◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    100ปี ร้อยจดหมาย พุทธทาส-สัญญา

    100ปี ร้อยจดหมาย พุทธทาส-สัญญา

    หนวดเต่า เขากระต่าย

    14 ตุลาคม 2516 อยากจะไปกราบอาจารย์ที่สวนโมกข์

    ที่บ้าน

    14 ต.ค.16

    1.00 น.



    นมัสการท่านอาจารย์ที่เคารพอย่างสูง

    ช่วยกรุณา อำนวยพรให้คุณพ่อด้วยครับ

    กระผมรู้สึกแหม่งๆ ไม่สบายใจเลย แม้จะทราบว่ามันเป็นหน้าที่ แต่จิตมันก็ยังวุ่นมากครับ

    ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

    แดง ธรรมศักดิ์



    จดหมายน้อยของ "เจ้าแดง" ฉบับนี้ (ที่ควรจะลงวันที่ 15 ต.ค.16) เขียนใส่เศษกระดาษส่งด่วนถึงสวนโมกข์หลังมีกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เวลา 19.40 น. และหลังการกล่าวคำปราศรัยทางโทรทัศน์ของ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ จากหอตึกพระสมุด สวนจิตรลดา เมื่อเวลา 23.15 น.

    นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ หรือหมอแดง บุตรชายของอาจารย์สัญญาเล่าไว้ว่า

    "ท่านหายเข้าไปในวัง พ่อถูกยึดอำนาจโดยนักศึกษาเอาปูนซีเมนต์อุดรูกุญแจ เอาผ้าดำไปขึงลดธงครึ่งเสา พ่อเข้าไปในวังทำหน้าที่องคมนตรี...เรามารู้ทางโทรทัศน์พร้อมกันว่าเห็นในหลวงและพ่อออกโทรทัศน์ ประกาศพ่อเป็นนายกรัฐมนตรี พ่อก็รู้ว่าพ่อเป็นนายกรัฐมนตรีทางโทรทัศน์พร้อมๆ กับประชาชนเหมือนกัน

    จากนั้นผมขับรถไปรับพ่อจากวังเพื่อกลับบ้าน พ่อพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"

    หลังเกษียณอายุราชการในตำแหน่งประธานศาลฎีกาในปี พ.ศ.2510 แล้ว ท่านอาจารย์สัญญาได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี (2510) และดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามด้วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ.2514

    ซึ่งในระหว่างเกิดการชุมนุมประท้วงที่มีธรรมศาสตร์เป็นศูนย์กลางการชุมนุมจนถึงขั้นนักศึกษาประกาศเลื่อนการสอบเอาโซ่และลวดล่ามประตู เอาปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจห้องสอบทุกคณะ



    อาจารย์สัญญา เล่าว่า "(วันที่ 9 ตุลาคม) พอผมทราบว่านักศึกษาที่ยึดอำนาจมหาวิทยาลัยได้ยึดธงชาติลง แล้วชักธงดำขึ้นที่ตึกโดม แหม!! ผมน้อยใจเหลือเกิน เพราะธงชาติไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของนักศึกษา ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของชาติ ผมก็เขียนโน้ตให้รีบบอกนักศึกษาว่าให้เอาธงดำลงเดี๋ยวนี้ ให้เอาธงชาติขึ้น ถ้าไม่ทำตามที่ผมขอร้อง ผมจะลาออกทันที

    ปรากฏว่านักศึกษาเขาก็ยอมเอาธงดำลง ชักธงชาติขึ้นตามเดิม แล้วมาขอโทษผม...

    (วันที่ 10 ตุลาคม) เมื่อมีนักศึกษาจากที่อื่นเข้ามากันมากและยึดธรรมศาสตร์ไว้หมด ขนาดผู้แทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าประชุมกันในห้องไม่ยอมให้อาจารย์ทุกคนเข้าไป ผมก็เข้าไปไม่ได้ ตอนนั้นเขาเห็นเราเป็นอีกฝ่ายหนึ่งไปเสียแล้ว...เขาคุมมหาวิทยาลัยไว้ทั้งหมดไม่ให้อาจารย์เข้ามายุ่ง ผมจึงอพยพตัวเองเข้าไปอยู่ในวังหลวงเพราะเป็นที่ทำงานขององคมนตรี"

    จนวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันขีดเส้นตายของนักศึกษาให้รัฐบาลปล่อย 13 ผู้ต้องหาเรียกร้องรัฐธรรมนูญโดยไม่มีคำตอบจากรัฐบาล

    "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสมาว่าหัวหน้านักศึกษาจะมาเข้าเฝ้าฯ ให้ผมเข้าไปด้วยเพื่อจดรายงานการประชุม...พระเจ้าอยู่หัวทรงไกล่เกลี่ยว่าถ้าต้องการรัฐธรรมนูญ ท่านก็จะรับสั่งกับรัฐบาลเพื่อให้รัฐธรรมนูญแก่นักศึกษาและจะทรงขอให้ปล่อยตัวคนที่ถูกจับด้วย ทั้งนี้ มีรับสั่งด้วยว่าให้ทำสัญญาตกลงกันไว้ทั้งสองฝ่าย"

    "ผมไม่รู้ว่าการทำสัญญาดังกล่าวเป็นความคิดของใคร พอตกลงเสร็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังไม่ทรงอนุญาตให้ผมกลับ ให้คอยอยู่ในสวนจิตรฯ กับหัวหน้านักศึกษาคนหนึ่ง รอนักศึกษาอีกชุดหนึ่งซึ่งไปเจรจาที่สวนรื่นเพื่อทำสัญาเลิกรบกัน แล้วเอามาให้ผมดูเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัว ผมรออยู่จนดึก คุณชมพู อรรถจินดา ก็ถือสัญญาของรัฐบาลมาพร้อมกับหัวหน้านักศึกษา คุณชมพูได้เซ็นเป็นพยานของฝ่ายรัฐบาล นักศึกษาให้ผมช่วยเซ็นเป็นพยานฝ่ายนักศึกษา

    ข้อความในสัญญานั้น เท่าที่ผมจำได้ก็คือให้นักศึกษาเลิกเดินขบวน รัฐบาลรับว่าจะไม่เอาโทษแก่นักศึกษา และรับว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในกำหนด เป็นไปได้ว่าที่รัฐบาลยอมรับนักศึกษาเพราะพระเจ้าอยู่หัว

    เมื่อทำสัญญาเลิกรบกันแล้ว ผมก็ดีใจว่านักศึกษาจะกลับเข้าที่ตั้งเสียที ไม่ต้องเดินขบวนแล้ว พอผมนำสัญญาขึ้นไปทูลเกล้าฯ ถวายให้ทอดพระเนตรแล้ว ผมก็กลับบ้านนอนเพราะมันเพลียเต็มที เราก็นอนหลับสบายนึกว่าเราทำหน้าที่ดีแล้ว ช่วยเป็นพยานให้สองฝ่ายเลิกฆ่ากัน กะว่าพรุ่งนี้จะเข้ามหาวิทยาลัยไปฟังว่าเป็นอย่างไร"

    "สัญญาสงบศึกกันระหว่างรัฐบาลกับนักศึกษานั้นมีอยู่จริงเพราะผมก็เซ็นกับเขาด้วย แต่นักศึกษาไม่เลิกเดินขบวนเพราะเหตุว่าคนที่ถือสัญญาจะไปบอกกับคนที่คุมขบวนใหญ่ที่พระบรมรูปนั้นถูกกีดกั้นไม่ให้ขึ้นรถและเป็นลมไปเสียก่อน ฝูงคนก็เลยไม่สลาย เมื่อเดินหน้าต่อไปก็ปะทะตำรวจทหารเข้า เลยเกิดยิงกันใหญ่"

    "รุ่งขึ้น (14 ตุลาคม) ผมรีบกลับเข้าไปที่สวนจิตรลดาพบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านรับสั่งว่า "ฉันไม่ได้นอนทั้งคืนเลย ที่เซ็นสัญญากันไม่ได้ผล"...

    เมื่อผมเข้าไปนั้น บรรดาองคมนตรีทั้งหมดก็อยู่กันเต็มไปหมดที่ตึกมหาดเล็ก หน้าที่ขององคมนตรีเป็นอย่างนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะต้องเข้ามาอยู่ในวังเพื่อรับใช้พระเจ้าอยู่หัว"

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบนั้น เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. ก็มีแถลงการณ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ จอมพลถนอม กิตติขจร ทางสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง

    จนเวลา 19.40 น.จึงมีถ่ายทอดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากที่ประทับ ณ หอสมุดจิตรลดา ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

    "ตอนนั้นผมไปยืนดูทีวีอยู่ใต้ถุนตึกกองมหาดเล็ก เพราะเหตุว่าที่เก้าอี้และบนพื้นมีพวกผู้หญิงในวังนั่งอยู่เต็มไปหมด พอประกาศตึงออกมา ผมรู้สึกเย็นสันหลังวาบเพราะเกิดมาไม่เคยนึกอยากเป็นนักการเมือง ไม่เคยอยากเป็นนายกฯ ท่าทางผมตอนนั้นคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีคนมาลูบหลังผมคนหนึ่ง...ท่านบอกผมว่า อาจารย์ทำใจดีๆ ไว้"

    "...ผมคิดมาก คิดจนคิดไม่ถูก มันคิดสับสนจนไม่รู้จะคิดอะไร เศรษฐกิจหรือ จะแก้อย่างไร คอมมิวนิสต์จะเข้ามาหรือเปล่า อเมริกันจะถอนทหารหรือเปล่า ท่านจอมพลถนอมลาออกจากนายกฯ แล้วก็จริง แต่ท่านยังไม่ออกจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด อำนาจทหารยังอยู่ในมือท่านเต็มที่...

    แต่พระเจ้าอยู่หัวนั้น ผมรักเทิดทูนท่านมากที่สุด ผมไม่มีทางที่จะปฏิเสธท่านได้เลย ท่านใช้ให้ไปตายก็ต้องไป...เข้าใจว่าพระองค์ท่านทรงเลือกผมด้วยพระองค์เอง ไม่ทราบเลยว่าทรงปรึกษาใครบ้างหรือเปล่า และไม่ได้ตรัสบอกผมก่อนแม้แต่คำเดียว

    ผมมารู้พร้อมๆ กับคนอื่นเมื่อท่านทรงประกาศทางโทรทัศน์นั่นเอง"

    "หลังจากที่ทรงแต่งตั้งผมเป็นนายกฯ ทางทีวีแล้วก็มีรับสั่งใช้ให้ผมไปออกทีวีด้วย ให้ผมไปสัญญากับประชาชนทั่วบ้านทั่วเมืองว่าจะทำรัฐธรรมนูญถาวรให้เสร็จภายใน 6 เดือน แล้วขอให้หยุดยิง หยุดทำร้ายซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย"



    โดยหลังจากนั้นอีก 12 ชั่วโมงเต็มยังมีแถลงการณ์และคำสั่งปราบปรามจลาจลอย่างเฉียบขาดจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยอยู่เป็นระยะๆ จนยุติลงเมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร และคณะลาออกจากทุกตำแหน่งและเดินทางออกนอกประเทศ

    และ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2516 เวลา 16.00 น.

    ทั้งนี้ "เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนั้น ในระยะเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อมา เมื่อไปถามท่านอาจารย์สัญญาว่าอยากจะทำอะไรเป็นสิ่งแรก ท่านบอกว่าอยากจะไปกราบอาจารย์ของท่านที่สวนโมกข์" ดร.วิษณุ เครืองาม ได้กล่าวในระหว่างบันทึกเทปสนทนาเนื่องในโอกาสอายุครบ 7 รอบนักษัตร ของ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ กับท่านอาจารย์พุทธทาส

    ที่สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2534



    กระแสพระราชดำรัส

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค ที่น่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดระยะเวลา 6-7 วันที่ผ่านมาได้มีการเรียกร้องและเจรจากัน จนกระทั่งนักศึกษาและรัฐบาลทำข้อตกลงกันได้ แต่แล้วก็มีการขว้างระเบิดขวดและยิงแก๊สน้ำตาขึ้น ทำให้เกิดปะทะกันและมีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั้งพระนครถึงขั้นจลาจล และยังไม่สิ้นสุด มีคนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิตนับร้อย

    ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนสู่สภาพปกติเร็วที่สุด

    อนึ่ง เพื่อขจัดเหตุร้ายนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อค่ำวันนี้ ข้าพเจ้าจึงแต่งตั้งให้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุนเพื่อให้คณะรัฐบาลใหม่สามารถบริหารงานแผ่นดินโดยมีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม และแก้ไขสถานการณ์ให้คืนสู่สภาพเรียบร้อยได้โดยเร็ว ยังความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ประเทศ และประชาชนชาวไทยโดยทั่วกัน

    ณ หอสมุดจิตรลดา

    14 ตุลาคม 2516

    จากคุณ : คนขับช้า - [ 6 พ.ค. 49 05:59:32 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม