณ
ดนิ แดนทเี่ ปน็ ทตี่ งั้ ของไทย ลาวเขมร พม่า มอญ ในปจั จบุ นั ทเี่ รียกรวมวา่ สุวรรณภูม ิ
ภาที่ !1 หน้าปกหนังสือของ!John Keay
(2001).!ในหนังสือเล่มนี้ มีข้อมูลหลาย
ประการที่แสดงว่า นักโบราณคดีอังกฤษ
รวบรัดและตีความผิดจนนำไปสู่ความ
เข้าใจที่ว่า พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นใน
อินเดีย!


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:11:56 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

2
ในบทที่ว่าด้วย “ตำนานพระพุทธ” John Keay ได้กล่าวถึงผลงานของCaptain E. Fell ซึ่งเดินทางไปสาญจี
บ่อยๆ ได้บรรยายความสวยงามของการแกะสลักหินเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเสาหิน วัดหิน ที่นำเสนอเรื่องราวทาง
ศาสนา และเชื่อว่าสถูปที่เมืองสาญจี เป็นของพุทธ ซึ่ง John Keay ก็สงสัยว่า หากสาญจีเป็นพุทธ จริงๆ แล้ว ชาว
พุทธหายไปไหนหมด Keay บอกว่า ชาวพุทธ มีอยู่เกือบทุกประเทศ เช่น Ladakh, Nepal, Tibet, China, Burma,
Thailand และศรีลังกา พระพุทธศาสนามีผู้นับถือล้อมรอบอินเดีย แต่ในอินเดียเองกลับไม่มีใครรู้จักศาสนาพุทธ
ทำไมจึงไม่มีใครในอินเดียรู้จักพระศาสนาพุทธเลย?
คำตอบแสดงอย่างชัดเจนว่า ศาสนาพุทธไม่ได้อุบัติ
ขึ้นในอินเดีย ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู
จิตรกร "#$$#%&!'#&()*+!,-./01!ที่ได้เขียนภาพสีน้ำ แสดงให้เห็นภาพสถูปที่เมืองสาญจีซึ่งมีรูปปั้น
หญิงเปลือยแขวนอยู่บนประตูหน้าสถูป หากเป็นโบสถ์พุทธแล้ว จะมีภาพหรือหุ่นหญิงเปลือยไม่ได้เลย
อีกคนหนึ่งคือจิตรกร!23435!,-.-61!ที่ได้เขียนภาพสีน้ำแสดงโบสถ์พราหมณ์ที่พุทธคยา เมื่อเทียบกับเจดีย์
ที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า แตกต่างกันมาก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเพื่อทำให้โบสถ์พราหมณ์
กลายเป็นเจดีย์พุทธ!
แล้วใครเป็นผู้ทำให้เกิดความสับสน และบิดเบือนข้อเท็จจริงระดับโลกนี้ขึ้น?
ภาพที่2 Sir Alexander Cunningham(ซ้าย) ผู้เขียนประวัติ
พระพุทธศาสนาใหม่ว่า พระพุทธเจ้าประสูติในอินเดีย
ภาพที่ 3 ประวัติ Sir Alexander CunninghamจากEncyclopedia
Britanica


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:12:09 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

3
ก่อนพ.ศ. ๒๓๙๗ ชาวตะวันตกในยุโรปและอเมริกา ที่มีความรู้เรื่องราว ของพุทธศาสนาคงมีไม่มากนัก
จนกระทั่งSir Alexander Cunningham (1814-1893) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งโบราณคดีอินเดีย มา
ประจำการในกองทัพอังกฤษที่เบง กอล ได้ประกาศว่า พระพุทธองค์ประสูติในประเทศฮินดูสถาน (อินเดียและ
เนปาลในปัจจุบัน)!จนเกิดความสับสนขึ้นโดยเฉพาะชาวไทยรุ่นก่อน ส่วนรุ่นใหม่ที่ถูกครอบด้วยความคิดที่ว่า
พระพุทธเจ้า เป็นชาวอินเดียจนฝังแน่นไปแล้วอาจจะไม่รู้สึกสับสนอะไร ตรงกันข้าม ใครที่พยายามฟื้นความจริง
ให้ปรากฏก็อาจถูกหาว่า เพี้ยน เพ้อเจ้อ เหลวไหล ดังที่ผู้เขียนได้ประสบมาแล้วในช่วงเริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้ !
!
ต้นเหตุแห่งความสงสัยและความสับสน!
ต้นเหตุแห่งความสับสนหรือการบิดเบือนประวัติพระพุทธศาสนา เกิดจากฝรั่งที่เป็นผู้เขียนประวัติ
พระพุทธศาสนาใหม่ คือ Alexander Cunningham
บุคคลผู้นี้ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก แต่มีความสนใจประวัติศาสตร์อินเดียและ
เหรียญโบราณ ได้ขุดค้นสถานที่ต่างๆในอินเดีย อาทิ เมืองสาญจี สารนาถ ฯลฯ ขุดอะไรได้ก็นำไปขายให้ British
Museum ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดความรู้สึกอย่างรุนแรงที่จะเขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ จากการ
ขุดค้นสถานที่ไม่กี่แห่งเขาก็เขียนประวัติพุทธศาสนาขึ้นใหม่ โดยไม่ทราบหรือไม่นำพาต่อความจริงที่ว่า ประวัติ
พระพุทธศาสนามีอยู่แล้วที่ชมพูทวีปซึ่งไม่ใช่อินเดียแต่เป็นสุวรรณภูมิ เขาและคณะได้เผยแพร่ผลงาน ทำให้
กระแสความเชื่อที่ว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในฮินดูสถาน (ดินแดนที่เปน็ ประเทศอินเดียและเนปาลในปัจจบุ ัน) ก็
แผ่กระจายไปทั่วโลก เขาได้รับพระราชทานอิสริยยศเป็น “อัศวิน” จากผลงานดังกล่าวใน ค.ศ. 1887
หลังจากการขุดค้นที่ต่างๆ ในโครงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย ใน ค.ศ. 1876 (พ.ศ. 2419)
Cunningham ก็เริ่มเขียน Ancient Geography of India อย่างเร่งรีบ ผู้ช่วยของเขา คือ A.C. Carvelleyel เดินทางมา
อินเดียในปีเดียวกัน และขุดค้นที่เมือง Sahet Mahet ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า เป็นสาวัตถี (Sravasti or Savatthi) แต่ไม่พบ
อะไรที่เป็นแก่นสาร จึงยกกองขุดขึ้นเหนือไปถึงเมือง Bhuilatal ริมฝั่งแม่น้ำ Rawai แล้วสรุปว่า ที่ตรงนั้น คือ กรุง
กบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) Alexander Cunningham ก็เห็นด้วยกับการค้นพบของลูกน้อง
อย่างไรก็ตาม ผลการค้นพบก็ทำให้เกิดการโต้เถียงระหว่างอินเดียและเนปาล เนื่องจากสถานที่ที่
Cunningham ชี้ว่าเป็นที่ประสูติพระพุทธเจ้าอยู่ในอินเดีย คือ ที่เมือง Pripahawa ห่างจากตำบล Tilaurakot สถานที่
ถือว่าเป็นลุมพินีวันประมาณ ๒๔ ไมล์
ในศตวรรษที่ 10 เจ้าผู้ครองเนปาล ด้วยไม่เชื่อว่า กบิลพัสดุ์อยู่ในอินเดีย ได้เชิญนักโบราณคดีชาวเยอรมันซึ่ง
มีความรู้เรื่องพระไตรปิฎกอย่างดี มาทำการขุดค้นและประกาศว่า กบิลพัสดุ์ตั้งอยู่ที่ตำบล Tilaurakot และสรุปว่า
ที่พบในอินเดียเปน็ เพียงวิหารแหง่ หนึ่งเท่านนั้
ใน ปี 1899 รัฐบาลอินเดียของอังกฤษ ได้ส่ง P. C. Mukherjee มาเนปาลเพื่อหาข้อเท็จจริง Mukherjee ยืนยัน
ว่า Tilaurakot เป็นกบิลพัสดุ์แน่นอน
Tilaurakot ได้รับการยอมรับว่า เป็นกบิลพัสดุเพียง 60 ปี ก็ถูกท้าทายโดย ในปี 1961 รัฐบาลเนปาลได้เชิญ
Debala Mitra แห่ง Archaeological Survey of India (ASI) มาทำการศึกษานัยว่า ต้องการยืนยันว่า Tilaurakot คือ
กบิลพัสดุ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปรากฏว่า Mitra สรุปว่า Tilaurakot มีอายุไม่เกินศตวรรษที่ ๓ ดังนั้น จึงระบุไม่ได้
ว่า กบิลพัสดุอยู่ที่ใด


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:12:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

4
ข้อค้นพบของ Mitra กระต้นนักโบราณคดีอินเดียคือ K. M. Srivastava จาก ASI ทำการขุดค้นPripahawa อีก
ครั้ง ตามรอยของ Mukherjee และ ระบุว่า Pripahawa เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร์ศักยะ และยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า
Pripahawa กรุงกบิลพัสดุ
รัฐบาลเนปาลไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในปี 1997 จึงได้ขอให้ UNESCO ว่าจ้างนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อ
Dr. Robin Coningham จาก Beadford University ร่วมกับ Dr. Armin Schmidt และ Kosh Acharya เพื่อทำการขุด
ต้นเพิ่มเติม พวกเขาได้พบกองเหรียญกษาปน์โบราณ กับเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ก็สรุปว่า กบิลพัสดุ์ อยู่ที่
Tilaurakot และ UNESCO ก็ประกาศให้บริเวณนี้ เป็นมรดกโลกในปีเดียวกัน
ในประเทศไทยและลาว ดังปรากฏในจารึกและใบลานจาร พงศาวดารท้องถิ่นที่แสดงเรื่องราวในสมัย
พุทธกาลของการเกิดพระเจดีย์ พระพุทธบาท พระพุทธฉายและพระพุทธรูปของชาวเหนือและชาวลาว แสดงว่า
ประชาชนมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าของพวกเขา อุบัติขึ้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยใน
ปัจจุบัน
.ในการประกาศว่า พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในอินเดียหรือเนปาล ยังความไม่พอใจให้ชาวชมพูทวีปเป็น
อย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นโต้แย้ง เพราะส่วนใหญ่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษหรือฝรั่งเศส ยกเว้น
ประเทศไทย
พระสงฆ์ชาวไทยที่ไม่พอใจมีจำนวนมาก แต่ไม่กล้าประท้วงอย่างเปิดเผย เนื่องจากพระผู้ใหญ่และผู้ใหญ่
บางองค์ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความเห็นคล้อยตามฝรั่ง และหันหลังให้กับหนังสือโบราณ เช่น
“มหาวงศ์” และ “สังคีติยวงศ” เนื่องจากเหน็ ว่า หนักไปในทางปาฏหิ ารย์ จึงยึดถือที่ฝรั่งเผยแพร่ เป็นเหตุให้ “ชาว
โยนก” กลายเป็นพวกกรีก พระยามิลินทร์และพระนาคเสนก็กลายเป็นฝรั่งไปสิ้น โดยไม่นำพาความเชื่อของชาว
เหนือที่ถือว่า พระยามิลินทร์และพระนาคเสนเป็นชาวเหนือ
อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระปิยมหาราช มีพระเถระรูปหนึ่ง คือ พระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์ (ปาน) แห่ง
วัดมหรรณพาราม ได้เขียนหนังสือ “พระเจ้า 500 ชาติ--อ้อยต้นจืดปลายหวาน กินนานอร่อย” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่
พระปิยมหาราช ครองราชย์ได้ ๒๙ ปี
เนื้อหาของหนังสือ ประท้วงคณะสงฆ์ที่ยอมเชื่อว่า พระพุทธองค์ประสูติในอินเดีย ตามที่ชาวอินเดียจาก
เมืองกาสี ๘ คนนำมาเสนอ
หลวงพ่อปานฯกล่าวหาว่า เมื่อชาวอินเดียทั้ง ๘ คนนี้เดินทางกลับอินเดีย ได้นำพระไตรปิฎก อภิธานศัพท์
และคำสอนในพระพทุ ธศาสนาไปประเทศอินเดียด้วย และ เมอื่ ชาวอนิ เดยี พวกนกี้ ลบั มากรงุ เทพ กก็ ลบั มาพรอ้ ม
แผนทปี่ ระเทศฮนิ ดูสถานฉบบั ใหม่ ทมี่ ชี อื่ เมอื ง แมน่ าํ้ ภเู ขา ฯลฯ ตามที่ปรากฏในประไตรปิฎก ก็ยิ่งทำใหค้ นไทย
เชื่อว่า พระพุทธอุบัติขึ้นในอินเดียมากยิ่งขึ้น โดยให้การต้อนรับอย่างดี ได้ขายนมเนย ภายหลังก็ได้มีการเรี่ยราย
เงินทองเพื่อไปสร้างเจดีย์ ที่สถานที่ตรัสรู้ ณ พุทธคยา แต่หามีใครสังเกตไม่ว่า ระยะทางและทิศทางระหว่างเมือง
ต่างๆในอนิ เดีย ขัดแย้งกบั ทปี่ รากฏในพระไตรปิฏกชนดิ หน้ามือเปน็ หลังมือ
ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า”... ผู้เฒ่าผู้แก่โกรธมาก
ที่มีคนบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นอินเดีย....”
นับตั้งแต ่ พ.ศ. ๒๕๔๓ มนี กั วชิ าและกลมุ่ ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรม ๓ กลมุ่ ไดร้ บั การจดุ ประกายจากหนงั สอื "ออ้ ยตน้
จืดปลายหวานฯ" ของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) และจากความสงสัยที่มีมายาวนานเกี่ยวกับคติที่ว่า พระพุทธเข้าอุบัติ
ขึ้นในอินเดีย จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้า ประวัติพระพุทธศาสนาตามคติเดิมเกี่ยวกับที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และ


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:12:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

5
เผยแผ่ศาสนาขององค์พระศาสดาในช่วงเวลา ๘๐ พรรษา จนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ตามเอกสารโบราณ
หลายฉบับ ได้แก่ (๑) พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒) ประกาศเทวดา ครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก
ในรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑ (๓) หนังสือ “สังคีติยวงศ์” ซึ่งสมเด็จพระวันรัตน์ (แก้ว) วัดพระเชตุพน (เป็นพระ
อาจารย์ของพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส) ได้เขียนไว้ใน พ.ศ. ๒๓๓๒ ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า
ชมพูทวีป คือ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของ ๕ ประเทศ คือ ไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ชาวสุวรรณภูมิถือคตินี้ มา
ตั้งแต่บรรพกาล (๔) มูลศาสนา (๕) ศิลาจารึกวัดศรีชุม (๖) คัมภีร์อุรังคธาตุ (๗) มหาวงศ์
นับตั้งแต่ที่ Sir Alexander Cunningham เขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นใหม่และเผยแพร่ไปทั่วโลกในช่วง
พ.ศ.๒๓๙๗-๒๔๑๙ ก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิต ๑๗ ปี พระพุทธองค์ก็กลายเป็นชาวอินเดีย และชมพูทวีปก็
กลายเป็นอินเดียไป
ทั้งๆ ที่มีความเชื่อมายาวนานว่า ชมพูทวีป คือ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ก็หาได้
มีผู้ใดไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือใครอื่น กล้าที่จะทักท้วงข้อเท็จจริงแต่อย่างใดไม่ อาจด้วยเชื่อว่า เป็นอย่างนั้นจริง
หรืออาจเกรงภัยจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษ ก็ได้ เท่านั้นไม่พอ ชาวไทยบางคน กลับช่วยกระพือและ
เผยแพร่ความคิดไปให้แพร่หลายออกไป หากไม่มีหลวงพ่อพระธรรมเจดีย์ปาน เขียนหนังสือประท้วงไว้ เรื่องก็คง
เงียบหายไป.
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวพระพุทธอุบัติภูมิ
สาระในหนังสือของหลวงพ่อพระธรรมเจดีย์ (ปาน) ประกอบกับข้อสงสัยดังกล่าวในตอนต้นคณะผู้วิจัยจึง
ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในเรื่องนขี้ ึ้น
การคน้ ควา้ พระพทุ ธอบุ ตั ภิ มู นิ ี้ มีคณะผู้วิจัย ๔ คณะคือ (๑) คณะของศาสตราจารย ์ ดร.ชัยยงค ์ พรหมวงศ ์
และรองศาสตราจารย์ ดร.นิคมทาแดง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (๒) คณะของอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์
และอาจารย์โสภณ วงศ์เทวัน นักปฏิบัติธรรมสายหลวงปู่ทวด (๓) คณะของอาจารย์เอกอิสโร วรุณศรี และ
คณาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง และ (๔) คณะของอาจารย์อาตม ศิโรศิริ นักวิชาการ
อิสระ
ผู้เขียนในฐานะที่เป็นแกนกลางการวิจัย ได้ทำหน้าที่ประสานข้อมูลต่างๆ และนำมาสรุปเพื่อนำเสนอให้มี
การเผยแพร่ความจริงนี้ให้ปรากฏแก่ชาวโลกต่อไป
วัตถุประสงค์การวิจัย มี ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อพิสูจน์ว่า ชมพูทวีป คือ ดินแดนสุวรรณภูมิ และนำไปสู่การ
พิสูจน์ว่า พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน (๒) เพื่อศึกษาร่องรอยการประสูติ ตรัสรู้
ปฐมเทศนา การเผยแผ่ศาสนา และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ (๓) เพื่อหาข้อสรุป
เกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง ๔ คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้
ปฐมเทศนา และปรนิ พิ พานขององค์สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า และเมืองต่างๆ ในพระไตรปิฎก
ขั้นตอนการวิจัย คณะผู้วิจัยแบ่งการวิจัยเป็น ๓ คือ (๑) เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) จาก
พระไตรปิฎก อรรถกถาจารย์ เอกสารโบราณทางพระพุทธศาสนา ศิลาจารึก พงศาวดาร และตำนาน และ
สัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน ๙๐ ปี หรือผู้ที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดประวัติพระพุทธศาสนาจากตะวันตกและ
อินเดีย (๒ )เป็นการศึกษาภาคสนาม โดยเดินทางไปศึกษาแนวลึกตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาร่องรอยการประสูติ
ตรัสรู้ เผยแผ่ศาสนา และปรินิพพานทั้งในประเทศไทยและใกล้เคียง รวมทั้งในประเทศอินเดียและเนปาล และ


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:13:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

6
(๓) เป็นการวิเคราะห์และหาข้อสรุปเพื่อกำหนดสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน พร้อมทั่งระบุ
เมืองต่างๆ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้จากการวิจัยระยะที่ ๑ และ ๒
สรุปการวิจัยเบื้องต้น
แมจ้ ะยงั ไมม่ กี ารสรปุ ผลการวจิ ยั อยา่ งเปน็ ทางการ กพ็ อสรปุ ข้อคน้ พบตามประเดน็ ตา่ งๆ ๗ ประเด็น ไดแ้ ก ่
สภาพภมู ศิ าสตร ์ ขนบธรรมเนียมประเพณ ี วถิ ชี ีวติ โบราณสถาน สถาปตั ยกรรม ภาษา และหลกั ฐาน/ตาํ นาน
ไทย
1. สภาพภูมิศาสตร์
สภาพภูมิประเทศของเนปาลในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับปราสาท 3 ฤดู
ช่วงเวลาเข้าพรรษา และระยะทางจากเมืองต่างๆ ตามที่ปรากฏในพระสูตร และตามที่เป็นจริง
1.1 ปราสาท 3 ฤดู ตามพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัย พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท 3
ฤดู คือ ปราสาทฤดรู อ้ น ปราสาทฤดฝู น และปราสาทฤดหู นาว แต่เมื่อดูที่ตั้งดินแดนที่อ้างว่าเป็นทตี่ งั้ ของกรุงกบิล
พัสดุ ในประเทศเนปาล แล้ว ปรากฏว่า อยู่เหนือเส้นขนานที่ 24 จัดอยู่ในเขต Tropic of Cancer มี 4 ฤดู
ประเทศเนปาลตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัยซึ่งโดยทั่วไปจะมีอากาศเย็น ดังนั้นกรุงกบิลพัสดุซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท 3
ฤดูจึงไม่น่าจะอยู่ในประเทศเนปาล
1.2 ช่วงฤดูเข้าพรรษา ตามพระวินัยกำหนดให้พระอยู่ประจำพรรษา ๔ เดือนในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึง
กลางเดือนพฤศจิกายน แต่ในเนปาลและอินเดียตะวันตกจะมีฝนตกในช่วงสั้น คือ เดือนมิถุนายน ถึง เดือน
กรกฎาคม ดังนั้นการกำหนดช่วงเข้าพรรษาจึงน่าจะไม่ใช่กำหนดให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ในเนปาลหรือ
อินเดียตะวันตก แต่น่าจะกำหนดให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ ในดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งเป็นที่ตั้งของไทยลาว
มอญเขมรในปัจจุบัน เพราะแม้เหตุการณ์ จะผ่านไปกว่าสองพันปี ช่วงเวลาเข้าพรรษาก็ยังตรงกับที่บัญญัติไว้ใน
พระวินัย คือ แรม ๑ ค่ำเดือน ๘ (กลางเดือนกรกฎาคม) จนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ (กลางเดือนพฤศจิกายน)
1.3 ระยะทางและทิศทางของเมืองต่างๆ ในพระไตรปิฎกได้มีการกำหนดระยะทางระหว่างเมืองต่างๆ ไว้
โดยใช้หน่วยเป็นโยชน์ (1 โยชน์=16) เช่น สาวัตถีถึงโกสัมพี 3 โยชน์ สาเกตถึงสาวัตถี ๗ โยชน์ เป็นต้น
เมื่อพิจารณาระยะทางตามความเป็นจริงหลายกรณี อาทิ
กรุงพาราณสีห่างจากตักสิลา ๑๐ โยชน์ เป็นระยะทางประมาณ ๑๖๐ กิโลเมตร แต่ถ้าเทียบกับระยะทาง
ระหว่างตักสิลาซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงอิสลามบัดในปากีสถานซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบสองพัน
กโิ ลเมตรกไ็ มต่ รงกบั ทรี่ ะบใุ นพระไตรปฎิ กจงึ นา่ จะเปน็ คนละเมอื ง
แต่หากเทียบกันระหว่างเมืองตาก (อำเภอบ้านตาก ซึ่งคนไทยเคยเชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นตักสิลา) กับบริเวณ
เชิงเขาใหญ่ (บริเวณกลางดง ของอำเภอปากช่อง) ซึ่งเชื่อว่า เป็นที่ตั้งกรุงพาราณสี แล้ว ระยะทางประมาณนี้ มี
ความเป็นไปได้สูง
พวกเราตั้งสมมติฐานว่า ตำบลสาวะถี น่าจะเป็นเมืองสาวัตถี และอำเภอโกสุมพิสัย น่าจะเป็นโกสัมพี ตำบล
เสมา อำเภอสูงเนิน โคราช น่าจะเป็นนครเวสาลี ส่วนสาเกตเมืองร้อยเอ็ดประตู ก็คือจังหวัดร้อยเอ็ด (จากอุรังค
นิทาน) เมื่อพิจารณาระยะทางแล้ว เป็นไปได้สูงมาก คือ สาวัตถีถึงโกสัมพี 3 โยชน์ คือ ๔๘ กิโลเมตร ใกล้เคียงกับ


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:13:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

7
ระยะทางจากอำเภอโกสุมพิสัยถึงตำบลสาวะถี ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร สาเกตถึงสาวัตถี ๗ โยชน์ มีหลักฐานว่า
สาเกตคือ ร้อยเอ็ด ห่างจาก ตำบลสาวะถีซึ่งสันนิษฐานว่า เมืองสาวัตถี ๑๒๐ กิโลเมตร ก็ใกล้เคียงกับที่ระบุใน
พระไตรปิฎกไว้ ๗ โยชน์ คือ ๑๑๘ กิโลเมตร
ในส่วนที่เกี่ยวกับทิศทางในอินเดียก็มี
พิรุธหลายแห่ง อาทิ
-ในพระไตรปิฎก ทิศทางระหว่างกุสินา
ราย ไปราชคฤห์ ต้องผ่านเมืองสาวัตถี แต่ใน
อินเดีย สาวัตถีอยู่เหนือ กุสินารายอยู่กลาง และ
ราชคฤหอ์ ยทู่ างใต 
-จากแผนที่อินเดียกุสินาราอยู่ใกล้สาวัตถี
และกบิลพัสดุมาก ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ใน
พระไตรปิฎก เพราะเมืองกบิลพัสด์อยู่แคว้น
สักกะ ส่วนกุสินาราย (ปัจจุบันฝรั่งทำให้เพี้ยน
ไปเป็น “กุสินารา”) อยู่ที่แคว้นมัลละ ส่วน
สาเกตซึ่งท่านเศรษฐีธนัญชัยยกพล มาตั้งเมือง
ตามคำขอ ของพระราชาปทีปเสน อยู่ในแคว้น
โกศลติดเขตแดนเมืองสาวัตถี ดังนั้นกุสินาราย
ต้องอยู่ไกลจากกบิลพัสดุมาก
-เมืองกัสมีระ อยู่ใกล้ทะเล แต่ฝรั่งเข้าใจว่า
เป็นแคชเมีย ซึ่งอยู่ไกลจากทะเลเป็นพัน
กิโลเมตร
-เมืองปาตาลีบุตรตั้งอยู่ฝั่งทะเลโดยมีท่าเรือ
ปัฏนะ (ปัฏนะ แปลว่า ท่าเรือ) ซึ่งพระพุทธ
โฆษาจารย์เดินทางจากท่าเรือนี้ไปลังกา ฝรั่ง
เห็นคำว่า “ปัฏนะ” เข้าก็ไประบุว่า เมือง Patna
คือปาตาลีบุตร ที่ศรีลังกาก็มีท่าเรือชื่อโปล
(โปลปัฏนะ)
การนำ “กัสมิร” ไปเป็น Kashmir และ คำว่า ปัฏนะ ไปเป็น Patna และการระบุสถานที่คนขุดพบเป็นเมือง
โน้นเมืองนี้ โดยไม่คำนึงถึงระยะทางระหว่างเมืองและทิศทางของเมืองต่างๆ ที่ระบุไว้ในพระไตรปิฎก แสดงให้
เห็นถึงการลากเข้าข้างตัวเองอย่างข้างๆ คูๆ โดยไม่ดูบริบทที่อยู่ในพระคัมภีร์ทางศาสนา
จึงเห็นได้ว่า หากพิจารณาระยะทาง ทิศทางที่เป็นจริงในอินเดีย กับที่ปรากฏในพระไตรปิฎกแล้วไม่
สอดคล้องกันเลย
2. ขนบธรรมเนียมประเพณี
ประเพณีที่ปรากฏในพระไตรปิฎกยังถือปฏิบัติในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยชาวไทย ลาว เขมร พม่า มอญ
รวมทั้งชาวจีนทางใต้บริเวณคุนหมิง สิบสองปันนา ฯลฯ ที่ใช้ภาษาไทยเหนือ
ภาพที่ 4 ทิศทางระหว่างสาวัตถีกับราชคฤห์จากกุสินาราย ในพระไตรปิฎกระบุ
ว่า พระอานนท์อุ้มบาตรพระพุทธเจ้า จากที่ถวายพระเพลิง ไปราชคฤห์ผ่านสาวัต
ถี แต่ในแผนที่กุสินารายอยู่กลางระหว่างสาวัตถีกับราชครฤห์


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:13:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

8
ประเพณีที่ถือว่า เป็นลักษณะเด่นของดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ถือปฏิบัติกันในไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ
คือ พิธีแรกนาขวัญ พิธีแต่งงาน พิธีเผาศพ วรรณะทั้ง ๔ และการตั้งศาลพระภูมิ
2.1 พิธีแรกนาขวัญ เป็นพิธีที่พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้นำทำพิธีแรกนา ก่อนที่ไพร่ฟ้า จะลงมือทำไร่ไถ
นาจริงๆ เป็นราชประเพณีของประเทศในสุวรรณภูมิ ไมป่ รากฏวา่ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกนั ในอินเดียหรือ
เนปาล
ในพระพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จตามพระราชบิดาไปทำพิธีแรกนาขวัญ และพระองค์เสด็จไป
นั่งสมาธิที่ใต้ต้นหว้า (ต้นหว้าชมพู) เวลาผ่านไปถึงห้าโมงเย็นแล้ว เงาต้นหว้าก็ไม่ทอดไปตามแสงตะวัน แต่ยังคง
ปกคลุมเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ตลอดเวลา
2.2 ประเพณีการแต่งงาน ในประเทศไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ฝ่ายชายจะไปสู่ขอเจ้าสาวจากฝ่ายหญิง
แต่ในอินเดีย ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ไปสู่ขอฝ่ายชาย
ประเพณีการที่ฝ่ายชายไปสู่ขอฝ่ายหญิงตรงกับที่ปรากฏในพระปฐมสมโพธิกถา ที่กล่าวว่า พระเจ้าสีหหนุ
ราช พระราชบิดาของเจ้าชายสิริสุทโธทนะ เป็นผู้ให้ท่านโกณทัญญพราหมณ์เป็นผู้นำพราหมณ์อีก ๗ คน ไป
แสวงหาธิดามาเป็นคู่ครองให้ราชบุตรคือ เจ้าชายสิริสุทโธทนะ
เมื่อได้พบพระนางสิริมหามายาซึ่งมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา ต้องด้วยคุณลักษณะอันเลิศ พระเจ้าสีหหนุราช
ก็ได้กรีฑาพลไปสู่ขอและกระทำพิธีอาวาหมงคล อภิเษกสมรส ณ สถานที่ที่เป็นพระธาตุศรีสมรัก (ปัจจุบัน
เปลี่ยนเป็นศรีสองรัก) ริมฝั่งแม่น้ำหมัน ชายแดนกรุงเทวทหะ และกรุงกบิลพัสดุ์
จะเห็นว่า มิใช่ฝ่ายพระนางสิริมหามายามาสู่ขอพระเจ้าสิริสุทโธทนะ ตามประเพณีที่ฝ่ายหญิงไปสู่ขอฝ่าย
ชายดังที่เป็นประเพณีในอินเดีย
ประเพณีแต่งงานในสมัยพุทธกาลจึงน่าจะเป็นประเพณีที่พบเห็นในดินแดนสุวรรณภูมิ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไปสู่ขอนางสุชาดา น้องสาวนางวิสาขามาเป็นภริยาบุตรชายของตนเช่นเดียวกัน
2.3 ประเพณีเผาศพแบบอินเดียกับแบบพุทธ ชาวไทย ลาว เขมร ทำพิธีเผาศพให้ไหม้จนเหลือแต่กระดูก
แล้วเก็บกระดูกไว้บูชาส่วนหนึ่ง ฝังไว้ที่วัดส่วนหนึ่ง ตรงตามเรื่องราวที่ปรากฏในพระไตรปิฎก... แต่ที่อินเดีย จะ
นำศพไปเผาให้ไหม้แต่ไม่หมดแล้วปล่อยศพลอยแม่น้ำ
หลักฐานในพระไตรปิฎกปรากฏในอรรถกถาปุณโณวาทสูตร มัชฌิมนิกาย ที่ว่า เมื่อพระเถระปรินิพพานที่สุ
นาปรันตะ ประชาชนได้บูชาพระสรีระ เผาสรีระแล้วเก็บธาตุ (กระดูก) แล้วสร้างเจดีย์
2.4 ประเพณีการถือวรรณะ ชาวพุทธในประเทศไทยบางคนอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของวรรณะ ตามที่
ปรากฏในพระไตรปิฏกดีนัก วรรณะในพระพุทธศาสนาแตกต่างจากวรรณะของฮินดู
วรรณะของชาวฮินดูมี ๔ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพทย์ และศูทร
วรรณะสูงสุดคือ พราหมณ์ ที่วรรณะอื่นถือว่า ต่ำกว่า ต้องเคารพนับถือ เพราะพราหมณ์ เป็นเจ้าพิธีกรรม
แม้แต่การ “เปิดสาว” ก็ต้องนำมาให้พราหมณ์ เป็นผู้ทำพิธีให้ ถือว่า วรรณะพราหมณ์อยากได้อะไร วรรณะอื่น
ต้องหามาสังเวย สักการะ (เดียวนี้ บางประเพณีอาจไม่มีแล้ว)
วรรณะต่ำที่สุดคือ พวกศูทร และจัณฑาล ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดจากการผสมวรรณะ พวกศูทรไม่สามารถจะอยู่
ร่วมกับวรรณะที่สูงกว่า ได้ เช่น ดื่มน้ำในบ่อเดียวกับวรรณะอื่นไม่ได้ ไม่สามารถแตะต้องเสื้อผ้าของใช้ของ
วรรณะอนื่ ได้ มชี วี ติ ตาํ่ กวา่ สนุ ขั ดว้ ยซาํ้ เช่น สุนัขลงดื่มน้ำในห้วย กไ็ มเ่ ปน็ ทรี่ งั เกยี จของวรรณะทสี่ งู กวา่ แตห่ าก
พวกศูทรหรือจัณฑาลลงดื่มแล้ว ถือเป็นของแตะต้องไม่ได้เลย


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:14:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

9
แต่ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เรื่องที่ยกมาอ้างประกอบคำสอน สะท้อนให้เห็นว่า วรรณะทั้ง ๔ คือ
กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ และศูทรนั้น เด่นชัดว่า กษัตริย์เกิดขึ้นก่อน (ตามอัคคัญญสูตร ที่หมายถึง ผู้ดูแลเขต
เกษตร และเป็นราชา คือผู้ยังความยินดีแก่พสกนิกร) ส่วนพราหมณ์ เป็นราชครู ซึ่งกษัตริย์ก็ให้ความเคารพอยู่แล้ว
ส่วนวรรณะแพทย์หมายถึงพ่อค้า นักธุรกิจ ส่วนศูทร หมายถึง กรรมกร เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน
ในพระไตรปิฎก ไม่มีเรื่องใดเลยที่แสดงความรังเกียจวรรณะศูทรและจัณฑาล เพราะพวกศูทรก็ทำหน้าเป็น
คนรับใช้ในบ้าน (นางทาสี) บ้างเป็นชาวนาบ้าง เรื่องต่อไปนี้แสดงว่า ไม่มีความรังเกียจเรื่องวรรณะ
-นางทาสีไปตักน้ำจากบ่อบาดาลมาใส่ตุ่มให้นายใช้ เรื่องของนางทาสีที่หลงรักพระอานนท์ และภายหลังได้
บวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์
-ชาวนาที่ไถนา ได้ถวายภัตตาหารเช้าพระสารีบุตร และนึกอยากให้ก้อนดินไถเป็นทองคำ ก้อนดินก็เป็น
ทองคำ ในที่สุดก็ได้รับแต่งตั้งจากพระราชาให้เป็นเศรษฐีมหาศาล(Billionaire) หากเป็นฮินดู ศูทรคนนี้จะไม่มี
สิทธิ์แม้แต่จะได้เข้าเฝ้าพระเข้าแผ่นดิน
-เรื่องของนางทาสีที่ได้รับมอบหมายจากเศรษฐีให้ดูแลนายสาวอายุ 16 ปี ให้อยู่บนปราสาทชั้น ๗ นายสาว
สมสู่กับวิทยาธรที่เหาะมาพบเข้าเกิดปฏิพัทธ ิ์ ภายหลงั คลอดบตุ รชาย จึงสั่งใหห้ ญิงรับใช้ไปหาภาชนะใหม่มา นาง
เอาทารกใสใ่ นภาชนะ เอาฝาปดิ และวางดอกไมข้ ้างบน กาํ ชบั ให  “เทินหัว” ไปลอยคงคา หากเปน็ ทาสีในอินเดีย
หญิงรับใช้จะอยู่ร่วมกับนายไม่ได้เลย (ประวัติพระชฎิลดาบส)
-ครั้งพระเจ้าอโศก สั่งประหารพี่น้องร่วมบิดา 99 คนเหลือไว้เพียงน้องร่วมมารดาเท่านั้น สามเณรนิโครธ ซึ่ง
มารดาของท่านกำลังตั้งครรภ์หนีออกจากวังไปนอกเมือง ไปคลอดท่านที่ใต้ต้นมะเดื่อมีจัณฑาลคนหนึ่งมาพบและ
ช่วยเหลือให้ที่อยู่อาศัย ตั้งชื่อเด็กว่า นิโครธ เพราะเกิดใต้ต้นมะเดื่อ เขารักนางเหมือนน้องสาว เลี้ยงดูนางและบุตร
เมื่อเด็กชายนิโครธโตขึ้นก็ให้บวชเรียน จนเป็นผู้กล่อมพระเจ้าอโศกให้นับถือศาสนาพุทธ หากเป็นในอินเดีย
มารดาของนิโครธสามเณร คงไปอยู่กับจัณฑาลไม่ได้
2.5 ศาสนาพราหมณ ์ ของไทยกบั พราหมณ์ของอนิ เดีย (ฮนิ ดู)ไมเ่ หมอื นกนั มกี ารสอนมาผดิ ๆ วา่ ชาวไทย
รับศาสนาพราหมณ์จากอินเดีย
ศาสนาพราหมณ์ของไทย เชื่อว่า พวกเราสิบเชื้อสายมาจากพระพรหมมีแสง (อิสานเรียก “ผีฟ้าแสง”) คือ
พรหมประกายมาศ หรือพรหมประกาย หรือ อาภัสราพรหม คือ ขุนสรวงและนางสาง ซึ่งลงมากินง้วนดิน แล้ว
เหาะกลับวิมานไม่ได้ กลายเป็นคน ทั้งสองได้อยู่กินเป็นสามีภรรยาและมีลูก ๘ คน ๒ คนแรกถูกพ่อแม่ฉีกเนื้อกิน
แต่ที่เหลือนางสางสงสารลูกได้ขอไว้ เมื่อโตขึ้นได้จับคู่ชาย ๓ หญิง ๓ และมีลูกหลาน ต่อมาเป็นชาวไทยลว้า
(ไทยกับลาว) ขุนสรวงเมื่อตายแล้วก็กลับไปเป็นอาภัสราพรหมดังเดิม ก็ลงมาบอกลูกหลานให้ตั้งกองฟืน (กอง
ฟอน) เผาศพ เก็บกระดูก สอนให้เอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรปู พ่อแม ่ ตายาย และตงั้ ศาลพระภมู เิ พอื่ วญิ ญาณพอ่ แม่
ปู่ย่าตายายจะได้ลงมาดูแล ปกป้องได้ คนไทยลาว จึงมีความปรารถนาอยู่เบื้องลึกที่จะตั้งศาลพระพรหม และก็เป็น
เช่นนั้น คือ มีศาลพระพรหมให้กราบไหว้บูชาอยู่ทั่วไป แต่ที่อินเดียไม่มีศาลพระภูมิ หรือศาลพระพรหม
พระพรหมที่กล่าวถึงในพระไตรปิฎก จึงเป็นคนละพรหมกับศาสนาฮินดู ดังท่านมหาพรหมที่เข้าเฝ้าและ
ตามเสด็จพระพุทธเจ้า ก็ไม่ใช่พระพรหมของฮินดูที่เชื่อว่า เป็นพระผู้สร้าง ดังนั้นการที่กล่าวว่า ชาวไทยนำศาสนา
พราหมณ์มาจากอินเดียก็ไม่น่าจะถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่นักวิชาการไทยจะต้องไปศึกษาและทำความเข้าใจเสียใหม่


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:14:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

10
3. วิถีชีวิตในสมัยพระพุทธกาล
วิถีชีวิตไทยแตกต่างจากวิถีชีวิตของชาวอินเดีย ของไทยกลมกลืน และสอดคล้องกับที่ปรากฏใน
พระไตรปิฎกในทุกเรื่อง ไม่ว่า จะเป็นเรื่องความใจบุฯ ข้าวที่บริโภค การทำนาข้าวเหนียว พืชพันธุ์ นกเขาคูที่ร้อง
ว่า ของกู และการวัดระยะทางล้วนสอดคล้องกับพระไตรปิฎก
3.1 ชนชาวสุวรรณภูมิและชาวอินเดียมีนิสัยเรื่องความใจบุญแตกต่างกัน คนสุวรรณภูมิ พวกเราในถิ่นไทย
นี้ได้ชื่อว่า เป็นคนใจบุญมาแต่โบราณ ดังนั้นเมื่อมีเรื่องเศรษฐีใจบุญที่ตั้งโรงทานแจกทานคนยากจน สร้างมหา
วิหารถวายพระพุทธองค์ ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น ท่านเศรษฐีธนัญชัยที่เมืองสาเกตบิดาของนางวิสาขาก็จะ
เห็นว่า เศรษฐีใจบุญเหล่านนั้ เปน็ คนไทยหรือคนที่อยใู่ นดนิ แดนสวุ รรณภูม ิ
3.2 ข้าวที่พระสงฆ์ในสมัยพระพุทธกาลฉัน พระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุในสมัยพุทธกาลเสวยหรือ
ฉันข้าวเหนียว มิใช่โรตี หรือข้าวจ้าว มีหลักฐานใน พระวินัยที่บัญญัติ (โภชนปฏิยุกต์) ไว้ว่า ภิกษุพึงสำเนียกอย่าง
นี้ว่า "เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก ... เราจักทำก้อนข้าวให้กลมกล่อม ...เราจักไม่โยนข้าวเข้าปาก ...เราจักไม่
ฉันข้าวกัดคำข้าว ...เราจักไม่โปรยเมล็ดข้าวลงในบาตร (เมื่อมือเปียกน้ำข้าวเหนียวจะร่วน) ...เราจักไม่เอาก้อนข้าว
กลบแกงโดยหวังจะได้แกงมาก ... "
ก็จะเห็นว่า “ข้าว” ที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาลฉันเป็น “ข้าวเหนียว”
3.3 ทำนาข้าวเหนียวในเมืองโกสัมพี และเมืองสาวัตถี พระพุทธองค์และพระภิกษุในสมัยพระพุทธกาลเสวย
และฉันข้าวเหนียว ทีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎกหลายแห่ง กล่าวคือ อรรถกถาวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ทุติยภาค
วินัยปิฎกเล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ทุติยภาค และวินัยปิฎกเล่มที่ 3 ภิกขุนีวิภังค์
นอกจากนี้ คำว่า “บิณฑบาตร” ก็แปลว่า “ก้อนข้าว” ทั้งนี้ รวมทั้งข้าวมธุปายาส หรือข้าวทิพ (ไม่ได้เขียน
“ข้าวทิพย์” ) ซึ่งนาวสาวทิพพาคิดขึ้น ในสมัยสุวรรณภูมิ ก็ทำจากข้าวเหนียว
3.4 พืชพันธุ์ไม้ในพระไตรปิฎก กว่า ๒๖๔ ชนิด ล้วนเป็นพืชที่มีอยู่ในเมืองไทยทั้งนั้น แม้ชื่อจะเปลี่ยนแปลง
ไปแต่พบเห็นได้ในปัจจุบันอาทิ หญ้าชนิดหนึ่งที่พระพุทธองค์เสวยแทนอาหารหลังจากทรงหยุดอดอาหาร เมื่อ
ครงั้ แสวงหาสจั ธรรม คือ "หญ้ากบั แก้" (“กบั แก้” เป็นภาษาอสี าน ภาษากลางคือ ตกุ๊ แก) และลกู กะเบา (โกลยี ะ) ก็
เป็นพืชที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ลูกกะเบาใช้รักษาโรคเรื้อนได้ เมื่อพระพุทธองค์เริ่มเสวยพระกระยาหาร ถัดจากเสวยหญ้ากับแก้แล้ว ก็มาเสวยเนื้อ
ลูกกระเบา ช่วงเวลาหนึ่ง จึงเริ่มเสวยโภชนาหาร ซึ่งปรกติพระพุทธองค์จะบริโภคได้ ๔๙ คำ เนื่องจากทรงมี
พระวรกายทรงสูง ๔ เมตร (๘ ศอก) ปรกติพวกเราจะรับประทานข้าวเหนียวได้เพียง ๒๐๒๕ คำ
3.5 นกมัยหกะ (นกเขาคู)ที่ร้อง จุ๊กๆ กู ที่มาของ "ของกูๆ" ตามเสียงร้อง และพระนำไปสอนเป็นปริศนา
ธรรม แสดงวา่ เสียงร้องของนกเขา สอดคล้องกบั เสียงในภาษาไทย คือ ก ู หาก ชาวเมอื งสาวตั ถมี คี าํ ศพั ทว์ า่ “ กู ”
ที่มีความหมายว่า “ เรา – ข้าฯ ( I ) ” ก็แสดงว่าเมืองสาวัตถีไม่ได้อยู่ที่อินเดีย เพราะที่อินเดียคำว่า กู หรือ คู
(เสียงร้องของนกเขา) มิได้มีความหมายว่า เรา–ข้าฯ ( I ) เลย ..
3.6 การวัดระยะทางโดยใช้ "โยชน์" "เส้น" "วา" เป็นการวัดระยะที่ปรากฏในพระไตรปิฎก และยังคงใช้กัน
อยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน ในขณะที่ในอินเดียไม่มีการวัดระยะทางเช่นนี้มาตั้งแต่บรรพกาล การวัดระยะทาง
เป็น กิโลเมตร หรือ ไมล์ เพิ่งใช้เมื่ออิทธิพลของตะวันตกเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณร้อยปีมานี้เอง
4. โบราณสถานและโบราณวตั ถ ุ
โบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นหลักฐานที่ยินยันว่าสุวรรณภูมิเป็นที่อุบัติของพุทธศาสนา


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:14:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

11
4.1 ในประเทศอินเดียและเนปาล มีโบราณสถานหรือโบราณวัตถุ จำนวนน้อยกว่าในเมืองไทย นอกจาก
โบราณสถานที่อ้างว่า เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระปฐมเทศนา ปรินิพพาน และอีก 3 แห่งที่เมืองสาญจี ถ้ำอา
ชันตา นาลันทาและที่เล็กๆ น้อยๆ อีกไม่กี่สิบแห่งแล้ว แทบจะไม่มีโบราณสถานอื่นๆ เช่น พระพุทธบาท เจดีย์
วิหาร ฯลฯ เหลือให้เห็นเลย หากรวมกันแล้วประมาณ ๑๒๐ แห่ง
4.2 ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีโบราณสถาน และโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก อาทิ เจดีย์ พุทธวิหาร พระบรม
สาริกธาตุ พระพุทธบาท พระพุทธฉาย รวมกันก็เป็นหมื่นแห่ง
4.3 มีความขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลกับหลักฐานที่หลงเหลือในอินเดีย ที่อ้างว่า พระเจ้าอโศกมหาราชสร้าง
วิหาร 84,000 วิหาร ใน 84,000 เมือง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อถามว่า ในอินเดียอยู่ที่ไหนบ้าง ก็ไม่มีทางจะตอบ
ได้ แต่ถ้าถามเรื่องของพระเจ้าอโศกของไทย คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ผู้ครองเมืองอโศกไทย (ใกล้สุโขทัย) ซึ
มีพระมหินทรเถระ เป็นพระโอรส และพระนางสังฆอมิตตาเป็นพระธิดา ก็มีหลักฐานวัดวิหารที่หลงเหลือใน
สุวรรณภูมิ ส่วนพระเจ้าเทวานัมปิยะ ปิยทัสสี ที่ James Prinsep ซึ่งเชื่อ George Turnour บอกว่า เป็นพระเจ้าอโศก
ก็ยืนยันว่า เป็นคนละองค์กับพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งเป็นคนไทย
ข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการหนงึ่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับพระเจ้าอโศกอินเดีย คือ
(๑) วันขึ้นครองราชย์ และสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอโศกอินเดีย (พ.ศ. 311 บางตำราว่า พ.ศ. 306) ไม่ตรงกับ
ที่ระบุไว้ในพระคัมถีร์ ทางพระพทุ ธศาสนา ที่ระบุว่า พระเจ้าอโศกสวรรคต พ.ศ. 259
(๒) ชื่อที่ปรากฏในเสาหินพระเข้าอโศก คือ "พระเทวานัม ปิยะ ปิยทัสสี" ซึ่งเป็นสมัยเดียวกันและชื่อเดียว
กับกษัตริย์ศรีลังกา ชื่อ พระเจ้าเทวนัมปิย ปิยะทัสสะ จึงเป็นไปได้ว่า กษัตริย์ศรีลังกาองค์นี้จะแผ่อิทธิพลไปถึง
อินเดีย
(๓) ไม่ปรากฏการสังคายนาพระไตรปิฏกในเสาหินพระเจ้าอโศก รวมทั้งไม่มีการเอ่ยถึงการส่งพระราช
โอรส(พระมหินทรเถระ) และพระราชธิดา(สังฆอมิตตาเถรี) ซึ่งบวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ ไปฟื้นฟู
พระพุทธศาสนาในลังกาเลย
จึงน่าประหลาดใจมากที่ไม่ได้บันทึกไว้เรื่องสำคัญอย่างนี้อย่างนี้ เพราะเป็นสาระสำคัญในชีวิตของ
พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ แต่หากเป็นพระเจ้าอโศกไทย คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแล้ว มีการบันทึกข้อมูลไว้
ตรงกับพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ในประวัติพระเจ้าเทวานัมฯ หรืออโศกแขก ปรากฏว่า มเหสีท่านควักนัยน์ตาบุตรตนเองอย่างเหี้ยมโหด พระ
เจ้าอโศกแขกเอง ตามประวตั โิ หดรา้ ยมาก สว่ นพระเจา้ ศรธี รรมาโศกราช ทรงดุแต่ไม่โหดร้าย เมื่อจับพระสกึ
60,000 รูปเพราะตอบปญั หาหัวใจของพทุ ธศาสนาไม่ได ้ กส็ งั่ จบั สกึ ห่มขาว และสง่ ไปเลยี้ งชา้ ง สว่ นพระเจ้าอโศก
แขก สั่งประหารทั้งหมด แม้แต่อำมาตย์ที่ไม่เห็นด้วยกับคนก็ใช้ดาบประหารด้วยตนเองอย่างโหดร้าย
นอกจากน้ ี กม็ พี ริ ธุ หลายประการ กบั การอา้ งวา่ พระเจ้าอโศก คือ พระเจ้าเทวานมั ปิยันปิยทัสส ี เพราะในเสา
หินไม่มีการเอ่ยพึงพระเจ้าอโศกเลย
4.4 หลกั ฐานจากจารกึ วดั ศรชี มุ ยนื ยนั วา่ ปาตาลีบุตรห่างจากศรีสชั นาลัย ๒๓ คืน ในจารึกวัดศรีชมุ หลัก ๑
๓ และ ๔ มขี อ้ ความทยี่ นื ยนั วา่ เมอื่ ไดม้ กี ารสรา้ งวดั ศรชี มุ พระมหาเถระพระองคห์ นงึ่ นามวา่ พระมหาเถรศรีสรทั
ธาราชจุฬามุณี หลานพ่อขุนผาเมืองได้ อธิษฐานว่า “....(หาก) กูแล้ยังจักได้แก่สัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธจริงว่า
ไซร้ จุ่งให้พบปูน.....อธิษฐานบัดแปรแห่งนั้น ดายกลายพบสังปูนอันหนึ่งทายาทหนักหนา เอามาสทายพระธาตุ


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:14:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

12
ก่อใหม่ เก่าแล้วเอามาต่อพระพุทธรูปหินอันหักอันพังบริบูรณ์แล้วปูนก่อยังเหลือเลย พระมหาธาตุหลวงนั้น
กระทะทำปาฏิหาริย์อัศจรรย์หนักหนา และมีพระธาตุอันใหญ่ล้อมหลายแก่กม ฉลองมหาพิหารใหญ่ด้วยอิฐเสร็จ
บริบูรณ์แล้วจึงไปหาเอาพระพทุ ธรูปหินเก่าแตกมาบูชาด้วย ไกลชั่วสองสามคนื เอามาประดษิ ฐานไวใ้ นมหาพหิ าร
บางแห่ง ได้คอได้ตน บางแห่ง ไดผ้ ลไดแ้ ขนไดอ้ ก บางแห่ง ไดห้ วั ตกไกล แลสคี่ นหาบเอามาจงึ ได ้ บางแห่ง ได้
แขง้ ไดข้ าบางแหง่ ไดม้ อื ได ้ ตีนญ่อมพระหินอนั ใหญ่ ชกั มาดว้ ยลอ้ ดว้ ยเกวยี น เขน็ เจา้ มาในมหาพหิ ารเอามาตอ่ ตดิ
ประกิดด้วยปูน มีรูปโฉมพรรณอันงามพิจิตรดังอินทรนิรมิต เอามาประกิดชิดชนเป็นตนพระพุทธรูปอันใหญ่อัน
ถ่าวอัน....งามหนักหนา เอาไว้เต็มมหาพิหารเรียงหลายกองช่องงามหนักหนาแก่กม ในมัชฌิมประเทศในปาตลี
บุตรนครใกล้ฝั่งน้ำอโนมานที ....”
จากหลักฐานนี้แสดงว่า เมืองปาตาลีบุตรและแม่น้ำอโนมานที ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงปลงพระเกศาอยู่ห่าง
จากสุโขทัยเพียง ๒ - ๓ คืนเท่านี้ จึงสามารถขนพระพุทธรูปที่แตกหักจากวัดอโศกราม มาปฏิสังขรใหม่ได้
4.5 มีหลักฐานว่า พระนารายณ ์ พระกฤษณะ เกดิ ในชมพูทวีป คอื ไทย ดังปรากฏในจารึกวัดศรีชุมที่ระบุว่า
พระมหาเถระ คือ พระกฤษณะ มาจุติ เป็นพระนารายณ์ พระราม และจะได้บรรลุสัมมาสัมโพธยานเป็น "พระราม
พุทธ" ในมัณฑกัปป์ ต่อจากพระศรีอารยเมตไตรย ในจารึกวัดศรีชุม หน้า ๓ ระบุว่า “... พระกฤษณ์พระเจ้าหาก
ประดิษฐาน พระกฤษณ์นั้นคือ ตนพระมหาสามีศรีสรัทธา ราชจุฬามุณีศรีรัตนลังกาทีปเป็นเจ้า คือตนพระราม
พระนารายณ์ เทพจยุตหิ ากท่องเทยี่ วในสงสารภพอันโทลเกิดไปมาแล เมดไตโย...”


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:15:02 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

13
4.6 มีการกล่าวถึง รอยพระพุทธบาท อยู่ ๕ แห่ง ซึ่ง มีอย่างน้อย
๔ แห่งที่ยืนยันว่าอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ คือ (๑)ที่สุวรรณบรรพต คือ
พระพุทธบาทสระบรุ ี (๒) ที่เมอื งโยนกบุรี คือพระพทุ ธบาทตากผ้าที่
ลำพูน (๓) เขาสุวรรณมาลิก (พระพุทธบาทที่เมืองลังกาพะโค วัดหลวง
ปู่ทวด ภาคใต้ของไทย) (๔) ยอดเขาสุมนะกูฏ (ตามศิลาจารุกหลักที่ ๘
หน้า ๔ ที่ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร แปลไว้ ระบุว่า พระเจ้าลิ
ไทย “...พาบริวารไปนมัสการพระบาทลักษณ์ บนยอดเขาสมนกูฏ...”
ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นเขาสมอแครงในจังหวัดพิษณุโลกเพราะเป็นยอด
เขาเพียงแห่งเดียวในละแวกนั้นที่มีพระพุทธบาทจริง ไม่ใช่จำลอง แต่
ชาวพุทธทั่วไปเข้าใจว่า เป็นเขาสมนกูฏ ที่อยู่ใกล้เมืองอนุราชปุระในศรี
ลังกา) และ (๕) ที่แม่น้ำชื่อนัมทานที (สันนิษฐานว่า เป็นพุทธบาทที่เขา
ตะเกียบ หัวหิน ซึ่งอยู่ใกล้สุนาปรันต คือ สวนปราณ หรือ ปราณบุรี).
4.6 มีการเอ่ยถึงคำสำคัญในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลาย
แห่ง อาทิ คำว่า ชมพูทวีป กุรุราฐ ปัจจันตชนบท ฯลฯ ซึ่งแสดงว่า เมือง
เหล่านี้อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้นชมพูทวีป (อิสานเรียก “ทีปซมพู”
หรือ “ซมพูทีป” ดังปรากฏอยู่ในนิทานและใบลานธรรมเป็นจำนวน
มาก)
5. พุทธสถาปัตยกรรม
รูปร่างวัด โบสถ์ และเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏใน
ดินแดนสุวรรณภูมิ มีลักษณะเด่น แตกต่างจากของอินเดียอย่างสิ้นเชิง
5.1 รูปร่างวัด ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีวัด วิหาร และโบสถ์เป็น
จำนวนหลายหมื่นแห่ง บางวัดมีอายุกว่าสองพันปี ซึ่งมีรูปร่าง
ลักษณะเฉพาะ เช่น ช่อฟ้า ใบระกา ฯลฯลักษณะเด่นเหล่านี้ ถ่ายทอด
มาถึงวัดไทยในปัจจุบัน แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละภูมิภาค แต่องค์ประกอบใหญ่ๆ ก็ยังคงเหมือนกัน
ส่วนวัดในอินเดียหรือเนปาล มีลักษณะออกไปทางฮินดู
5.2 พุทธศิลปะ มคี วามละเอยี ดออ่ นมาก ตอ้ งใชช้ า่ งศลิ ป ทมี่ จี ติ ศรทั ธาในการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน และมนี ายทนุ
ที่มีความเลื่อมใสศรัทธา จึงจะสามารถสร้างผลงานพุทธสถาปัตยกรรมที่ประณีต โดดเด่น ดังที่พบเห็นในวัด
โบราณทั้งในต่างจงั หวัดและในเมืองกรุง หากพทุ ธสถาปัตยกรรมมาจากอนิ เดยี กค็ วรมีอะไรหลงเหลือไว้ใหเ้ หน็
แม้แต่สถูปที่พุทธคยาก็มีรูปร่างแปลก ฝีมือการก่อสร้างก็ไม่ประณีต หากเทียบกับพระเจดีย์ในประเทศไทยก็
ห่างไกลกันมาก
5.3 สถานที่สร้างครอบพระพุทธรูปปางไสยยาสน์จำลองในอินเดีย ก็ไม่ตรงกับที่บรรยายไว้ใน
พระไตรปิฎก ณ เมืองซึ่งอินเดียอ้างว่า เป็นกุสินาราย ก็สร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่พระเศียรหนุนหมอน แต่
ในพระคัมภีร์บรรยายว่า ซึ่งประทับนอนโดยใช้พระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร เพียงเพราะทีมของ Cunningham ขุด
เจอพระนอนที่ตำบลกูเซีย ก็ประกาศว่า เป็นกุสินารา โดยไม่ดูบริบทระหว่างเมืองต่างๆ ว่า สอดคล้องกับพระ
ไตรปิฏกหรือไม่
ภาพที่ 5 พระแท่นดงรัง อำเภอท่ามะกา จังหวัด
กาญจนบุรี สถานที่ปรินิพพาน โปรดสังเกตลำแสง
ประหลาด (แสงบุญ) ที่ถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัล เมื่อ
ผู้เขียนไปนมัสการพระแท่นในพ.ศ.2544


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:15:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

14
ส่วนในเมืองไทย ที่ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน ก็มีพระพุทธไสยาสน์สร้างจากหินทรายที่มีลักษณะตรงตาม
พระไตรปิฏก ก็ไม่มีใคร “ตู” วา่ เปน็ ทปี่ รนิ พิ พาน เหมือนฝรั่งทีมนนั้
อนึ่ง สถูป เจดีย์ หรือซากวัด เช่น ที่เชตวัน ก็สร้างจากก้อนอิฐที่มีลักษณะและขนาดไม่แต่ต่างจากอิฐในสมัย
ปัจจุบนั หากเปน็ สงิ่ ปลกู สรา้ งในสมยั พทุ ธกาล แล้วจะเป็นก้อนดนิ เผาที่มขี นาดใหญ  16 X 32 ซ.ม. ขึ้นไปดังที่พบ
เห็น ณ สถูปองค์แรกของพระธาตุพนมที่พังลงมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ เพราะคนในสมัยพุทธกาลมีขนาดสูงใหญ่กว่า
คนในปัจจุบัน
6. ภาษามคธ หรือภาษาบาลี
ภาษามคธ เป็นภาษาของชนชาติไทยโบราณ เนื่องจากเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า
บาลี ซึ่งแปลว่า คำสอน ภาษามคธจึงนิยมเรียกว่า ภาษาบาลี
ภาษาบาลี เป็นของชาวสุวรรณภูมิ แต่กลายเป็นของอินเดีย เพราะฝรั่ง เช่นกัน หนึ่งใจจำนวนนั้นคือ หมอ
บลัดเลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช และผู้ก่อตั้งโรงเรียนอรุณประดิษฐ์ จังหวัดเพชรบุรี และเป็นผู้ตั้งโรง
พิมพ์แห่งแรกในประเทศสยาม หมอบลัดเลย์เป็นผู้บอกว่า อักษรไทยมาจากอินเดียใน พ.ศ. ๒๔๑๓2
ภาษามคธ มีอักษรที่ใช้จารึก เรียกว่า อักษรธรรม ซึ่งออกแบบให้เขียนตามหลักไวยกรณ์และหลักการสังโยค
ภาษาบาลี เช่น ตำแหน่งพยัญชนะและสระจม สระลอย ใบลานส่วนใหญ่ที่พบเห็นที่อิสานหรือทางเหนือ ล้วนเป็น
พระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหรือเกี่ยวเนื่องกันทั้งนั้น
หากภาษาบาลีไม่ใช่ภาษาของชาวเหนือและอิสานแล้ว เหตุใดการประดิษฐ์อักษร จึงสอดคล้องความต้องการ
ใช้ในภาษาบาลี
อักษรขอมก็เช่นเดียวกัน เป็นอักษรไทยที่ขุนขอมไทยประดิษฐ์ขึ้น 15 ปีหลังจากน้องชายของท่าน คือ
ขุนสือไทย คดิ ลายสือไทยขึ้นเมอื่ ปีอิน 1235 (6,765 ปมี าแลว้ ) ลายสอื ไทยและลายขอมไทยจงึ เปน็ อกั ษรไทย
ไม่ใช่ของเขมร และไม่คำว่า “ภาษาขอม” มีเฉพาะ “อักษรขอม” นักภาษาไทยควรใช้คำให้ถูกต้อง
ดังนั้น ภาษาธรรมที่ใช้บันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งมีหลักฐานว่า มีภาษาเขียนแล้ว
เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสคำว่า “ใบลานเปล่า” “มา ปิฎก...ไม่ให้เชื่อตำรา....” มาตั้งแต่ครั้งที่ทรงพระชนม์อยู่
การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ต้องมีการบันทึกลงใบลานแล้ว มิใช่จดจำหรือเป็น “มุขปาฐะ” ดังที่สั่ง
สอนกันว่า มีการบันทึกลงใบลานครั้งแรกในสังคายนาครั้งที่ ๔ ที่ลังกา
ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่า ภาษาบาลี อยู่ในสุวรรณภูมิ
6.1 ชื่อเมือง แม่น้ำ ป่า คนฯลฯ ในสุวรรณภูมิส่วนมากใช้ภาษาบาลี เช่นแม่น้ำกุกกนที (แม่น้ำกก) แม่น้ำ
ขรนที หรือ แม่น้ำธนนที (แม่น้ำโขง) ธนมูลนที (แม่น้ำมูล) ชีวายนที (แม่น้ำชี) ลัมภคารีวัลย์ (ลำปางหลวง) ฯลฯ
จึงมั่นใจว่า ภาษามคธหรือภาษาบาลี เป็นภาษาดั้งเดิมที่ชาวไทยลาวใช้ในแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้นแคว้นมคธ จึง
น่าจะอยู่ในแดนสุวรรณภูมิมากกว่าอยู่ในอินเดีย
แมแ้ ตค่ าํ วา่ “ของลบั ” ทใี่ ชก้ นั ในภาษาไทยและลาว กเ็ ป็นภาษาบาลี คือ “คุยห” ทมี่ กี ารแผลงสระอุ เป็น ว
(ภาษากลาง) หรือ ตัดไปเลย (ภาษาอิสาน) ส่วน “ห” เสียงหายไป
2 มฝี รงั่ ๓ คนในเมอื งไทยทไี่ ดส้ รา้ งความสบั สนเกยี่ วกบั ภาษา ศาสนา และประวตั ศิ าสตร์ไทย คือ หมอบลัดเลย ์ ทบี่ อกวา่ อกั ษรไทย
มาจากอินเดีย อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮมที่เขียนประวัติพระพุทธศาสนาและทำให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นชาวอินเดีย และยอร์ช เซเดย์
คนหลังสุดนี่ ทำให้บรรพบุรุษไทย หนีหัวซุกหัวซุนมาจากทางใต้ของจีน และบอกว่า ชาวไทยเป็นเผ่ามงโกล


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:15:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

15
อีกคำหนึ่งคือ กาลามะ ที่มาของ “กาลามสูตร” ก็มาจากพวก “กุลา” แผลง อุ เป็น อะ และเป็นอา ชาวกุลาเป็น
ชนเผ่าหนึ่งทางภาคอิสาน อาศัยอยู่แถวทุ่งกุลาร้องไห้
หลักฐานเอกสารหนึ่งที่แสดงว่า ภาษาบาลีเกิดขึ้นในดินแดนไทย คือ หนังสือ Seleced Papers on Pali
Studies ของ O. von Hinuber สำนักพิมพ์ The Pali Text Socity , Oxford, 1994. ที่มีเนี้อหาบางตอนได้กล่าวถึง คำ
ว่า "บาลี" ว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักคำว่า "บาลี" หรือ "ภาษาบาลี" เป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โดย M. Simon de
la Loubere ซึ่งเป็นเอกอัครราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศส ได้ถูกส่งมาประจำที่ไทย ใน
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ ค.ศ.1687 (พ.ศ. 2230) โดยกล่าวว่า บาลีเป็นภาษาที่คณะสงฆ์ได้ใช้กันอย่าง
แพร่หลาย หลักฐานนี้สนับสนุนว่า ภาษาบาลีเกิดในประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักภาษา
บาลีครั้งแรกจากประเทศไทย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมฝรั่งไม่ได้รู้จักชื่อ "บาลี" นี้จากที่อื่น ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้น
ฝรั่งตะวันตกจากประเทศต่าง ๆ ได้ออกไปล่าอาณานิคมในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศรีลังกาและอินเดีย ฯลฯ
แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงภาษาบาลีเลย มีที่กล่าวถึงก็เฉพาะภาษาสันสกฤต (ที่ชาวอังกฤษบางคนชื่อ James Prinsep
เปน็ ผเู้ ชยี่ วชาญ) อาจเปน็ ไปได้วา่ ภาษาบาลีที่คณะสงฆ์ในแถบประเทศอนื่ ๆ ใช้นั้น ไมไ่ ดม้ กี ารใชก้ นั อยา่ ง
กว้างขวาง หรือเด่นชัดเท่ากับที่ใช้ในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นต้นฉบับของภาษาบาลี จึงมีการใช้ภาษา
บาลีกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าเวลาจะห่างจากสมัยพุทธกาลตั้ง สองพันปีมาแล้ว (ข้อมูลจาก คุณกฤตกิตติศักดิ์ ไพ
ตรีจิตต์ นักศึกษาประวัติพุทธศาสนา-ไต้หวัน)
6.2 วัฒนธรรม ของสุวรรณภูมิมีมายาวนาน ตามการศึกษาจากกระเบื้องยางที่คูบัวของพระราชกวี (อ่ำ ธัมม
ทัตโต) แห่งวัดโสมนัสวิหาร
ถ้าเทียบกับภาพยนตร์ ก็คล้ายกับว่า Episode 1 2 3 หรือหนังม้วนแรกๆ ที่บอกว่า อินเดียนำวัฒนธรรมไปจาก
ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อหลายพันปีมาแล้วเกิดสูญหายไป เหลือแต่ Episode 4, 5, 6 หรือหนังม้วนหลังๆ ที่ฉายให้
เห็นว่า วัฒนธรรมอินเดียแผ่ซ่านมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิ อะไรต่ออะไรจึงกลายเป็นของอินเดียหมด แม้แต่ศาสนา
พราหมณ์ ภาษาบาลี เป็นต้น
7. หลักฐาน/ตำนานไทย
พงศาวดารเหนือและใบจารลาว ได้อ้างอิงหลักฐานการเกิดพระธาตุและเจดีย์ต่างๆ ไว้มากมาย
ในพงศาวดารเหนือ มีการระบุเรื่องราวที่เกี่ยวโยงกับพุทธประวัติ และการเกิดเมืองต่างๆ เช่นโยนกเชียงแสน
และการที่พระพุทธองค์ พร้อมกับพระยาอโศก กับพระอานนท์ หรือพระเถระองค์อื่นเสด็จไป ณ ที่ต่างๆ ได้
ประทานพระเกศาให้เจ้าเมือง หรือชาวบ้านเก็บไว้บูชาพร้อมกับพยากรณ์ว่า ที่แห่งนั้นในอนาคต จะเกิดอะไรขั้น
มีใครมาครอง แล้วจะเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย ์ หรือวหิ ารชื่ออะไร ดงั ปรากฏในตาํ นานพระเจดยี แ์ ตล่ ะแหง่
ส่วนในใบลานจารของลาว ก็มีการเอ่ยชื่อ เมืองที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่นเมืองคันธาง เมืองสาเกต เมือง
ปาวาย และเชื่อกันต่อเนื่องกันมาว่า พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากพระเวสสันดร เป็นต้น
ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา มีการกล่าวถึงชมพูทวีปในพระราชสาสน์ของพระมหาจักรพรรดิถึงพระเจ้ากรุง
หงสาวดีเพื่อสงบศึกษาเนื่องจากพระเจ้ากรุงหงสาวดีจับพระราเมศวรและพระมหินทร์ได ้ และกลา่ วถงึ “กรุ รุ าฐ”
“อินทปัตถ์” เมื่อคราวพระนเรศวรยกกองทัพไปทำปฐมกรรมพระยาละแวก


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:16:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

16
ในสังคีติยวงศ์ ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า กรุงสุโขไทยปุระ ณ สยามประเทศ ตั้งอยู่ในชมพูทวีป ในหน้า ๒๘๒
และในที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง
ในประกาศเทวดา เมื่อครั้งสังคายนาพระไตรปิฏกในรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑ ระบุไว้ชัดเจนหลายแห่งว่า
พระพุทธโฆษาจารย์ ไปแปลพระไตรปิฏก จากสิงหลภาษาเป็นมคธภาษา ...มาไว้ใน ชมพูทวีป หากชมพูทวีปเป็น
อินเดีย ก็ต้องเขียนว่า “...นำไปยัง” ชมพูทวีป
ภาพที่ 7 หลักฐานใน “สังคีติยวงศ์” ที่แสดงว่าชมพูทวีปคือดินแดนที่เป็นที่ตั้งของไทย
ภาพที่6 แสดงสาสน์ของพระมหาจักรพรรดิ์ไปถึงพระเข้าหงษาวดีเพื่อสงบศึก มีระบุคำว่า ชมพูทวีปอยู่ด้วย


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:16:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

17
ภาพที่ 8 หลักฐานในประกาศเทวดา ครั้งรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑ ที่ระบุว่า พระพุทธโฆษาจารย์ไปแปลพระ
ไตรปิฏกจากศรีลังกาแล้วนำมาชมพูทวีป แสดงว่า การสังคายนา พ.ศ. ๒๓๓๑ กระทำที่ชมพูทวีป คือ เมืองไทย
ภาพที่ 8 หลักฐานจากสังคีติยวงศ์ที่ระบุว่า พระพุทธโฆษาจารย์ได้แปลพระไตรปิฎกจากศรีลังกามาไว้ในชมภูทวีป
8. ข้อสังเกตเพิ่มเติม
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น มีข้อสังเกตอื่นๆ บางประการเกี่ยวกับปรากฏการณ์ในทางพระพุทธศาสนา อาทิ
๑) หากพระภิกษุอยู่ในเนปาล ซึ่งอยู่เชิงเขาหิมาลัย อากาศคงหนาวมาก พระภิกษุจะอยู่ได้อย่างไรโดยครองจีวร
บางๆ ไม่กี่ชิ้น และไม่สวมรองเท้า ยิ่งในช่วงสองพันปีมาแล้วคงหนาวเยือกเย็นกว่าปัจจุบันเป็นอย่างมาก (แค่ ๓๐
ป ี กรงุ เทพกม็ อี ากาศเยน็ กวา่ ในปจั จบุ ัน)๒) ไมม่ กี ารเอย่ ถงึ หมิ ะ ในความหมายของ Snow ในพระไตรปิฎก แตใ่ ช้
เฉพาะหิมะในความหมายว่า มีความเย็น จนกลายเป็นน้ำค้าง ป่าหิมพานต์ (หิมะ + วนต) คือ ป่าที่มีความเย็น หรือ
ป่าน้ำค้าง จึง หมายถึงป่าดงดิบทางเหนือ หรืออิสาน ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังมีหมอกเป็นน้ำค้างฝอยเม็ดโตๆ พรั่งรูลงมา
ให้เห็นกันอยู่ ป่าหิมพานต์ ก็เสียงสั้นหายไปเป็น ภูพาน
๓) ฤาษีที่ห่มหนังเสือ ไม่ปรากฏในอินเดีย พบเห็นแต่ในเมืองไทย เพราะอากาศเมืองไทยเอื้อที่จะให้ฤาษีห่ม
หนังเสือได้
๔) คำว่า “คงคา” น่าจะหมายถึงแม่น้ำ มากกว่า เป็นชื่อแม่น้ำ ในความหมายเดียวกับคำว่า นที เช่นในจารึกวัด
ศรีชุมที่ว่า “...ชาวสิงหลห้าบ้าน ข้ามน้ำคงคาพายมาสาธุการ เสียงร้องมี่โกลาหลหนักหนา เขาอาราธนาพระบมี


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:16:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

18
เสด็จลงมา เขาให้กูอาราธนาพระจึงลงมาประทักษิณรอบพระเจดีย์ทอง แล้วผยองขึ้นเมื้อเลา กูมีศรัทธาหนักหนากู
จึงทอดตน กูโอยทานให้ชีวิตขาดว่าจักทำศาสนาในลังกาทวีป จักฟังคำพระเป็นเจ้าทุกประการ แล พระเป็นเจ้าจึง
มาฉวัดรอบสุวรรณเจดีย์ รัศมีกระเลียก งามหนักหนา....ดังกงเกวียนแก้ว แล้วพระคีวาธาตุจึงเสด็จเข้าในโกศทอง
ฝูงพระธาตุ....จึงเข้ามาสู่พระเจดีย์ ดังผึ้งพา..เข้ามาสู่รังนั้นแล กูจึงลุกขึ้นอัญชุลี...ลองมา....มาพระศรีรัตนมหาธาตุ
เจ้ากู ลูกหนึ่งมีพรรณงามดังทองรัศมีเท่าลูกหมาก....เสด็จมาแต่กลางหาวลงมาฉวัดเฉวียนรอบตนท่านแลจึงเสด็จ
ขึ้นอยู่เหนือหัว และพระรัตนธาตุจึงเสด็จมาอยู่กึ่งหน้าผากพระศรีสรัทธาราชจุฬามุณีศรีรัตนลังกาทวีป จึงยอสอง
มือรับเอาและไหว้พระเกศธาตุ เส้นหนึ่งเลื่อมงามคว้างแต่บนสพัดเหนือหัวพระศรีสรัทธาราชจุฬามุณี ญีนศรัทธา
น้ำตาถั่งตกหนักหนาบูชาทั้งตน อกเข่าซองทั้งหลายบ่มีว่าถีเลย
“ชาวสิงหลทั้งหลายเหน็ อัศจรรยด์ ังอันเขาจงึ ชันทอดตนไหว ้ สนนทพดั เบญจางคน์ อนพกชงั ตนี พระ
ศรีสรัธาราชจุฬามุณี คนทั้งหลายไหว้......เต็มแผ่นดิน อุปมาดังเรียงท่อนอ้อยไว้มากดามดาสเต็มที่สถานนั้นแล เขา
จึงขนึ้ บังคม ลางคนวา่ ราชกมุ ารมหาสามหินอ่ พทุ ธางจรงิ แลนะ เขาจงึ เอานาํ้ มาลา้ งตนี พระมหาสามสี มุ เอานาํ้ กนิ
ขุดเอาดินที่พระมหาสามีศรีสรัทธาราชจุฬามุณี เหยียบที่ใดย่อตีนที่นั้น ขุดเอาดินที่นั้นอันคันเอาไปไหว้บูชา
“รุ่งนั้นพระมหาธาตุสองลูกเรือง...ดังดาวคอยเสด็จไปกลางหาวก่อน พระศรีสรัทธาราชจุฬามุณี จึงข้ามน้ำ
คงคาไป .....ชั่วคืนหนึ่ง พระเจ้าเสด็จเข้าในโกศ ส่งแล้วเมื่อรุ่งจึงเสด็จออกอยู่บัดแมง ให้คนทั้งหลายเห็นศรัทธา
สาธุการแลจึงเสด็จคืน เรืองเท่ากงจักรกลิ้งไปกลางหาวสู่...เจดีย์ทองที่เก่า รัศมีถูกซ่านต้องพรายเรืองงามซึ่งแสง
พระอาทิตย์ เมื่อพุ่งขึ้น พระเป็นเจ้าที่นั้นปาฏิหาริย์ได้สามสิบเอ็ดวัน เหิยมพระเป็นเจ้าปาฏิหาริย์ ดังอันเพื่อจักให้
สำแดงแก่คนทั้งหลาย ให้ไปช่วยญธรรมในลังกาทวีป เป็นมหากุศลใหญ่ ให้ปรากฏแก่พุทธศาสนา บางแห่ง ไปถึง
อรญั ญกิ นอกเมอื งกาํ พไล ชาวสิงหลจึงประดบั ธชปฏากทปี ธูปคนธมาลา….”
จากคำอ่านจารึกข้างต้น ทำให้สงสัยว่า ลังกาทวีปของชาวสิงหลอยู่ที่ไหนกันแน่ เพราะมีช่วงหลังที่ประเทศ
ศรีลังกาอาจไร้ศาสนาพุทธแล้ว เพราะถูกฝรั่งปอตุเกตทำลาย ฆ่าพระสงฆ์จนหมดสิ้น รวมทั้งบดพระเขี้ยวแก้ว
โปรยลงทะเลที่เมืองแคนดี้ ในศรีลังกา และกลับมีพระพุทธศานาอีกครั้งเมื่อพระอุบาลีและคณะเดินทางไปฟื้นฟู
ใน พ.ศ. ๒๓๙๖


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:18:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

19
ในดินแดนสุวรรณภูมิมีสถานที่เรียกว่า ลังกา อยู่หลายแห่ง เช่น ลังกาวี ลังกาคาม ภูลังกา ลังกาพะโค และ
เกาะลังกา (วัดเขาสาริกา) ซึ่งเป็นที่อยู่ของทศกรรณ ตามที่ปรากฏในเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งก็ได้กลายเป็นของอินเดีย
ไปแล้ว โปรดสังเกตว่า หลวงพ่อ พระมหาเถรศรีสรัทธาราชจุฬามุณีศรีรัตนลังกาทวีป เดินทางข้ามแม่คงคาหนึ่ง
คืน จึงไปถึงดินแดนที่เรียกว่า ลังกา... หากเป็นลังกาในประเทศลังกา หลวงพ่อและชาวสิงหลจะไปถึงได้อย่างไร
โดยใช้เวลาเพียงคืนเดียว?
๕) ชาวศรีลังกาเองก็เชื่อว่า ประเทศสยามอยู่ในชมพูทวีป ดังปรากฏในพระสมณสันเทศ (จดหมาย)ของ
พระศิรินิวาศราชครู ตำแหน่งทุติยสังฆนายก เมืองศิริวัฒณราชธานี (แคนดี) ศรีลังกา ถึงเจ้าฟ้ามงกุฎเมื่อยังทรง
ผนวชความว่า “...ได้ส่งสมณสันเทศนี้ ถวายมายังสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้งมงกุฏ ทรงพระนามวชิรญาณ
เถระ อันทรงสถิตคณะวัดบวรนิเวศวิหาร ณ กรุงรัตนโกสินทรเทพมหานครในชมพูทวีป...” แสดงว่า ทางศรีลังกา
ก็ถือว่า ไทยอยูในชมพูทวีป ดังภาพจากหนังสือ "ประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป พระนิพนธ์ของ
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (สำนักพิมพ์มติชน ๒๕๔๖) หน้า ๔๖๗
ภาพที่ 9 หลักฐานที่แสดงว่า เขาสมณกูฏอยู่จังหวัดพิษณุโลกตามศิลาจารึก หลักที่ ๘ หน้า ๔
ภาพที่ 10 หลกั ฐานที่แสดงว่า ชาวลงั กาถือวา่ ชมพทู วปี เปน็ ทตี่ งั้ ของประเทศไทย


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:18:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

20
๖) พระพุทธบาทที่ยอดเขาสมกูฎที่เชื่อว่า อยู่ที่ศรีลังกา ก็พบหลักฐานจากศิลาจารึก หลักที่ ๘ หน้า ๔ ว่า อยู่
ที่เมืองสองแคว คือ พิษณุโลก ตามที่ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้แปลไว้ ดังภาพในหน้าก่อนนี้
สรุป
จากการศึกษาในระยะที่ ๑ ซึ่งเป็นการศึกษาเอกสาร เป็นที่ยืนยันแน่นอนว่า ชมพูทวีป คือ ดินแดนที่เป็นที่ตั้ง
ของ ไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ เป็นเวลาประมาณ ๑๒๕ ปีนับตั้งแต่ปีที่ Sir Alexander Cunningham ได้
เผยแพร่แนวคิดไปประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๐ จนเกิดกระแสความเชื่อว่า พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในอินเดีย เผยแพร่
ไปทั่วโลก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราชาวชมพูทวีปตัวจริง จะกระทำความจริงให้ปรากฏมิ ใช่เพื่ออวดความยิ่งใหญ่
แห่งดินแดนสุวรรณภูมิ แต่เพื่อความถูกต้อง และทวงสิทธิ์อันชอบธรรม เพื่อมิให้ผู้มีอำนาจ สามารถบิดเบือนได้
อย่างลอยนวล คณะสงฆ์เองก็ควรพิจารณาอย่างถ่องแท้ เพื่อให้หลุดจากโมหะ คือความหลงที่ฝรั่งหยิบยื่นให้ หาก
ยังมีความหลงอยู่ว่า พระพุทธองค์ เป็นชาวอินเดีย ศีลข้อมุสา ก็จะวิบัติ แล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการหลุดพ้นอย่าง
แน่นอน.


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:18:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

ข้อมูลติดต่อ:
ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
Email: Chaiyong@iname.com
Website: www.chaiyongvision.com
Website: www.buddhabirthplace.com
Mobile: 01-733-0270


จากคุณ : mrnikungi - [ 8 ก.ย. 49 14:18:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

ต่อไปนี้เป็นข้อความยอมรับผิด  และการแสดงการรับผิดชอบของ  เจ้าของ   บทความนี้  

เมื่อไม่นานมานี้



เจ้าของบทความนี้  เป็นสมาชิกพันทิพย์ท่านหนึ่ง  

จากกระทู้
COUNT DOWN ถึง28 สิงหาแล้วล่ะ ท่านศรีวรุณ

ในที่สุดก็ถึงวันที่โลกต้องประสบความหายนะ ตามคำทำนายของท่านศรีวรุณที่แจกจ่ายไปตามเวปและฟอร์เวิร์ดเมล์แล้วล่ะ หรือจะต้องนับถอยหลังต่อจนถึงเที่ยงคืนวันนี้ขอรับ

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4635301/Y4635301.html


ผู้รับผิดชอบในการกระทำนี้  ให้คำตอบว่า


ความคิดเห็นที่ 1  

ขอบคุณครับ คุณน้องหอมแดง และทุกๆ ท่านที่ติดตามการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ของผมมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา

หลังจากผ่านพ้นวันที่ 28 สิงหาคม 2549 เข้าสู่วันใหม่โดยที่ไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย

ดังที่ปรากฏใน รหัสลับไบเบิล (BIBLE CODE) ที่ผมนำมาอ้างอิง

ประการแรก ผมขอแสดงความยินดีกับประชาชนคนไทยทุกคน ที่จะไม่ต้องพบกับ "หายนะ" หรือ "ภัยพิบัติ"

ประการที่สอง ผมต้องกล่าวคำ "ขอโทษ" กับทุกท่านที่ได้อ่าน หรือได้รับ ฟอร์เวอร์ดเมล์ เรื่องนี้มานับตั้งแต่ ต้นปี 2549 ที่ผ่านมา


ประการสุดท้าย ที่ผมต้อง "ขอโทษ" ที่ไม่อาจจะแสดงความรับผิดชอบใดๆ ได้มากไปกว่าการยุติที่จะแสดงความเห็น หรือตั้งกระทู้ใดๆ ในโลกของไซเบอร์ หรือในเวทีสาธารณะใดๆ อีกต่อไป ทั้งในเรื่อง

1. งานค้นคว้าเรื่อง การกำเนิดของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย...และ


2. ภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจาก การบิดเบือนประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา การบิดเบือนพระธรรมคำสอน และการเหยียบย่ำตำนาน พงศาวดารที่บรรพชนบันทึก จารึกไว้




เพราะเหตุการณ์จนถึง สิ้นสุดวันที่ 28 สิงหาคม 2549 และ "ไม่มีความสูญเสียที่ร้ายแรงขั้น หายนะ วิบัติฉิบหาย" เกิดขึ้นทั้งต่อประเทศไทยและโลกใบนี้นั้น ถือว่า "ผมคิดมากไปเอง" และ "วิตกจริตเกินกว่าเหตุ"

ต้องขอโทษทุกท่านอย่างจริงใจครับ

เอกอิสโร วรุณศรี

แก้ไขเมื่อ 28 ส.ค. 49 18:02:53

จากคุณ : ศรีวรุณะอิสโร  - [ 28 ส.ค. 49 18:00:48 ]




ด้วยเหตุนี้  บทความดังกล่าว   เป็นโมฆะทั้งหมดครับ


จากคุณ : SpiritWithin - [ 8 ก.ย. 49 15:06:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

น่าเชื่อถือ......
....................
เท่าๆกับ Fw mail นั่นละ


จากคุณ : Nexus - [ 8 ก.ย. 49 15:47:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

พระพุทธศาสนามีกำเนิดเกิดมาจากที่ไหนไม่สำคัญ ....
ปัจจุบันพระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ในประเทศไทย..
ประเทศไทยนับว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน....
ปัญหาคือเราจะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้นานเท่าใด....
ทำอย่างไรให้ชาวพุทธในประเทศไทยมีจิตสำนึกของการเป็นชาวพุทธที่ดี...
ทำอย่างไรที่จะให้คนไทยไม่ได้เป็นชาวพุทธแต่เพียงในทะเบียนบ้าน....
ทำอย่างไรที่ชาวพุทธตามทะเบียนบ้านทุกคนหันกลับมาศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังและถูกวิธีถูกทาง ... ไม่ใช่ศึกษาแต่พิธีกรรม (บางคนอาราธนาศีลยังไม่เป็นเลย) ไม่ใช่ศึกษากันแต่เพียงผิวเผิน..ไม่ใช่รู้แค่เปลือกกระพี้พิธีกรรม ทำน้ำมนต์ ใบ้หวย....
ทำอย่างไรให้ชาวพุทธเลิกดื่มน้ำเมา .. เสพยาเสพติด...
ทำอย่างไรให้ชาวพุทธไม่ผิดลูกผิดเมียเขา
ทำอย่างไรที่จะให้สถานบันเทิงที่เป็นสิ่งยั่วยุโลกีย์ ทั้งอาบอบนวด, ผับ, บาร์, แหล่งมั่วโลกีย์ทั้งหลายหายไปจากดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้....
ทำอย่างไรให้ผู้นำประเทศตั้งอยู่ศีลในธรรม....
ทำอย่างไรชาวพุทธทุกคนต่างรักษาศีล 5 เป็นปกติ...
ทำอย่างไรให้โรงเรียนสอนพุทธศาสนาอย่างไม่ผิดแนวทางที่แท้จริง...
ทำอย่างไรที่ให้การเผยแพร่ศาสนาพุทธเป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ต้องมาทะเลาะกันเรื่องคำสอนว่าคำสอนใดผิด คำสอนใดถูก ... คือให้สอนแต่ที่ถูกต้องเหมือนกันหมด.....
ทำอย่างไรที่จะให้ชาวพุทธทุกคน แม้แต่ชาวพุทธตามทะเบียนบ้านหันหน้าเข้าวัด ไปวัดใกล้บ้าน... ทำบุญ.. ทำทาน ..รักษาศีล.. ปฏิบัตธรรม ... ไม่ต้องวันพระก็ได้ จะเป็นวันอาทิตย์เหมือนชาวคริสก็ได้ ... เพราะเราไปกำหนดวันหยุดตามโลกเขาไปแล้ว....
ทำอย่างไรให้ชาวพุทธทุกคนลดความโลภ, โกรธ, หลง ลงไปได้บ้าง...
ทำอย่างไรสถานีวิทยุกระจายเสียแห่งประเทศไทยจะมีการเทศน์ทุกวันพระ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ สละเวลาสัปดาห์หนึ่งสัก 3 ชั่วโมง ให้คนไทยได้ฟังสิ่งดีๆ ....
ทำอย่างไรจะมีรายการธรรมะดีๆ ทางสถานีโทรทัศน์สอดแทรกกับรายการเกมส์โชว์ ละครน้ำเน่า ... บ้าง... ขอเวลาหลังข่าวประจำวันสัก 15 นาที ครึ่งชั่วโมง เพื่อเผยแพร่สิ่งดีๆ ให้เยาวชน แทนการมอมเมาด้วย ละครน้ำเน่า สลับเกมส์โชว์....
ทำอย่างไรที่พระที่ท่านปฏิบัตดีปฏิบัติชอบ จะได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวัน แทนที่ข่าวพระที่ปฏิบัตเสื่อมเสีย.. (ประจานกันบ้างก็ดี ... แต่ขอมีข่าวดีบ้าง)
ทำอย่างไรที่มาลัยไทยรัฐ จะมีเรื่องดีๆ ของพระคุณเจ้าที่ทรงศีลทรงธรรม สั่งสอนประชาชนด้วยความเสียสละ อดทน... แทนภาพผู้หญิงโป้กึ่งเปลือย...
ทำอย่างไรพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัตชอบ จะได้รับการถ่ายทอดสดการแสดงธรรมทางวิทยุโทรทัศน์ แทนการประกวดนางงาม...
ทำได้แค่นี้ก็ไม่ต้องไปคิดหรอกครับว่าพุทธศาสนาจะมีต้นกำเนิดมาจากไหน .... เพราะเราจะสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ให้ลูกหลานเราสืบต่อพระศาสนาไปอีกหลายพันปี .... และศาสนาพุทธจะไม่เสื่อมไปจากประเทศไทยแน่นอน...


จากคุณ : บรมสุข - [ 8 ก.ย. 49 16:26:08 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

เรื่องเล่าลือ

จากคุณ : ศิลาโรเซ็ตต้า - [ 8 ก.ย. 49 16:51:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ชมพูทวีป


ก้ ก้ ต้อง เป็น สีชมพู ดิ

ถ้าไม่ใช่ ก้ อย่าพึ่งเชื่อ


จากคุณ : putonki - [ 8 ก.ย. 49 16:56:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

โอ้ยาวเจงๆๆ อ่านม่ายหวายยยยย.....

ตาลายเด้อ 555+ คุณแม่


จากคุณ : XLmen - [ 8 ก.ย. 49 17:39:07 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

http://www.life-alonguniversity.com/buddhabirthplace/

จากคุณ : รัชมังค์_01 - [ 8 ก.ย. 49 18:14:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

การที่ราชสำนักในดินแดนสุวรรณภูมิมักกล่าวนามพระเจ้าแผ่นดินว่า
เป็นพระจักรพรรดิราชแห่งชมพูทวีปนั้น...........มีที่มาที่ไปครับ
และที่ชื่อบ้านเมืองในแถบนี้เป็นชื่อเดียวกันกับเมืองในชมพูทวีป ก็มีที่มาเช่นกัน
เอกสารที่ จขกท. นำมาเสนอนั้น ผิดจริงๆครับ ตำนานและพงศาวดารในไทย
มีจริงครับแต่เอกสารนี้เอามาบิดเบือนเสียหมด
ก็เลยได้ข้อความแปลกๆแบบนี้....

ฤทธี


จากคุณ : Ritti Janson - [ 8 ก.ย. 49 22:16:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

มันเป็นแนวคิดเรื่องจักรพรรดิราชครับ
แนวคิดเรื่องจักรพรรดิราช เป็นเหมือน การตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิปกครองจักรวาลโดยแบ่งเป็นทวีปทั่ง 4 ครับ
3 ที่แรก ช่างมันเหอะแต่ขอสรุปว่าก็ประมาณว่าเป็น สวรรค์นั้นแหละครับ อันที่ 4 คือชมพูทวีป อันหมายถึงโลกมนุษย์ทั่งมวล
อย่างที่รู้ๆ ตามความเชื่อของพราหมณ์เดิม ศูนย์กลางของจักรวาลคือยอดเขาพระสุเมรุ ในอยุธยาได้มีการจำลองก็คือ วัดไชยวัฒนาราม
โดยสถานะของกษัตริย์อยุธยา แนวคิดเรื่องจักรพรรดิราช ก็คือจักรพรรดิราชที่ได้ลงมาครองชมภูทวีปก็คือครองจักรวาลในส่วนของโลกมนุษย์ ซึ่งในที่นี้ หมายถึงพื้นที่ราชอาณาจักรทั่งหมดที่ได้ขยายราชอาณาเขต
แต่ไม่ได้หมายถึงชมพูทวีปที่หมายถึงพื้นที่เอเชียใต้หรืออินเดีย นะครับ
ก็อย่างที่บอก แนวคิดเรื่องจักรพรรดิราช ที่ปกครองชมพูทวีป เป็นเพียงแนวคิดการสร้างอาณาจักรของไทย สมัยก่อน จริงๆแล้วคำว่า ชมพูทวีปจะมีความหมายหมายถึงโลกทั่งมวล ส่วนชมพูทวีปหมายถึงอินเดียนั้นจะเป็นต่างหากครับ


จากคุณ : Angleevil - [ 8 ก.ย. 49 23:40:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

ถ้าจะบอกว่าชมพูทวีปคือไทย พม่าเขาก็บอกเขา คือชมพูทวีป นครรัฐต่างๆยของอินเดียก็บอกว่าเขาคือชมพูทวีป นี้แหละครับ คือชมพูทวีปในรูปแบบความชอบธรรมในการปกครอง

จากคุณ : Angleevil - [ 9 ก.ย. 49 00:04:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32

ชมพูทวีป หรือ ชมพู่ทวีป กันแน่ชักสงสัย ??

ทวีปที่มีรูปร่างเหมือนชมพู่หรือป่าวเนี่ย 555+

คิดถึงชมพู่ทำให้อดคิดถึงอินเดียไม่ได้เลยครับ เหอะๆๆๆ

แก้ไขเมื่อ 09 ก.ย. 49 15:22:04

จากคุณ : XLmen - [ 9 ก.ย. 49 15:21:34 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 33

ผมไม่เชื่อด้วยคน

จากคุณ : I.Brother - [ 10 ก.ย. 49 02:59:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

ชมพู ครับ  แปลว่า ไม้หว้า
มีสีคล้ำ ๆ ออกดำ ๆ


จากคุณ : spsb - [ 11 ก.ย. 49 10:58:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

เพื่ออะไร

ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ก็ไม่เป็นทุกข์


จากคุณ : wsarit - [ 11 ก.ย. 49 16:51:25 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)

Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี

วาดภาพประกอบ : คลิกเพื่อวาดภาพประกอบ
(ข้อควรระวัง : ต้องทำก่อนขั้นตอนอื่น มิฉะนั้นข้อความที่พิมพ์ไว้ และค่าที่เลือกจะหายไป - ใช้ได้เฉพาะสมาชิก)

  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | PanTown.com | BlogGang.com