◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    จะไปบริจาคโลหิต และ Stem Cell ต้องรู้ ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง...( ไปบริจาคกันเถอะ )

    หากใครยังไม่เคยบริจาคโลหิต และสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี  ก็ไปช่วยกันบริจาคโลหิตกันเถอะครับ

    แล้วเมื่อใครบริจาค ครบ 3 ครั้งแล้ว ก็ยื่นเรื่อง ขอเป็นผู้บริจาค Stem Cell เพื่อจะได้เพิ่มโอกาส ในการหายป่วย

    ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จากความเจ็บป่วย และทรมาน

    ส่วน... ใครไม่เคยบริจาคโลหิต  หรือ ไม่รู้ว่า ต้องรู้ ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง  ก็ขอให้อ่าน ตามนี้ครับ ( ผมเอามาจากแผ่นพับ จาก สภากาชาดไทย )

    เพราะหลายคน ไม่รู้ดูแลตนเอง หรือ มีพฤติกรรมเสี่ยง พอบริจาคไปแล้ว เลือดนั้น ก็เอาไปให้ผู้ป่วยใช้ไม่ได้

    ข้อ ควรรู้ ก่อนจะบริจาคโลหิต ( และต้องรู้ )

    ( ซึ่งผมก็คิดว่า หากจะบริจาค Stem Cell ก็คงไม่ต่างกัน หรือ ยิ่งต้องมีความเข้มงวดขึ้นไปอีก )

    1. อายุ ระหว่าง 17-60 ปี และสุขภาพสมบูรณ์ ( ไม่ใช่ แค่ปกติหรือแข็งแรง )
    ถ้าอายุน้อยเกินไป จะมีภาวะทางความคิดและร่างกายไม่เหมาะสม กฎหมายไม่อนุญาต ต้องมีผู้ปกครองรับทราบ และยินยอม
    ถ้าอายุมากเกินไป ก็จะมีปัจจัยสุขภาพเสี่ยงเกินไป เป็นอันตรายต่อผู้บริจาคเอง


    2. นอนหลับไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง
    การนอนหลับ ไม่ควรนอนผิดเวลาจากปกติ ผู้ที่ทำงานเป็นกะ ไม่ควรบริจาค ถ้านอนไม่พอ ถึงบริจาคไปแล้ว ก็เอาไปใช้ไม่ได้ เพราะเลือดจะลอย


    3. กินอาหารประจำมื้อเรียบร้อยแล้ว ( ก่อนบริจาค 4 ชม. )
    ก่อนบริจาค ควรกินอาหารมาให้เรียบร้อย แต่ไม่ควรเน้นอาหารที่มีไขมันมาก หรือ งดอาหารมันๆ ก่อนบริจาค 1 วันก็จะดี


    4. ท้องเสีย ท้องร่วง ภายใน 7 วัน
    เป็นผลเสียทั้งต่อผู้บริจาค และ ผู้รับบริจาคอาจติดเชื้อ ( ถ้ามี ) ได้


    5. น้ำหนักลด ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยไม่ทราบสาเหตุ
    หากเกิดขึ้น มักมีสาเหตุจากโรคภายใน เช่น เบาหวาน ไทรอยด์เป็นพิษ หรือแม้แต่... AIDS หรือ HIV ถ้ากินยาลดน้ำหนัก ก็ไม่ควรบริจาคเช่นกัน
    แต่ถ้าน้ำหนักลดอย่างสมเหตุสมผล จากการออกกำลังกาย หรือ ควบคุมอาหาร ( โดยไม่ใช้ยา ) สามารถบริจาคได้


    6. กินยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดข้อ
    อาจมีผลทำให้ยาไปยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดโลหิต ทำให้โลหิตแข็งตัวช้าลง ไหลแล้วหยุดยาก


    7. กินยาแก้อักเสบใน 7 วัน หรือยาอื่นๆ โปรดปรึกษาเจ้าหน้าที่
    หากกินแก้อักเสบอยู่อาจหมายถึง ผู้บริจาคได้รับการติดเชื้อ ซึ่งอาจแพร่เชื้อเข้ากระแสโลหิตของผู้รับบริจาคได้
    นอกจากนี้ ผู้รับบริจาค อาจแพ้ยา ที่ผู้บริจาคกินก่อนมาบริจาคได้


    8. เป็นโรคหอบหืด ลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง ไอเรื้อรัง วัณโรค หรือโรคภูมิแพ้อื่นๆ
    การเป็นโรคดังกล่าว แล้วมาบริจาค อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการดังกล่าวกำเริบได้


    9. เคยเป็น หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคตับอักเสบ
    ผู้ที่เคยเป็น แล้วไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นชนิดใด หรือ ไม่สามารถบอกได้ว่า หายขาด หรือไม่มีเชื้อแล้ว ไม่ควรบริจาคจนกว่าจะได้รับการยืนยันจากแพทย์ ว่าปลอดภัยจากเชื้อตับอักเสบ ผู้ที่สัมผัส ใกล้ชิดผู้ป่วย ก็อาจได้รับเชื้อแล้วเช่นกัน


    10. เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ไต ไทรอยด์ มะเร็ง โลหิตออกง่ายหยุดยาก หรืออื่นๆ
    เพื่อความปลอดภัย หากมีความจำเป็นต้องบริจาค ให้อยู่ในความดูแล และวินิจฉัยจากแพทย์อย่างใกล้ชิด


    11. ทำฟัน ภายใน 3 วันก่อนจะบริจาค
    เหงือกอาจจะอักเสบ และ หากมีแผลในช่องปาก อาจเป็นทางนำเชื้อโรคสู่กระแสโลหิตได้


    12. ท่าน หรือ คู่ของท่าน มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศกับผู้อื่น
    โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์บางอย่าง แสดงอาการให้เห็น แต่บางอย่าง แม้ติดเชื้อแล้ว ก็ตรวจไม่พบในระยะฟักตัว ทั้งๆที่ผู้บริจาคอาจมีเชื้ออยู่แล้ว ดังนั้น...หากไม่แน่ใจใน 6 เดือน ควรไปตรวจที่คลีนิกนิรนามหรือที่โรงพยาบาลก่อนบริจาค


    13. ได้รับการผ่าตัดใหญ่ ในระยะ 6 เดือน หรือผ่าตัดเล็ก ใน 1 เดือน
    การผ่าตัดอาจเสียโลหิตไปส่วนหนึ่ง แผลผ่าตัด ต้องใช้เวลาและสารอาหารในการซ่อมแซม จึงควรงดเว้นในการบริจาคไปก่อน


    14. เจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม ในระยะ 6 เดือน
    เข็มเจาะ และรูแผลที่ผิวหนัง มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคติดเชื้อที่มีการส่งต่อทางกระแสโลหิตและน้ำเหลือง และสามารถส่งต่อไปยังผู้รับบริจาคได้อีกด้วย เช่นไวรัส ตับอักเสบ บี , ซี และ AIDS หรือ HIV


    15. เคยมีประวัติติดยาเสพติด หรือพ้นโทษในระยะ 3 ปี
    ผู้ที่เคยมีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษ จะมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคที่มีการส่งต่อทางโลหิตและน้ำเหลือง แม้จะไม่มีการใช้เข็มร่วมกัน หรือแม้เสพย์ทางการกิน หรือสูดดม อาจทำให้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศภายหลังใช้ยาได้


    16. เคยเจ็บป่วยต้องรับโลหิตผู้อื่นในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา
    เมื่อเคยป่วยและได้รับโลหิตจากผู้อื่น จะมีการสร้างภูมิต้านทานต่อระบบหมู่โลหิตได้ ถึงแม้จะมีการตรวจเพื่อหาหมู่โลหิตหลักที่เข้ากันได้ แต่หมู่ย่อยไม่สามารถหาได้ตรงกันทั้งหมด และยังคงเป็นปัญหากับผู้ป่วยอีกด้วย


    17. ฉีดวัคซีนในระยะ 14 วัน หรือ ฉีดเซรุ่มในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา
    เช่นวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ และ เซรุ่มป้องกันพิษสุนัขบ้า เป็นต้น


    18. เข้าไปในพื้นที่ ที่มีเชื้อมาเลเรียชุกชุม ในระยะ 1 ปี หรือเคยป่วยเป็นมาเลเรีย
    ถ้าเคยป่วยแล้วไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด เชื้อสามารถแอบแฝงอยู่ในร่างกายได้โดยไม่แสดงอาการ ดังนั้น ผู้ที่จะบริจาคได้ต้องไม่มีอาการซ้ำ เป็นเวลา 3 ปี


    19. อยู่ในระหว่างมีรอบเดือน
    ไม่ควรให้ร่างกายมีการเสียโลหิตซ้ำซ้อนในคราวเดียวกันโดยไม่จำเป็น ควรรอให้หมดรอบเดือนเสียก่อน


    20. คลอดบุตร หรือ แท้งบุตร ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
    การคลอด หรือ การแท้งบุตร จะมีการเสียโลหิตเป็นจำนวนมาก ร่างกายของผู้บริจาค ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเพื่อให้มีการสร้างโลหิตที่มีคุณภาพขึ้นมาใหม่


    21. งดบุหรี่ หรือสิ่งมึนเมาใดๆ ก่อนบริจาคโลหิต
    ถ้าเป็นบุหรี่ ก็ 1 วัน หรืออย่างน้อย 3-4 ชม. เพื่อให้ปอดได้ฟอกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพหน่อย จะเอาเลือดให้เค้าทั้งที... อย่าเอาสารพิษ ไปแถมเค้าเลยนะครับ



    ข้อมูลเหล่านี้... อาจจะไม่ละเอียดนัก หากใครต้องการรายละเอียด หรือข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ 02-251-3111 , 02-252-4106 ถึง 9 และที่ 02-256-4300
    และ อีเมล์ [email protected]

    หากบริจาคโลหิตมาแล้ว ไม่มั่นใจ ติดต่อแจ้งทันที 02-252-4106 ถึง 9 ต่อ 151 และ 158

    วันศุกร์นี้ ผมก็ชวนเพื่อนไปบริจาคโลหิตเหมือนกัน
    ส่วนตัวผมเอง ก็ยื่นเรื่องขอเป็นผู้บริจาค Stem Cell ไปแล้ว...ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ยังไม่พบผู้ป่วยที่ HLA ตรงกับผม

    ส่วน... ขั้นตอนในการบริจาคโลหิตคร่าวๆ ก็ตามนี้ครับ

    - ไปที่จุดรับบริจาค
    - กรอกแบบฟอร์ม
    - ชั่งน้ำหนัก
    - ตรวจความเข้มของเลือด
    - วัดความดันโลหิต
    - ทางแพทย์ก็จะถามว่า นอนมาครบ 6 ชม.ไหม ?
    - ถามเรื่องสุขภาพนิดหน่อย
    - แล้วก็ไปขึ้นเตียงตามคิว พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ ก็จะเอาเข็มมาจิ้ม เอายางมาให้บีบ ( ไม่ต้องบีบแรง หรือเร็วมาก )
    - จนเลือดเรา ได้ปริมาณพอ ก็จะเอาเข็มออก
    - ทำความสะอาดแผลที่จิ้มเข็ม ปิดพลาซเตอร์และสำลี
    - ให้นอนพักครู่หนึ่ง
    - แล้วก็เชิญเราไปทาน น้ำหวาน กับขนม
    - มอบยาบำรุงเลือดให้เรา

    เสร็จ...
    อีก 3 เดือน ก็บริจาคได้อีก
    แต่ถ้า บริจาคแค่เกล็ดเลือด ก็บริจาคได้ทุกๆ 15 วัน

    ปล. หากใคร ได้รับอีเมล์ ที่ว่า นางสาว ชนะภัย กับเด็กชายแทนไท ต้องการเลือดและเกล็ดเลือด...

    ผมขอแจ้งให้ทราบว่า... นางสาว ชนะภัย นักศึกษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 เสียชีวิตแล้วครับ... ผมเพิ่งคุยกับพี่สาวของคุณชนะภัย ทางโทรศัพท์เมื่อตอนสายวันนี้เอง

    ส่วนเด็กชาย แทนไท อายุ 7 ขวบ ออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว  แต่ ก็ต้องมารับบริจาคเลือดเป็นประจำ เพราะเป็นมะเร็งเม็ดเลือด

    ไปบริจาคเลือด และ ยื่นเรื่อง ขอเป็นผู้บริจาค Stem Cell กันเถอะครับ  ปัจจุบันนี้ ผู้ยื่นความจำนง บริจาค Stem Cell มีเพียงประมาณ 10,000 รายเท่านั้นในประเทศไทย  และความเข้ากันได้ ก็ต่ำเพียง 1 ใน 50,000 เท่านั้นเองด้วย...


    สุดท้ายนี้... ขออนุโมทนา สาธุ กับผู้ที่มีความตั้งใจที่ดี มีกุศลจิตทุกๆท่านด้วยครับ   _/\_


                                                                                                             

    ขอความสันติ สุข สงบ จงเกิดขึ้นแก่ทั้งโลกนี้ โลกไหนๆ
    ในภพทุกภพ ในทุกมิติ ( ไม่ว่าจะมีหรือไม่ก็ตาม )
    ในทุกกาล ทุกเวลา และในดวงจิตทุกดวง

    อัสสลาม มูอาลัยกุม
    เอเมน
    สาธุ   _/\_


    สังคมดี...  ไม่มีขาย
    อยากได้...   ต้องช่วยกันสร้าง
    โดยเริ่มจาก...   ตัวเราเอง...   เดี๋ยวนี้...

     
     

    จากคุณ : Phoenixนิลมังกร - [ 3 พ.ค. 49 19:27:48 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม