อยากได้บทสวดคิริมานนทสูตรครับ

ถ้าท่านใดมีบทสวดนี้ขอหน่อยนะครับ อยากได้บทสวดนี้มากเลยครับ

จากคุณ : lockheed - [ 13 ธ.ค. 48 15:24:22 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

คือมันเยอะและยาวมากเลยครับ = =''
เอาไว้ ดึกๆ ผมเสร็จงาน ก่อนแล้ว ถ้ายังไม่มีใครเอามาให้ เดี๋ยวจะทำให้ครับ


จากคุณ : นิรมิต - [ 13 ธ.ค. 48 15:38:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

อยากทราบว่า บทสวดนี้ แปลว่าอะไร ใช้ตอนไหนครับ

จากคุณ : KK (KK Tay) - [ 13 ธ.ค. 48 19:00:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

บทนี้ผมชอบนะครับ ดูย่อกว่า อนันตลักขณสูตร
อ่านแล้ว ได้เรื่องดี
แต่ทำไมไม่ค่อยมีคนพูดถึง


จากคุณ : กก - [ 13 ธ.ค. 48 19:53:27 A:221.128.107.178 X: TicketID:111618 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

จัดให้ท่าน lockheed ครับ คิริมานนทสูตรแปลและเรียบเรียง โดยพระครูภาวนาวรคุณ


1. เอวัมเม สุตัง , อาตมาภาพชื่อว่าพระอานนทเถระ, ได้ตรับรับฟังมาแล้ว จากพระบรมศาสดา อย่างนี้ว่า

เอกัง สะมะยัง ภะคะวา , ในกาลครั้งหนึ่ง , สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า,

สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน ,เสด็จประทับสำราญพระอิริยาบถอยู่ที่พระมหาวิหารชื่อว่าเชนวัน

เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ , ก็ในสมัยนั้นแล

อายัสะมา คิริมานันโท อาพาธิโก โหติ , พาฬะหะคิลาโน , พระคิริมานนท์ผู้มีอายุ , เกิดเจ็บป่วยไข้ ด้วยโรคาอาพาธอย่างหนัก

อะถะ โข อายัสะมา อานันโท , เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ , ในกาลนั้นแล , ท่านผู้มีอายุชื่อว่าพระอานนท์ , ได้เข้าพระบรมศาสดาในที่พระบรมศาสดาประทับอยู่

อุปะสังกะมิตะวา ภะคะวันตัง , อะภิวาเทตะวา เอกะมันตัง นิสีทิ , เมื่อพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าแล้ว , ได้ถวายบังคมพระบรมาสดา , แล้วได้นั่งอยู่ในที่สมควรแก่ตนข้างหนึ่ง ,

เอกะมันตัง นิสินนัง โข อายัสะมา อานันโท ภะคะวันตัง เอตะทะโวจะ , เมื่อพระอานนท์ได้นั่งลง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ,ได้กราบทูลถ้อยคำนี้ กับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

อายัสะมา ภันเต คิริมานันโท อาพาธิโก, ทุกขิโต พาฬะกะคิลาโน ,

ข้าพระพุทธเจ้าขอวโรกาส, ข้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ , พระคิริมานนท์ผู้มีอายุ , เกิดเจ็บป่วยไข้ด้วยโรคาอาพาธอย่างหนัก

สาธุ ภันเต ภะคะวา เยนายัสะมา คิริมานันโท
เตนุปะสังกะมะตุ, อะนุกัมปัง อุปาทายะ ,

ข้าพระพุทธเจ้าขอวโรกาส , ข้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ , ขออาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า , ได้โปรดเสด็จไปสู่สำนัก , ของท่านคิริมานนท์อยู่ , เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่ออนุเคราะห์, แก่ท่านคิริมานนท์เถิดพระพุทธเจ้าข้า ,

สะเจ โข ตะวัง อานันทะ , คิริมนันทัสสะ ภิกขุโน
อุปะสังกะมิตะวา , ทะสะ สัญญา ภาเสยยาสิ ,

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า , ได้ตรัสกับพระอานนทว่า , ดูก่อนอานนท์อานนท์นั้นแล , พึงเข้าไปหาภิกขุคิริมานนท์แล้ว, พึงสวดธรรม
สัญญาทั้ง ๑๐ทั้งประการ , ให้ภิกขุคิริมานนท์ฟัง

ฐานัง โข ปะเนตัง วิชชะติ , ยัง คิริมานันทัสสะ
ภิกขุโน , ทะสะ สัญญา สุตะวา , โส อาพาโธ
ฐานะโส ปะฏิปปัสสัมเภยยะ ,

เมื่อภิกษุคิริมานนท์ , ได้ฟังธรรมสัญญาทั้ง ๑๐ ประการนี้แล้ว, ความ เจ็บป่วยไข้ด้วยโรคาอาพาธนั้นของเธอ , พึงสงบระงับดับสูญสิ้นหายไป ได้โดยทันที , ข้อนี้เป็นฐานะที่ทำให้อาพาธหายไปได้มีอยู่ ,


จากคุณ : ebusiness - [ 13 ธ.ค. 48 22:34:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

2. กะตะมา ทะสะ, ธรรมะสัญญาทั้ง ๑๐ ประการนั้น มีอะไรบ้าง

๑. อะนิจจสัญญา ,พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , ขันธ์ทั้ง ๕เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน

๒. อะนัตตสัญญา ,พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , ขันธ์ทั้ง ๕เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน

๓. อะสุภะสัญญา ,พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , ขันธ์ทั้ง ๕เป็นอสุภะไม่สวย ไม่งาม

๔. อาทีนะวะสัญญา ,พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , ขันธ์ทั้ง ๕ ป็นที่รวมแห่งกองทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้น

๕. ปะหานะสัญญา ,พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , อกุศลวิตก ๓ ประการ , มีกามวิตกเป็นต้น อันบุคคลควรละทิ้ง

๖. วิราคะสัญญา ,พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , พระนิพพานั้นเป็นธรรมที่สงบจากกองกิเลส, และสงบจากกองทุกข์

๗. นิโรธะสัญญา ,พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , พระนิพพานั้นเป็นธรรมที่ดับกองกิเลส, และดับกองทุกข์ได้หมดสิ้นเชิง

๘. สัพพะโลเก อะนะภิระตะสัญญา , พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , อุปาทานทั้ง ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น , อันบุคคลไม่ควรยึดมั่น
ควรปล่อยวาง

๙. สัพพะสังขาเรสุ อะนิจจะสัญญา ,พึงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , สังขารทั้งหลายทั้งปวง , เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน

๑๐. อะนาปานัสสะติ ,พึงตั้งสติปัญญา พิจารณาลมหายใจเข้า ,พึงตั้งสติปัญญาพิจารณาลมหายใจออก ฯ

๑. กะตะมา จานันทะ อะนิจจสัญญา ,ดูก่อนอานนท์ , ก็แลอนิจจสัญญามีอะไรบ้าง ,

อิธะนันทะ ภิกขุ , อรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา ,
สูญญาคาระคะโต วา, อิติปะฏิสัญจิกขะติ ,

ดูก่อนอานนท์ , ภิกขุประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ ,ไปประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม , คือเจริญสมถ-วิปัสสนากรรมฐาน , อยู่ตามภูเขาลำเนาป่าไม้และไพรสณฑ์ก็ดี , อยู่ตามร่มไม้ต้นไม้ในป่าก็ดี , อยู่ในห้องกุฎิกรรมฐานว่างเปล่าก็ดี , ภิกขุนั่งขัดสมาธิ ตั้งตัวให้ตรงๆ , ตั้งสติให้มั่นคงมีปัญญาพิจารณาอยู่ ,ซึ่งนามรูปคือขันธ์ทั้ง๕ อย่างนี้ว่า

รูปัง อนิจจัง ,รูปขันธ์เป็นของไม่เที่ยง
เวทะนา อะนิจจา, เวทนาขันธ์เป็นของไม่เที่ยง
สัญญา อะนิจจา ,สัญญาขันธ์เป็นของไม่เที่ยง
สังขารา อะนิจจา, สังขารขันธ์ทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง
วิญญาณัง อะนิจจัง ,วิญญาณขันธ์ไม่เที่ยง
อิติ อิเมสุ ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ,อนิจจานุปัสส วิหะระติ ,

ภิกษุมีความขยันหมั้นเพียร , มีปัญญามีสติ , ย่อมพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ อยู่อย่างนี้เนืองๆ, ว่าอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของไม่เที่ยง

อะยัง วุจจะตานันทะ อะนิจจะสัญญา ,

ดูก่อนอานนท์ , เมื่อภิกษุพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ , ว่าเป็นของไม่เที่ยง อยู่อย่างนี้แล , เราตถาคตเรียกว่า , การเจริญอนิจจสัญญา

๒. กะตะมา จานันทะ อะนัตตะสัญญา ,ดูก่อนอานนท์ , ก็แลอนัตตะสัญญามีอะไรบ้าง ,

อิธะนันทะ ภิกขุ , อรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา ,
สูญญาคาระคะโต วา, อิติปะฏิสัญจิกขะติ ,

ดูก่อนอานนท์ , ภิกขุประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ , ไปประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม , คือเจริญสมถ-วิปัสสนากรรมฐาน , อยู่ตามภูเขาลำเนาป่าไม้และไพรสณฑ์ก็ดี , อยู่ตามร่มไม้ต้นไม้ในป่าก็ดี,อยู่ในห้องกุฎิกรรมฐานว่างเปล่าก็ดี , ภิกขุนั่งขัดสมาธิ , ตั้งตัวให้ตรงๆ ตั้งสติให้มั่นคง, มีปัญญาพิจารณาอยู่ , ซึ่งอายะตะนภายใน ๖ , อายะตะนะภายนอก ๖ อย่างนี้ว่า

จักขุ อะนัตตา จักขายตนะ เป็นอนัตาตาไม่มีตัวไม่มีตน
รูปา อะนัตตา รูปายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
สัททา อะนัตตา สัททายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
ฆานัง อะนัตตา ฆานายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
คันธา อนัตตา คันธายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
ชิวหา อะนัตตา ชิวหายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่ตน
ระสา อะนัตตา ระสายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
กาโย อะนัตตา กายายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
โผฏฐัพพา อะนัตตา โผฏฐัพพายตนะเป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
มะโน อะนัตตา มนายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
ธัมมา อะนัตตา ธรรมายตนะ เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตน
อิติ อิเมสุ ฉสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ ,อะนัตตานุปัสสี วิหะระติ ,

ภิกษุมีความขยันหมั้นเพียร , มีปัญญามีสติ , ย่อมพิจารณาอายตนะภายใน ๖ , อายตนะภายนอก ๖, อยู่อย่างนี้เนืองๆ, ว่าอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ , เป็นอนัตตา ไม่มีตัวไม่มีตน

อะยัง วุจจะตานันทะ อะนัตตะสัญญา ,

ดูก่อนอานนท์ , เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นอายตนะภายใน ๖ , อายตนะภายนอก ๖ , เป็นอนัตตาไม่มีตัวไม่มีตนอยู่อย่างนี้แล ,
เราตถาคตเรียก ว่า , การเจริญอะนัตตาสัญญา

๓. กะตะมา จานันทะ อะสุภสัญญา ,ดูก่อนอานนท์ , ก็แลอะสุภสัญญามีอะไรบ้าง ,

อิธะนันทะ ภิกขุ , อิมะเมวะ กายัง อุทธัง
ปาทะตะลา อะโธ เกสะมัตถะกา ตะจะปะริยันตัง ,
ปูรันนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน ปัจจะเวกขะติ

ดูก่อนอานนท์ , ภิกขุประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ ,ไปประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม , คือเจริญสมถ-วิปัสสนากรรมฐาน , อยู่ตามภูเขาลำเนาป่าไม้และไพรสณฑ์ก็ดี , อยู่ตามร่มไม้ต้นไม้ในป่าก็ดี , อยู่ในห้องกุฎิกรรมฐานว่างเปล่าก็ดี , ภิกขุนั่งขัดสมาธิ, ตั้งตัวให้ตรงๆ , ตั้งสติให้มั่นคง มีปัญญาพิจารณาอยู่ , ซึ่งกายยาววาหนาคืบ , เบื้องบนตั้งแต่พื้นท้าวขึ้นมา , เบื้องล่างตั้งแต่ปลายผมลง
ไป , มีหนังห่อหุ้มอยู่ตามร่างกายทั่วๆไป , เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประกาศต่างๆ , ดังนี้คือ


จากคุณ : ebusiness - [ 13 ธ.ค. 48 22:35:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

๑. เกสา ,ผมทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒. โลมา ,ขนทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๓. ขนา ,เล็บมือเล็บเท้าทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๔. ทันตา ,ฟันทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๕. ตะโจ ,หนังที่ห่อหุ้มร่างกายทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๖. มังสัง , เนื้อทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๗. นะหารู ,เส้นเอ็นทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๘. อัฏฐิ ,กระดูกทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๙. อัฏฐิมิญชัง,ไขมันเยื่อติดกระดูกทั้งหลาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๐. วักกัง ,ม้าม เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๑. หะทะยัง ,หทยะวัตถุ เนื้อในหัวใจ เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๒. ยะกะนัง ,ตับ เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๓. กิโลมะกัง, พังผืดอยู่ตามร่างกาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๔. ปิหะกัง, ไตใส้พุง เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๕. บัปผาสัง ,ปอดลมหายใจ เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๖. อันตัง ,ลำใส้ใหญ่ เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๗. อันตะคณัง ,ลำใส้น้อย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๘. อุทะริยัง ,อาหารใหม่ เป็นของไม่สวยไม่งาม

๑๙. กะรีสัง, กากอาหารเก่าอุจาระที่เน่าเหม็น เป็นของไม่สวย ไม่งาม

๒๐. ปิตตัง ,น้ำดี เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๑. เสมหัง ,น้ำเสลด น้ำหนอง เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๒. ปุพโพ ,น้ำเหลือง เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๓. โลหิตัง ,น้ำเลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๔. เสโท ,น้ำเหงื่อไหลซึมทั่วร่ายกาย เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๕. เมโท ,น้ำมันข้น เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๖. อัสสุ ,น้ำตาไหลออกจากตาเป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๗. วะสา ,น้ำมันเหลว เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๘. เขโฬ ,น้ำลายไหลออกจากปาก เป็นของไม่สวยไม่งาม

๒๙. สิงฆาณิกา ,น้ำมูกไหลออกจากช่องจมูกเป็นของไม่สวยไม่งาม

๓๐. ละสิกา ,น้ำไขข้อหล่อลื่น เป็นของไม่สวยไม่งาม

๓๑. มุตตัง ,น้ำปัสสาวะ เป็นของไม่สวยไม่งาม

๓๒. มัตถเกมัตถลุงคัง, เยี่อมันสมองในกระโหลกศรีษะ

อิติ อิมัสะมิง กาเย อะสุภานุปัสสี วิหรติ, อะยัง วุจจะตานันทะ อะสุภะสัญญา

ภิกษุมีความขยันหมั่นเพียร, ตั้งสติกำหนด มีปัญญาพิจารณาอยู่บ่อยๆ ,ให้เห็นรูปร่างกายอาการ ๓๒นี้ , เป็นอสุภไม่สวยไม่งามเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ , ที่มีอยู่ในร่างกายนี้ดังนี้ , ดูก่อนอานนท์ , ภิกษุมีความเพียร มีสติกำหนด มีปัญญาพิจารณาเห็นอยู่ ร่างกายของหญิงชายเป็นอสุภะ , ไม่สวยไม่งามมีประการต่างๆอยู่อย่างนี้แล เราตถาคตเรียกว่า , การเจริญอสุภสัญญา ฯ


จากคุณ : ebusiness - [ 13 ธ.ค. 48 22:36:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

๔. กะตะมา จานันทะ อาทีนวะสัญญา ,ดูก่อนอานนท์ , ก็แลอาทีนวะสัญญามีอะไรบ้าง ,

อิธะนันทะ ภิกขุ , อรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา ,
สูญญาคาระคะโต วา, อิติปะฏิสัญจิกขะติ ,

ดูก่อนอานนท์ , ภิกขุประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ , ไปประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม , คือเจริญสมถ-วิปัสสนากรรมฐาน , อยู่ตามภูเขาลำเนาป่าไม้และไพรสณฑ์ก็ดี , อยู่ตามร่มไม้ต้นไม้ในป่าก็ดี , อยู่ในห้องกุฎิกรรมฐานว่างเปล่าก็ดี , ภิกขุนั่งขัดสมาธิ, ตั้งตัวให้ตรงๆ , ตั้งสติให้มั่นคง มีปัญญาพิจารณาอยู่ , ซึ่งนามรูปคือขันธ์ทั้ง๕อย่างนี้เต็มไปด้วยทุกข์โศกโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ,ที่เกิดขึ้น
เพราะอาศัยร่างกายนี้

พะหุทุกโข อะยัง กาโย พะหุอาทีนโวติ
อิติ อิมัสะมิง กาเย วิวิธา อาพาธา อุปัชชันติ ,

ว่ารูปขันธ์คือร่างกายของคนเรานี้แล , เต็มไปด้วยความทุกข์ต่างๆมีชาติทุกข์เป็นต้น , เป็นที่เกิดของโรคภัยป่วยไข้เจ็บต่างๆเป็นอันมาก , โรคาอาพาธเจ็บป่วยไข้ทั้งหลาย , มีประการต่างๆ , ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยร่างกายนี้ ,

เสยยะถีทัง ,โรคาอาพาธทั้งหลาย , ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยร่ายกายนี้มีโรคอะไรบ้าง

จักขุโรโค ,โรคเกิดขึ้นทางตา

โสตโรโค, โรคเกิดขึ้นทางหู

ฆานโรโค ,โรคเกิดขึ้นทางจมูก

ชิวหาโรโค, โรคเกิดขึ้นทางลิ้น

กายโรโค ,โรคเกิดขึ้นทางกาย

สีสโรโค ,โรคเกิดขึ้นทางศรีษะ

กัณณโรโค, โรคเกิดขึ้นทางหู

มุขโรโค ,โรคเกิดขึ้นทางปาก

ทันตโรโค, โรคเกิดขึ้นทางฟัน

กาโสโรโค, โรคไอ วัณณโรค

สาโสโรโค, โรคหืดหอบ

ปินาโสโรโค, โรคไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่ไรรัสด์

ฑะโหโรโค ,โรคไข้เป็นพิษมาเลเรีย

ชะโรโรโค ,โรคไข้หวัดเซื่องซึม ไม่มีแรง

กุจฉิโรโค ,โรคท้องร่วง ท้องเดิน อวิวาตกโรค

มุจฉาโรโค, โรคความดันเป็นลมหน้ามืดตาลาย

ปักขันทิกาโรโคล โรคปวดท้องบิดท้องร่วง

สุลาโรโค ,โรคแน่นท้องจุกเสียดอืดเฟ้อ

วิสูจิกาโรโค, โรคขี่ทูต

กุฏฐังโรโค ,โรคขี่เรื้อน

คัณโฑโรโค, โรคฝีหนองใน

กิลาโสโรโค ,โรคกลากโรคเกลื่อน

โสโสโรโค ,โรคมงคร่อ โรคคอพอก

อะปะมาโรโรโค ,โรคลมบ้าหมู

ทันทุโรโคุ, โรคหิดเปื่อย พุพอง โรคหิดด้าน

กัณฑโรโคุ ,โรคคุคทะราด โรคมะเร็ง

กัจฉุโรโค ,โรคหูดตกกระ

ระขะสาโรโค ,โรคอาเจียนเป็นเลือด

วิตัจฉิกาโรโค ,โรคบาดแผลเน่าเปื่อย พุพองโรคเอดส์

โลหิตังโรโค ,โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเส้นเลือด

ปิตตังโรโค ,โรคตัปไต ดีพิการ โรคน้ำเหลืองเสีย

มะธุเมโหโรโค ,โรคเบาหวาน

อังสาโรโค ,โรคริสีดวงทวาร มะเร็งในมดลูก ในลำใส้

ปิฬิกาโรโค ,โรคพุพอง น้ำเหลืองไหล

ภะคัณฑะกาโรโค ,โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็งในตับในปอด

ปิตตะสมุฏฐานา อาพาธา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้นเพราะน้ำดีเสียเป็นเหตุ

เสมหะสมุฏฐานา อาพาธา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะไข้หวัดมีเสมหะมากเป็นเหตุ

วาตะสมุฏฐานา อาพาธา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะมีลมความดันสูง ต่ำเป็นเหตุ

สันนิปาติกา อาพาธา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะไข้สามฤดูเป็นเหตุ

อุตุปะริณามะชา อาพาธา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะฤดูทั้งสามแปรปรวนเป็นเหตุ

วิสะมะปะริหาระชา อาพาธา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะไม่ได้ ออกกำลังกายเป็นเหตุ

โอปักกะมิกา อาพาธา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะความเครียด ทำงานหนักมากเป็นเหตุ

กัมมะวิปากะชา อาพาธา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะผลของกรรมชั่วในอดีตตามมา

สีตัง ,โรคาอาพาธเกิดขึ้นเพราะอากาศเย็นมากหนาวมากเป็นเหตุ

อุณหัง, โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะอากาสร้อนมาก เป็นเหตุ

ชิคัจฉา, โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะหิวข้าว หิวน้ำเป็นเหตุ

ปิปาสา ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพระขาดน้ำกิน น้ำใช้เป็นเหตุ

อุจจาโร, โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะปวดท้อง อุจจาระไม่เป็นปกติเป็นเหตุ

ปัสสาโวติ ,โรคาอาพาธเกิดขึ้น เพราะน้ำปัสสาวะไม่เป็นปกติเป็นเหตุ

อิติ อิมัสะมิง กาเย อาทีนะวานุปัสสี วิหรติ
อะยัง วัจจะตานันทะ อาทีนวะสัญญา

ภิกษุมีความขยันหมั่นเพียร , มีสติตั้งมั่น มีปัญญาย่อมพิจารณา , เห็นเนืองๆซึ่งรูปของหญิงชายทั้งหลาย , อันเต็มไปด้วยความทุกข์
โศกโรคภัยเจ็บป่วยไข้ต่างๆอยู่อย่างนี้ , ดูก่อนอานนท์ , ภิกษุผู้บวชประพฤติพรหมจรรย์ , พึงพิจารณา เห็นทุกข์โศกโรคภัยป่วยไข้ ,ที่มีอยู่ในร่างกายของหญิงชายอยู่อย่างนี้แล , เราตถาคตเรียกว่า , การเจริญอาทีนวสัญญา ฯ


จากคุณ : ebusiness - [ 13 ธ.ค. 48 22:36:55 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

๕. กตมา จานันทะ ปะหานสัญญา, ดูก่อนอานนท์ , ก็แลปหานสัญญามีอะไรบ้าง

อิธานันทะ ภิกขุ อุปปันนัง, กามะวิตักกัง นาธิวเสติ ,
ปชหติ วิโนเทติ พยันตีกโรต,ิ อะนภาวัง คะเมติ ,

ดูก่อนอานนท์ , ภิกษุผู้บวชประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระพุทธศาสนานี้, เมื่อกามวิตกจิตใจคิดถึงกามคุณทั้ง ๕ , เกิดขึ้นแก่ภิกษุ , ภิกษุย่อมห้ามกามจิต , ย่อมละกามจิต , ย่อมบรรเทากามจิต , ย่อมกระทำกามจิตไม่ให้เกิดขึ้น , ย่อมกระทำกามวิตกมิให้มีในจิตใจ

อุปปันนัง พะยาปาทะวิตักกัง นาธิวเสติ ,
ปชหติ วิโนเทติ พยันตีกโรติ อะนภาวัง คะเมติ ,

เมื่อจิตใจโกรธอาฆาต จิตพยาบาท, จิตจองกรรมจองเวร , เกิดขึ้นแก่ภิกษุภิกษุย่อมห้ามจิตพยาบาท , ย่อมละจิตพยาบาท , ย่อมบรรเทาจิตอาฆต , ย่อมกระทำจิตอาฆาตพยาบาทไม่ให้เกิดขึ้น , ย่อมกระทำจิตพยาบทวิตกไม่ให้มีในจิตใจ ,

อุปปันนัง วิหิงสาวิตักกัง นาธิวเสติ ,
ปชหติ วิโนเทติ พยันตีกโรติ อะนภาวัง คะเมติ ,

เมื่อจิตใจเกิดความริษยา เบียนดเบียนคนอื่น เกิดขึ้นแก่ภิกษุ, ภิกษุย่อมห้ามจิตริษยา , ย่อมละจิตคิดเบียดเบียน , ย่อมบรรเทาจิตริษยา , ย่อมกระทำวิหิงสาวิตกไม่ให้เกิดขึ้น , ย่อมกระทำวิหิงสาวิตก, ไม่ให้มีในจิตใจ ,

อุปปันนุปปันเน ปาปะเก, อะกุสเล ธัมเม
นาวิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ, พะยันตีกโรติ อะนะภาวัง คเมติ

เมื่ออกุศลธรรมทั้งหลาย , คือความโลภ ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นแก่ภิกษุ , ภิกษุย่อมห้ามจิตโลภ ย่อมละจิตโกรธ, ย่อมบรรเทาจิตหลง , ย่อมกระทำอกุศลธรรมทั้งหลาย , คือโลภโกรธหลงไม่ให้มีอยู่ในจิตใจ

อะยัง วุจจะตานันทะ ปะหานะสัญญา

ดูก่อนอานนท์ , ภิกษุบวชประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ , สำรวมจิต ห้ามจิต , ละจิตโลภ จิตโกรธ จิตหลงอยู่อย่างนี้แล , เราตถาคตเรียกว่า , การเจริญปหานสัญญา ฯ

๖. กะตะมา จานันทะ วิราคะสัญญา ดูก่อนอานนท์ , ก็แลวิราคะสัญญามีอะไรบ้าง ,

อิธะนันทะ ภิกขุ , อรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา ,
สูญญาคาระคะโต วา, อิติปะฏิสัญจิกขะติ ,

ดูก่อนอานนท์ , ภิกขุประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ ,ไปประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม , คือเจริญสมถ-วิปัสสนากรรมฐาน , อยู่ตามภูเขาลำเนาป่าไม้และไพรสณฑ์ก็ดี , อยู่ตามร่มไม้ต้นไม้ในป่าก็ดี , อยู่ในห้องกุฎิกรรมฐานว่างเปล่าก็ดี , ภิกขุนั่งขัดสมาธิ ตั้งตัวให้ตรงๆ , ตั้งสติให้มั่นคง, มีปัญญาพิจารณาอยู่ , ซึ่งพระนิพพานอย่างนี้ ,

เอตัง สันตัง ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่สงบจากกองกิเลสและสงบจากกองทุกข์ทั้งปวง

เอตัง ปณีตัง ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่ประณีต ละเอียด สุขุมลุ่มลึก

ยะทีทัง, พระนิพพานั้นมีสภาพดังนี้คือ

สัพพะสังขาระสมโถ ,พระนิพพานั้น เป็นธรรมที่สงบจากสังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวง (วิสังขาร )

สัพพูปธิปฏินิสสัคโค ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่สลัดทิ้งกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งปวง

ตัณหักขโย ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่กำจัดกิเลสตัณหาให้หมดสิ้นไป

วิราโค ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่ปราศจากกองกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง

นิพพานันติ ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่ออกจากเครื่องร้อยรัด , คือกองกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง

อยัง วัจจะตานันทะ วิราคะสัญญา

ดูก่อนอานนท์ , ภิกษุผู้บวชประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ,ในพระธรรมวินัยนี้ , มีความขยันหมั่นเพียร มีสติตั้งมั่น มีปัญญาพิจารณาอยู่ซึ่ง
พระนิพพาน , ว่าเป็นธรรมที่สงบจากกองกิเลส , และสงบจากกองทุกข์อยู่อย่างนี้แล เราตถาคตเรียกว่า , การเจริญวิราคสัญญา ฯ

๗. กะตะมา จานันทะ นิโรธะสัญญา ดูก่อนอานนท์ , ก็แลนิโรธสัญญามีอะไรบ้าง ,

อิธะนันทะ ภิกขุ , อรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา ,
สูญญาคาระคะโต วา, อิติปะฏิสัญจิกขะติ ,

ดูก่อนอานนท์ , ภิกขุประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ ,ไปประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม , คือเจริญสมถ-วิปัสสนากรรมฐาน , อยู่ตามภูเขาลำเนาป่าไม้และไพรสณฑ์ก็ดี , อยู่ตามร่มไม้ต้นไม้ในป่าก็ดี , อยู่ในห้องกุฎิกรรมฐานว่างเปล่าก็ดี , ภิกขุนั่งขัดสมาธิ, ตั้งตัวให้ตรงๆ , ตั้งสติให้มั่นคง มีปัญญาพิจารณาอยู่ , ซึ่งพระนิพพานอยู่ย่างนี้ ,

เอตัง สันตัง ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่สงบจากกองกิเลส และสงบจากกองทุกข์ทั้งปวง

เอตัง ปณีตัง ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่ประณีต ละเอียด สุขุมลุ่มลึก

ยะทีทัง ,พระนิพพานั้นมีสภาพดังนี้คือ

สัพพะสังขาระสมโถ ,พระนิพพานั้น ,เป็นธรรมที่สงบจากสังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวง (วิสังขาร )

สัพพูปธิปฏินิสสัคโค ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่สลัดทิ้งกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งปวง

ตัณหักขโย ,พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่กำจัดกิเลสตัณหาให้หมดสิ้นไป

วิราโค พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่ปราศจากกองกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง

นิพพานันติ พระนิพพานั้น , เป็นธรรมที่ออกจากเครื่องร้อยรัด , คือกองกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง

อยัง วัจจะตานันทะ นิโรธะสัญญา

ดูก่อนอานนท์ , ภิกษุผู้บวชประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ,ในพระธรรมวินัยนี้ , มีความขยันหมั่นเพียร มีสติตั้งมั่น มีปัญญาพิจารณาอยู่ซึ่งพระนิพพาน , ว่าเป็นธรรมที่สงบจากกองกิเลส , และสงบจากกองทุกข์อยู่อย่างนี้แล เราตถาคตเรียกว่า , การเจริญนิโรธสัญญา ฯ


จากคุณ : ebusiness - [ 13 ธ.ค. 48 22:37:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

๘. กตมา จานันทะ สัพพะโลเกอนภิรติสัญญา , อิธานันทะ ภิกขุ ,

ดูก่อนอานนท์ สัพพโลเกอนภิรตสัญญานั้นมีอะไรบ้าง , ดูก่อนอานนท์ , ภิกษุบวชประพฤติพรหมจรรย์อยู่ , ในพระพุทธศาสนานี้

เย โลเก อุปายุปาทานา เจตะโส , อธิฏฐานา ภินิเวสานุสะยา

เมื่อจิตเข้าไปยึดถือมั่นในอุปาทานทั้งหลาย ,มีกามุปาทานเป็นต้น , อันเป็นอุบายให้จิตใจเข้าไปยึดถือมั่น เหล่าใด ,อันเป็นอนุสัย
กิเลสนอนนิ่งอยู่ในจิตใจ ,

เต ปชาหันโต วิระมะติ นะ อุปาทิยันโต
อะยัง วุจจะตานันทะ สัพพะโลเก อะนะภิระตะสัญญา ฯ

ภิกษุพึงปล่อยวางความยึดถือนั่น , ซึ่งอุปาทาน ๔ มีกามุปาทานเป็นต้นเหล่านั้น , ดูก่อนอานนท์ ภิกษุมีความขยันหมั่นเพียร ,ตั้งสติมั่งคง มีปัญญาพิจารณาอยู่เนืองๆว่า , เราจักไม่เข้าไปยึดถือมั่น ซึ่งอุปาทาน ๔ , จักไม่มีความยินดีพอใจในขันธ์โลกทั้งปวงอยู่อย่างนี้แล เราตถาคตเรียกว่า การเจริญสัพพโลเกอนภิรติสัญญา ฯ

๙. กตมา จานันทะ สัพพะสังขาเรสุ อนิจจสัญญา อิธานันทะ ภิกขุ , สัพพสังขาเรสุ อัฎฎิยฏิ หะรายะติ ชิคุจฉติ ,

ดูก่อนอานนท์ สัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา มีอะไรบ้าง ดูก่อนอานนท์ ภิกษุบวชประพฤติพรหมจรรย์, อยู่ในพระพุทธศาสนานี้ มีความ
ขยันหมั่นเพียร มีสติตั่งมั่น มีปัญญาอบรมจิตใจอยู่ ให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด, เอือมระอาใจพิจารณาเห็นขันธ์อยู่ซึ่ง
ขันธ์ ๕ทั้งปวง , เป็นของน่าเกลียดชัง, น่าเบื่อหน่าย เป็นทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง อยู่อย่างนี้,

อะยัง วุจจะตานันทะ สัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา

ดูก่อนอานนท์ ภิกษุมีความขยันหมั่นเพียร มีสติตั้งมั่น มีปัญญาพิจารณาอยู่ , เห็นสังขารคือขันธ์ ๕ทั้งปวง, เป็นของน่าเกลียด, น่า
เอือมระอาใจ อึดอัดใจ น่าเบื่อหน่ายอยู่อย่างนี้แล , เราตถาคตเรียกว่า การเจริญสัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา ฯ

๑๐. กะตะมา จานันทะ อานาปานัสสติ ดูก่อนอานนท์ , ก็แลอานาปานัสสติสัญญามีอะไรบ้าง

อิธะนันทะ ภิกขุ อรัญญะคะโต วา, รุกขะมูละ คะโต วา ,
สูญญาคาระคะโต วา, อิติปะฏิสัญจิกขะติ , นิสีทติ ปัลลังกัง อาภุชิตะวา ,
อุชุง กายัง ปณิธายะ ปริมุขัง สติง อุปัฏเปตะวา ฯ

ดูก่อนอานนท์ , ภิกขุประพฤติพรหมจรรย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ ,ไปประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม , คือเจริญสมถ-วิปัสสนากรรมฐาน , อยู่ตามภูเขาลำเนาป่าไม้และไพรสณฑ์ก็ดี , อยู่ตามร่มไม้ต้นไม้ในป่าก็ดี , อยู่ในห้องกุฎิกรรมฐานว่างเปล่าก็ดี , ภิกขุนั่งขัดสมาธิ, ตั้งตัวให้ตรงๆ , ตั้งสติให้มั่นคง, มีปัญญาพิจารณาอยู่ , ซึ่งกองลมหายใจเข้า, กองลมหายใจออกอยู่อย่างนี้ ,

โส สะโต วะ อัสสติ สะโต ปัสสติ

ภิกษุนั้นตั้งสติให้มั่นคง , พิจารณาอยู่ซึ่งกองลมหายใจเข้า กองลมหาย ใจออกด้วยปัญญา

ทีฆัง วา อัสสะสันโต, ทีฆัง อัสสะสามีติ ปชานาติ

เมื่อหายใจเข้ายาว , ภิกษุกำหนดรู้อยู่ว่า เรากำลังหายใจเข้ายาว

ทีฆัง วา ปัสสันโต, ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปชานาติ

หรือว่าเมื่อหายใจออกยาว , กำหนดรู้อยู่ว่า, เรากำลังหายใจออกยาว

รัสสัง วา อัสสะสันโต, รัสสัง อัสสะสามีติ ปชานาติ

หรือว่าเมื่อหายใจเข้าสั้น , กำหนดรู้อยู่ว่า เรากำลังหายใจเข้าสั้น

รัสสัง วา ปัสสะสันโต, รัสสัง อัสสะสามีติ ปชานาติ

หรือว่าเมื่อหายใจออกสั้น , กำหนดรู้อยู่ว่า เรากำลังหายใจออกสั้น

สัพพกายปฏิสังเวที , อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมกำหนดด้วยสติปัญญาว่า , เราจักรู้แจ้งซึ่งกองลมหายใจเข้าทั้งปวง

สัพพกายปฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมกำหนดด้วยสติปัญญาว่า , เราจักรู้แจ้งซึ่งกองลมหายใจออกทั้งปวง

ปัสสัมภะยัง กายสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมกำหนดด้วยสติปัญญาว่า , เราจักเป็นผู้ดับกายสังขาร , คือลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก , ในขณะหายใจเข้า (ฌานสมาบัติที่ ๔ ดับลมหายใจเข้าหายใจออก)

ปัสสัมภะยัง กายสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมกำหนดด้วยสติปัญญาว่า , เราจักเป็นผู้ดับกายสังขาร , คือลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก , ในขณะหายใจออก (ฌานสมาบัติที่ ๔ ดับลมหายใจเข้าหายใจออก)

ปีติปฏิสังเวที อัสสสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วสติปัญญาว่า, เราจักรู้แจ้งซึ่งปีติในขณะหายใจเข้า (ฌานที่ ๔มีปีติ)

ปีติปฏิสังเวที ปัสสสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วสติปัญญาว่า,เราจักรู้แจ้งซึ่งปีตีในขณะหายใจออก (ฌานที่ ๔ )

สุขปฎิสังเวที อัสสสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า, เราจักกำหนดรู้แจ้งซึ่งสุขเวทนาในขณะหายใจเข้า

สุขปฎิสังเวที อัสสสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า, เราจักกำหนดรู้แจ้งซึ่งสุขเวทนาในขณะหายใจออก

จิตตะสังขารปฏิสังเวที อัสสสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า, เราจักกำหนดรู้แจ้งซึ่งจิตสังขาร , คือเวทนาและสัญญา , ในขณะหายใจเข้า

จิตตะสังขารปฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า, เราจักกำหนดรู้แจ้งซึ่งจิตสังขาร , คือเวทนาและสัญญา , ในขณะหายใจออก

( ฌานสมาบัติที่ ๕ ขึ้นไป ดับเวทนาและดับสัญญาได้ )

ปัสสัมภยัง จิตตะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , เราจักกำหนดดับจิตสังขาร , คือดับเวทนาและสัญญา ในขณะหายใจเข้า

ปัสสัมภยัง จิตตะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , เราจักกำหนดดับจิตสังขาร , คือดับเวทนาและสัญญา ในขณะหายใจออก

จิตฺตปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกฺขะติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , เราจักกำหนดรู้แจ้งซึ่งจิตใจ , ในขณะหายใจเข้า ,

( หายใจเข้ารู้จิตสติปัญญาอบรมจิต )

จิตตะปฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , เราจักกำหนดรู้แจ้งซึ่งจิตใจ , ในขณะหายใจออก ,

( หายใจออกรู้จิตสติปัญญาอบรมจิต )

อะภิปปโมทยัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , เราจักประคับประคองจิตใจ ,ให้

เกิดความยินดีบันเทิงในธรรม , ในขณะหายใจเข้า (หายใจเข้ามีสติปัญญารู้จิตประคองจิตให้เกิดความยินดีในธรรม )

อะภิปปโมทยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , เราจักประคับประคองจิตใจ ,ให้

เกิดความยินดีบันเทิงในธรรม , ในขณะหายใจออก

( หายใจออกมีสติปัญญารู้จิตประคองจิตให้เกิดความยินดีในธรรม )

สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญาว่า , เราจักสำรวมจิต ตั้งจิตเอาไว้ในอารมณ์อันเดียว , ในขณะหายใจเข้า ,

( จิตใจสงบจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ตั้งมั่นอยู่ในอามรณ์อันเดียว ในขณะหายใจเข้าก็รู้ )

สะมาทะหัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญาว่า , เราจักสำรวมจิต ตั้งจิตเอาไว้ในอารมณ์อันเดียว , ในขณะหายใจออก ,

( จิตใจสงบจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ตั้งมั่นอยู่ในอามรณ์อันเดียว ในขณะหายใจออกก็รู้ )

วิโมจะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , เราจักปลดเปลื้องจิตใจออกจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ , ในขณะหายใจเข้า ,

( ในขณะหายใจเข้าเมื่อจิตสงบจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ก็รู้ )

วิโมจะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า , เราจักปลดเปลื้องจิตใจออกจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ , ในขณะหายใจออก , (ในขณะหายใจออกเมื่อจิตสงบจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ก็รู้ )

อะนิจจานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนืองๆด้วยสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาเนืองๆซึ่งลมหายใจเข้า , โดยความเป็นอนิจจังไม่เที่ยง

( ภิกษุพิจารณาอยู่เนืองๆซึ่งลมหายใจเข้าโดยความเป็นอนิจจัง เป็นวิปัสสนากรรมฐาน)

อะนิจจานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนืองๆด้วยสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาเนืองๆซึ่งลมหายใจเข้า , โดยความเป็นอนิจจังไม่เที่ยง

( ภิกษุพิจารณาอยู่เนืองๆซึ่งลมหายใจเข้าโดยความเป็นอนิจจัง เป็นวิปัสสนากรรมฐาน )

อะนิจจานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนืองๆด้วยสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาเนืองๆซึ่งลมหายใจออก , โดยความเป็นอนิจจังไม่เที่ยง

( ภิกษุพิจารณาอยู่เนืองๆซึ่งลมหายใจออกโดยความเป็นอนิจจัง เป็นวิปัสสนากรรมฐาน)

วิราคานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนืองๆด้วสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาบ่อยๆซึ่งวิราคะธรรมคือพระนิพพาน , ในขณะหายใจเข้า (ในขณะหายใจเข้ามีสติปัญญาพิจารณาวิราคะธรรม )

วิราคานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนื่อง ๆ ด้วสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาบ่อยๆซึ่งวิราคะธรรมคือพระนิพพาน , ในขณะหายใจออก (ในขณะหายใจออกมีสติปัญญาพิจารณาวิราคะธรรม )

นิโรธานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนืองๆด้วสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาบ่อยๆซึ่งนิโรธรรมคือพระนิพพาน , ในขณะหายใจเข้า (ในขณะหายใจเข้าพิจารณาความดับไปของจิตเจตสิก )

นิโรธานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนืองๆด้วสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาบ่อยๆซึ่งนิโรธรรมคือพระนิพพาน , ในขณะหายใจออก (ในขณะหายใจออกพิจารณาความดับไปของจิตเจตสิก )

ปะฏินิสสัคคานุปัสสี อัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนืองๆด้วยสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาซึ่งพระนิพพาน , ว่าเป็นธรรมที่สลัดทิ้งซึ่งกองกิเลสตัณหาอุปาทาน, ใน
ขณะหายใจเข้า (ในขณะหายใจเข้าสลัดทิ้งกิเลสตัณหาอุปาทาน ในขณะหายใจเข้า )

ปะฏินิสสัคคานุปัสสี ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ

ภิกษุย่อมพิจารณาเนืองๆด้วยสติปัญญาว่า , เราจักพิจารณาซึ่งพระนิพพาน , ว่าเป็นธรรมที่สลัดทิ้งซึ่งกองกิเลสตัณหาอุปาทาน , ใน
ขณะหายใจออก (ในขณะหายใจออกสลัดทิ้งกิเลสตัณหาอุปาทาน ในขณะหายใจออก )

อะยัง วุจจะตานันทะ อานาปานัสสติ

ดูก่อนอานนท์ , ภิกษุบวชประพฤติพรหมจจย์ , อยู่ในพระธรรมวินัยนี้ ,ย่อมพิจารณาเนืองๆซึ่งลมหายใจเข้า ,และลมหายใจออกอยู่
อย่างนี้แล , เราตถาคตเรียกว่า , การเจริญอานาปานัสสติสัญญา ,

สะเจ โข ตะวัง อานันทะ , คิริมานันทัสสะ ภิกขุโน
อุปสังกะมิตะวา , อิมา ทะสะ สัญญา ภาเสยยาสิ

ดูก่อนอานนท์ , ถ้าหากว่าอานนท์นั้นแล , เข้าไปหาภิกษุคิริมานนท์ , แล้วพึงแสดงธรรมสัญญาทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ , แก่ภิกษุคิริมานนท์ ไซร้

ฐานัง โข ปะเนตัง วิชชะติ, ยัง คิริมานันทัสสะ
ภิกขุโน อุปะสังกะมิตะวา, อิมา ทะสะ สัญญา
สุตะวา โส อาพาโธ, ฐานะโส ปะฏิปปัสสัมเภยยะ ฯ

ก็แลเมื่อภิกษุคิริมานนท์, ได้ฟังธรรมะสัญญาทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้แล้ว , จักเป็นเหตุให้โรคาอาพาธเจ็บป่วยไข้ , ของภิกษุคิริมานนท์ หายสูญสิ้นไป มีฐานะเป็นไปได้ ฯ

อะถะ โข อายัสะมา อานันโท, ภะคะวะโต
สันติเก อิมา, ทะสะ สัญญา อุคคะเหตะวา

ในลำดับนั้นแล , ท่านพระอานนท์ , ได้เล่าเรียนจดจำธรรมะสัญญาทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

เยนายัสะมา คิริมานันโท, เตนุปะสังกะมิ อุปะสังกะมิตะวา,
อายัสะมะโต คิริมานันทัสสะอิมา ทะสะ สัญญา อะภาสิ ฯ

ได้เข้าไปสู่สำนักของท่านคิริมานนท์อยู่ , เมื่อท่านอานนท์ได้เข้าไปสู่สำนักของท่านคิริมานนท์แล้ว , ได้แสดงธรรมะสัญญาทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ ให้ท่านคิริมานนท์ฟัง

อะถะ โข อายัสะมะโต, คิริมานันทัสสะ อิมา ทะสะ สัญญา สุตะวา,
โส อาพาโธ ฐานะโส ปะฏิปปัสสัมภิ ฯ

ในลำดับนั้นแล , เมื่อภิกษุคิริมานนท์ , ได้ฟังธรรมะสัญญาทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้แล้ว , โรคาอาพาธเจ็บป่วยไข้ที่เป็นอยู่, ก็สงบระงับดับสูญสิ้นหายไป ฯ

วุฏฐาหิ จายัสะมา คิริมานันโท, ตัมหา อาพาธา ตะถาปะฮีโน,
จะ ปะนายัสะมะโตคิริมานันทัสสะ โส, อาพาโธ อะโหสีติ ฯ

เมื่อท่านคิริมานนท์, ได้หายจากทุกข์โศกโรคาอาพาธแล้ว , โรคาอาพาธของท่านคิรมานนท์นั้น , ได้สงบระงับดับสูญสิ้นหายไปได้ , เพราะได้ฟังธรรมะสัญญาทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ , อันพระอานนท์แสดงแล้ว , ด้วยประการฉะนี้แล ,

จบคิริมานนทสูตร


จากคุณ : ebusiness - [ 13 ธ.ค. 48 22:41:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

ขอขอบคุณคุณ ebusiness มากๆ ครับ

จากคุณ : lockheed - [ 13 ธ.ค. 48 23:40:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

.

ลองโหลดไปฟังดูนะครับ เบาใจ ดี


http://www.pixelable.com/files/คิริมานนทสูตร-A.zip

http://www.pixelable.com/files/คิริมานนทสูตร-B.zip


http://www.pixelable.com/files/คิริมานนทสูตรa_24kbs.zip

http://www.pixelable.com/files/คิริมานนทสูตรb_24kbs.zip


ที่มาจาก

http://www.dhamdee.com/board/index.php?showtopic=80


_/|\_
ขออภัยที่โพสซ้ำครับ
ตอนโพสแล้วไม่ขึ้น


   _/|\_

แก้ไขเมื่อ 14 ธ.ค. 48 10:31:06

จากคุณ : อินทราธิราช - [ 14 ธ.ค. 48 09:14:33 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 12

.
ลองโหลดไปฟังนะครับ เบาใจดี

http://www.pixelable.com/files/คิริมานนทสูตร-A.zip

http://www.pixelable.com/files/คิริมานนทสูตร-B.zip


http://www.pixelable.com/files/คิริมานนทสูตรa_24kbs.zip

http://www.pixelable.com/files/คิริมานนทสูตรb_24kbs.zip


ที่มาจาก

http://www.dhamdee.com/board/index.php?showtopic=80


_/|\_


จากคุณ : อินทราธิราช - [ 14 ธ.ค. 48 09:25:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ลองโหลดไปฟังดูครับ

http://www.dhamdee.com/board/index.php?showtopic=80


จากคุณ : .. (อินทราธิราช) - [ 14 ธ.ค. 48 09:26:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

มีคำแปลด้วย เยี่ยมๆ
สาธุ กับ คุณebusiness   ด้วย ^ ^ หุๆ


จากคุณ : นิรมิต - [ 14 ธ.ค. 48 12:53:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ขอบคุณครับ

จากคุณ : KK (KK Tay) - [ 16 ธ.ค. 48 10:06:11 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

[กติกามารยาท] [Help & FAQ
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่

ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)

Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี

วาดภาพประกอบ : คลิกเพื่อวาดภาพประกอบ
(ข้อควรระวัง : ต้องทำก่อนขั้นตอนอื่น มิฉะนั้นข้อความที่พิมพ์ไว้ และค่าที่เลือกจะหายไป - ใช้ได้เฉพาะสมาชิก)

  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้)  
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป