◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ว่าด้วยคำสอนของวัดพระธรรมกาย

    เข้ามาอ่านเจอหลายกระทู้ที่กล่าวหาเป็นทำนองว่าวัดพระธรรมกายสอนผิดในแง่ที่ว่า "ทำบุญมาก ได้บุญมาก" และอีกหลาย ๆ อย่าง ผมเองในฐานะที่ศึกษาคำสอนของสำนักนี้มาตั้งแต่ประมาณปี 2531 (ซึ่งตอนนั้นเริ่มศึกษาธรรมศึกษาและอ่านหนังสือธรรมะของสำนักอื่น ๆ ด้วย) จนกระทั่งเพิ่งจะตัดสินใจปฏิบัติตามแนวสำนักนี้เป็นหลักเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เท่าที่ผมอ่านเจอข้อความต่าง ๆ ที่กล่าวหาว่าวัดสอนผิดนั้น ผมเข้าใจว่า ส่วนใหญ่เป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่าน่ะครับ เช่น
    1. คำสอนที่ว่า "ทำบุญมาก ได้บุญมาก" อันนี้เป็นการตัดตอนคำพูดมาเพียงนิดเดียวจากเนื้อความทั้งหมด ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดว่า วัดพระธรรมกายสอนว่าให้ทำบุญด้วยเงินจำนวนมาก ๆ แล้วจะได้บุญมาก ทั้งที่ความจริงแล้ว เนื้อหาเต็ม ๆ  คือ หลวงพ่อมักจะสอนว่า  ตราบใดที่เรายังไม่เข้าถึงธรรม ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ตราบนั้นชีวิตเรายังคงท่องเที่ยวอยู่ในวัฎฎสงสาร ซึ่งการท่องเที่ยวนี้จะท่องอยู่ในสุคติภูมิ หรือ ทุคติภูมิ ก็แล้วแต่บุญและบาปที่ทำมา แม้ในปัจจุบันชาตินี้ก็เช่นกัน ชีวิตเราดีหรือไม่ดี ก็เพราะบุญบาปในตัว  ซึ่งท่านให้ข้อคิดว่า ทุกวันนี้เราใช้บุญเก่าไปทุกวัน ซึ่งเมื่อมีการใช้ไป หากไม่ทำบุญเพิ่ม บุญย่อมหมดได้ (เป็นอโหสิกรรม ไม่ให้ผลต่อ) จากนั้นท่านก็เตือนว่า เมื่อรู้ตัวว่าบุญเก่าเราหมดไปทุกวัน ก็ควรทำบุญไปทุกวัน ชีวิตอยู่ได้ด้วยบุญ  อยากได้บุญมาก ก็ต้องทำมาก อยากได้น้อยก็ทำน้อย ซึ่งถ้าใครได้ฟังจริง ๆ จะเข้าใจได้ว่าประเด็นของท่านคือ  การทำมากครั้ง ให้ทำบุญมาก ๆ ครั้ง ๆ เพราะการสั่งสมบุญย่อมนำสุขมาให้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ  ชาวววัดพระธรรมกายส่วนใหญ่จะใช้วิธีการสะสมบุญ เป็นอย่างไรหรือครับ เช่นที่บ้านผม จะหยอดกระปุกไว้วันละ 3 บาท ครบ 1 เดือนได้ 90 บาท ก็ไปซื้อปลามา 2 กิโล เดือนหนึ่งปล่อย 1 ครั้ง แต่เท่ากับเราได้ทำบุญอย่างต่อเนื่องทุกวัน อีกอย่างคำว่าบุญที่วัดไม่เคยสอนว่าหมายเอาเฉพาะการทำทาน ถ้าใครเคยดูการสอนธรรมะผ่านจานดาวธรรมของวัดพระธรรมกาย จะเห็นหนูน้อย 2 คนมาอธิบายเรื่องบุญกิริยาวัตถุ 10 กันเสียงแจ๋ว ๆ นั่นคือที่วัดสอนหมดว่าบุญเกิดได้กี่วิธี และหลวงพ่อท่านสอนให้ทำทุกบุญ คือทั้ง 10 อย่าง จะทำมากทำน้อยไม่ว่า ขอให้ทำ "สุดชีวิต" ไม่เคยสอนว่าให้ทำหมดตัว เราจะได้ยินคำว่า ทุ่มสุดใจ หรือ ทุ่มชีวิต หมายถึงอะไร บางคนเข้าใจว่าคือให้ทำบุญจนหมดตัว อันนี้เป็นความเข้าใจผิด ถ้าได้ศึกษาอย่างต่อเนื่องจริง ๆ จะเห็นว่า ท่านหมายถึงว่าไม่ว่าจะทำบุญอะไรก็ให้ทำอย่างตั้งใจจริง ๆ เช่น จะทำทาน ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ปัจจัยอาจจะน้อย แต่ให้ทำครบลักษณะของสัปปุริสทาน สมมติระหว่างนั้นมีอะไรมาเป็นเหตุให้ใจหงุดหงิดก็ทุ่มสุดใจที่จะรักษาใจไม่ให้หงุดหงิด ให้ทำทานด้วยใจที่เลื่อมใสได้ หรือจะรักษาศีล ก็ให้รักษาด้วยชีวิต ตั้งใจจริงในการรักษาไม่ใช่ วันนี้จะถือศึล 8 พอเห็นละครที่ชอบก็บอกลาศีลทันที หรือจะนั่งสมาธิ ก็นั่งจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่นั่งไปได้ 2 นาทีชักเมื่อยเลยหาเรื่องนอนสมาธิ สิ่งนี้ถ้าคุณได้เข้าไปสัมผัสอย่างต่อเนื่องคุณจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง ของคำที่หลาย ๆ คนนำมากล่าวหาว่าสอนผิด ทั้ง ๆ ที่จริง ๆแล้วคนที่กล่าวหานั้น นำเพียงแต่บางถ้อยคำมาพูดจาให้ดูเหมือนว่าวัดสอนผิดเท่านั้น
    2. เรื่องนิพพาน เรื่องนี้ความจริงหลวงพ่อสั่งนักหนาว่าให้คนวัดอย่าได้นำไปเป็นประเด็นในการถกเถียงเพราะจะทำให้เกิดความแตกแยก ผมก็จะขออธิบายเฉพาะเพียงว่า โดยส่วนตัวผมค่อนข้างมีความเชื่อว่า นิพพานไม่น่าจะเป็นอนัตตา โดยผมมีเหตุผลประกอบดังนี้
       2.1 ในพระไตรปิฎกชั้น ที่เป็น พุทธพจน์ จริง ๆ ไม่มีส่วนไหนระบุว่า นิพพานเป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตา มีเพียงปรากฎในวินัยปิฎก เล่ม 8 เท่านั้นที่บอกว่า นิพพาน เป็นอนัตตา (แต่ในหมู่ผู้ศึกษาพระไตรปิฎกทราบกันดีว่า วินัยปิฎกเล่ม 8 นั้นเป็นปริวารวรรค มีศักดิ์เท่ากับ อรรถกถา)
       2.2 ในอรรถกถา ฎีกา และหลักฐานอื่น ๆรองลงมา มีทั้งหลักฐานที่ระบุว่านิพพานเป็น อัตตา และนิพพานเป็นอนัตตา ที่บอกว่านิพพานเป็นอัตตา ก็เช่น ขุททกนิกาย จริยปิฎก อรรถกถาปรมัตถทีปนี
       2.3 จึงสรุปได้ว่า ในคัมภีร์ชั้นสูงสุดที่เป็นพุทธพจน์ไม่มีการระบุเรื่องนี้ ส่วนชั้นรองลงมา มีทั้งที่ระบุว่าเป็นอัตตา และเป็นอนัตตา
       2.4 นอกจากนี้เมื่อมาพิจารณาถึงสภาพของสิ่งที่เป็นอนัตตาก็ยิ่งทำให้มีข้อชวนคิดคือ
             2.4.1 ที่ว่าอนัตตาเพราะมีสภาพ สูญ คือ ไม่มีของสิ่งนั้นจริงๆ  เช่น ที่เรียกว่า รถ จริง ๆ ก็ไม่มีรถ เพราะ เกิดจาก ล้อ เพลา ตัวรถ ประกอบกันเป็นต้น หรือที่เรียกว่า ร่างกาย จริง ๆ ก็ไม่มี เป็นแต่เพียงธาตุ 4 มาประกอบกัน นั่นคือ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง (เป็น สังขตธาตุ สังขตธรรม) จึงไม่มีของสิ่งนั้นจริง ๆ ถ้าพิจารณาจากความหมายนี้ นิพพานเป็น อสังขตธาตุ เป็นอสังขตธรรม (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) แล้วนิพพานจะเป็นอนัตตาตามนัยยะนี้ได้อย่างไร
             2.4.2 ที่ว่าอนัตตาเพราะบังคับบัญชาไม่ได้ เช่น ร่างกายเรา เราจะบังคับบัญชาไม่ได้ว่า ห้ามแก่ ห้ามตาย ห้ามเหี่ยว ถ้านิพพาน (สภาวะที่ดับกิเลสสิ้น) เป็นอนัตตาตามนัยยะนี้ ก็หมายความว่า ผุ้เข้าถึงนิพพานแล้วก็ยังคงบังคับบัญชาไม่ได้ว่า ห้ามมิให้กิเลสเกิดขึ้นในใจอีก อย่างนั้นหรือ ผมจึงคิดว่า นิพพานก็คงไม่เป็นอนัตตาตามนัยยะนี้
             2.4.3 ที่ว่าอนัตตา เพราะเป็นสภาพตรงข้ามอัตตา ตรงนี้ไม่บอกอะไรเรามาก แต่ก็น่าสะท้อนว่า ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่มีสภาพเป็น "อัตตา" จริง ๆ ก็มีอยู่ใช่หรือไม่
       ด้วยเหตุทั้งหมดผมจึงเลือกที่จะเชื่อว่า นิพพานไม่น่าเป็นอนัตตามาตั้งแต่ก่อนจะศึกษาคำสอนของสำนักนี้แล้ว
    3. หลายคนบอกว่า ที่นี่สอนแต่สวรรค์ ไปซื้อซีดีก็มีแต่สวรรค์ ไม่ค่อยมีคำสอนเรื่อง สติปัฎฐานสี่ อะไรทำนองนั้น ก่อนจะอธิบายประเด็นนี้ ผมขอถามทุกท่านก่อนว่า สมมติว่าท่านได้มีโอกาสเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง โดยท่านอยู่แต่เพียงบริเวณห้องรับแขก ท่านก็จะบอกว่า ทั้งบ้านเขามีแต่ของที่ประดับไว้ในห้องรับแขกได้หรือไม่ ความเป็นจริงของกรณีนี้คือว่า เนื้อหาคำสอนของวัดพระธรรมกายทำอยู่ในสื่อต่าง ๆ เยอะมาก เช่น เรื่อง ขันธ์ 5 และธรรมขันธ์    การพิจารณาปล่อยวาง  วิปัสสนา   สติปัฏฐานสี่   การพิจารณาตามเห็นกายในกาย   สมถะวิปัสนานิโรค   อริยสัจสี่  ไตรสรณคมณ์   หรืออย่างสื่อหนังสือ เช่น เรื่อง อาการ 32 อิตถี ชุด 1 - 2 -3 บวชสร้างบารมี (ชุดนี้เป็นเรื่องโทษของกาม)   หรือหนังสือ เราคือใคร พูดถึง วิปัสสนาภูมิ พูดถึง ปฏิจสมุปบาท อย่างละเอียด ซึ่งสื่อที่ผมกล่าวถึงนี้ ส่วนใหญ่ผลิตตั้งแต่ก่อนปี 2538 ก่อนวัดจะมีข่าวซะด้วยซ้ำ บางเล่ม บางม้วน ผมอ่านผมฟังตั้งแต่ ปี 2532 ดังนั้น ถ้าท่านใดยังมิได้ศึกษาหมดทุกประเด็นที่เขาสอนไว้ ก็ขอร้องเถอะครับ อย่าได้ไปเที่ยวป่าวประกาศเลยว่า ที่นี่เขาไม่ได้สอนเรื่องนั้นเรื่องนี้ (เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เห็นว่ามีการสอน - เพราะข้าพเจ้าเข้ามาหลังจากที่เขาสอนเสร็จไปแล้ว) ถ้าหากเข้าไปฟังอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะได้ยินได้ฟังเรื่องพวกนี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่า เวลาที่ท่านจะนำมาเทศน์สอนท่านจะดูจังหวะของเรื่องราว เช่น บางช่วงเรื่องการการเมืองน่าสนใจ ท่านก็นำ กูฎทันตสูตร มาอธิบายถึงรัฐศาสตร์เชิงพุทธ บางครั้งเรื่องเศรษฐกิจน่าสนใจ ท่านก็นำเรื่องสิงคาลกสูตรมาอธิบาย โดยเฉพาะเรื่องหัวใจเศรษฐี บางครั้งที่มีคนใหม่ ๆ มา ท่านก็สอนเฉพาะทาน ศีล และสวรรค์ ( 3 ข้อแรกของอนุปุพพีกถา) แต่ถ้าเป็นช่วงจะมีงานบวชท่านก็ได้โอกาสสอนเรื่อง กามาทีนพ และเนกขัมมานิสงส์ สิ่งที่อาจเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของวัดพระธรรมกาย คือ ท่านไม่ได้บอกกันล่วงหน้าว่าวันนี้ท่านจะสอนเรื่องอะไร แต่ท่านจะดูเหตุการณ์ดูผู้ฟังเป็นหลักว่า พอเหมาะที่รองรับเรื่องใดเป็นส่วนใหญ่ เช่นบางครั้งมีคู่สามีภรรยา ถามปัญหาเกี่ยวกับชีวิตคู่ ท่านก็สอนเรื่อง สมศรัทธา สมสีลา สมปัญญา เป็นต้น บางทีก็สอนเรื่อง สังคหวัตถุสี่ คือแล้วแต่เหตุการณ์และผู้ฟังเป็นหลัก แต่ถ้าหากคุณไปฟังบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง สัก 3 เดือน คุณจะพบว่า ท่านสอนหมดทุกเรื่องที่คุณถามถึง
    4. ยังมีอีกหลายประเด็น แต่คิดว่าคงนำเสนอเพียงนี้ก่อน หากท่านใดสงสัยประเด็นใดเพิ่มเติม และต้องการสอบถามเพื่อความเข้าใจที่แท้จริง มิใช่เพื่อการเกทับ มิใช่เพื่อการทะเลาะแล้ว และถ้าผมมีเวลาพอ ผมจะมาอธิบายแต่ละข้อที่ท่านสงสัยครับ

    จากคุณ : ละอ่อนการเมือง - [ 4 พ.ค. 49 16:12:17 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม