◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    มิจฉาทิฐิ ความเข้าใจบิดเบือนที่นำไปสู่ความแตกแยก

    น่าอนุโมทนาที่มีผู้ให้การเป็นห่วงพระพุทธศาสนา กลัวเหล่ามิจฉาทิฐิ (ความเห็นที่ผิด) เข้ามาบิดเบือน ทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง

    เพียงแต่ว่า หลายท่านก็ยังไม่รู้จัก คำว่า มิจฉาทิฐิ อย่างถ่องแท้ บางท่านเชื่อตามๆ กันไป จึงทำให้แสดงความคิดเห็นคลาดเคลื่อนไปจากธรรมวินัย บางทีรุนแรงถึงกับจะใช้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมิจฉาทิฐินั้น มาขับผู้ที่ตนเข้าใจ(ผิด)ว่าเป็นมิจฉาทิฐิ ให้ออกไปจากพระพุทธศาสนาที่ตนนับถือ

    ดังนั้น กระทู้นี้จึงตั้งขึ้นมาเพื่อจะบอกกล่าวว่า สิ่งใดเป็นมิจฉาทิฐิ สิ่งใดเป็นสัมมาทิฐิ นะครับ จะได้เข้าใจและไม่ทำให้แตกแยกจากความเข้าใจผิดในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    มหาจัตตารีสกสูตร  พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๖
           [๒๕๒]  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี  สมัยนั้นแล  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว  ฯ
           
    พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ  มีองค์ประกอบ  แก่เธอทั้งหลาย  พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าวต่อไป  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า  ชอบแล้ว  พระพุทธเจ้าข้า  ฯ
           
    [๒๕๓]  พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ  มีองค์ประกอบ  คือ  สัมมาทิฐิ  สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย  ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง
    ประกอบแล้วด้วยองค์  ๗  เหล่านี้แล  เรียกว่า  สัมมาสมาธิของพระอริยะ  อันมีเหตุบ้าง  มีองค์ประกอบบ้าง  ฯ
         
    [๒๕๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาองค์ทั้ง  ๗  นั้น  สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน  ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือ  ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของเธอนั้น  เป็นสัมมาทิฐิ  ฯ
           
    [๒๕๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน  คือ  ความเห็นดังนี้ว่า  ทานที่ให้แล้วไม่มีผล  ยัญที่บูชาแล้ว  ไม่มีผล  สังเวยที่บวงสรวงแล้ว  ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว แล้วไม่มี  โลกนี้ไม่มี  โลกหน้าไม่มี  มารดาไม่มีบิดาไม่มี  สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ  ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง  เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ  ฯ
           [๒๕๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น  ๒  อย่าง  คือ  สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์  อย่าง  ๑ สัมมาทิฐิของพระอริยะ  ที่เป็นอนาสวะ  เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค  อย่าง  ๑  ฯ

          [๒๕๗]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญ  ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน  คือ  ความเห็นดังนี้ว่า  ทานที่ให้แล้ว  มีผล  ยัญที่บูชาแล้ว  มีผล  สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล  ผลวิบากของกรรมที่ทำดี  ทำชั่วแล้วมีอยู่  โลกนี้มี  โลกหน้ามี  มารดามี  บิดามี  สัตว์ที่
    เป็นอุปปาติกะมี  สมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ผู้ดำเนินชอบ  ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง  ในโลก  มีอยู่  นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์  ฯ
           [๒๕๘]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค  เป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ปัญญา  ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ  ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ความเห็นชอบ  องค์แห่งมรรค  ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก  มีจิตหาอาสวะมิได้  พรั่งพร้อมด้วย
    อริยมรรค  เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล  สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ  เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค  ฯ
           
    ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ  เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ  ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ  ฯ

    ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้  มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่  สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้  ธรรม  ๓  ประการนี้  คือ  สัมมาทิฐิ  สัมมาวายามะสัมมาสติ  ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น  ฯ

    [๒๕๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาองค์ทั้ง  ๗  นั้น  สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน  ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือ  ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ  รู้จักสัมมาสังกัปปะว่าสัมมาสังกัปปะ  ความรู้ของเธอนั้น  เป็นสัมมาทิฐิ  ฯ ... (ยังมีต่อไปอีก แต่เห็นว่าเดี๋ยวจะยาวนะครับ)

    โดยสรุปคือ สัมมาทิฐิมีทั้งระดับเบื้องต้น และระดับโลกุตระ ตามที่ได้ยกมา

    แต่มิจฉาทิฐิ มีระดับเดียวเท่านั้น ไม่มีระดับเบื้องต้น และโลกุตระ เหมือนสัมมาทิฐิ

    นั่นคือ ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิ เขาย่อมเห็นว่า ทานไม่มีผล การสงเคราะห์ไม่มีผล การบูชาไม่มีผล กฏแห่งกรรมไม่มี โลกนี้โลกหน้าไม่มี มารดาบิดาไม่มีคุณ เทวดาไม่มี พระอรหันต์ไม่มี

    ดังนั้น ในระดับที่นอกจากนี้ เช่น ยังเห็นผลการปฏิบัติไม่เท่ากัน เข้าใจเรื่องนิพพานไม่เหมือนกัน โดยที่ผู้เข้าใจเช่นนี้ทุกๆ ท่าน ยังไม่บรรลุธรรมนั้น ถ้าทุกท่านเหล่านั้น มีสัมมาทิฐิเบื้องต้น

    ก็ไม่ชื่อว่า เป็นมิจฉาทิฐิ แต่เรียกว่า ยังมีสัมมาทิฐิไม่สมบูรณ์นั่นเอง

    ดังนั้น จึงไม่ควรสร้างเหตุแห่งความแตกแยกเรื่อง ความเห็นนิพพานไม่เหมือนกัน วิธีปฏิบัติไม่เหมือนกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายยังมีสัมมาทิฐิเบื้องต้นครบว่า อีกฝ่ายเป็นมิจฉาทิฐินะครับ

    อีกอย่างถ้าใครจะนับว่าการมีสัมมาทิฐิที่ไม่สมบูรณ์ จะเรียกว่ายังเป็นมิจฉาทิฐิก็ได้ ถ้าจะนับเช่นนี้ คนทั้งโลกทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้ทรงจำพระไตรปิฎกได้หมด แต่ยังไม่บรรลุธรรมก็จัดเป็นมิจฉาทิฐิ ทั้งสิ้น

    ดังนั้น จึงไม่ควรเอาเหตุที่พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอน เหตุที่ไม่ใช่ธรรมวินัย มาบอกว่าอีกฝ่ายเป็นมิจฉาทิฐิ แล้วพยายามบอกให้อีกฝ่ายแยกไป เพราะนั่นไม่ใช่ธรรมวินัยนั่นเอง

    บางท่านอาจจะบอกว่า ผมเป็นพวกธรรมกาย ไม่ต้องมาอ้างโน้นอ้างนี้หรอก แตกต่างชัดๆ ต้องแยกออกไป ผมขอบอกว่า ผมจะพวกไหนก็ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ การจะจัดการอะไรต้องอิงธรรมวินัยเป็นหลัก ดังที่ท่านฐานาฐานะเคยบอกไว้ ซึ่งผมยังนึกชื่นชม

    แต่อย่าไปเอา สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมวินัยมาตัดสินคนอื่น ที่เข้าใจไปว่า ความเห็นสูงสุดของเขาไม่เหมือนกับที่ตนเข้าใจ เพราะความเห็นใดที่เชื่อว่า ทานมีผล ... พระอรหันต์มีจริง ตามที่ยกมา ความเห็นนั้น ไม่ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฐิ ครับ

    จากคุณ : หัดฝัน - [ 27 พ.ค. 49 12:59:08 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม