◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    กิเลส!!!!!!!!111

    เรื่องกิเลส ที่มีอยู่ในตัวบุคคล ซึ่งเป็นนามธรรมอย่างหนึ่งที่ทุกคนสัมผัสหรือรับรู้ได้อยู่ภายในเฉพาะตัว เป็นสิ่งที่ควรรู้ให้เท่าทัน เพื่อจะถึงความหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำให้ได้ในสักวัน

           เพียงเอ่ยถึง กิเลส ทุกคนก็ปรุงแต่งไปได้ทันทีว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี และอยากหลีกหนี แต่ก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะวิ่งหนีจากไป เพราะกิเลสเป็นสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวบุคคล วิ่งหนีไปที่ไหนก็ไม่พ้นไปได้

           สังเกตจากความรู้สึกตัวเองว่า เมื่อกิเลสเกิดขึ้นแล้ว มีการกระทำตามหรือแสดงออกไปตามอำนาจของกิเลสไม่ว่า จะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ ที่ถูกกิเลสคลุกเคล้า ล่อลวง จนคิดไปในทางอกุศล โดยความไม่รู้เท่าทัน เมื่อเรารู้ตัวขึ้นว่า ได้กระทำในสิ่งที่ไม่ดีออกไปแล้ว ก็มักเกิดความอับอายเพื่อนหรือบุคคลอื่นที่มารับรู้การคิดหรือการกระทำนั้น ๆ

           ความจริงแล้ว การเกิดความละอายใจ หรืออับอายผู้คน , เพื่อนพ้องนั้น เห็นว่าเป็นจุดเบื้องต้นที่ดีในการชักจูงเราให้หันหน้าเข้าหาวิธีการที่จะปฏิบัติต่อกิเลสให้ถูกต้อง ว่าเมื่อรู้ถึงกิเลสที่มีภายในแล้วจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้ถึงความหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำนี้ได้ ไม่ปล่อยให้กิเลสเป็นนายต่อไป

           โดยทั่วไปแล้ว หากยังไม่ทราบถึงวิธีปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้ทรงแนะแนวทางในการเพียรรู้ ให้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ และดูต่อไปว่ามีการเปลี่ยนแปลงและดับลงในที่สุดอย่างไร ก็จะพบว่า เรามักจะหาทางออกไปในทางที่จะหลบหน้าผู้คนหรือหลีกเลี่ยงการพบปะกับบุคคลซึ่งรับรู้ถึงกิเลสที่เกิดในตัวเรา จึงกลายเป็นว่าต้องพ่ายแพ้ถูกหลอกเช่นนี้เรื่อยไป

           บางที หากลองเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติมาเป็นว่า เมื่อรู้ว่ากิเลสเกิดแล้ว เกิดความละอายต่อตนเองแล้ว ไม่ตื่นตระหนก รอดูไปก่อนว่า กิเลสจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ในครั้งต่อไป และเราจะรู้เท่าทันในช่วงใด ตอนใด ขณะใด ไม่ว่าจะเป็นขณะ
         -ลงมือกระทำตามอำนาจของกิเลสแล้ว จึงค่อยรู้บ้าง
         -ขณะกระทำแต่ยังไม่สำเร็จ จึงค่อยรู้บ้าง
         -ขณะจะเริ่มลงมือกระทำบ้าง
        -ขณะที่จิตมีแรงผลักพันออกมาจะให้ลงมือกระทำบ้าง
        หรือขณะที่กิเลสกำลังก่อตัวขึ้นบ้าง

           พอเห็นแล้วว่าหากสามารถรู้และสังเกตให้เท่าทันได้ในครั้งแรก ก็ย่อมมีครั้งต่อไป ตามมา ซึ่งยิ่งรู้ได้ถี่ขึ้น บ่อยขึ้นก็สามารถตัดตอนหรือตัดช่วงการแล่นไปตามอำนาจของกิเลสให้สั้นลงได้จนถึงขึ้นที่เห็นการเกิดขึ้น แปรเปลี่ยน และดับไปจนครบถ้วน โดยมี ผู้ดูอยู่ต่างหาก เห็นเพียงว่ากิเลสก็เป็นสภาวะตามธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่เกิดการตีค่าว่าดีหรือชั่ว และเป็นสิ่งธรรมดาที่มีอยู่ ถ้าคิดไปห้ามไม่ให้เกิดไม่ให้มีก็เรียกว่าคิดฝืนธรรมชาติ ซึ่งก็นำทุกข์มาให้อีก

               จึงน่าจะลองสังเกตให้รู้ถึงความหยาบ ความละเอียดของกิเลส อันเป็นการรู้ถึงนามธรรมอย่างหนึ่งให้ประณีตยิ่งๆขึ้นไปว่าจริงๆแล้วธรรมชาติของกิเลสเป็นอย่างไร? จนเกิดความไม่รังเกียจกิเลส ไม่ผลักไสว่ากิเลสเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย เพราะเขาก็ไปไป มามา เกิดเกิด ดับดับเช่นนี้ในโลกของโลกีย์อยู่แล้ว ดังนั้นในระหว่างทางเดินให้หลุดพ้นจากการเห็นว่าเป็น "เรา" ก็คงต้องอาศัยความคิดในเบื้องต้นแล้วต่อเนื่องด้วยการรู้ว่ากิเลสไม่ใช่ของเราไปด้วยเช่นกัน

              ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่งที่ขอนำเสนอ เพื่อว่าจะพอเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับเพื่อนผู้ร่วมทุกข์ทุกท่าน และเห็นแล้วว่าพุทธศาสนามีหนทางที่เป็นแนวในการเข้าถึงความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้จริง

             สุดท้ายนี้หากมีจุดบกพร่องที่ควรแก้ไขในมุมมองนี้ อันเป็นการผิดหลัก หรือเบี่ยงเบนหลักธรรมทางพุทธศาสนา ขอท่านผู้อ่านได้โปรดแนะนำเพิ่มเติมด้วยค่ะ ผู้นำเสนอขอน้อมใจเพื่อพิจารณาตามด้วยความเคารพ

            ด้วยใจบูชา ในพระคุณของพระรัตนตรัย บิดามารดา และครูบาอาจารย์

             อีกสุดท้าย ขอขอบคุณกัลยาณมิตร ทุกท่านซึ่งเมื่อวานนี้ได้มีโอกาสรับคำแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ศาลาลุงชิน ทำให้เห็นกิเลสที่มีอยู่อีกหลายชนิดอย่างกระจ่างขึ้น รู้สึกได้ว่าบางครั้งการปฏิบัติคนเดียวก็ทำให้เกิดความคับแคบทางความคิด พอทำใจกล้าเปิดโปงกิเลสบางส่วนไป ผลที่ได้รับคุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใดๆ ทำให้เห็น ความอวดดี เย่อหยิ่ง การยึดมั่นในตัวตน อัตตาอันแรงกล้า ความกลัว ความอายกิเลสว่าของเรา ความอยากดี ยึดดี เราต้องดี  ผิดพลาดไม่ได้ กิเลสจะแปดเปื้อนเราไม่ได้ ยิ่งย้อนมองการกระทำที่เป็นมา เวลาไปทำบุญร่วมกันที่ศาลาฯ เห็นแต่ความโง่เขลา เบาปัญญาทั้งนั้น แต่ไม่รู้ตัว คิดไปว่าตัวเรานี่ดี ตอนนี้ได้วิธีหักหน้ากิเลสมาจากพี่โจโจ้ คิดว่าจะลองนำมาใช้ดูบ้างตามโอกาส พอจะเห็นลางลางว่า เหมาะกับการคลายยึดติดตัวตน ได้ดี  พอคลายยึดในตัวว่าเป็นเราได้บ้างชั่วคราว ก็เห็นแล้วว่าจิตและกายเบาลงได้จริงๆ

          ต้องเวียนว่ายเกิดตายมากี่ภพ
    ไม่รู้จบสิ้นลงในชาติไหน
    มาชาตินี้ได้รู้ทางหลุดพ้นภัย
    ไม่ร่ำไรดำเนินตามแนวธรรมา
          แนวพระธรรมจากพระองค์นำมาสอน
    วางขั้นตอนเพื่อหลุดพ้นปวงทุกขา
    รับรู้ได้ถึงเนื้อธรรมที่ธรรมดา
    พิจารณาเพื่อเข้าถึงอมตธรรม

    จากคุณ : JOYSA - [ 29 พ.ค. 49 14:52:02 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม