◀ Previous Next ▶ Up ▲


    เพดานหลอก-ตอนที่สอง

    เพดานหลอก (ตอนสอง)
    -หมายเหตุ-บทความนี้เป็นดาบสองคมสำหรับคริสเตียน ถ้าเป็นได้ ท่านที่เป็นคริสเตียนไม่อ่านก็จะดีกว่า หรือถ้าจะอ่านก็กรุณาอธิษฐานด้วย ขอบคุณครับ
    ......
    ตอนนี้เป็นตอนที่สอง ซึ่งต่อจากตอนแรกซึ่งเขียนค้างไว้นานแล้ว และด้วยสาเหตที่ระยะหลังนี้ค่อนข้างยุ่งมากๆ จึงไม่ค่อยมีเวลานั่งลงเขียนให้จบ

    ในตอนที่แล้วจะเป็นการเกริ่นนำเสียมากกว่า ยังไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ฉะนั้นถ้าเพียงแต่จะดูแค่ในตอนสองนี้โดยไม่ได้อ่านตอนแรกก็ไม่น่าจะมีผลอะไรมากนัก
    ขออนุญาตเกริ่นๆอีกที....
    เพดานหลอก

    พวกเราคงเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ คือว่า
    บางทีเหมือนว่ากำลังจะคิดอะไร หรือนึกอะไรบางอย่างได้ เสร็จแล้วมันก็หลุดไป หายไปเลย และไม่สามารถนำกลับมาได้อีกเลย บ่อยครั้งและแทบทุกครั้งเรามักจะเลิกสนใจ และคิดว่าไร้สาระ และคิดไปเองว่า มันคงแค่อะไรแว้บๆแค่นั้น
    แต่ปัญหาก็คือว่า ..จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งที่เราคิดว่ามันแค่แว้บๆ อะไรไม่รู้ เสร็จแล้วเราก็โยนมันทิ้งไปนั้น ..มันเป็นสิ่งล้ำค่า
    และถ้าสิ่งนั้นไม่ไร้สาระและล้ำค่า นั่นก็เท่ากับ ตลอดชีวิตเราที่ผ่านมาจนบัดนี้ เราอาจจะเคยโยนสิ่งล้ำค่าทิ้งไปไม่รู้กี่อันแล้ว.... สาเหตก็มาจาก “เพดานหลอก” นั่นเอง

    เท่าที่ผมเข้าใจ เพดานหลอกเติบโตและหนา และแข็งขึ้นตามการเจริญเติบโตฝ่ายร่างกายของเรา เพดานหลอกจะหนาและแข็งขึ้นตามประสบการณ์ทางโลก แน่นอนว่าทารกก็ต้องมีเพดานหลอกที่เปราะบางกว่าผู้ใหญ่ด้วย  
    และแน่นอนว่า ยิ่งทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากเท่าไหร่ การทะลุให้สูงขึ้นไปให้พ้นเพดานหลอกก็ยิ่งยากขึ้น ...ยากขึ้นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้

    เมื่อมองจากกรณีของทารก
    เราอาจจะเริ่มมองเห็นว่า ยิ่งใจบริสุทธิ์ เพดานหลอกก็ยิ่งเปราะบาง
    และความบริสุทธิ์ ก็แปรผกผันกับความแข็งแกร่งของเพดานหลอก

    แต่ถ้าถึงต้องขนาดบริสุทธิ์ให้ได้อย่างเด็กทารกถึงจะทะลุเพดานหลอกได้ ผมคงไม่มีความจำเป็นต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมาแน่นอน เพราะเราๆท่านๆที่อ่านที่เขียนอะไรกันอยู่นี้ ไม่มีใครซักคนเดียวที่บริสุทธิ์ได้ถึงขนาดนั้น
    ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราต้องบริสุทธิ์ก่อนถึงจะทะลุเพดานหลอก
    แต่การพยามจะทะลุเพดานหลอกให้ได้ “โดยไม่ย่อท้อ” จะค่อยๆทำให้เราบริสุทธิ์ขึ้น

    โดยไม่ย่อท้อ?...
    ต้องใช้คำนี้จริงๆ เพราะความยากในการจะทะลุมันให้ได้นั้น เป็นความยากในลักษณะอย่างที่ผมเคยยกตัวอย่างไว้ในตอนที่แล้ว คือ...
    ประมาณว่าคุณจะต้องเริ่มจากพยามกระดิกนิ้วโป้งเท้าซ้ายของคุณให้ได้ ทั้งๆที่ร่างกายท่อนร่างของคุณเป็นอัมพาตทั้งหมด ...ยากประมานนั้นนั่นล่ะ....

    โดยไม่ย่อท้อ
    เพราะว่า การจะทำสำเร็จหรือไม่ หรือความสำเร็จนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ หรือกระทั่งว่าสิ่งที่ผมพูดอยู่นี้เป็นความจริงหรือไม่ ...ไม่มีอะไรพิสูจน์หรือเป็นหลักฐานได้เลย นอกจากตัวของคนคนนึงที่ได้ลองทำมันจริงๆ “อย่างไม่ย่อท้อ” แต่จะมีซักกี่คนจะเลือกทำในสิ่งที่ทั้งยากและมองไม่เห็น ทั้งยังดูเหมือนไร้สาระ ดูเหมือนว่ามันไม่ได้อะไรขึ้นมา ดูเหมือนวิมานในอากาศ ดุเหมือนแค่คำเพ้อเจ้อของใครบางคน
    แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอก ว่าจริงๆแล้วผมก็แค่คาดหวังว่าจะมีสักคนนึงในจำนวนคนมากมายสามารถรับสารพวกนี้ได้ก็คุ้มแล้ว

    .............
    ในความเป็นจริงแล้ว
    บทความเรื่องนี้ทั้งหมด แทบจะไม่ได้มีวิธีการ หรือหลักการ หรือหลักปฏิบัติหรือข้อคิดอะไรเลย ไว้ให้ใช้ในการทะลุเพดานหลอกที่ว่านั้น
    แล้วอย่างนั้นผมเขียนทำไม รู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายก้เหมือนไม่บอกอะไรเลย

    ก็เพราะอย่างที่เคยบอก
    ว่าผมคงไม่มีความสามารถถึงขนาดจะช่วยใครทำลายเพดานหลอกในแต่ละคนนั้นได้
    แต่สิ่งที่ผมทำอยู่ก็คือ “ร่วมด้วยช่วยกัน”
    อย่างน้อยๆ ก็อาจจะมีใครสักคนนึงที่กำลังพยามจะทำลายเพดานหลอกนี้อยู่โดยไม่รู้ตัว เขาก็จะได้รู้ว่า เขาไม่ได้รู้สึกไปคนเดียว เขาไม่ได้คิดไปเอง เขาไม่ได้โดดเดี่ยว เขาไม่ได้กำลังสู้กับอะไรบางอย่างตามลำพัง
    ....แต่ในโลกนี้ยังมีคนที่กำลังพยามทำอะไรอย่างนี้อยู่อีกมาก ขออย่าให้ท้อถอย อย่ายอมแพ้

    .............................
    --การฝากคำถามไว้ให้ระบบหาคำตอบอัตโนมัติ--

    อันนี้ฟังดูอาจจะงงๆ แต่ถ้าพูดแบบในเชิงจิตวิทยา ก็ประมานว่า การตั้งใจลงไปในส่วนจิตใต้สำนึก ว่า “ฉันต้องการได้คำตอบเรื่องนี้จริงๆ”
    เป็นการยากที่เราจะได้คำตอบที่ซับซ้อนเกินกว่าการศึกษาทั้งหมดที่เราเคยได้รับมา หรือเราอาจจะยังไม่ได้รับมา และเป็นที่แน่ชัดว่าเราคงไม่มีโอกาสได้มาด้วยมีใครมาประเคนให้เรา และเราคงต้องหามันเอาเอง ....เป็นการยากที่เราจะได้มาในทันทีที่เราต้องการคำตอบ
    สาเหตคืออะไร ...ก็คือเพดานหลอกนั่นเอง...

    เป็นการง่ายและผ่อนคลายเป็นธรรมชาติกว่า ถ้าเราจะมั่นใจในระบบบางอย่างที่มีอยู่ในตัวเราที่สามารถหาความจริงพื้นฐานได้
    ฝากคำถามอันซับซ้อนและไม่ค่อยรู้เรื่อนั้นไว้กับระบบพื้นฐานที่ว่านี้ และโปรแกรมให้มันหาคำตอบให้เราอย่างอัตโนมัติ โดยตัวเราเองนั้นจะไม่เสียเวลามานั่งคิดมันด้วย “สมองที่มีขีดจำกัด” อีกต่อไป

    ควรจะมีสมุดบันทึกสักอันนึงพกติดตัว ประมานว่าอยู่บนถนน ปิ๊งอะไรได้ ให้รีบจด .
    ย้ำว่า “รีบจด” นะครับ เพราะมันจะหายไปจากคุณเร็วมากๆอย่างไม่น่าเชื่อ และมันจะไม่กลับมาอีก

    แนะนำให้จดแต่สิ่งที่เป็น “คำตอบ”
    ห้ามจด สิ่งที่เป็น “คำถาม”

    เพราะอะไร
    เพราะข้อตกลงของเราก็คือว่า
    “คำถาม” เราจะฝากไว้กับระบบอัตโนมัตแค่ครั้งเดียวอย่างตั้งใจ และโปรแกรมสั่งไว้อย่างดีว่า “จงหาคำตอบให้ฉัน”
    ขอให้วางใจในระบบอัตโนมัตินั้น และไม่ต้องจดคำถามไว้ให้รกหัวเราอีก เพราะมันเครียดปล่าวๆ โยนมันทิ้งไปเลย ที่เหลือปล่อยให้เป็นของระบบอัตโนมัตินั้น

    สิ่งที่เราจะจดจะมีแค่ “คำตอบ”
    แน่นอนว่า เป็นเรื่องปกติมากที่เราจะได้ “คำตอบ” มา โดยที่เราลืมไปแล้วเรียบร้อยว่า “คำถาม” คืออะไร
    แต่นี่เป็นสิ่งที่ดี เพราะการที่คนเรามัวหมกมุ่นกับคำถามจะทำให้เครียดและเสียเวลาโดยปล่าวประโยชน์

    เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเริ่มได้คำตอบ “เล็กๆ” เหมือนจิ๊กซอ
    มันอาจจะดูกระจัดกระจายและไร้สาระ แต่ยังไม่ต้องไปสนใจตรงนั้น เพราะในที่สุดมันจะรวมกันเป็นภาพใหญ่ และเมื่อนั้นเราก็จะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

    คำตอบเล้กๆแต่ละอัน ถ้าเราสนใจใส่ใจ และไม่ทอดทิ้ง และให้เกียรติมัน มันจะเป็นเหมือนวัตถุดิบให้เราสามารถต่อยอด “คำถาม” อันต่อๆไปได้
    ซึ่งแน่นอน ว่ามันก็จะนำเราไปสู่ “คำตอบใหม่ๆ” ในไม่ช้า...

    และวันนึงเราก็จะเริ่มเห็นว่า “คำตอบใหม่ๆ” บางอัน
    มันคือ “คำตอบที่เรารอคอยมานาน”......

    ...........
    ยังไม่จบ.....

    จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ วันฉัตรมงคล 10:05:15 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม