◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    "โอวาทธรรม"

    .............สมัยก่อนๆ คนไม่มีความรู้มากขนาดนี้ ก็เป็นพระอริยเจ้ากันได้มากมาย พระพุทธเจ้าสอนประโยคสองประโยค ท่านเอาไปปฏิบัติ
    สมัยนี้รู้มาก ลังเลมาก เรียกว่ารู้มากยากนาน เหมือนอาหารมากเครื่องปรุงมากกลับไม่อร่อย เพราะเครื่องปรุงไม่สมบูรณ์แบบ
    หลวงพ่อทูล ขิปฺปปัญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี


    ............พระบรมศาสดาสอนให้พิจารณาความตายเพราะมันละกิเลสได้ มันหมดความทะเยอทะยาน หมดความเห็นแก่ตัว ความตายนั้นเป็นอารมณ์อันเป็นสิริมงคลชนิดหนึ่ง คนระลึกถึงความตายก็หมดปัญหาที่จะไปคิดฆ่าใคร คิดเข็ญคนอื่น คิดเบียด เบียนคนอื่น คิดอิจฉาพยาบาทคนอื่น มันก็หมด หมดความที่เป็นบาป เรียกว่ากุศลกรรม
    หลวงปู่คำพอง ติสฺโส
    วัดถ้ำกกดู่ จ.อุดรธานี


    ..............การประดับตกแต่งไม่มีสิ่งใดที่จะงามเท่าการประพฤติธรรม เรียกว่า ธรรมลังการ เครื่องประดับ คือ ธรรม ประดับกายให้เรียบร้อย ประดับวาจาให้เรียบร้อย ประดับจิตให้มั่นคง หนักแน่น สงบเสงี่ยม เรียบร้อย ผ่องใส สะอาด
    หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
    วัดป่าเขาน้อย จ.บุรีรัมย์


    ............ในทางพุทธศาสนาท่านว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่น แต่เราฟังไม่จบไม่ตลอด ที่ว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นนั้น คือว่าท่านให้ยึดอยู่แต่อย่าให้มั่น เช่นอย่างนี้ อย่างไฟฉายนี่น่ะ นี่คืออะไร ไปยึดมันมาแล้วก็ดู พอรู้ว่าเป็นไฟฉายแล้วก็วางมัน อย่าไปมั่นยึดแบบนี้
    หลวงพ่อชา สุภทฺโท
    วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี


    .............พรุ่งนี้มีไหม พรุ่งนี้ไม่มี มีแต่วันนี้ มีใครเห็นพรุ่งนี้ไหม เห็นเดี๋ยวนี้ ปัจจุบัน..ปัจจุบันดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันดี อดีตก็ดี ชีวิตก็มีเท่านี้ นาทีนี้ วินาทีนี้ เราจะทำอย่างไร เราอยู่ที่ไหนกัน อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงความรู้สึกตัว สมมติเรายืนอยู่ที่นี่แต่ใจเราไปอยู่กับลูกชายลูกสาว ไปถึงกรุงเทพฯ ไปถึงลูกสาว ลูกชาย มีประโยชน์อะไร เขารู้ว่าเราคิดถึงเขาไหม เขาไม่รู้หรอก เขาสนุกสนาน เราก็เป็นบ้าไปคิดถึงเขา ห่วงเขา เขาไม่รู้ว่าเราคิดถึง
    หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
    วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ


    .............เมื่อใจของเราสงบแล้ว ความสุขความสบายก็เกิดที่นั่น ไม่ได้เกิดที่อื่น ไม่ได้สุขสบายเพราะวัตถุข้าวของทั้งหลายต่างๆ ใจเราสบายเท่านั้นแหละ ความสุข เมื่อใจเราสบายแล้ว ทำอะไรก็สบาย ทำมาหากิน ค้าขาย การอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็สุขก็สบาย ธรรมนั้นก็นำความสุขความสบายให้
    หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
    วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร


    ............ในรูปร่างกายของพวกเรามันมีอยู่อย่างนี้ นี่เราเรียกว่าเป็นภูต ร่างกายของเราท่านว่าเป็นมหาภูตรูป ว่ากันง่ายๆก็คือ มหาภูต ภูตก็คือผี ร่างกายของเรานี้แหละ มันเป็นผีอยู่ มันจะต้องรบเร้า ทำความเดือดร้อนให้แก่ตัวเราอยู่ตลอดกาล ต้องได้เลี้ยงได้เซ่นได้สรวงมันอยู่ตลอดกาลเวลา เราเซ่นสรวงผีอันนี้ เราก็ว่าบริโภคอาหาร อาบน้ำนุ่งผ้า ประดับประดาตกแต่งร่างกาย เราก็ว่าไปอย่างนั้น ความจริงการเซ่นสรวงผีอันนี้ เราหาของมาเซ่นมัน มา บวงสรวงบูชามัน แต่ขนาดนั้นมันก็ไม่กรุณาเราเลย มันมีแต่จะทำให้เราเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา
    พระอาจารย์วัน อุตฺตโม
    วัดถ้ำอภัยดำรงค์ธรรม จ.สกลนคร


    .............เวลาคิดสร้างปัญหาทำไมขยันคิด แต่เวลาแก้ปัญหาทำไมไม่ขยันแก้ เวลาคิดสร้างปัญหาทำไมไม่ปวดหัว แต่เวลาคิดแก้ปัญหาทำไมปวดหัว
    หลวงพ่อทูล ขิปฺปปัญโญ
    วัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี



    .............ผู้เจริญภาวนาใช้อารมณ์ธรรมต่างๆ กัน แต่ละกิเลสอย่างเดียวกัน ดุจเสนาม้า เสนารถ เสนาเดินด้วยเท้า เพื่อทำสงคราม แต่เอาชัยชนะอย่างเดียวกัน
    หลวงปู่หลุย จันทสาโร
    วัดถ้ำผาบิ้ง จ.เลย



    ............ธรรมชาติแห่งพุทธะในตัวคนแต่ละคน อาจเปรียบได้กับผลไม้แต่ละผล หรือเมล็ดข้าวเปลือก ถ้าหากได้เอาลงเพาะในดินที่ชุ่มเย็น มีเงื่อนไขต่างๆพอเหมาะ ก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้น ให้ดอกออกผลได้เช่นกัน ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของข้าวเมล็ดนั้นๆเป็นเหตุปัจจัย
    หลวงพ่อเทียน จิตสุโภ
    วัดสนามใน จ.นนทบุรี


    ............เกิดมาภพใดชาติใดก็ทุกข์แย่เต็มประดา ทุกข์ตั้งแต่วันเกิดถึงวันแก่ ทุกข์จากวันแก่ถึงวันแตกดับวันตาย ทุกถ้วนหน้าไม่มีใครข้ามมันไปได้
    จึงให้เรามาสนใจในการรวมจิตใจของเรา ให้สงบระงับ ตั้งมั่น เที่ยงตรง อยู่ภายในดวงใจให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก
    จนกระทั่งจิตใจสงบตั้งมั่น เป็นสมาธิภาวนาให้ได้
    หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
    วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่


    .................ปัจจุบันทุกวันนี้ ก็เหมือนกัน รูปที่เป็นอยู่ เป็นของสกปรกทั้งนั้น ไม่ว่ารูปหญิง รูปชาย รูปพระ รูปฆราวาส เป็นเหมือนกันหมด เหตุใดมันจึงเป็นอย่างนั้น ของที่เราขบฉันรับประทานลงไปเป็นของเน่า ของเหม็น ของเสียทั้งนั้น ไม่ใช่ของดิบของดีอะไร เป็นต้มเป็นแกง เป็นผัดเป็นทอดต่างๆ ถ้าเราทิ้งเอาไว้ ของเหล่านั้นจะเน่า จะเหม็น จะเสีย อยู่ไปคืนสองคืนมีกลิ่นแล้ว นี่ร่างกายของเราที่เอาของเน่าของเหม็นมาบำรุงบำเรอ มันก็เป็นก้อนของเน่า ของเหม็นปฏิกูล ไม่ใช่ของสวยงามอะไร
    เพราะเหตุนั้น ในร่างกายของเราทั่วไป ไหลออกทางทวารใดก็มีแต่ของสกปรกเน่าเหม็น ไม่เป็นของดิบของดี ของหอมหวาน มีแต่ของเน่า เพียงแต่ลมออกมาเท่านั้น มันก็ยังมีกลิ่น แสดงว่ามันเน่าทั้งตัว มันเหม็นทั้งตัว ไม่มีอะไรที่จะดีวิเศษ
    พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร
    วัดป่าแก้ว จ.สกลนคร


    ................ผู้มีกุศลในใจ คือ มีบุญในใจ หนักแน่น ใครด่าว่าติเตียน ก็ไม่เสียใจ ไม่โกรธ ไม่เกลียด เพราะว่าใจมีบุญเป็นเครื่องอยู่ ตรงกันข้ามกับใจที่มีกิเลสเป็นเครื่องอยู่ กิเลสอยู่ในใจใคร ก็มีแต่ ปั่นจิตใจให้เดือดร้อนวุ่นวาย
    หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
    วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย


    ............เวลาเราโกรธด่าว่าทุบตีเขา เราก็เป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่จิตมุ่งอยากจะให้คนนั้นคนนี้เขาดี จึงดุด่าว่า.กล่าว โกรธเขาถ้าเขาไม่ทำตาม แต่เราสอนเขาด้วยความโกรธในจิตในใจนั้นไม่เป็นผลประโยชน์ เหมือนกับเอาน้ำร้อนๆ ไปรดผัก แทนที่มันจะงอกงามขึ้น ไม่เป็นอย่างนั้น มันไหม้มันตายไปหมด เพราะน้ำที่เราไปรดมันร้อน ฉันใด จิตใจของคนที่โกรธไปแนะสอนคนอื่น บอกคนอื่นด้วยความโกรธ จึงเป็นโทษเป็นทุกข์ เขาไม่ยินดีรับคำสอน
    พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร
    วัดป่าแก้ว จ.สกลนคร


    ..............เมื่อเราคิดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ เมื่อเรา กระทำความดีอยู่อย่างนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของเรา ก็ล้วนแต่อยู่ด้วยดี ชีวิตที่ผ่านมาหมดไปแล้ว ก็หมดไปด้วยดี ชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติไม่ลดละ ความดีของเรายิ่งงอกงาม เจริญเพิ่มเติมขึ้นอีกตามลำดับ เราสามารถจะมีกำลังเอาชนะสิ่งที่ไม่ดี อันเป็นสาเหตุให้ขัดขวางความดีได้
    หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
    วัดป่าเขาน้อย จ.บุรีรัมย


    ............อะไรที่เป็นเครื่องมือให้มนุษย์เราทำลายชาติมนุษย์ของเราให้หมดลง ที่ทำให้เรานั้นเสียเกียรติเสียยศเสียชื่อเสียง เสียหน้าตา สมบัติที่เคยคุ้มครองก็ดี เนื้อหนังที่มนุษย์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่เคยเกิด เคยเป็น และพาไปให้เราตกนรกหมกไหม้เป็นดิรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกาย มีใครล่ะไปแต่งให้มนุษย์เป็นเปรตเป็นอสุรกาย แต่งให้มนุษย์เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ใครเป็นคนแต่ง ก็กรรมจากมนุษย์นั่นแหละ
    หลวงปู่คำพอง ติสฺโส
    วัดถ้ำกกดู่ จ.อุดรธานี


    ...............อันนี้จะยกตัวอย่าง เช่นว่า เราที่เป็นชาวพุทธนิยมบวชลูก บวชหลาน เมื่อลูกหลานบวชเป็นพระก็ตาม บวชเป็นเณรก็ตาม ถ้าบวชเข้ามาอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล แม้แต่บิดามารดาก็ต้องมากราบ กราบลูกของตนที่บวชนั่น ที่อยู่ในผ้าเหลืองนั่น นี่แสดงให้เห็นว่าผู้มีศีลนั้น มีคุณงามความดี หรือว่าศีลนี้มีอำนาจวาสนา แม้แต่นายร้อย นายพล นายพัน พระราชา มหากษัตริย์ ก็มากราบผู้มีศีล จะอยู่ในวรรณะไหนก็ตาม ถ้ามาบวชแล้วถือว่าเป็นวรรณะที่สูง เป็นคนที่มีลาภ มียศ สูงกว่าพระมหากษัตริย์ อันนี้แหละคือศีล
    หลวงปู่พวง สุขินทริโย
    วัดป่าใหม่นิคมพัฒนาราม จ. ยโสธร


    ที่มา ลานวัด

    จากคุณ : medmed - [ วันแรงงาน 13:18:03 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม