◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    นายทุนผู้ยิ่งใหญ่

    นายทุนผู้ยิ่งใหญ่ โดย ดร. นิเวศน์


    ข่าวการบริจาคเงินให้กับการกุศลของวอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นข่าวใหญ่ที่น่าชื่นชมของโลก และคงทำให้คนที่เคยมองว่าบัฟเฟตต์เป็น “เศรษฐีขี้เหนียว” เปลี่ยนแปลงความคิดไปได้ แต่ทั้งหมดที่บัฟเฟตต์ได้ทำไปนั้น ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของบัฟเฟตต์มานานแล้ว เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดในเรื่องของเวลาและผู้ที่จะได้รับเงินซึ่งเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเท่านั้น และทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ดูเหมือนว่าจะทำได้สมบูรณ์แบบ




               สรุปย่อ ๆ ก็คือ เงินที่จะมอบให้เป็นการกุศลของบัฟเฟตต์นั้น จะเป็นประมาณ 85% ของเงินที่มีอยู่ในวันนี้นั่นคือจากเงิน 44 พันล้านเหรียญ เขาจะ “มอบคืนให้กับสังคม” ประมาณ 37 พันล้านเหรียญ โดย ประมาณ 31 พันล้านจะมอบให้กับมูลนิธิของบิลเกต 3 พันล้านให้กับมูลนิธิของภรรยาที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2547 อีก 3 พันล้านมอบให้กับมูลนิธิของลูก 3 คน คนละ 1 พันล้านเหรียญ แต่การจ่ายเงินจริง ๆ จะทยอยจ่ายปีละ 5% ของวงเงินที่บริจาค นั่นหมายความว่ากว่าจะบริจาคหมดก็อีก 20 ปีถ้าบัฟเฟตต์ไม่ตายเสียก่อน แต่ผมคิดว่าบัฟเฟตต์คงอยู่ไม่ถึงเวลานั้น และนี่น่าจะเป็นการประกาศการบริจาคเงินครั้งใหญ่ที่สุดในโลก




               เงินที่เหลืออยู่อีก 15% คือประมาณ 7 พันล้านเหรียญนั้น ผมเชื่อว่าคงจะแบ่งเท่า ๆ กันให้กับลูก 3 คน คนละ 5% หรือประมาณ 2.3 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 90,000 ล้านบาทไทยเมื่อบัฟเฟตต์เสียชีวิตแล้ว และนี่เป็นเม็ดเงินที่ดูเหมือนจะมากกว่าที่บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาบอกว่า ถ้าเขาตายก่อนภรรยา ทรัพย์สมบัติเขาก็คงจะส่งต่อให้ภรรยา (ผมเชื่อว่าให้ในนามมูลนิธิ) หรือถ้าเขาตายหลังภรรยา เงินเกือบทั้งหมดจะมอบให้กับการกุศล โดยลูก ๆ อาจจะได้เงินมรดกน้อยมาก เพราะเขาคิดว่า คนไม่ควรมั่งคั่งมหาศาลเพียงเพราะเกิดมาจาก “มดลูกที่ถูกต้อง” อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังเขาเปลี่ยนความคิดไปบ้าง และรู้สึกว่าควรจะมอบมรดกให้กับลูกมากขึ้น และนี่ก็น่าจะเป็นที่มาของจำนวน 5% ที่ผมพูดถึง




               การเปลี่ยนแปลงกำหนดการ “คืนทุน” ของบัฟเฟตต์นั้น น่าจะมาจากแรงบันดาลใจ 2 เรื่อง นั่นคือ ข้อแรก ซูซาน ภรรยาของบัฟเฟตต์เสียชีวิตโดยที่เขาไม่คาดหมาย เนื่องจากเขาคิดว่าภรรยาน่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า แต่สิ่งที่ผมคิดว่าทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจครั้งนี้น่าจะมาจากการตัดสินใจของบิลเกตที่จะวางมือจากธุรกิจที่เขาปั้นขึ้นมาเองในอีก 2-3 ข้างหน้าและหันมาทำงานการกุศลคือบริหารมูลนิธิของตนเองที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ และเป็นกองทุนที่เขาได้บริจาคเงินให้มหาศาลจนทำให้บิลเกตเอง กลายเป็นคนที่บริจาคเงินให้กับการกุศลมากที่สุดในโลกและทำให้มูลนิธินี้มีเงินถึงประมาณ 29 พันล้านเหรียญ บัฟเฟตต์เองคงคิดว่าเขาได้เจอคนที่จะดูแลเงินของเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจบริจาคก่อนที่เขาจะตาย




               ความคิดเกี่ยวกับการบริจาคของบัฟเฟตต์นั้น ผมคิดว่าชัดเจน เขาไม่ใช่ “เศรษฐีขี้เหนียว” แน่นอน เขาไม่ใช่คนที่ชอบที่จะใช้เงินเพื่อความสุขของตนเองเห็นได้จากการที่เขายังอยู่ในบ้านเดิมตั้งแต่ยังไม่มีเงินมากนักและน่าจะเป็นบ้านในระดับของคนชั้นกลาง เขายังขับรถที่คนชั้นกลางใช้และค่อนข้างเป็นรถเก่า อาหารการกินของเขาที่ชื่นชอบยังเป็นแฮมเบอร์เกอร์และเชอรี่โค๊ก การใช้ชีวิตทั่วไปก็ยังเป็นแบบคนชั้นกลางและดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ในแบบนี้ ในเรื่องของการบริจาคเงินนั้น ก่อนหน้านี้เขาบริจาคค่อนข้างน้อย เหตุผลนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเพราะเขาต้องการที่จะใช้เงินนั้นเพื่อ “ลงทุนต่อ” เขาคิดว่าถ้าเขาเก็บเงินไว้ลงทุนต่อ เงินนั้นจะงอกเงยขึ้นมาก และนั่นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าเมื่อเขามอบคืนให้กับสังคมในวันหลัง… เมื่อเขาตาย  อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาก็เริ่มบริจาคมากขึ้นเรื่อยจนติดอันดับโลกในการบริจาคคนหนึ่ง  และมาถึงวันนี้ ที่เขาคงคิดแล้วว่า ความตายน่าจะใกล้เข้ามา หลังจากเห็นภรรยาเสียชีวิต เขาก็เริ่มเห็นว่า เขาไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้ตนเองตายอีกต่อไป




               สำหรับ Value Investor ผมคิดว่า นี่คือบทเรียนของชีวิตอีกบทหนึ่งที่บัฟเฟตต์สอนเราไว้ เราคงทำตามแบบบัฟเฟตต์ได้ยากมากด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมาก แต่ผมเชื่อว่าแนวความคิดที่บัฟเฟตต์ทำนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกับการลงทุนที่เราทำตามแนวทางของเขา สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าจะแตกต่างกันชัดเจนก็คือเรื่องของวัฒนธรรมที่คนไทยเรานั้นมีความผูกพันกันในครอบครัวและญาติพี่น้องมากกว่าสังคมอเมริกัน เรามักจะต้องมองจาก ครอบครัวตนเอง ญาติพี่น้องที่ด้อยกว่าและยังต้องการความช่วยเหลือ คนจำนวนมากยังจะมองไปที่ “ภพหน้า” ถ้ามี และสุดท้าย เราถึงจะมองไปที่สังคม นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีประเด็นที่จะต้องคำนึงถึงอีกมากมายตั้งแต่เรื่องของเม็ดเงิน อายุ และอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกว่า เราจะต้องบริจาคเงินโดยเฉพาะที่ได้จากการลงทุนอย่างไร




               ในฐานะของ Value Investor ที่มุ่งมั่น ผมคิดว่า การ “คืนให้กับสังคม” นั้น ควรจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์หลักของการลงทุน โดยเฉพาะถ้าเราประสบความสำเร็จจนร่ำรวยและมีความสามารถที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรที่จะมีใครสามารถหรือควรที่จะตัดสินใครได้ว่าได้ทำบุญหรือบริจาคเพียงพอหรือไม่ตราบที่เขายังมีชีวิตอยู่ เหนือสิ่งอื่นใด วอเร็น บัฟเฟตต์เองถูกต่อว่าค่อนขอดมานานแค่ไหนก่อนจะถึงวันนี้ที่คนเห็นว่าเขาคือ “สุดยอดของนายทุน” ที่ไม่มีการติดยึดกับทรัพย์สมบัติที่เขาสะสมมาอย่างสุจริตและไม่เบียดเบียนใคร







    ลิขสิทธิ์บทความและความรับผิดชอบในเนื้อหา
    บทความที่นำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ เซ็ทเทรด ดอท คอม เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนแต่ละท่าน ซึ่ง บริษัทเซ็ทเทรด ดอท คอมได้รับความอนุเคราะห์ให้นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและนักลงทุนทั่วไป



    สำหรับ เนื้อหา ลิงค์เชื่อมโยง รูปภาพ หรือเรื่องอื่นใด ตลอดจนข้อคิดเห็น หรือทรรศนะที่อยู่ในบทความนั้น เป็นความคิดเห็นหรือทรรศนะของผู้เขียนแต่ละท่าน และไม่ได้แสดงถึงความเห็นของบริษัทเซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัดหรือ แสดงว่าบริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด สนับสนุนความคิดเห็นดังกล่าว เนื่องจากการงลงทุนนั้นมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบและใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจก่อนการลงทุน

    จากคุณ : misery - [ 7 ก.ค. 49 10:41:37 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม