◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    มีอะไรมาถามอีกแล้วครับ เกี่ยวกับวิปัสสนาและสอบอารมณ์

    เพิ่งกลับจากปฏิบัติวิปัสนาที่วัดอัมพวัน 3 วันมาครับ แต่ขอเล่าเรื่องอะไรบางอย่างก่อนจะมีคำถาม

    ก่อนที่ผมจะไปปฏิบัติธรรมที่นี้ ก็เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสติปัฏฐาน 4 มาบ้าง แม้ทุกเล่มจะเตือนไว้ว่าควรหาอาจารย์ที่มีความรู้สอน แต่ผมก็คิดว่าที่ผมทำมันก็แค่เบื้องต้น ยังคงไม่ต้องไปถึงขั้นไปนั่งจริงตามวัดต่างๆหรอก

    หลักที่ผมเอามาใช้เบื้องต้นก็คือ การให้เรารู้ตัวว่าเรากำลังคิดอะไรโดยการกำหนด ".....หนอ" บนความคิดนั้นๆ ผมทำบ่อยๆจนเริ่มชิน และรู้สึกว่ามันได้ผลจริง เพราะแต่ก่อนนั้นผมอาจจะมีคิดเรื่อยๆเปื่อยๆ ปล่อยใจล่องลอย ย้อนนึกอดีต-หวังอนาคต ตามเรื่องราว มีทุกข์มีสุขครบหมดในความคิดนั้นๆ พอกำหนดบ่อยๆเข้า ไอความคิดพวกนี้มันก็ดับไปเอง แค่พูด "...หนอ" ในใจทีเดียว ผมปฏิบัติมาอย่างนี้ได้ประมาณหนึ่งเดือน จึงซึ้งใจเลยว่าสิ่งนี้มันทำให้เราอยู่กับปัจจุบันจริงๆ เพราะการที่เราคิดนี่แหละ ทำให้เรามีทั้งทุกข์และสุข นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการที่ผมมีสติในกริยาบางอย่าง เช่น การนั่งเขย่าขา ซึ่งกริยาพวกนี้ มีหลายๆคนที่เผลอทำโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะเป็นนิสัยประจำตัวไปแล้ว จะเลิกก็เลิกยากมากเพราะมันไม่ค่อยรู้ตัวเวลาทำกันหรอก แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้ตัวตลอด เขย่าไปซัก 4-5 ที ก็นึกได้ "เฮ้ย เขย่าขาอยู่วะ" แล้วก็เลิกทำมันซะ (แต่ปกติผมก็ทำไม่บ่อยอยู่แล้วนะ)

    ผมจึงสนใจเส้นทางสายเอกเส้นนี้มากขึ้น และคิดจะลองปฏิบัติให้ถูกวิธีบ้าง จึงคิดจะลองนั่งสมาธิ กำหนดตั้งแต่ขั้นกายาไปจนจบที่ธรรมให้ดู (ตอนนั้นนึกว่ามันง่าย อยู่ในช่วงได้ใจ) พอนั่งจริงๆ ไม่ถึง 5 นาทีก็แผ่วครับ เพราะทนเมื่อยไม่ไหว จึงมาคิดดูว่า ถ้าไม่มีคนมาบังคับเรา เราคงไม่ยอมทำแน่ๆ จึงคิดจะไปที่นั่งที่วัด บวกกับตั้งใจจะไปอยู่แล้ว แค่เลื่อนวันมาให้เร็วขึ้น

    แต่ก่อนถึงกำหนดการที่จะไป ผมมาก็มาคิดดูว่าเราน่าจะนอนไป กำหนด พอง ยุบ ไปได้ด้วย ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิเสมอไป ไม่ต้องมีเมื่อยละ (คิดง่ายไปแล้ว)

    ผมก็กำหนดทุกคืน แต่ส่วนมากจะหลับคากำหนด มีได้ผลจริงเพียง 2 คืน

    - อาการของคืนแรก คือกำหนดไปเรื่อยๆ ก็นึกไม่ถึงว่านอนบนเตียงสบายๆมันจะมีเวทนามาด้วย รู้สึกอยากขยับตัวมากๆ ก็กำหนดไปว่าเมื่อยตัวหนอ จนสู้ไม่ไหว ยอมขยับตัวดีกว่า มาเช็คเวลาดู ปรากฏว่านอนกำหนดไปได้ยี่สิบกว่านาที ก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน ดีใจตามประสาคนไม่เคยทำ

    - คืนที่ 2 ก็เป็นแบบเดิม ถอนใจไม่สู้ ขยับตัวอยู่ดี แต่อาการก่อนที่จะเลิก ผมมีความรู้สึกถึง "กิเลส" ที่อยากจะขยับตัวได้เป็นก้อนๆเลย เมื่อผมหลุดจากสมาธิก็รู้สึกเสียดายว่าจริงๆน่าจะทนต่อ มีความสงสัยในใจว่าต้องทำไงดีนะ แต่ก็คิดอีกทีว่าวันมะรืนก็ไปวัดแล้วช่างมันเหอะ คืนนี้ปิดตานอนเลยดีกว่า จู่ๆก็มีความคิดแล่นแวบขึ้นมาทันทีถึงสิ่งที่เคยอ่านจากหนังสือมาว่า "ให้เรารู้ว่ามันเป็นอะไร สังเกตดูการเป็นไปของมัน" ผมร้องอ้อขึ้นในใจนึกถึงก้อนกิเลสก้อนนั้น จึงคิดว่าเราต้องรับรู้การมีอยู่ของมัน  นั่นคือ "อยากขยับตัวหนอ" ไม่ใช่ "เมื่อยตัวหนอ"

    ทันทีที่ผมคิดได้ ตัวผมก็ขนลุกขึ้นมา เกิดนิมิตภาพขึ้นมาในใจ เป็นภาพต้นไม้ประมาณ 10 ต้น แล้วมีหัวยักษ์หัวหนึ่งย้ายไปย้ายมาระหว่างต้นไม้ ผมเกิดอาการกลัวทันทีจนต้องเปิดตามองความมืดเพื่อลบภาพนั้น ตอนแรกว่าจะนอนกำหนดต่อแต่ไม่เอาแล้ว ขอนอนดีกว่าเพราะชักมีอะไรแปลกแล้ว แต่ปรากฏว่าผมนอนไม่หลับครับ ไม่รู้ทำอะไรฆ่าเวลา จึงมานอนกำหนดพองยุบต่อ เพราะทำมาจนชินหลายคืนแล้ว

    คราวนี้ได้ผลครับ ผมก็กำหนดไปเรื่อยๆ นอกจากลมหายใจแล้ว บางทีความรู้สึกก็ย้ายไปอวัยวะอื่นแทน ที่แขน ที่ขาบ้าง ซึ่งเป็นความรู้สึกแบบว่าโดนเตียงมาสัมผัส แล้วก็รำคาญมัน จิตไม่ได้อยู่ที่หน้าท้องตลอดเวลา จนจิตมาอยู่ที่ตา กำหนดไปสักพักมันอยากเปิดตามาก ผมก็กำหนด "อยากเปิดตาหนอ" ตามความรู้สึกนั้น ทันที่กำหนด เห็นอารมณ์  ผมรู้สึกว่าจิตผมเบามาก เหมือนกระโดดไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นอาการที่ไม่เคยเจอมาก่อน จึงอารมณ์ดีใจตื่นเต้นสุดๆ ลืมกำหนดว่าดีใจไป พอรู้สึกตัวว่าลืมก็ทำอะไรไม่ถูกแล้วเพราะมันไม่เคยเจอ ผมก็มากำหนดที่พองยุบเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่เหมือนหนก่อน ไม่รู้เพราะความตื่นเต้นหรือปล่าว จิตไม่ค่อยอยู่ที่พองยุบ มันย้ายไปนู้นนี่แบบว่ามาเร็วมาก พอกำหนดตรงนี้ มันก็ย้ายไปตรงโน้น เอาแทบไม่ทัน (ตอนนี้จิตยังรู้สึกเบามากๆอยู่)

    ผมก็กำหนดแข่งกับมันไป คราวนี้ไอนิมิตภาพยักษ์กับต้นไม้ก็โผล่มาแล้ว เป็นครั้งแรกที่กำหนดจนเจอนิมิต ผมก็กำหนดที่หัวยักษ์ แต่กำหนดแบบไม่เป็นภาษา ประมาณว่า "ตรงนั้น" แต่จิตก็เพ่งกำหนดไปที่หัวยักษ์นั่นและ ยักษ์มันก็ย้ายไปต้นอื่น ผมก็ย้ายไปกำหนดตามมัน มันก็หนีไปต้นอื่นอีก ย้ายไปย้ายมาจนผมกลัวยักษ์ (ใครไม่กลัวบ้าง) ผมก็ไม่กำหนดแล้วที่นี้ จินตนาการวาดภาพพระเศียรของพระพุทธเจ้าขนาดใหญ่มากปิดทับภาพทั้งภาพ(ทั้งสวนต้นไม้และหัวยักษ์) ลงไปเลย

    เมื่อทำเสร็จนิมิตก็หายไป แต่ความรู้สึกก็ยังเบามากอยู่ แต่มันยังย้ายไปย้ายมาตามอวัยวะส่วนอื่นอยู่เรื่อย สักพักจิตก็ก็กลับมาแบบปกติ ไม่เบาเหมือนก่อน  และก็มีอาการอยากขยับตรงนั้น ตรงนี้บ้าง ก็กำหนดว่าอยากไปแต่ไม่ได้ผลเหมือนตอนนั้น ผมเองก็รู้ตัวว่าไม่น่าจะได้ เพราะไอความรู้สึกอยากนั้น เหมือนผมตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเองมากกว่า (เหมือนตอนสร้างภาพเศียรพระพุทธเจ้า) ไม่ใช่ความอยากจากจิตจริงๆ แล้วผมก็เลิกทำ นอนจริงๆละ

    วันที่ไปวัดวันแรก(ผมไปวันศุกร์) ยังไม่มีการเดิน และนั่งสมาธิ แต่สอนวิธี รวมถึงมารยาทและรับศีล ตอนกลางคืนผมก็โทรไปรายงานแม่ แม่ก็บอกว่าพ่อฝันไม่ดีฝันว่าทำพระและสร้อยหาย จริงๆมันก็ไม่น่าแปลกใจ แต่สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ผมกังวลคือ อาทิตย์ที่แล้ว แม่ผมก็ฝันว่าสร้อยขาดหล่นไปแต่ได้ตามหาจนพบ ตอนนั้นแม่เอามาเล่าผมและพ่อด้วยความกังวลว่าจะเกิดไรกับผม พ่อยังหัวเราะเลยว่าก็แค่ฝัน ผมเองก็เฉยๆคิดเพียงว่าทำไมแม่ต้องนึกว่าเป็นเราด้วย ทำไมไม่เป็นคนอื่น พอมาหนนี้พ่อฝันบ้างแถมคล้ายๆกัน พ่อเครียดหนักเลยครับ ถึงกับนอนไม่หลับ (ปกติพ่อไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้หรอก) แม่จึงกำชับผมให้ระมัดระวังอุบัติเหตุ ผมก็บอกแม่ว่ามาปฏิบัติธรรม อยู่กับพระ ไม่มีอะไรไม่ดีหรอก มีแต่เรื่องดีต่างหาก ผมไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร อารมณ์ดีมากกว่าที่ได้มาที่นี้ แต่ในใจก็คิดว่าสองคนฝันเหมือนกัน คงมีอะไรสักอย่างแล้ว แต่ก็ไม่รู้สึกกลัว สุดท้ายแม่ก็บอกว่า พ่อเขากลัวผมสนใจทางนี้มากและอาจจะบวชไม่สึก

    คนปฏิบัติธรรมที่นี้มีจำนวนเยอะมาก นึกไม่ถึงเหมือนกันครับ คนเก่าไปคนใหม่มา ตัวผมเองเมื่อได้มานั่งสมาธิที่นี้ ใน 3 ครั้งแรกแม้จะนั่งจนครบเวลา แต่ก็ต้องมีเปิดตาหรือขยับตัวก่อนทุกทีเพราะทนการนั่ง และอาการหลังขยับไปเองไม่ได้ และต้องมาปรับสมาธิใหม่ แต่การนั่งสมาธิ 2 ครั้งสุดท้ายก่อนกลับ ผมตั้งใจไว้เลยว่าให้ตายไงก็ไม่ลืมตา  และผมได้มีโอกาสถามแม่ชี เพื่อเล่าเหตุการณ์ที่ผมจะเจอก่อนที่จะมาวัดนี้ ท่านก็แค่แนะนำว่าถ้าลืมกำหนดอะไรไปให้มากำหนดที่พองยุบต่อเหมือนเดิม ตัวผมเองก็เล่าไม่ค่อยถูกว่าเจอไร เพราะตัวผมก็ปฏิบัติเองไม่มีอาจารย์ จึงเล่าไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราว ตัวท่านก็บอกว่าไม่เข้าใจที่ผมเล่า แต่ได้ถามมาคำนึงว่าเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า ผมจึงเล่าเรื่องยักษ์ไปและถามว่าเจองี้ต้องทำไงครับ ท่านก็บอกว่าให้เห็นหนอสิ ผมก็บอกว่าเห็นมันแล้ว แต่หัวมันไม่หาย ย้ายไปต้นอื่น แล้วก็ทุกอย่างมาไวมากๆ จึงสร้างภาพเศียรพระพุทธเจ้ามาทับ หลังจากนั้นก็กำหนดอาการแทบไม่ทัน เพราะทุกอย่างมาไวมากรู้สึกนู่นรู้สึกนี่ไปหมด อาจารย์แม่ชีก็บอกว่า ถ้าสร้างภาพขึ้นมาเองอย่างนี้ผิดหลักแล้ว ไม่ใช่แล้ว แล้วก็เตือนว่าระวังเพี้ยนนะ วิปัสนาให้ถูกต้องด้วย ผมฟังแล้วก็ตกใจนึกถึงฝันของพ่อแม่ขึ้นมา

    แก้ไขเมื่อ 30 เม.ย. 49 21:44:17

    จากคุณ : พิชรา - [ 30 เม.ย. 49 21:01:17 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม