++ถ้าพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 หรือพระศรีอาริยเมตไตรยจุติ++

วันนั้น ใครจะเชื่อว่า นี่คือพระเยซู.. ตามวิวรณ์
วันนั้น ใครจะเชื่อว่า นี่คือพระศรีอาริย์ ตามพุทธทำนาย

เขาก็คงจะมองว่า
แค่คนคลั่งศาสนาคนหนึ่ง ที่อาจจะเพ้อเจ้อและเป็นโรคมาเนียต่างๆ

ถึงทำอัศจรรย์สักแค่ไหน
เขาก็คงมองว่า แค่มายากล บทหนึ่ง

ถึงกล่าวคำเทศนาที่จับใจแค่ไหน
เขาก็คงมองว่า แค่คำพูดดีๆ คำหนึ่ง

ถึงจะรวบรวมสาวกได้แค่ไหน
เขาก็จะมองว่า เป็นการซ่องสุมกำลังเพื่อจุดประสงค์หนึ่ง

ท้ายที่สุด

เขาจะถูกกล่าวหาว่าแอบอ้างพระพุทธเจ้า
เขาจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ/ประกาศกเท็จ

ก็คงจะเป็นเหมือนกับอิสราเอล ที่จับพระองค์ตรึงกางเขน
ก็คงจะเป็นเหมือนกับเจ้าชายหนุ่ม ที่แค่สร้างกระแสได้สักพัก แล้วก็จางหายไป

ศาสดาไม่เคยได้รับเกียรติในดินแดนกำเนิด เป็นข้อเท็จจริงที่น่าพิสูจน์

นี่เป็นเหตุผลที่ผมเสมอว่า ถึงมีศาสดาใหม่จริง ก็คงมิอาจตั้งศาสนาได้ยั่งยืนอีกต่อไป ในท่ามกลาง ศาสนาวัตถุนิยม บริโภคนิยม..

เพราะเราไม่ยอมรับว่า

ทุกคนเป็นพุทธะอยู่แล้ว..
ทุกคนเป็นผู้ที่มีลมหายใจแห่งพระคริสต์อยู่แล้ว..
ทุกคนเป็นศาสนฑูตของพระเป็นเจ้าอยู่แล้ว..

เพียงเพราะเรายึดติดกับอดีต
และกอดปัจจุบัน
และปิดกั้นอนาคต

จึงปิดกั้นการกลับมากำเนิดอีกครั้งของศีลธรรม
ปิดกั้นการจุติของพระศรีอาริย์บนโลก
และฆ่าพระคริสต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

++
เขียน ณ วันที่ รับทราบข่าวเด็กหนุ่มผู้นั่งสมาธิ
ด้วยความรักฉันเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข
ฉันผู้เดินทางในธรรม
++

จากคุณ : The Prophet - [ 29 พ.ย. 48 13:09:47 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

*** ศาสดาไม่เคยได้รับเกียรติในดินแดนกำเนิด เป็นข้อเท็จจริงที่น่าพิสูจน์ ***

ของพุทธต้องเถียงนะ เพราะพระพุทธเจ้าสมัยนั้นได้รับเกียรติในดินแดนกำเนิดมากมายมหาศาล แต่หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วเป็นร้อยๆ ปีตะหาก ค่อยย้ายไปถิ่นอื่น

++
เขียน ณ วันที่ รับทราบข่าวที่ไม่ค่อยตรงจากคุณ The  Prophet
ด้วยความรักฉันเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข
ฉันผู้เดินทางในธรรม smile
++


จากคุณ : บานทะโรค - [ 29 พ.ย. 48 13:16:50 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ไปกันใหญ่

จากคุณ : มังกรใจเย็น - [ 29 พ.ย. 48 13:23:57 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

มันจะเป็นไปได้ยังไงครับ
แม้ว่าเข้าใจอยู่ครัยว่า ที่พูดถึงเป็นเหมือนคำเปรียบเทียบ

แต่ ..

การเปรียบเทียบนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้มากก ทีเดียว ในเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่ 2

เพราะการเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์นั้นไม่เหมือนกับการเสด็จมาในครั้งแรก คือมากำเนิดเป็นมนุษย์
แต่พระองค์จะกลับมาในฐานะพระผู้ทรงฤทธานุภาพ ทุกประการเพื่อการพิพากษา
จะลงมาจากท้องฟ้า และ นัยตาทุกดวงจะได้มองเห็นพระองค์
และจะรู้ว่าพระองค์คือใคร
แต่ไม่ได้กลับมาเพื่อประกาศคำสอนใหม่นี่ครับ


จากคุณ : DoUbLeChEeSeBuRgEr - [ 29 พ.ย. 48 13:41:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ดูเอาทุกวันนี้เถิดครับ

พระพุทธเจ้าเป้นปางหนึ่งของฮินดูไปแล้ว เรียกว่าได้รับเกียรติไหมครับ
ผมคิดว่าไม่มีพุทธศาสนิกคนไหนดีใจหรอก จริงไหมครับ

พระเยซูก็เช่นกัน
ดูอิสราเอลและตะวันออกกลางเถิดครับ
โบสถ์หลายแห่งถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิด และเยรูซาเลมก็ถูกอิสลามครอบครอง ถึงจะให้เกียรติไม่ทำลายก็เถอะ

เรียกว่าพระคริสต์ถูกให้เกียรติไหมครับ..
ได้เกียรติ เสียเกียรติ จึงอยู่ที่ใจและคุณค่า

เพราะเสียเกียรติ จึงเกิดตัณหาที่จะแสวงเกียรติกลับคืน..
เป็นเหตุผลที่ฮินดูบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของพระนารายน์ เพื่อกู้เกียรติของฮินดูกลับมา และก็ทำสำเร็จ..

ศาสนาโบสถ์วิหารวัตถุ เป้นเพียงแค่สิ่งที่เสื่อมสลายไปโดยน้ำมือมนุษย์ ไม่ควรนำมาเป็นเกียรติ
แต่หลักธรรมคำสอนจริยาวัตรแบบอย่างของศาสดาต่างหาก
ที่ควรจะปกป้อง ด้วยเกียรติของมนุษย์

และจะเป็นการดีกว่าถ้าศาสดาได้รับเกียรติ ด้วยการที่ศาสนิกปฏิบัติตามคำสอนจริงๆ และหนักแน่นมั่นคง
มากกว่าการได้รับเกียรติเพราะการเอาชนะครอบครอง..

ในเมืองไทย จะเรียกว่าพุทธศาสนาได้รับเกียรติให้ประดิษฐานหรือเปล่า ตราบศาสนิกชนยังเป็นเช่นนี้

ลองคิดดูดีๆ เกียรติที่บอกว่าเป็นคนพุทธ
แท้จริงอยู่ที่พระพุทธเจ้า
หรืออยู่ที่อัตตาของตัวเอง ที่ยึดถืออยุ่กันแน่..

ปุจฉาครับ


จากคุณ : The Prophet - [ 29 พ.ย. 48 14:25:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

คุณดับเบิ่ลชีสเบอร์เกอร์ครับ

ไตร่ตรองพระวจนะที่พระคริสตตรัสกับ นบ.เปโตร บทนี้ ดี ๆนะครับ

ไปให้พ้น เจ้าซาตาน เจ้าคิดอย่างมนุษย์ มิได้คิดอย่างพระเจ้า..

เรื่องนั้นเราไม่พูดถึง...
จะจุติแบบใด เราไม่ทราบได้..
แต่ถ้าพระองค์ปรากฏต่อหน้าเรา ไม่ว่าผ่านทางสื่อ หรือ โดยตรง

เราจะเชื่อสนิทใจหรือไม่ ...

หรือเราอาจหาเหตุผลร้อยแปดมาปฏิเสธ เพื่อรักษาอัตตาของตัวเอง หรือเพื่อรักษาสิ่งที่เราเชื่อและคิดว่าถูกกันไว้
ไม่ว่าจะเป็นคำสอน พระคัมภีร์ที่ถูกตีความ.. กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา เราจะปฏิเสธหรือยอมรับเพราะอะไร...

เราแน่ใจหรือว่าเราจะไม่เป็นอย่างโทมัส

ที่ต้องแยงลงในสีข้าง หรือ มือของพระองค์ก่อน จึงจะเชื่อ

เราแน่ใจหรือว่า ถึงได้แยงลงไปแล้ว เราจะเชื่อทันที

...

...

ความเห้นแก่ตัวและความยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์
เป็นยางเหนียวที่ขวางเราไม่ให้ถึงวิชชา
กั้นสายตาไม่ให้ถึงพระเป็นเจ้า


สัจอวยพรครับ


จากคุณ : The Prophet - [ 29 พ.ย. 48 14:31:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

*** ในเมืองไทย จะเรียกว่าพุทธศาสนาได้รับเกียรติให้ประดิษฐานหรือเปล่า ตราบศาสนิกชนยังเป็นเช่นนี้ ***

อย่ารีบด่วนสรุปหรือมองอะไรเป็นขาวเป็นดำทั้งๆ ที่ไม่รู้จริง นักสิ คุณ Prophet ไม่เอาน่ะ ไอ้ที่เสียก็มี ไอ้ที่ดีก็มาก ศาสนิกน่ะ

มองอะไรใกล้ๆ ตัวให้ทะลุซะก่อน แล้วค่อยไปไกลตัว

แล้วจะเล่าอะไรก็ใช้คำอธิบายให้มันเคลียร์ๆ หน่อย


จากคุณ : บานทะโรค - [ 29 พ.ย. 48 14:40:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

โถ น่าสงสาร........

จากคุณ : analog modem - [ 29 พ.ย. 48 14:51:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

เห็นด้วยกับคุณชีสคู่ (คลอเรสเตอรอลสูง) ครับ

วันเสด็จมาครั้งที่สอง ทุกคนในโลก จะทราบว่าพระองค์เป็นใครครับ "All knees shall bow." ไม่ต้องมาสงสัยกันอีกต่อไป

ส่วนของพุทธ ผมก็เห็นด้วยกับคุณบานทะโรค คห. 1 ครับ (แม้จะไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับศาสนาพุทธเท่าไหร่ก็ตามที)

สรุปว่า ไม่ว่าพระเยซูจะเสด็จมา หรือพระศรีอารยเมตไตรยเสด็จมาเกิด ไม่ต้องห่วงเรื่องคนคิดว่าเป็นคนบ้า สติไม่ดี แบบนี้หรอกครับ


จากคุณ : Urim - [ 29 พ.ย. 48 15:10:50 A:71.129.204.209 X: TicketID:047238 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ผิดตั้งแต่เริ่มแล้วครับ

พระพุทธเจ้าจะไม่อุบัติ จนกว่าศาสนาพุทธจะสาบสูญไปจากโลกนี้ ซึ่งก็คงอีกยาวนานจนกระทั่งโลกนี้ดับสูญไปเรียบร้อย และพระโพธิสัตว์ก็คงไปปฏิสนธิในดาวดวงอื่น ในจักรวาลอื่นๆ ในดินแดนที่เรียกว่า ชมพูทวีป ไม่ใช่โลกๆ นี้ของเราที่จวนจะหมดอายุอยู่รอมร่อ อีกไม่กี่ล้านๆ ปีข้างหน้า

หากว่า พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ (พระศรีอาริย์ฯ) เกิดขึ้นมาในสังคมยุคนี้ ที่คนรู้จักกฎธรรมชาติและอริยสัจธรรมเรียบร้อยแล้ว จะเรียกว่า ทรง "ตรัสรู้" ธรรมที่ไม่มีใครเคยค้นพบมาก่อน ได้อย่างไร ?

แก้ไขเมื่อ 29 พ.ย. 48 15:56:32

จากคุณ : Gow27 - [ 29 พ.ย. 48 15:54:30 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 10

.
   เป็นความไม่รู้เรื่องของพระศรีอาริย์ของ จขกท. เพราะพระศรีอาริย์ก็คือ "พระพุทธเจ้า" พระองค์หนึ่ง  ซึ่งเวลานั้น (ดังกล่าว)  พระพุทธศาสนาได้หมดสิ้นไปแล้ว ไม่มีใครรู้จักหรือเคยได้ยิน พระพุทธศาสนามาก่อน  (ผมหมายถึงผู้ที่มีอายุน้อยนะครับ แต่ระดับพรหมผู้ใหญ่บางท่านมีอายุนับร้อย นับพันกัปป์ ฯลฯ ก็มี) ไม่มีคำสอนเดิมอยู่แล้ว

    และเมื่อเริ่มต้นใหม่  ก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี่แหละครับ  เริ่มต้น  ตั้งอยู่  และดับไป วนเวียนกันไปแบบนี้เรื่อย ๆ

     และถ้าได้ติดตามศึกษาพุทธประวัติ  ก็คงจะเห็นแล้วถึงการประดิษฐานพระธรรมวินัยของพระองค์ว่าล้ำเลิศเพียงใด  

     สำหรับพระเยซูผมไม่ทราบเหมือนกันครับ ...


จากคุณ : สุธี - [ 29 พ.ย. 48 15:58:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ก็แล้วแต่จะคิดละครับที่คุณบอกว่า พระพุมธเจ้าจะมีได้แค่ครั้งเดียว

แต่ผมว่า ธรรมชาติของความเป็นพุทธะ
ใครได้สัมผัสและเข้าถึง ก็สามารถเข้าใจได้ และเป็น "พุทธะ" ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้เช่นพระพุทธเจ้าเช่นกัน เพราะ ธรรม ไม่ได้เป็นสิทธิ์ขาดของใคร

ท่านผู้รู้คงได้เคยยินคำว่า "ปัจเจกพุทธเจ้า" นะครับ

พระพุทธองค์ก็ตรัสรู้ธรรม ที่เป็นของกลาง และนำมาประกาศ เป็นคนแรก  จึงได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้า
คนที่เดินตามก็สามารถเข้าถึงธรรมอย่างเดียวกัน และกลายเป็นพระพุทธเจ้า ได้อีกองค์เช่นกัน ในทางปรมัตถ์แล้ว พระอรหันต์ทุกองค์ที่นิพพานแล้ว หรือผู้ใดที่เข้าถึงธรรมจนดับอวิชชาได้ ย่อมถึงความเป็นเป็น "พุทธะ" ในตัวเอง...
แต่อาจไม่ใช่พระพุทธเจ้าคนแรก ในทางสมมติ อย่างที่คุณพูดกัน

คุณกล้าพูดถึงขนาดว่า โลกจะไม่มีคนอย่าง "พระพุทธเจ้า" จนกว่าพุทธศาสนาจะดับสูญจากโลก ก็ถูก
เพราะคุณหมายถึง "ผู้ค้นพบคนแรก"

แต่ผมกำลังหมายถึง คนอย่าง "พระพุทธเจ้า" ในแบบที่เป้นผู้ถึงธรรมเช่นเดียวกับพระองค์  จึงคนละเรื่องกัน

และผมไม่กล้าปฏิเสธหรือฟันธงว่า คนอย่างพระพุทธเจ้า จะมีอยู่หรือเปล่า ด้วยเหตุผลว่า การบรรลุธรรมนั้นเป้นประสบการณ์ปัจเจกบุคคล แต่กำลังบอกว่า

คุณอย่ามองคนแต่ภายนอก
คุณอย่าเชื่อสิ่งที่คุณคิด สิ่งที่คุณสัมผัส
หรือแม้แต่สิ่งที่คุณเรียนมา
เพราะมันเจือปนด้วยสิ่งปรุงแต่งมากเหลือเกิน

เอามาฝากพุทธศาสนิก


++++++++++
คำนี้ฟัง วงเวียน “เรียนศาสนา”
ไม่แน่ว่า เรียนอะไร ทำไมหนอ
เรียนนักธรรม เรียนบาลี ยังมีพอ
ก็เรียนต่ กัมมัฏฐาน การวิปัสสนา

เรียนเรียนไป ก็ได้ สักว่าเรียน
บ้างก็เปลี่ยน เป็นอาพาธ บ้าศาสนา
มีหลายอย่าง บ้าระห่ำ เกินธรรมดา
กระทั้งบ้า ลาภยศ อดนิพพาน

เรียนศาสนา นั้นต้องมี ที่หูตาฯลฯ
ไม่ได้เกิด ทุกข์อยู่ ทุกสถาน
เรียนให้รู้ ตรงที่จะ ชักสะพาน
อย่าให้เกิด อาการ มารรบกวน

เรียนตรงตรง ลงไป ที่ตัวทุกข์
ดูให้ถูก กรรมวิธี กี่กระสวน
สะกัดกั้น การปรุงแต่ง แห่งกระบวน
จิตปั่นป่วน สงบได้ ทุกข์หายไปฯ

++++++++


จากคุณ : The Prophet - [ 29 พ.ย. 48 16:35:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

นี่อีกตอน

+++++++++
จงรักษา ดวงใจ ให้ผ่องแผ้ว
อย่าทิ้งแนว การถือ คือเหตุผล
อย่าถืแต่ ตามตำรา จะพาตน
ให้เวียนวน ติดตัง นั่งเปิดดู

อย่าถือแต่ ครูเก่า เฝ้าส่องบาตร
ต้องฉลาด ความหมาย สมัยสู
อย่ามัวแต่ อ้างย้ำ ว่าคำครู
แต่ไม่รู้ ความจริง นั้นสิ่งใด

อย่ามัวแต่ ถือตาม ความนึกเดา
ที่เคยเขลา เก่าแก่ แต่ไหน ๆ
ต้องฉลาด ขูดเขลา ปัดเป่าไป
ให้ดวงใจ แจ่มตรู เห็นลู่ทางฯ
+++++++++


จากคุณ : The Prophet - [ 29 พ.ย. 48 16:41:57 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

คุณบานทะโรคครับ

อะไรที่บ่งบอกว่า ศาสนาใดยังประดิษฐานอยู่ ณ วันนี้
คุณดูที่อะไรครับ
จำนวนศาสนิก
จำนวนโบสถ์วัดวาอาราม
จำนวนพระสงฆ์ สาวก

หรือว่าดูที่คุณภาพชีวิตจริยธรรมของผู้นับถือศาสนา

ศาสนิกดีๆ ก็มีครับ แต่สังเกตุ ว่าจะเป็นแค่คนแก่คนเฒ่าผู้ใหญ่ ที่ผ่านสมัยที่วัตถุนิยมยังไม่ระบาดเหมือนสมัยนี้...

+++
พูดก็พูดเถอะ...
ปัจจุบันคนไทยเข้าวัด เพราะเทศกาล เพราะรัฐบาลรณรงค์  ตามสมัยนิยม หรือตามประเพณีบังคับมากกว่าเพราะอยากเข้าวัดจากใจ
ขณะที่ในอดีต คนไทยเข้าวัดเพราะรักศาสนาจริงๆ

ลัทธิพุทธพาณิชย์ วัตถุมงคลแบบพุทธปนพราหมณ์ มากมาย นี่บ่งบอกว่า พระพุทธศาสนาได้รับเกียรติในประเทศไทยหรือครับ

พระไตรปิฏกสังคายนากี่ครั้ง มีอะไรบ้าง และคนไทยได้อ่านกันบ้างหรือเปล่า ให้สมกับที่เป็นเมืองพุทธ

รายการโทรทัศน์ธรรมะ ย้ายเวลาจากแปดโมงวันอาทิตย์ จนกระทั่งหายไปจากระบบสื่อ..

มันบ่งบอกอะไรคุณบ้างไหม ถ้าคุณไม่หลอกตัวเองนะ...
++

การประกาศของคริสเตียนบางกลุ่มก็เหมือนกัน
รังแต่ทำให้คริสตชนส่วนรวมเสียหาย
การสั่งสอนแบบเน้นหาจำนวนสาวกมากกว่าคุณภาพของสาวก ที่เห็นอยู่ตามคริสตจักรบางแห่งก็เหมือนกัน

เอาพระเจ้ามาเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน
เอาการช่วยเหลือมาเป็นเครื่องต่อรอง

ชีวิตของคริสตชนบางคน
ก็ร่ำรวยฟุ้งเฟ้อ
แทนที่จะทำตามพระวาจา หรือ รับใช้จริงจัง
กลับนับถือศาสนาไปวันๆๆ

เห็นพระเจ้าสำคัญเมือลำบาก
ไม่เคยสำนึกถึงพระเยซูที่ทรงลำบากและมาประทับอยู่ในตัวเวลารับศีลมหาสนิท

จะเรียกคนนั้น นับเอาเป้นจำนวนคริสตศาสนิกได้หรือเปล่าครับ

++++++++++++++

ดังนั้น
ต่อให้พระคริสต์เสด็จมาจริงๆ หรือไม่ก็ตาม
หรือจะเป็นแค่คำเปรียบเทียบ ..
หรือพระศรีอาริย์จะมาเมื่อไร ก็ไม่สำคัญ

เท่ากับเรามองมนุษย์ด้วยกันอย่างไร

++

ผมชอบคำที่แม่ชีเทเรซากล่าวไว้
ว่า
ทุกคนที่ฉันเห็น คือพระเยซูเจ้า ที่เสด็จกลับมาหาฉันครั้งแล้วครั้งเล่า และฉันก็รักพระองค์เสมอไม่ว่าครั้งไหน..

และชอบคำกลอนท่านพุทธทาสที่ว่า


จากคุณ : The Prophet - [ 29 พ.ย. 48 16:59:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

พระคัมภีร์ ยังมิใช่ องค์พระธรรม
มีไว้เพียง อ่านจำ เมื่อศึกษา
ครั้นนานเข้า คัดลอก กันสืบมา
เพียงแต่เขียน อักขรา ให้คล้ายกัน

คิดพลาง ฉงนพลาง ช่างอึดอัด
ตัวไม่ชัด เดาไป คล้ายในฝัน
ยิ่งเป็นปราชญ์ ยิ่งแก้ไป ได้ไกลครัน
ยิ่งแก้มัน ก็ยิ่งเลอะ ไม่เจอะจริง

ส่วนพระธรรม ล้ำเลิศ ประเสริฐแท้
ไม่มีใคร อาจแก้ ให้ยิ่งขิง
ธรรมของใคร ใครเห็น ตามเป็นจริง
มิใช่สิ่ง คิดลอก หรือบอกกัน

ทั้งมิอาจ ถ่ายทอด วิธีใด
มีแต่การ จัดใจ ให้สบสันติ์
ไม่มีทาง ซื้อขาย หรือให้ปัน
หรือลอกกัน ให้เลอะไป ไม่หยุดเอยฯ


จากคุณ : The Prophet - [ 29 พ.ย. 48 16:59:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

จบด้วยอันนี้

ดูให้ด พระองค์มี อยู่หลังม่าน
อยู่ตลอด อนันตกาล ท่านไม่เห็น
เผ้าเรียกหา ดุจเห่าหอน ห่อนหาเป็น
ไม่รู้เช่น เชิงทา ยิ่งหาไกล

เพียงแต่แหวก ม่านออก สักศอกหนึ่ง
จะตกตะลึง ใจสั่น อยู่หวั่นไหว
จะรู้จัก หรือ ไม่ ไม่แน่ใจ
รู้จักได้ จักปรีดี “อยู่นี่เอง”

เชิญพวกเรา เอาภาร “การแหวกม่าน”
งดงมงาย ตายด้าน หยุดโฉงเฉง
ทำลายล้าง อวิชชา อย่ามัวเกรง
ว่าไม่เก่ง ไม่สวย ไม่รวยบุญฯ
++


จากคุณ : The Prophet - [ 29 พ.ย. 48 17:00:56 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

ปวดกบาล

จากคุณ : ผู้อารักขา - [ 29 พ.ย. 48 19:18:09 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

คนเราเป็นพุทธะ ได้ทุกคน คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้เหมือนกัน
แต่เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ทุกคน เพราะพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงอภิญญาจิต ที่มนุษย์ทำได้ยาก หลายประการ
ลองศึกษาพระธรรมวินัยให้ละเอียด จะเข้าใจมากขึ้น
ถ้าคุณปอยเปต อยากเป็นพระพุทธเจ้า ลองฝึก สมาบัติ 8 ดูก่อน คือ รูปฌาน และ อรูปฌาน


จากคุณ : เทียนชัยยะ - [ 29 พ.ย. 48 19:22:06 A:58.11.38.150 X: TicketID:102624 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

หวัดดีครับ คุณผู้อารักขา
หายหน้าหายตาไปเสียหลายวันนะครับ

ผมก็เริ่มมึนเหมือนกัน อิอิ


จากคุณ : หนุ่มไทยไร้นาม - [ 29 พ.ย. 48 19:46:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

คุณ Phrophet อ้าง "ศาสนาพุทธ" แต่กลับไม่เอาหลักการของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมาเขียน กลับใช้ความคิดเห็นส่วนตัวเป็นบรรทัดฐาน กำหนดนิยามของ พระพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้า, และ พระอรหันตสาวก เอาตามทิฏฐิ แบบนี้ถูกต้องตามมุมมองส่วนบุคคลของคุณเพียงผู้เดียว แต่ไม่ถูกต้องในแง่ของพุทธศาสนานะครับ

>>>ก็แล้วแต่จะคิดละครับที่คุณบอกว่า พระพุทธเจ้าจะมีได้แค่ครั้งเดียว

ไม่เคยมีใครบอกว่า พระพุทธเจ้ามีแค่ ครั้งเดียว เลยนะครับ ทั้งผมหรือที่คุณ สุธี เขียน ... เพียงแต่แก้ไขให้ตรงหลักการว่า พระพุทธเจ้านั้น จะไม่ทรงอุบัติพร้อมกันในเวลาที่สัจธรรมยังไม่สูญหายไปหมดสิ้นจากโลกก่อน ทั้งนี้ เพราะพระพุทธเจ้า ย่อมต้องตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยมิได้อาศัย สิ่งที่คนอื่นค้นพบแล้ว หากเป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าก็คงเป็นเพียงผู้ลอกเลียนแบบ ผู้ตาม หรืออยู่ในฐานะ 'สาวก' หรือ 'ลูกศิษย์' ของศาสดาที่ค้นพบสัจธรรมมาก่อนหน้าเท่านั้น

สำหรับผู้ได้รับฟังคำเทศนาในเรื่องของอริยสัจ 4 แล้วเกิดความเข้าใจ ดับตัณหา ละอุปาทานได้ จนกระทั่งบรรลุตามคำสั่งสอนนั้นแล้ว เรียกว่า "อริยสาวก" ครับ ไม่ใช่ผู้ค้นพบธรรมะระดับ โลกุตรธรรม นี้ แต่เป็นเพียง ผู้รู้ตาม ผู้เจริญรอยตาม

สาวกที่ออกบวชเพื่อปรารถนาการศึกษาปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ หรือบวชเพราะบรรลุธรรมแล้ว เรียกว่า ภิกษุ หรือ ภิกษุณี มีสมณะเพศ ส่วนผู้ยังครองเรือนอยู่ก็เป็น อุบาสก หรือ อุบาสิกา ที่เคารพพระรัตนตรัย และดำเนินชีวิตตามแนวทางแห่งพระธรรม โดยทั้งหมด สามารถเป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ ได้ ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ (หากเป็นพระอรหันต์ จะอยู่ในสภาพครองเรือนมิได้)

นี่เขียนมาเพื่อให้เข้าใจคร่าวๆ ก่อน ว่า คุณต้องแยกพระพุทธเจ้า ออกจาก พระอริยสาวก

>>> ใครได้สัมผัสและเข้าถึง ก็สามารถเข้าใจได้ และเป็น "พุทธะ" ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้เช่นพระพุทธเจ้าเช่นกัน เพราะ ธรรม ไม่ได้เป็นสิทธิ์ขาดของใคร

ถูกต้องครับ พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ค้นพบธรรมะ รวมถึงมีเจตนารมย์ที่จะทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้ชี้ทาง" แก่เหล่าสัตว์เท่านั้น ไม่ได้กำหนดชีวิตใคร หรือแม้กระทั่ง ตู่ว่า กฎธรรมชาติเป็นของท่าน กฎธรรมชาติเหล่านี้มีอยู่แต่แรก เป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นอกาลิโก และไม่ขึ้นกับการเกิดของพระพุทธเจ้า

แต่พระพุทธเจ้า ก็ตรัส ชัดเจนว่า "ไม่สามารถเกิดพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันขึ้นพร้อมขึ้นสองพระองค์ได้" ตรงนี้คือหลักการของศาสนาพุทธ ชัดแล้วนะครับ ถ้าคุณเห็นขัดแย้งกับประเด็นนี้ ก็คือแนวคิดคุณไม่ใช่พุทธ ไม่ควรเหมารวมศาสนาพุทธไว้ในทฤษฎีของคุณน่ะครับ ศาสนาพุทธมีพระไตรปิฎก คริสต์มีคัมภีร์ไบเบิลอ้างอิงเป็นตัวแทนศาสดา ถ้าไม่ยอมรับมติของพระพุทธเจ้า ก็อย่าอ้างพุทธเลยครับ

แนวคิดอื่นๆ อาจจะมีตรงกับทางพุทธศาสนา หรือนำหลักธรรมบางข้อของพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ตามคุณเห็นสมควร นั่นก็ ok ครับ แต่ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา

>>>ท่านผู้รู้คงได้เคยยินคำว่า "ปัจเจกพุทธเจ้า" นะครับ

ทราบครับ

>>>พระพุทธองค์ก็ตรัสรู้ธรรม ที่เป็นของกลาง และนำมาประกาศ เป็นคนแรก  จึงได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้า

ใช่ครับ ... แต่อยากให้เพิ่มว่า "พระพุทธองค์ก็ตรัสรู้ธรรม ที่เป็นของกลาง และนำมาประกาศ เป็นคนแรก ... ในขณะที่เวลานั้น โลกกำลังว่างเว้นจากพุทธศาสนา (ว่างเว้นจากผู้ค้นพบสัจธรรมมาก่อนหน้า)" มิเช่นนั้นก็จะไม่ใช่พระพุทธเจ้า

นั่นหมายถึง สามารถมีพระพุทธเจ้าก่อนหน้าพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน (พระสมณโคดม) ได้ไม่กำจัด (เคยมีผู้ค้นพบสัจธรรมนี้มาแล้ว ไม่จำกัด - ถ้านับเฉพาะ 4 อสงไขย แสนกัปป์ ก็มีแล้ว 28 พระองค์) ในสังสารวัฏนี้ ตราบเท่าที่สังคมทรงภูมิปัญญาขณะนั้น ปราศจากพุทธศาสนา ซึ่งอาจเป็นจักรวาลอื่น ดาวเคราะห์ดวงอื่น หรือแม้กระทั่งอยู่ในอนันตจักรวาลอื่นๆ ในช่วงมหากัปป์อื่นๆ

และช่วงที่เป็นสูญกัปป์ ไม่มีพระโพธิสัตว์มาตรัสรู้เป้นพระพุทธเจ้า ก็อาจจะมีบุคคลผู้ตรัสรู้ธรรม (อริยสัจ, ปฏิจจสมุปบาท, สติปัฏฐาน 4 เป็นต้น) ด้วยตนเอง แต่ไม่มีบารมีถึงขั้นประกาศตั้งมั่นเป็นพระศาสนา เสขขะบุคคลเหล่านั้น เรียกว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ซึ่งไม่สามารถ ตรัสรู้พร้อม หรือตรัสรู้ในช่วงเวลาเดียวกับพระพุทธเจ้า ขณะที่พระสัทธรรมกำลังดำรงอยู่ได้

>>>ในทางปรมัตถ์แล้ว พระอรหันต์ทุกองค์ที่นิพพานแล้ว หรือผู้ใดที่เข้าถึงธรรมจนดับอวิชชาได้ ย่อมถึงความเป็นเป็น "พุทธะ" ในตัวเอง...

พุทธะ แปลว่า การตื่น
แต่เป็นคนละคำนิยามกับคำว่า "พระพุทธเจ้า" อย่านำมาปะปนกันครับ เพราะศัพท์สองคำนี้ ใช้คนละนัย พุทธะเป็นคำกริยา ใช้ครอบคลุมหลายกรณี แต่พระพุทธเจ้าเป็นคุณสมบัติของบุคคล ซึ่งพ่วงทักษะพิเศษอีกมากมายมากับความเป็นพุทธะนั้น

อนึ่ง การ 'ตื่น' ของพระอรหันต์ ที่หลุดพ้นจากกิเลส ก็แตกต่างจากการหลุดพ้นของ พระพุทธเจ้า ไล่จากบารมี 10 ประการที่สะสมมาต่างกัน จำนวนภวังคจิตก็มีไม่เท่ากัน

พระอรหันต์จะ ตรัสรู้ เองไม่ได้ หากว่า ไม่มีพระพุทธเจ้ามาสั่งสอน และแม้พระอรหันต์จะดับกิเลสสิ้นอาสวะ สำเร็จวิชชา 3 อภิญญา 6 และปฏิสัมภิทา 4 ก็จะไม่มีพระสัพพัญญุตญาณ ไม่มีญาณในการแจ้งอินทรย์และอุปนิสัย รวมถึงไม่มีปหานสัมปทา อันดับวาสนาได้แล้ว

>>>แต่อาจไม่ใช่พระพุทธเจ้าคนแรก ในทางสมมติ อย่างที่คุณพูดกัน

บัญญัติก็ควรใช้ให้ถูกต้องด้วยนะครับ ในเมื่อคิดจะอ้างคำของ พุทธศาสนาแล้ว ... ถ้าบัญญัติคลาดเคลื่อน ปรมัตถ์ระดับลึกซึ้งตามนัยยะของพุทธศาสนาก็อาจจะผิดได้ครับ

ประเด็นรวมๆ ก็ประมาณนี้

สำหรับกลอน ขอบคุณครับ
ผมไม่ด่วนเชื่อสิ่งใดง่ายๆ หรอกครับ แต่ถ้าคุณเข้ามาสัมผัสพุทธศาสนามากพอ ทั้งในระดับ สุตะ จินตะ และภาวนา โดยมิได้จับในลักษณะจับฉ่าย เพียงผิวเผิน คุณจะเห็นว่า การอุบัติของพระพุทธเจ้านั้นยากยิ่ง และประเด็นที่คุณตั้งไว้ในหัวกระทู้จะเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด (ตามหลักของพุทธ) ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติตามเส้นทางที่พระองค์แสดงไว้ แล้วประจักษ์นั้นมีเป็นจำนวนมหาศาล แต่ก็เป็นในระดับ สาวก (พุทธบริษัท 4) ครับ

และ การนำหลักของคริสต์มาอธิบายพุทธ หรือนำพุทธไปเทียบเคียงตีความคริสต์ เพื่อจุดประสงค์แห่งความประนีประนอม ทั้งที่เป็นคนละแนวทางกัน ศาสนิกชนทั้งสองด้านคงไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก เหมือนกับ การมีแฟน จุดหมายไม่ใช่เพื่อบังคับให้แฟนเรามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเรา ให้เขาเชื่อทุกอย่างที่เราเชื่อ ชอบทุกอย่างที่เราชอบ และกลายเป็นตัวตนเดียวกับเรา แต่เพียงยอมรับความแตกต่างด้วยความเข้าใจ และอยู่กันอย่างปรองดอง สงบสุขได้ในความต่างนั้นต่างหาก ที่ควรทำ

ขออภัยหากเขียนตรงๆ มากไปจนเกืดความขุ่นเคือง


จากคุณ : Gow27 - [ 29 พ.ย. 48 20:07:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

ผมว่า พรุ่งนี้ตื่นแล้วให้พบกับ พุทธ หรือ พระคริสต์ บ้างก็พอครับ

เข้าใจคำว่าพบ ใช่มั้ยครับ

เฮ้อ... ฟุ้ง


จากคุณ : firstini chemistani - [ 29 พ.ย. 48 22:21:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

*** ศาสดาไม่เคยได้รับเกียรติในดินแดนกำเนิด เป็นข้อเท็จจริงที่น่าพิสูจน์ ***

ของพุทธต้องเถียงนะ เพราะพระพุทธเจ้าสมัยนั้นได้รับเกียรติในดินแดนกำเนิดมากมายมหาศาล แต่หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วเป็นร้อยๆ ปีตะหาก ค่อยย้ายไปถิ่นอื่น
-----------------------------------------------------------

คุณ บานทะโรค ครับ
ลืมไปหรือเปล่าครับว่า ครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนา ทรงประกาศที่ไหน ที่กรุงกบิลพัสดุ หรือเปล่า

และศูนย์กลางของพระพุทธศาสาตอนพุทธกาลอยู่ที่ ไหน ระหว่างกรุงราชคฤห์ กับ กรุงกบิลพัสดุ

นอกจากนี้ ตอนที่พระเจ้าสุทโธทนะ ส่งราชบุรุษมาทูลเชิญเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ ทำไมพระพุทธเจ้า ต้องพยายามหน่วงเวลา

ทั้งหมดนี้เพราะทรงทราบดีว่า ศาสดาไม่เคยได้รับเกียรติในดินแดนกำเนิด จึงต้องพยายามขจัดทิฐิไปก่อน


จากคุณ : <<First>> - [ 29 พ.ย. 48 22:34:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

"เรียกว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้า" ซึ่งไม่สามารถ ตรัสรู้พร้อม หรือตรัสรู้ในช่วงเวลาเดียวกับพระพุทธเจ้า ขณะที่พระสัทธรรมกำลังดำรงอยู่ได้"

ขอถามนิดนึงครับว่าทำไมไม่ได้ ถ้ามีคนผู้นึงอยู่กลางป่าเขาไม่เคยได้ยินได้รู้จักพระธรรม แล้วตรัสรู้เองเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้าไม่ได้หรือครับ


จากคุณ : HotChoc - [ 30 พ.ย. 48 04:21:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

.
  ไม่ทราบว่าเป็นเจตนาหรือเป็นบุคลิกของคุณปอยเปตก็ไม่ทราบนะครับ  ที่จงใจจะนำลัทธิของตนมาพยายามอธิบายให้คลุกเคล้ากับพุทธ  จะว่าไม่รู้ก็น่าสงสัย  เพราะปรากฏการณ์แบบนี้ที่คุณปอยเปตกระทำไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก  มีคนทักท้วงหลายต่อหลายหน

   ถ้าคนที่รับฟังคนที่รู้ในเรื่องนั้น ๆ โดยที่ตัวเองจะศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้นจริง ๆ แล้วล่ะก็  มันควรจะมีการพัฒนามากกว่านี้  อย่างน้อยในหลักการง่าย ๆ หนังสือหนังหาในเมืองไทย เมืองพุทธ  ก็มีอยู่เยอะแยะหาง่ายจะตายไปในการที่จะเสาะแสวงหาอ่าน

   โปรดจริงใจและตั้งใจศึกษาหน่อยนะครับคุณปอยเปต
...


จากคุณ : สุธี - [ 30 พ.ย. 48 06:29:17 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

ออกตัวก่อนนะครับ คุณสุธี

นั่นคือเหตุผลของผม เพราะผมไม่เห็นด้วยในการแบ่งแยกศาสนา ก็เท่ากับว่าแบ่งแยกความจริง และสร้างความขัดแย้งไม่สินสุด ตราบใดที่ยังหาจุดร่วมระหว่างความจริงไม่เจอ และต่างคนต่างถืออยุ่อย่างนี้ โดยเอาจุดแย้งมาแบ่งแยกเราเขากัน

ผมพูดเสมอว่า คนที่ไม่ยอมประนีประนอม เขาไม่ได้กำลังปกป้องศาสนาของเขา แต่เขากำลังปกป้องอัตตาความยึดมั่นถือมั่นของตัวเองต่างหาก และนั่นก็คือความเห็นแก่ตัว

ศาสนิกแต่ละศาสนาควรหันหน้าเขาหากันและทำความเข้าใจกัน และยอมรับความจริงในแต่ละศาสนาที่สามารถปรับเข้าหากันได้

ผมมีความคิดว่า ศาสนาใดๆหากเป็นสิ่งที่หากยึดมั่นเอาตามพระสัทธรรมตามคัมภีร์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาภายหลังยุคศาสดาแล้ว
ย่อมอาจทำให้คลาดเคลื่อนไปจากน้ำพระทัยของศาสดาได้

ดังนั้นผมคิดว่า คัมภีร์จึงเป็นเหมือนเข็มทิศ ไม่ใช่ ลายแทง เข้าใจไหมครับ

ลายแทงนี่ก็คือ ถ้าคุณจะไปถึงปลายทาง คุณค้องไปทางนี้เท่านั้น

แต่เข็มทิศก็คือ ยังไงก็ได้ขอให้ไปในทางที่ตรงกัน

พระพุทธองค์ตรัสเรียกคำสอนของพระองค์ว่า "พรหมจรรย์" เป็นแนวทางแห่งชีวิต
มิได้ทรงเรียกว่าเป็นศาสนาพุทธ ทรงดำรงพระชนม์ในฐานะ ครู ที่สอนศิษย์ มากกว่า ศาสดา และพระไตรปิฏกมิได้เกิดในสมับพระองค์

พระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่า บุตรแห่งมนุษย์ และบุตรแห่งพระเป็นเจ้า และเรียกสาวกว่า มิตรสหาย พี่น้องของพระองค์ และสั่งสอนในฐานะครูกับศิษย์ และพระคัมภีร์ก็มิได้เกิดในสมับพระองค์ และพระคริสต์ก๋ทรงสอนให้เราเชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือพระจิต ที่จะตรัสกับเราผ่านทางสื่อต่าง ๆ รวมทั้งพระคัมภีร์

ดังนั้น การเชื่อตามตัวอักษร จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันไม่รู้จบ
ขณะเดียวกัน การปิดหูปิดตาไม่รับความจริงด้านอื่น ก็เป็นความเห็นแก่ตัวที่ขวางกั้นสันติภาพโดยรวมด้วย เพราะนั่นเป็นกำแพงที่ขวางเราแต่ละคนไว้ไม่ให้ผูกพันกัน

คนที่ว่าผมกำลังกลืนศาสนาเขา เพราะเขากลัวที่จะนำความจริงที่เขายึดมั่นว่าเป้นของเขา มารวมกับคนอื่น ทั้งๆ ที่ความจริงนั้นเป็นความจริงสากล และไม่มีใครเป้นเจ้าของ
และมันเป็นหนึ่งเดียวกันมานานแสนนานแล้ว

เพราะความจริง ในลึกที่สุดของเหตุผลที่อ้างว่าปกป้องศาสนา มนุษย์ก็แค่กลัวที่จะเสียผลประโยชน์ เท่านั้นเอง

หรือคุณกล้าเถียงว่าไม่จริง


จากคุณ : The Prophet - [ 30 พ.ย. 48 09:04:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

.
   เอาอย่างนี้เถิดครับคุณปอยเปต  เอาหลักง่าย ๆ ที่ศาสนาเทวนิยมเขาสอน  เขาสอนกันว่า  มนุษย์เราไม่มีทางพัฒนาศักยภาพตัวเองจนกระทั่งรู้แจ้งเห็นจริงจนหลุดพ้นได้

    และในความเชื่อของเทวนิยม  คำว่าหลุดพ้นของเขา  เขาก็ไม่ยอมรับนำมาไว้ในใจของเขา  อันนี้ว่ากันตามหลักนะครับ  หลักของศาสนาที่เขาวางเอาไว้

     ตรงนี้ก็ต่างกันแล้ว  ทางศาสนาพุทธเราสอนว่าคนเรามีศักยภาพดังกล่าว โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นบุคคลแรกที่ทำได้ และนำมาสั่งสอนชี้แนะแนวทาง

     ถ้าคุณบอกว่าคุณนับถือคริสต์  คุณก็ต้อง "เชื่อ"  ในพระเป็นเจ้า เชื่อว่ามีจริง และไม่เชื่อในศักยภาพของคนเราที่สามารถบำเพ็ญจนหลุดพ้นกิเลสตัณหาได้  ไม่ต้องพึ่งพาใครหน้าไหน

     และถ้าไม่  คุณอาจจะหันหลังให้ศาสนาคริสต์ของคุณ  หรือความคิดของคุณกำลังเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาผสมผเสกันทำนองตั้งศาสนาใหม่

     (ซึ่งแน่นอน มีออกเยอะแยะไป ศาสนาสิกข์  เท่าที่จำได้ก็เป็นการนำศาสนาฮินดูและอิสลามมาผสมผสานกัน และอีกเยอะแยะไป  ทั้งที่ไปคว้าเอารากของคริสต์มาเป็นพื้น  และ "ตีความใหม่" เอาเอง  บางคนอ้างว่าเป็นน้องชายเป็นพี่ชายพระเยซูด้วยซ้ำไป)

    แต่เมื่อคุณเอาคำสอนของพุทธไปใช้ (ซึ่งศาสนาอื่นมีเอาไปเยอะแล้ว แต่ทำไก๋ไม่ยอมรับไปงั้น) หรือนำไปเพื่อเป็น "ทุน" ในการตั้งศาสนาใหม่ก็แล้วแต่คุณ

    แต่ถ้าคุณจะมาว่ากันโดยแนวศาสนาพุทธ (ในที่นี้ผมหมายถึงนิกายเถรวาท)  คุณก็ต้องฟังชาวพุทธ  ผู้รู้ชาวพุทธที่ปฏิบัติ  ผู้เป็นพหูสูตด้านนี้  ไม่ใช่จะมาตีความเอาเองมั่ว ๆ โดยเอาหลักปรัชญาโน้นปรัชญานี้ เอาของคริสต์มาปะปน  ถ้าคุณไม่มีเจตนาอันเลวร้ายนะครับ

   ถึงแม้คุณจะอ้างคำว่า "พรหมจรรย์" ดังที่ใช้มาก่อนก็ตาม  แต่ผมว่ากันถึง "หลักการ" อันสำคัญครับ  หลักปฏิบัติอันสำคัญ  หลักที่อยู่ในพระไตรปิฎก  ไม่ใช่ไปคว้าหลักปรัชญาจากไหนมาก็ไม่รู้  เอามาปะปนกับหลักของศาสนาพุทธ

   ผมอยากให้คุณปอยเปตไปอ่านบทความหรือหนังสือที่อิสลามพยายามกว้านเอาพระเยซูเป็นแค่เบอร์สองเบอร์สามของพวกเขาเสียเหลือเกิน  ถ้าคุณเป็นชาวคริสต์ที่เชื่อมั่นว่าพระเยซูคือพระเป็นเจ้าจริงแล้วล่ะก็นะ

    ...


จากคุณ : สุธี - [ 30 พ.ย. 48 09:38:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

สิ่งที่คุณจขกทต้องการ คือการให้ทุกคนเห็นตรงกับคุณว่า ทุกศาสนาเอามารวมกันได้ มันต่างอะไรกับศาสนิกต้องการให้คนต่างศาสนาเห็นตรงกับเขา ว่าศาสนาของเขาถูกหรือ คุณจขกทติดกับดักความคิดตัวเองหรือเปล่า

จากคุณ : HotChoc - [ 30 พ.ย. 48 11:32:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

คุณครับ

หลักอนัตตา หรือความไม่เที่ยง มิใช่แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้กล่าวถึงเพียงท่านเดียวนะครับ
นักปรัชญาตะวันตกก็มีการกล่าวถึงนะครับ โดยเวลานั้นพุทธศาสนายังเผยแผ่ไปไม่ถึงด้วยซ้ำ ถ้าคุณเรียนปรัชญามาคงจะรู้
1.ในคัมภีร์โตรานของยิว ที่อายุเก่ากว่าพุทธกาล ที่ซึ่งไกลกว่าอินเดียมากๆ
ปัญญาจารย์หรือกษัตริย์โซโลมอนก็มีการกล่าวถึงหลักความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งเชิงอนิจจังเช่นกัน เป็นภาษาฮีบรู ก่อนที่คริสตศาสนาจะรับเอามาในสารบบพระคัมภีร์อีก

2.นักปรัชญาชาวกรีก อแนกซิมานเดอร์ ก็เป็นนักปรัชญาที่สอนว่า กฏที่เที่ยงแท้ที่สุดก็คือความไม่เที่ยงของทุกสิ่ง สมัยนั้นพุทธศาสนายังแผ่ไม่ถึงกรีกเลยนะครับ

ดังนั้น มนุษย์ จึงมีศักยภาพที่จะใช้ปัญญา คิดหาไตร่ตรองได้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าพระเจ้าจะมีหรือไม่มี มันคนละเรื่องกันผมพูดมาเป้นพันครั้งแล้วว่า

หากมีพระเจ้า ผมเชื่อว่าพระองค์ก็ทรงมิได้ทรงก้าวก่ายเสรีภาพทางความคิดของมนุษย์เลย

ผมชื่นชมและยกย่องพระพุทธเจ้าที่ท่านได้ประสบความสำเร็จในการแสดงความจริงมากที่สุดในหมู่มวลมนุษยชาติ

แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับที่ผมจะนับถือศาสนาอะไร

แต่ถ้าคุณได้ศึกษาศาสนาอื่นๆ และปรัชญาสายอื่นอย่างเป็นกลางและเปิดกว้างและตัดอคติส่วนตัวออกไปแล้วละก็

คุณจะพบว่า ความจริงยังมีอีกหลายกิ่งก้านครับ

ผมไม่เดือดร้อนกับการพิสูจน์ว่าพระเยซูมาอินเดียหรือไม่
หรือว่าพระเยซูจะเป็นเพียงศาสนฑูตในศาสนาอิสลาม
เพราะผมมีแบบอย่างของพระเยซูอยู่ในใจ
และผมไม่เดือดร้อนที่ใครบอกว่า พระเยซูเป็นแค่มนุษย์
และผมไม่เดือดร้อนที่พระพุทธเจ้าจะเป็นปางหนึ่งของพระนารายน์หรือไม่
เพราะผมมีพระธรรมของพระองค์อยู่ในใจ

เพราะผมมองทุกอย่างเป็นภาษาธรรม มิใช่ภาษาคน..
เมื่อพูดด้วยภาษาธรรมเท่านั้น กำแพงระหว่างศาสนาจึงจะพังทลายลงได้
ขณะที่คุณมองธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาธรรมแต่มองธรรมศาสนาอื่นเป็นภาษาคน เพราะคุณไม่อยากแปลเป็นภาษาธรรมเพราะคุณกลัวว่า เมื่อแปลเป็นภาษาธรรมแล้ว ศาสนาอื่นนั้นจะมีอิทธิพลร่วมกับพุทธศาสนา ซึ่งคุณจะรู้สึกเหมือนถูกกลืนและเสียความเป็นตัวเอง

เพราะคุณไม่กล้าที่จะยอมรับและแปลความจริงที่มีอยู่ในศาสนาอื่นๆเป็นภาษาธรรมไงครับ

ในทางโลก น้ำจากแม่น้ำต่างที่ ไม่เคยกลัวที่จะไหลลงมหาสมุทรฉันใด คุณยังยอมรับได้ว่าจริง

ในทางธรรม ความจริงไม่ว่าจากทางไหน ย่อมไหลรวมลงสู่ความจริงสากลฉันนั้น ทำไมคุณยังปฏิเสธอยู่ละครับ เหตุผลน่ะหรือ

ก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง


จากคุณ : The Prophet - [ 30 พ.ย. 48 11:59:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

ศาสนาเทวะนิยม ไม่มีทางเข้าถึงความจริงสูงสุดได้ครับ
เพราะไม่เห็นตามสภาพความเป็นจริงในสรรพสิ่ง
ยังมี "ความยึดติด" ใน "พระเจ้า" เหลืออยู่ในใจ
เหมือนกับธรรมชาติ ที่ไม่มี "กิเลส" และ "ความหลงผิด" เข้าไปเจือปน
ต้นไม้ ภูเขา ก้อนเมฆ ท้องฟ้า แผ่นดิน แม้จะอยู่ร่วมกัน แต่ในความอยู่ร่วมกัน ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างกัน
ไม่มี "ความยึดติด" ระหว่างกัน
ถ้าคุณปอยเปต ยังมี "ความหลงผิด" เรื่องพระเจ้าอยู่ในใจ
พระเจ้า นั่นแหละ จะเป็นตัวกั้นไม่ให้จิตเป็น "พุทธะ"
แน่นอนทุกคนสามารถค้นพบสัจจะธรรมนี้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีอาจารย์
แต่ทุกคนไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะไม่มีพระสัพพัญญุตญาณ อย่างที่ คุณ Gow27 ว่าไว้ใน#19


จากคุณ : เทียนชัยยะ - [ 30 พ.ย. 48 12:00:40 A:58.11.38.150 X: TicketID:102624 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

รู้สึกคุณสุธีจะยึดติดกับการนิยาม ว่า
นายเอ เป้นพุทธ ก็จะไม่ใช่คริสต์ ไม่ใช่อิสลาม จริงๆ นะครับ
วางลงบ้างเถอะ ไม่เหนื่อยบ้างหรือ กับการสร้างกำแพงอย่างนั้น

ส่วนผมไม่มีนิยามตัวผมเองว่าผมเป็นคริสต์ พุทธ หรืออิสลาม
ผมเชื่อตามสมองผมตัดสินใจตามประสบการณ์ คัมภีร์ หรือ ศาสนา เป้นเพียงปัจจัยสนับสนุนเท่านั้น ไม่มีอิทธิพลเหนือผมได้

พระเจ้าของคนแต่ละคน ย่อมไม่เหมือนกัน ฉันใดเพราะไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า เพราะเป็นเรื่องประสาทสัมผัส
ระดับความสุขความหลุดพ้นของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน เพราะไม่มีใครเคยเห็นว่าคนนั้นหลุดพ้นอย่างไร เพราะเป็นเรื่องทางจิต


จากคุณ : The Prophet - [ 30 พ.ย. 48 12:06:11 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

.
   งั้นก็แล้วแต่คุณจะคิดเอาก็แล้วกัน  ผมได้บอกแล้วบุคลิกวิธีคิดของคุณเป็นแบบนี้  คุณมีจุดประสงค์ต้องการกลืนแบบนี้  หลักไตรลักษณ์มีสอนในศาสนาพุทธเท่านั้น  คุณก็ยังบอกมีในศาสนาอื่น  ผมก็ไม่แปลกใจนักกับ คำสั่งจากวาติกันเขาสั่งมาแบบใด  คุณก็จงรักภักดีที่จะทำแบบนั้น

    คุณก็เหมือนอีกหลายท่านที่มีความคิดแบบนี้  แล้วก็คิดว่าคนอื่นก็คิดแบบเดียวกับสิ่งที่คุณจินตนาการเอาเองแบบนั้น  ผมพูดเรื่องอะไรคุณก็ตีความไปตามคำตอบที่คุณตั้งเตรียมเอาไว้แล้วในใจ

    โดยไม่ได้ดูเลยว่า  ความประสงค์ความต้องการที่ผมได้ชี้แจงไปนั้นคืออะไร  คุณเอาแต่กระทำตามที่คุณจงใจกระทำเช่นนั้นอย่างเดียว

     ก็แล้วแต่คุณเถิดครับ  ผมเองก็ไม่ได้คิดจะมาอะไรมากนักหรอก  เพียงแต่เห็นว่าวิธีคิด  การแสดงออกของคุณนั้นมันไม่ถูกต้องชอบธรรมตามครรลองของนักวิชาการมากนัก  (เพราะแสดงอะไรออกมาก็ผิด ๆ และยังตะแบงจะให้มันถูกให้ได้  และไม่ฟังคนที่รู้ในสาขานั้น ๆ ทักท้วงเลย  กลับหันกลับมาต่อว่าคนที่ทักท้วงอีกว่าผิด ตัวเองถูกแต่ถ่ายเดียว)

    ขอให้โชคดีต่อวิบากกรรมนี้นะครับ  และหวังว่าคุณคงจะหันหาสู่แนวทางที่ถูกต้องเสียที  ไม่ว่าจะถูกตามอุดมคติของคริสต์หรือตามแนวอุดมคติของพุทธหรือศาสนาไหนก็ตาม ...


จากคุณ : สุธี - [ 30 พ.ย. 48 12:36:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32

อืม..
ขอบคุณทุกท่านครับ
ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากว่า..

ติดตำราจนแยกไม่ออกเลยนะครับ
เพราะคุณยังไม่ถึงฝั่งนี่เอง..
เพราะถ้าคุณถึงฝั่งแล้ว คุณจะต้องทิ้งตำราไป
เพราะชีวิตคุณนั่นแหละคือตำราของคุณ

คุณพยายามรักษารอยเท้าของศาสดา
แต่คุณไม่คิดที่จะเดินตามรอยเท้านั้นเลย..

คุณไม่รู้ว่าศาสดาไปไหนเลยจริงๆ
คุณได้แต่คิดว่า ตำราตัวอักษรนั้นแหละ คือศาสดาของคุณ

ขอให้ความยึดมั่น ใน สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ของคุณ
นำคุณไปนิพพานแล้วกันนะครับ

สำหรับผม
ทิ้งท้ายกระทู้ไว้แค่นี้

กรรม มี เมื่อ เราคิดว่า กรรม มี
สำหรับผู้ที่ไมมี มันก็ไม่มี ทุกสิ่งก็ว่าง
สำหรับผู้ที่มี มันก็มี และทุกสิ่งก็ไม่ว่าง
นิจจังและอนิจจังเป็นเหรียญสองด้าน

อนิจจังก็คือความจริง
นิจจังก็คือความจริง

มันเป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน
เมือมีสิ่งสร้างย่อมมีผู้ถูกสร้าง

เมือมีจริงก็มีเท็จ
เมือมีเปลี่ยนแปลงก็ย่อมมีสิ่งที่คงที่

ผู้ที่อยุ่ในเวลา จะเข้าใจอะไรกับสภาวะไร้กาล
ผู้ที่อยู่ในสุขทุกข์ จะเข้าใจอะไรกับผู้ที่ไร้สุขทุกข์
ผู้ที่มิได้สัมผัสความเร้นลับแห่งจักรวาล จะเข้าใจอะไรกับผู้ที่ได้สัมผัสความเร้นลับแหงจักรวาล..

แท้จริงคุณและผมพูดเรื่องเดียวกัน
แต่เพราะกำแพงอคติ ที่กั้นเราให้ห่างกัน

ไว้เราจะเจอกันวันที่กำแพงทลายครับ

สัจอวยพร


จากคุณ : The Prophet - [ 30 พ.ย. 48 12:59:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า

ขำคุณผู้ กับ คุณหนุ่ม


จากคุณ : analog modem - [ 30 พ.ย. 48 14:45:09 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

คุณ Prophet นี้เคลิ้มจังเลยนะครับ ศาสนาพุทธกับคริสต์
เอามาปนกันไม่ได้หรอกคุณ หลักการมันแตกต่างกันมาก
ศาสนาพุทธในจะอ่านตำราอย่างเดียวทำให้เข้าใจไม่
ได้หรอกครับต้องไปฝึกกรรมฐานจนจิตละเอียดและคุณ
จะรู้เองว่าวิวรณ์ (Revelation) เป็นของจริงหรือนิมิตลวง
ผมไม่ได้อ่านแต่ตำราอย่างเดียวหรอกนะ ถ้าคุณอยาก
พิสูจน์หลักการในศาสนาจริงๆต้องฝึกกรรมฐานให้เห็น
ภพภูมิต่างๆ สัมผัสสิ่งเร้นลับได้ ความจริงบางอย่าง
ไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ของศาสนาใดๆแต่มีอยู่จริง คุณลอง
ฝึกดูแล้วคุณจะรู้เองว่าพระศรีอาริยเมตไตรยและพระ
เยซูท่านทรงสถิตย์ที่สวรรค์แห่งไหนเอง เห็นคุณชอบ
พูดว่าคนมักจะยึดติดคัมภีร์แบ่งแยกเป็นศาสนาต่างๆ

พิสูจน์ด้วยตัวคุณเองสิครับ อย่างมัวนักตรึกตรองอยู่เลย


จากคุณ : ปักษาวายุ - [ 30 พ.ย. 48 15:10:47 A:202.28.78.70 X: TicketID:055979 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

สวัสดีคุณปักษาวายุครับ

ผมเคยลองปฏิบัติกรรมฐานมาระดับหนึ่งนะครับ แต่ไม่เคยรู้สึกอะไรนอกเหนือจากความว่าง.. และความสงบ
ผมถึงชอบพุทธศาสตร์เชิงวิปัสสนา และพิจารณาจิตมากกว่าพวกเชิงอภิธรรม

ทุกวันนี้เลยเลิกพิสูจน์พวกภพภูมิต่างๆ ถึงได้เห็นจริงๆ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่สัญญาวิปลาส?
ผมเลยหันมานั่งพิจารณาปฏิจจสมุปบาทของแต่ละขณะจิตของตัวเอง และเจริญสติปัษฐาน 4 ดีกว่า

ผมคงจะเป็นพุทธศาสนิกชนแล้ว ถ้าไม่มีเหตุการณ์ปาฏิหารย์หมายสำคัญนอกเหนือจากความจริงเชิงพุทธ ก็ยังเข้ามาหาชีวิตผมและตอกย้ำผมเสมอว่า ยังมีความจริงอีกด้านหนึ่งอยู่ และรอให้ผมแสวงหา

ถ้าคริสตชน คงเรียกประสบการณ์นั้นว่า พระเจ้าอยู่ด้วยกับเรา ในเรา และเคียงข้างเรากระมัง แต่ผมก็ไม่ยืนยันว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร และไม่คิดค้นหาด้วย เพราะบางทีประสาทสัมผัสอาจจะหลอกเราได้ แต่นานๆ เข้า
ก็รู้ได้ด้วยความคิดตรึกตรองว่า สิ่งนั้นจะเป้นอะไรก็แล้วแต่ แต่มันมาจากความจริงเชิงเทววิทยา

ความเชื่อสองสิ่งนี้มันไม่เคยขัดแย้งกันเลยในชีวิตผม
ปัญญากับศรัทธา ต้องมาคู่กันไม่ว่าจะถือความเชื่อแบบใด

การเปลี่ยนแปลงความคิดทัศนคติของจิต ก็คือการเวียนว่ายตายเกิดของดวงจิตที่เกิดๆ ดับๆ ต่อกันไปเป็นสันสติ
ไม่เคยขัดแย้งกับ ทฤษฏีเทววิทยาที่ว่า ความสามารถในการคิดหาเหตุผลนั้นมาจากพระเจ้าประทานให้เฉพาะแก่มนุษย์เมื่อแรกสร้าง ถ้าเอาเปลือกที่ฉาบด้วยภูมิประเทศ ทัศนคติแต่กำเนิด และสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลออกไป ให้เหลือแต่ข้อความจริงล้วนๆ

พุทธสัจจะ จะเป็นเสมือนเมล็ดพืชเล็กๆ ที่สะอาดบริสุทธิ์ และเป็นรากฐานของความจริง ที่เติบโตและรวมประกอบกันออกมาปั้นเป้นโลก เป้นคน เป็นสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติ

แต่สิ่งเหล่านี้อาศับการจัดการให้เป็นระบบระเบียบได้ มิใช่ในความบังเอิญหรือเป็นจักรกล แต่ละสิ่งล้วนมีแบบแผนและเกี่ยวข้องกันและกันในเชิงพึ่งพา

คำตอบของเหตุของสรรพสิ่งที่มีพลังงานรวมกันเช่นนี้ได้ก็คือผู้สร้างสรรพสิ่งเหล่านี้ ทุกศาสนาเทวนิยมเรียกว่าเป็ยพระเจ้า พระบิดา พระอัลเลาห์ อาหุรมาสดา พระตรีมูรติ
เล่าจื้อเรียกว่าเต๋า ไลบ์นิซเรียกโมนาด

จะว่ากลืนก็ได้ แต่คุณลองพิจารณาดูเถิด
ถึงจะบอกว่า เวลาของโลกมีมานานแสนนานอย่างไร การสร้างย่อมต้องเกิดขึ้น และย่อมมีเหตุแห่งการสร้าง
และนั่นก็คือสรรพสิ่งมีลักษณะต่างกันเพราะมันมีจุดประสงค์บางอย่างที่สัมพันธ์กันและเกี้อกูลกันต่างกรรมต่างวาระ..

เหตุผลของสิ่งเหล่านี้พุทธศาสนาไม่พูดถึง เพราะบัญญัติแต่เรื่องทุกข์ แต่คำตอบที่สมเหตุสมผลมีอยู่ในระบบความเชื่ออื่นเสมอ. เพียงแต่เราไม่ยอมรับเท่านั้นเอง เหตุผลที่ไม่ยอมรับก็ตามที่กล่าวมาข้างต้น

ผมพูดนี่เป็นจากประสบการณ์ของผมบวกกับความคิดที่ตัดเปลือกของศาสนาออกไป ไม่ขอพิสูจน์ เพราะมันคือความคิดส่วนตัวของผม


จากคุณ : The Prophet - [ 30 พ.ย. 48 16:42:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

ถึงคุณ Prophet ผมขอชื่นชมในความเป็นนักปราชญ์ของคุณนะ ถึงชาวพุทธทุกท่านแม้คุณProphetจะใช้ภาษาและศัพท์บางอย่างในศาสนาพุทธของเราผิดไปบ้างแต่ข้อคิดบางอย่างก็เป็นข้อคิดที่หน้าสนใจ มีบางสิ่งที่ทุกท่านลืมไปอยู่หรือเปล่าครับ พระพุทธเจ้าแม้ไม่ได้ตรัสถึงเรื่องของพระเจ้าแต่พระพุทธองค์ท่านก็ไม่ได้ตรัสว่าไม่มีพระเจ้านี้ครับ เพราะจุดประสงค์ของพระพุทธองค์คือการดับทุกข์ ซึ่งการดับทุกข์นั้นก็ไม่เกี่ยวว่าจะนับถือพระเจ้าหรือไม่ และก็เป็นเหตผลที่ทำให้จุดประสงค์ของศาสนาพุทธแตกต่างจากจุดประสงค์ของศาสนาที่มีพระเจ้า โดยจุดประสงค์ของศาสนาที่มีพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อผู้ที่ไม่ประสงค์จะออกจากวัฏสงสารนั้นสามารถใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขเป็นหลัก(ถึงแม้ว่าศาสนาพุทธเราก็มีการสอนถึงการใช้ชีวิตแบบฆราวาส(คนธรรมดา)อย่างสงบสุขอยู่แล้วก็ตามทีแต่ในบางครั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนก็ยังคงมุ่งไปเพื่อความเป็นส่วนบุคคลมากก็อย่างที่ทุกท่านเห็นนั้นแหละว่ามีชาวพุทธกลุ่มนึงไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติตามที่ท่านสอนซักเท่าไรนัก การที่มีเทพ เทวดา หรือพระเจ้าลงมาโปรดให้คนพวกนี้ทำความดีทำให้สังคมสงบสุขขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือครับ)
และเนื่องจากธรรมของพระพุทธองค์มีไว้เพื่อการดับทุกข์ ดังนั้นจึงไม่ขัดแย้งกับจุดประสงค์ของศาสนาอื่นแม้ว่าศาสนาดังกล่าวจะนับถือพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม (แต่ก็อาจจะมีสิ่งที่บันทึกลงในพระคัมภรีของแต่ละศาสนาที่ดูเหมือนจะขัดกัน แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้ขัดกันหรอกคัมภรีของทุกศาสนาล้วนแต่กล่าวจริงแต่ไม่ได้กล่าวไว้อย่างคลอบคลุมทั้งหมดทุกสถานะการณ์ทุกเวลาก็เลยดูเหมือนขัดแย้งกันสำหรับบุคคลที่ไม่เข้าในศาสนาของตนอย่างแท้จริง อุปมาดั่งเรื่องคนตาบอดคลำช้างที่คนตาบอดคนแรกคลำเจอหางก็บอกว่าช้างเหมือนไม้กวาด คนที่2คลำตัวช้างก็ว่าเหมือนกำแพง คนที่3คลำเจอหูก็ว่าช้างเหมือนใบลานถ้าท่านอยากรู้ว่าช้างเป็นยังไงก็ควร 1มีตาที่ดี 2หัดมองหลายๆมุม เพราะถ้าเห็นช้างอยู่มุมเดียวก็จะพาลไม่ต่างจากคนตาบอด)ดังนั้นขอขอบคุณ คุณProphetที่พยายามยอมรับฟังธรรมของพระพุทธองค์และผมก็ขอรับพระเจ้าของท่านมาไว้ในใจเช่นกัน เพื่อสังคมที่สงบสุขครับ^^


จากคุณ : ชาวพุทธคนหนึ่ง - [ 30 พ.ย. 48 17:02:22 A:221.128.97.97 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37

ถึงคุณ Prophet

[ผมเคยลองปฏิบัติกรรมฐานมาระดับหนึ่งนะครับ แต่ไม่เคย
รู้สึกอะไรนอกเหนือจากความว่าง.. และความสงบ
ผมถึงชอบพุทธศาสตร์เชิงวิปัสสนา และพิจารณา
จิตมากกว่าพวกเชิงอภิธรรม]

ตอบ ตอนนี้ผมเองก้เปลี่ยนจากฝึกสมถกรรมฐานเพื่อ
ความสงบมาเป็วิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน
๔ เช่นกัน เพราะกลัวเผลอถอดจิต การฝึกวิปัสสนา
นั้นก็อยู่ในพระอภิธรรมเช่นกันครับ

(ทุกวันนี้เลยเลิกพิสูจน์พวกภพภูมิต่างๆ ถึงได้เห็นจริงๆ
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่สัญญาวิปลาส?)

ตอบ ถ้าคุณฝึกเจริญสติปัฏฐาน ๔ จนสติเข้มแข็งเวลา
คุณได้เห็นจริงๆคุณจะรู้เองว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม

(ผมเลยหันมานั่งพิจารณาปฏิจจสมุปบาทของแต่ละขณะ
จิตของตัวเอง และเจริญสติปัฏฐาน 4 ดีกว่า)

ตอบ ก็คือสิ่งที่ผมทำอยู่ แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้อินทรีย์
๕ เสมอกันและพิสูจน์สิ่งที่เห็นว่าเป็นสัญญาวิปลาสหรือ
ไม่

(ผมคงจะเป็นพุทธศาสนิกชนแล้วถ้าไม่มี
เหตุการณ์ปาฏิหารย์หมายสำคัญนอกเหนือจากความ
จริงเชิงพุทธ ก็ยังเข้ามาหาชีวิตผมและตอกย้ำผมเสมอว่า
ยังมีความจริงอีกด้านหนึ่งอยู่ และรอให้ผมแสวงหา)

ตอบ ปาฏิหาริย์ต่างๆผมเคยเห็นมาแล้ว ไม่ว่าจะมาจาก
พระในพุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ อิสลาม หรือฮินดู
ในสมัยก่อนผมแทบจะต่อต้านเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำไป
ผมเชื่อว่าพระเจ้าหรือพระเยซูมีจริง แต่ถ้าคุณพูดว่า
ความจริงเชิงพุทธไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ความจริง
เชิงคริสต์หรืออิสลามหรือฮินดูก็ไม่ใช่ความจริงทั้ง
หมดเช่นกัน

(ถ้าคริสตชน คงเรียกประสบการณ์นั้นว่า พระเจ้าอยู่ด้วย
กับเรา ในเรา และเคียงข้างเรากระมัง แต่ผมก็ไม่ยืนยัน
ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร และไม่คิดค้นหาด้วย เพราะบางที
ประสาทสัมผัสอาจจะหลอกเราได้ แต่นานๆ เข้าก็รู้ได้
ด้วยความคิดตรึกตรองว่า สิ่งนั้นจะเป้นอะไรก็แล้วแต่
แต่มันมาจากความจริงเชิงเทววิทยา)

ตอบ เทววิทยาของคริสต์ อิสลาม ฮินดู ต่างก็พูดถึงแต่
ฑูตสวรรค์หรือเทพเจ้าของตนแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้พูดถึง
เทพอื่นๆที่อยู่ในสวรรค์อีกนับไม่ถ้วน ส่วนเรื่องมิจฉาทิฐิ
เรื่องพระเจ้าสร้างโลกก็มีอยู่ในพระไตรปิฎกอยู่แล้วว่า
เกิดจากอะไร ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีก็จริง แต่
จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของศาสดาแต่ละท่านนั้นไม่เหมือน
กันแน่นอน ขอบอก


จากคุณ : ปักษาวายุ - [ 30 พ.ย. 48 17:47:34 A:202.28.78.70 X: TicketID:055979 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

ขำคุณผู้ กับ คุณหนุ่ม

จากคุณ : analog modem

----------------------------------

อะจ๊ากกก
มึนจริงๆ คร๊าบบบ
ขอบคุณที่เรียกว่า คุณหนุ่ม อิอิ  ทำให้ผมดูเยาว์วัย กระชุ่มกระชวยขึ้นเยอะเลย
ที่จริง (เกือบ) แก่แล้วอ่ะนะ
แท้งกิ้วหลาย เหอๆๆ


จากคุณ : หนุ่มไทยไร้นาม - [ 30 พ.ย. 48 19:16:32 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

ยัง"ว่าง" ไม่จริง
ยังไม่พบความสงบแท้ แท้..


จากคุณ : หมึกสีขาว - [ 30 พ.ย. 48 19:27:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

ถึงยุคนั้น ไม่น่ามีการแบ่งแยกศาสนาหรอกครับ
หลักสำคัญก็คือศาสดาองค์ใหม่
จะเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณของคนยุคใหม่
ภายหลังที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายของโลก
เช่น มหาสงคราม มหาภัยพิบัติ
ทำให้มนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ เบื่อ เกลียด กลัว
สิ่งที่ผ่านมา
ศาลดาองค์ใหม่จะเป็นผู้ชี้ทางให้มนุษย์ที่เหลืออยู่
ดำเนินชีวิตใหม่ด้วยสันติสุข


จากคุณ : ชีพชัย - [ 30 พ.ย. 48 21:58:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

คห. 22 คุณ HotChoc
ขอถามนิดนึงครับว่าทำไมไม่ได้ ถ้ามีคนผู้นึงอยู่กลางป่าเขาไม่เคยได้ยินได้รู้จักพระธรรม แล้วตรัสรู้เองเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้าไม่ได้หรือครับ


ไม่ได้ด้วยเหตุผล 2 ข้อครับ

- พระญาณของพระพุทธเจ้านั้นไร้ขอบเขต ทรงทราบสภาพความเป็นไปต่างๆ นอกเหนือจากที่นำมาแสดงแก่พวกเรา (ใบไม้ในกำมือ) รวมทั้งเห็นในอาณาเขตหรือดินแดนอื่นๆ แม้กระทั่งจักรวาลอื่นๆ ก็ยังอยู่ในขอบข่ายของพระญาณทั้งสิ้น เรื่องของบุคคลนอกชมพูทวีปที่จะตรัสรู้ด้วยตนเองระหว่างมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น (ในชมพูทวีป) ขณะนั้น พระองค์ก็ทรงยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ ด้วยความยากเกินวิสัยปุถุชนหนึ่ง และ ความไม่เห็นประโยชน์ของนิยตะโพธิสัตว์ ที่จะจุติลงมาตรัสรู้ซ้ำซ้อนอีกหนึ่ง

เมื่อมีการตรัสยืนยันเช่นนี้ หากความเป็นจริงผิดพลาดไป ก็เท่ากับว่าพระญาณของพระพุทธเจ้าเป็นของเก้ มีผลถึงคุณสมบัติอื่นๆ ที่เชื่อถือมิได้อีกต่อไปครับ

- บุคคลที่สมบูรณ์ด้วยโภคะ เต็มเปี่ยมด้วยกุศลวิบาก ย่อมถือกำเนิดในดินแดนและสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมแก่การเจริญอบรมตนเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ  ซึ่งไม่ใช่ถิ่นกำเนิดที่เป็นป่าเขา แดนเถื่อนไร้อารยธรรม หรือภูมิลำเนาปราศจากสัตบุรุษ นักปราชญ์ และองค์ความรู้ระดับต่างๆ

พระโพธิสัตว์จำต้องเลือกแดนเกิดตั้งแต่อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต เลือกทวีปที่ดำรงอายุพุทธศาสนายาวนาน เลือกทวีปที่มนุษย์ประจักษ์ความทุกข์ ได้โดยง่าย เพราะการตรัสรู้นั้นเป็นของยากยิ่ง และต้องอำนวยประโยชน์คุ้มค่าที่จะทำ ... ขนาดพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันบำพ็ญบารมีมา 4 อสงไขยกับ แสนกัปป์ เจ้าชายสิทธิทัตถะก็ยังต้องประสูตรในราชอาณาเขตที่ห้อมล้อมไปด้วยกัลยาณมิตร

ท่านได้รับการศึกษาทางโลกอย่างสูงสุดในทุกศาสตร์ตั้งแต่เยาว์วัย และเจนจบ มีวุฒิระดับปริญญาเอกในศาสตร์เหล่านั้น

ท่านได้สังเกตและรับรู้ความโหดร้ายของโลกที่เต็มไปด้วยผู้คน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เทียบเคียงกับความบริบูรณ์ในพระราชวัง ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งวิจิตรสวยงาม ทำให้ท่านตรึกถึงสภาพที่พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงจากวงจรเหล่านี้ ว่าน่าจะมีอยู่ ความสุขเที่ยงแท้น่าจะมีอยู่ และถอดถอนความมัวเมาประมาทในกามสุข สละราชสมบัติของศากยะวงศ์

ครั้นท่านออกผนวช เมื่อแรกได้เข้าศึกษากับ ดาบสผู้เป็นยอดแห่งสมถะ 2 ท่านจนกระทั่งสำเร็จ "ฌานสมาบัติ 8" (คุณคงพอจะทราบว่า การได้ผลสมาธิขั้นสูงสุด โดยเฉพาะ อรูปฌานนั้น ยากนรกแค่ไหน !)

แต่กระนั้น ท่านก็ยังหลงทางไปบำเพ็ญทุกขรกิริยาอยู่นานแรมปี แทบเอาชีวิตไม่รอด จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปปีที่ 5 จึงได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ตามหลักมัฌชิมาปฏิปทา คือทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไปในการปฏิบัติ

ลองจินตนาการสภาพที่ใครซักคนอยู่กลางป่าเขา ต้องล่าสัตว์ หาอาหารเลี้ยงชีพไปวันๆ หายารักษาโรค สร้างที่พักอาศัย มีแต่ความลำบากธุรกันดาร แล้วเขาจะใช้เวลา ใช้แหล่งข้อมูลความรู้ และใช้กัลยาณมิตรที่ไหนมาแสวงหาสัจธรรม ลองผิดลองถูก เพื่อตรัสรู้ครับ ? ก็ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านทรงมีพร้อมทุกอย่างขนาดนี้ ยังลำบากเลือดตาแทบกระเด็น แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งสะสมบารมีมา "น้อยกว่า" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเอาอะไรมาเป็นปัจจัยในการตรัสรู้เล่า ?

กัลยาณมิตรนั้นเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญมากนะครับ พระพุทธเจ้าเองยังถึงกับเคยตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! กัลยาณมิตรนั้น เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์" เลยทีเดียว เพราะไม่มีใครอยู่ในโลกนี้หรือประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องพึ่งพา อิงอาศัยความเกื้อกูลของบุคคลอื่น

เคลียร์แล้วนะครับ
__________________________________________

ทีนี้ คห. 24 และไล่ต่อมาเรื่อยๆ ของคุณ Prophet

คุณ Prophet ครับ บอกตรงๆ นะครับ

คุณเองยังไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพุทธศาสนาเลย ความแตกฉานของคุณแม้ในระดับ "สุตตมยปัญญา" ยังไม่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะ มา "พิสูจน์" ความจริง หรือเท็จของคัมภีร์ที่พระอรหันต์สาวกทุ่มทุนสังคายนามาเลย แต่คุณกลับจาบจ้วงคัมภีร์ของพุทธศาสนา อันชาวพุทธเราถือเป็นตัวแทนพระศาสดา และปรามาส ว่า "สิ่งเหล่านี้เป็นแค่เปลือก"

แค่ ความเอาใจเขามาใส่ใจเรา กับจิตวิญญาณทางวิชาการพื้นฐาน ที่ต้องรู้จริง กับสิ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์ คุณยังบกพร่อง แล้วใยคุณจะอ้างถึงอุดมการณ์ "สันติภาพ" เปลี่ยนคนทั้งโลกให้มีความเชื่อเดียวกัน กับแนวคิดส่วนตัวของคุณ ?

ถามจริงๆ เถอะครับ คุณยังไม่เข้าใจ แม้แต่ผิวเผิน คุณเอาอะไรมาตัดสินความลุ่มลึกของสัจธรรมในพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธุ์ พระสูตร พระอภิธรรม ที่แสดงทั้งบัญญัติและปรมัตถ์ธรรม ขั้นโลกุตระ ครับ ? คุณเป็นใครครับ ที่จะตัดสินว่า พระไตรปิฎกคือเปลือก แล้วสิ่งที่คุณหยิบยกมาแสดง คือแก่น โดยที่คุณไม่มีความรู้ทั้งปริยัติและปฏิบัติ ?

แก่นที่คุณเขียนมาทั้งหมด นี่ คุณคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าคุณไม่ได้สังเคราะห์จากความคิดของตน แต่ก็ลอกมาจากคัมภีร์ที่คุณกำลังลดระดับความสำคัญว่าเป็น เปลือก กระพี้ นั่นแหละ

ยอมรับเสียก่อนเถิดครับ ว่าคุณรู้ไม่จริง เกี่ยวกับพุทธศาสนา ... คุณอาจเก่งปรัชญาของลัทธิต่างๆ เรียนวิชาศาสนาเปรียบเทียบได้เกรด A จากมหาวิทยาลัยชื่อดังก็ตาม

คงเหลือแต่ทิฏฐิเท่านั้น ที่ยินดีจะ "ยึดมั่น" ความคิดตนเองเป็นใหญ่ว่า สิ่งที่เรารู้นั้นถูกต้อง แม้จะมีผู้มาให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากมาย คุณก็ยังยืนกรานกับความเห็นผิดต่อพุทธศาสนา เลือกที่จะจับเอาแต่ส่วนที่คุณพอใจ และแกล้งเมินสิ่งที่ไม่ตรงใจตนเอง (กลั่นเป็นทฤษฎีหลอมรวม หรูๆ) ใช้อคติซ้อนอคตินั้น โดยไม่รู้เท่าทันกระทั่งว่า "คุณกำลังยึด ในความเชื่อว่าคุณไม่ได้ยึดอะไร" เป็นโมหะสองชั้น มีโลภะมูลจิตเป็นประธาน - -a

ย้ำอีกครั้งนะครับ คนที่ขาด สุตตะ จินตะ และไม่เคยแม้กระทั่งปฏิบัติ "ภาวนา" เจริญสมถะหรือวิปัสสนากรรมฐาน และประจักษ์ประสบการณ์ตรงเพื่อตรวจสอบเทียบเคียงกับเนื้อหาคัมภีร์ ไม่มีคุณสมบัติในการตัดสินหรือพิสูจน์พระไตรปิฎกว่าเป็นของเก้ครับ หากจะแสดงทรรศนะหรือสร้างหลักปรัชญาขึ้นมาใหม่ในฐานะ "ศาสดาพยากรณ์องค์ใหม่" (Prophet ตามชื่อของคุณ) จงทำตามปณิธานเถิดครับ แต่ขอร้องอย่า เอาธรรมะที่ชาวพุทธบูชา มาอ้างผิดๆ สนับสนุน ทิฎฐิของตัวเอง
.
.
.
ขอลอกข้อความเดิม คห. 19 ย่อหน้า สุดท้ายมาอีกครั้ง

"และ การนำหลักของคริสต์มาอธิบายพุทธ หรือนำพุทธไปเทียบเคียงตีความคริสต์ เพื่อจุดประสงค์แห่งความประนีประนอม ทั้งที่เป็นคนละแนวทางกัน ศาสนิกชนทั้งสองด้านคงไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก เหมือนกับ การมีแฟน จุดหมายไม่ใช่เพื่อบังคับให้แฟนเรามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเรา ให้เขาเชื่อทุกอย่างที่เราเชื่อ ชอบทุกอย่างที่เราชอบ และกลายเป็นตัวตนเดียวกับเรา แต่เพียงยอมรับความแตกต่างด้วยความเข้าใจ และอยู่กันอย่างปรองดอง สงบสุขได้ในความต่างนั้นต่างหาก ...ที่ควรทำ"

ส้ม กับ แอบเปิล เป็นผลไม้คนละชนิดกัน คุณก็จะให้เป็นสิ่งเดียวกันให้ได้ ด้วยกลัวว่า ลูกของคุณที่ชอบทานส้มจะไปเกลียดคนชอบแอบเปิ้ล ... ไม่ตรงประเด็น ... แก้ปัญหาไม่ถูกจุดยิ่งนัก ...

ตรงประเด็นไหมครับ กับกุศโลบายสร้างสันติ แต่หลอกตัวเอง ? ชาวพุทธ หรือ คริสต์ ไม่ใช่ศาสนิกชนที่จะทรยศต่อสัทธรรมลวงๆ ครับ ต่างฝ่ายต่างมีรากฐานความเชื่อของตน ส้มกับแอบเปิลต่างกันอย่างไร เขารู้มานานกว่า 2000 ปี และถ้าเขามองว่ามันเป็นเป้าหมายหนึ่งเดียวกัน คนทั้งโลกคง Convergence นับถือศาสนาเดียว ไม่ต้องแบ่งประเทศ ไม่ต้องแบ่งวัฒนธรรม ไม่ต้องมีคนเห็นว่า การบูชายัญ เผาแม่มด เป็นสิ่งดี ไม่ต้องมีคนเห็นว่า ตายแล้วเกิดชาติเดียวจบ ตายแล้วสูญ หรือเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏฏะไร้ที่สิ้นสุด

คห. 28
>>> หลักอนัตตา หรือความไม่เที่ยง มิใช่แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้กล่าวถึงเพียงท่านเดียวนะครับ นักปรัชญาตะวันตกก็มีการกล่าวถึงนะครับ โดยเวลานั้นพุทธศาสนายังเผยแผ่ไปไม่ถึงด้วยซ้ำ ถ้าคุณเรียนปรัชญามาคงจะรู้


หลักอนัตตา "ไม่ใช่" ความไม่เที่ยงครับ !

หลักอนัตตา บรรยายถึงสภาพของ ธรรมทั้งปวง ว่าประกอบด้วยธรรมที่ปราศจากตัวตน บังคับบัญชามิได้ ไม่เป็นไปตามอำนาจดลบันดาลของใคร (แม้แต่พระเจ้า) ซึ่ง ความเป็นอนัตตานั้นยังแบ่งได้อีกเป็นสองส่วน กล่าวคือ อนัตตาของ สังขตธรรม และ อสังขตธรรม

สังขตธรรม คือ ธรรมที่มีการปรุงแต่งได้ หมายเอา ขันธุ์ 5 ในส่วนของ รูป จิต และเจตสิก ซึ่งจุดนี้ ตกในลักษณะของกฎไตรลักษณ์และกฎแห่งกรรม มีองค์ธรรมต่างๆ ประชุมกัน ดำเนินไปด้วยเหตุปัจจัยมากมายที่ชิ่ง กระทำต่อกันทั้งนัยตรงและนัยประหวัด เหนือระดับตรรกะ จึงไม่สามารถหาแก่นสารตัวตนใดๆ ให้ยึดเป็นอัตตาได้

อสังขตธรรม คือ ธรรมที่ปราศจากการปรุงแต่ง แต่ยังอาศัยเหตุปัจจัยในการเข้าถึงสภาพที่หมดการปรุงแต่ง ได้แก่นิพพาน ซึ่งหลุดพ้นจากกฎไตรลักษณ์ มีความเป็นนิจจัง สุขขัง

คุณกล่าวว่า อนัตตา คือความไม่เที่ยง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสามัญลักษณะของ "อนิจจัง" ครับ ไม่ใช่อนัตตา กษัตริย์โซโลมอน เชื่อว่า วิญญาณ เป็นตัวตนลอยออกจากร่างไปหลอมรวมกันสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดหรือเปล่าครับ ? หรือท่านเชื่อว่า ตายแล้วสูญ ? หากท่านเชื่อว่า เป็นอนัตตาแล้วท่านบรรลุมรรคผลดับกิเลสได้รึเปล่าครับ ?

อนัตตา ไม่ใช่หลักธรรมที่จะนึกคิด ตริตรึก แสดงลอยๆ โดดๆ แล้วนำไปใช้งานดับตัณหา อวิชชาต่อไม่ได้ แต่ต้องแยกแยะด้วยว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงเพื่อจาระไนสภาพของขันธุ์ 5 ควบคู่กับกฎไตรลักษณ์อื่นๆ เพื่อให้รู้ความเป็นไปของกระบวนการธรรมชาติ เห็นโทษภัย แล้วนำไปสู่วิถีของการ เจริญ มรรคมีองค์ 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) เพื่อความดับทุกข์สิ้นเชิง

นักวิชาการตะวันตก สอน กฎแห่งกรรม, สติปัฏฐาน 4, ปฏิจจสมุปบาท, และการเจริญ วิปัสสนา อย่างเป็นแบบแผน สัมพันธ์กันหมด หรือไม่ ? ถ้าแสดงวิทยาศาสตร์ควอนตัมแล้วไม่นำไปสู่การดับทุกข์แล้ว ก็ไม่ใช่พุทธศาสนาครับ

เฮ้อ เหนื่อย ...

แก้ไขเมื่อ 01 ธ.ค. 48 11:10:30

จากคุณ : Gow27 - [ 30 พ.ย. 48 23:50:36 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 42

อ่านถึง คห.35 ของคุณ Phropet ผมคงต้อง ขออภัย ที่ผมปรามาส คุณในหลายๆ จุดโดยเฉพาะที่กล่าวว่าคุณไม่เคยลองปฏิบัติ -/\- (ข้อความ 41 ผมเขียนโดยที่ยังไม่ได้อ่าน คห. 35)

ผมจะไม่แก้ข้อความที่ตนเองเขียน .. เพื่อแสดงความรับผิดชอบ กับนิสัยด่วนสรุป ของตนเองเกินไป หลายๆ ครั้ง

หวังว่าคุณคงอดโทษในจุดที่ผมกล่าวผิดต่อคุณ ผมยังต้องอบรมตนอีกมาก

แก้ไขเมื่อ 01 ธ.ค. 48 00:01:13

จากคุณ : Gow27 - [ 30 พ.ย. 48 23:58:12 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 43

มุมมองแบบคุณจขกท กำลังเป็นที่นิยมตอนนี้ใน USA นะครับ ที่นี่มีหนังสือพวก Spirituality เยอะ อ่านแล้วพิจารณาตามเลือกได้ตามอัฐยาศัย ว่าจะเชื่ออะไร เป็นประโยคฮิตเลยว่า "I am not religious, but I am spiritual." คืิอไม่เคร่งศาสนา แต่ศึกษาเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ

ผมว่ามันก็ไม่เสียหาย เป็นความคิดความเชื่อส่วนบุคคล จะยิ่งดีมากถ้าทำให้คนเราเปิดใจกว้าง ยอมรับความเชื่อคนอื่นศาสนาอื่น แต่ถ้าคุณจขกทคิดว่าสิ่งที่คุณเลือกรับมานี่แหละ "ถูกต้อง" เป็นความจริงแท้ (เพราะว่าเป็นจุดร่วมของหลายๆศาสนา หรืออะไรก็ตาม) ผมมองว่ามันก็ไม่ต่างจากศาสนานึงบอกว่าหลักศาสนาของเขานี่แหละถูกต้องจริงแท้ เลย

ที่ยิ่งแย่กว่าคือไปเคลมว่าศาสนานึงก็เหมือนอีกศาสนานึง หรือบอกว่าส่วนนี้ของศาสนานี้ไม่สำคัญ เช่นบอกว่า"พระเยซูจะเป็นเพียงศาสนฑูตในศาสนาอิสลาม
เพราะผมมีแบบอย่างของพระเยซูอยู่ในใจ
และผมไม่เดือดร้อนที่ใครบอกว่า พระเยซูเป็นแค่มนุษย์" คริสตศาสนิกชนคงรับไม่ได้ ทางศาสนาคริสต์เองเคยถึงกับออกมาพูดทำนองว่า You cannot pick and choose Christianity คือบอกว่า ศาสนาคริสต์ไม่ใช่ให้เลือกรับกันได้ จะรับก็รับทั้งหมด

ผมแค่กังวลว่าการบอกว่าศาสนานึงก็สอนเรื่องเหมือนๆกับอีกศาสนานึง มันจะเป็นคำพูดแบบคนรู้ไม่ลึกซึ้งจริง ศึกษาแล้วตีความเอาเอง มองเอาแต่ความเหมือนระหว่างศาสนา ความแตกต่างก็บอกไปว่าไม่สำคัญ ฟังแล้วก็ไม่ต่างจากการไปลบหลู่ศาสนาเขา


จากคุณ : HotChoc - [ 1 ธ.ค. 48 05:33:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44

แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณจขกทเข้าใจผิด มันอาจจะเป็นอย่างที่คุณจขกทว่าก็ได้ ว่าทุกศาสนาสอนเรื่ิองเดียวกัน จุดหมายเดียวกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นผมจะดีใจมาก เพราะแปลว่าใครนับถือศาสนาใดก็ถูกต้องทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องรวม ถ้าคุณจขกทเห็นเป็นเช่นนั้น ทำไมต้องเสนอให้รวมครับ ถ้าทุกศาสนาสอนเรื่ิองเดียวกัน พุทธก็ถูก คริสต์ก็ถูก อิสลามก็ถูก มันก็ไม่มีปัญหาอะไร

ผมเห็นด้วยกับคุณจขกทจุดนึง ว่าการยกคัมภีร์มาอ้างว่าตาม เป๊ะ เป๊ะ เลยก็ดูจะ"ตึง"เกินไป


จากคุณ : HotChoc - [ 1 ธ.ค. 48 05:55:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

.
      เรื่องราวบางอย่างที่ต้องใช้ตำราเข้าว่า  เช่น เรื่องของพระศรีอาริย์ , พระปัจเจกพุทธะ , ความเป็นพุทธะ ฯลฯ  เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ว่าไปอ่านตำรา  ,  นั่งสมาธิได้ความสงบนิดหน่อย ฯลฯ แล้วจะเอามาปะปนมั่วไปหมด  ไม่ยอมฟังใคร  พอชาวพุทธทักท้วง  ก็ต่อว่าเอาแล้ว ติดในตำรา

      (แล้วที่ จขกท. อ้างโน่นอ้างนี่ไม่ทราบว่า  พระเป็นเจ้ามาบอกหรือ จขกท. รู้เองก็ไม่รู้นะครับ  และงั้นก็ต้องโยนไบเบิลทิ้งไปด้วยนะ เพราะนั่นก็ตำรา)

      และที่ผ่าน ๆ มาผู้ที่มาแสดง คห. ก็ไม่เห็นคนไหนติดในตำราตรงไหน  ว่ากันด้วยหลักฐาน  เพราะสิ่งที่ จขกท. เปิดประเด็นล้วนแต่เป็นคำถามที่ต้องงัดตำรามาว่ากันทั้งนั้น  ไม่เห็น จขกท. จะเปิดคำถามในแง่ของการปฏิบัติจิตตภาวนา (ดั่งที่ได้คุยเอาไว้ว่า "เคยลอง" แล้ว)  เลย

      แล้วจะให้ผู้อื่นเขาเอาอะไรมาตอบล่ะครับ  ก็ต้องว่ากันโดยเอาหลักฐานทางวิชาการคือพระไตรปิฎกมาว่ากัน

      หลายเรื่อง จขกท. ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่รู้เลย แม้แต่เรื่องง่าย ๆ เช่น  คำว่าพุทธะ , ปัจเจกพุทธะ , เรื่องที่ว่าพระพุทธเจ้าอุบัติได้แค่องค์เดียวไม่มีการซ้อนกัน

      และท้ายสุด ผมเห็นแล้วแหละว่าจะไม่พูดแล้วเชียว  ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม  คือคำว่า อนัตตา ไปมั่วเอากับเรื่องของ อนิจจัง

      ถ้าจะให้เดานะครับ  ตามธรรมดาของคนเรานั้น  มีอายุมากขึ้น  ผ่านโลกมามาก  เห็นคนเกิดแก่เจ็บตายมาก็เยอะ  ความไม่เที่ยงแท้โดยพื้น ๆ เหล่านี้ก็เห็นกันได้ไม่ยากนักหรอกครับ  คนป่าคนดอยเขาก็เห็นได้ไม่ต้องถึงนักปราชญ์หรอก

      แต่จะเห็น "แจ้ง" หรือไม่นั้นอีกประเด็นนึงครับ  กฎไตรลักษณ์เรียนมาแต่เด็ก ท่องไปสิครับ แต่มีใครจะเห็นแจ้งจางปางได้จริงสักคนเชียว

      ผู้ที่เห็นแจ้งจางปางขนาดนั้นคือ พระโสดาบันขึ้นไปเชียวนะครับ

      การนำเรื่องพุทธไปโยงเพื่อรับใช้คำสอนคริสต์ก็เช่นกัน  มั่วไปหมด พยายามเอาปรัชญามาตีความ  หลายสิ่งหลายประการที่บอกว่าการเห็นภพเห็นภูมินั้นเป็นสัญญาวิปลาส  และการได้มีปาฏิหาริย์อะไรนั้น  ไม่คิดบ้างว่าเป็นสัญญาวิปลาสบ้างครับ  ค้นหาความจริงแท้ แจ้งจางปางหรือยังครับ  ว่านั่นคืออะไร  มันคืออะไรกันแน่  

      และถ้าใครติดตามการแสดง คห. ของผม จะเห็นว่า ผมจะว่าด้วยเรื่องจิต ไม่ได้แบ่งแยกใด ๆ ว่าเป็นคริสต์ พุทธ อิสลาม  แต่ จขกท. ไม่เข้าใจในเรื่องการที่โลกเราแบ่งเป็นพวกโน้น กลุ่มนี้  เขาแบ่งด้วยความเหมาะสม  แบ่งด้วยลักษณะหลาย ๆ ประการ เช่น ถิ่นที่อยู่ ฯลฯ  ถ้า จขกท. ไม่อยากให้แบ่งจริง ๆ  จขกท. ก็เร่งไปบอกประเทศต่าง ๆ ในโลกให้ทำให้เหมือน ๆ กัน  ทำอะไรให้เหมือน ๆ กัน  จะทำได้ไหม (แต่สามารถมีอะไรที่สอดคล้องกันได้ เช่น กฎหมายระหว่างประเทศ  การร่วมมือกันระหว่างประเทศ ฯลฯ)

      โลกเรามีบางประการที่ทำให้วุ่นวายก็เพราะว่า  พยายามจะทำให้โลกเราเหมือนกัน  พยายามไปให้เขาเชื่อให้เหมือนกัน  

      อย่างที่พระนารายณ์มหาราชท่านตอบบาทหลวงที่มาเซ้าซี้ให้ท่านเปลี่ยนเป็นคริสต์ว่า  ถ้าพระเป็นเจ้าต้องการให้ทุกคนในโลกเป็นคริสต์ ท่านคงทำไปนานแล้ว แต่นี่ไม่ทำแสดงว่าท่านไม่ได้ต้องการให้รวมกัน ไม่ได้ต้องการใหนับถือเหมือน ๆ กัน (ทำนองนี้นะครับ ผมจำประโยคจริงไม่ได้) ..


จากคุณ : สุธี - [ 1 ธ.ค. 48 06:42:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 46

เรื่องบางอย่างควรรู้เฉพาะตน
การยื่นพลอยให้ไก่มันไม่มีประโยชน์หรอก


จากคุณ : nakaraj - [ 1 ธ.ค. 48 08:25:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 47

พี่ปอยเพตครับ NJ เป็นคนแพ้ความยาว และอ่านหนังสือ ไม่แตก จึงเรียนถามพี่ อย่างไม่อ้อมค้อมว่า พี่ ปอยเพต
ยังเป็นคริสต์ อยู่ไหม ถ้าใช่ หนูขอติง คำลงท้ายว่า

-สัจจะอวยพร ตามที่พี่ใช้ประจำไม่น่าจะเหมาะ

- การที่พี่ชอบ เปรียบเทียบ เรื่อง ของคริสต์ (พระเจ้า ) กับ ความเชื่อของพุทธ ในที่สาธารณะ ก็ไม่เหมาะ ฮะ เพราะเกิด การเข้าใจผิดกันได้ง่าย เช่น NJ ไม่แน่ใจว่าความเชื่อ และศรัทธาของพี่เป็นเช่นไร ทำนองเดียวกัน พี่น้องคนพุทธ ก็ไม่ได้ยอมรับ ว่าพี่เป็นพุทธ หรอก เพราะเห็นโดนติง หรือ ตอบโต้ ทุกกระทู้มั้ง:'-(

-ลักษณะที่พี่เสนอ น่าจะเป็นในชั้น เรียนศาสนาเปรียบเทียบ การสัมมนา เสนอ บทความ หรือ พูดคุย กันส่วนตัวจะดีกว่า

- พระเจ้าให้เราอยู่กับผู้อื่นอย่างสันติ พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นแบบแห่งการถ่อมใจ ฮะ

ขอพระเจ้า ตรีเอกภาพ อวยพร


จากคุณ : NJ - [ 1 ธ.ค. 48 10:44:22 A:58.9.130.168 X: TicketID:001125 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 48

คุณNJ กล่าวผิดไปแล้วละครับ ชาวพุทธที่เห็นด้วยกับคุณProphetนะมีครับ ดูความคิดเห็นที่ 36และความคิดเห็นที่ 42 ให้ดีๆนะครับ สำหรับคุณสุธีการที่คุณProphetใช้คำศัพท์ที่ผิดคุณทักท้วงได้ตักเตือนได้แต่สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้นมันถูกแล้วหรือครับสำหรับการอ้างว่าเป็น"คนพุทธ"
คุณสุธี=>" (แล้วที่ จขกท. อ้างโน่นอ้างนี่ไม่ทราบว่า พระเป็นเจ้ามาบอกหรือ จขกท. รู้เองก็ไม่รู้นะครับ และงั้นก็ต้องโยนไบเบิลทิ้งไปด้วยนะ เพราะนั่นก็ตำรา)"
น่าสงสารคุณสุธีนะครับ เรียนพุทธมาตั้งนานก็น่าจะรู้นิครับว่าการใช้ปัญญาในการคิดวินิจฉัยมันก็ต้องมีผิดพลาดได้บ้างสิครับเราไม่ใช่พระอรหันต์นิถึงจะรู้แจ้งไปซะทั้งหมด ถ้าใช้คำพูดตักเตือนดีๆ ในฐานะคนพุทธเหมือนกันผมยังพอรับฟังแต่ลักษณะที่คุณใช้ในตอนนี้มันเหมือนกับการเสียดสีและถากถาง อีกอย่างธรรมของพระพุทธองค์ไม่ได้มีไว้เพื่อคนพุทธเพียงอย่างเดียวแต่มีไว้เพื่อผู้ที่กำลังมีทุกข์อยู่ทั่วโลก ไม่จำกัดศาสนา พระพุทธองค์ไม่เคยบังคับให้ใครมานับถือพระพุทธองค์ หรือต้องนับถือพระพุทธองค์เพียงหนึ่งเดียว คนต่างศาสนาก็สามารถรับฟังคำสอนของพระพุทธองค์ได้
ปล.ผมชอบคำพูดนี้ของคุณProphet
"ความเชื่อสองสิ่งนี้มันไม่เคยขัดแย้งกันเลยในชีวิตผม
ปัญญากับศรัทธา ต้องมาคู่กันไม่ว่าจะถือความเชื่อแบบใด"


จากคุณ : ปราชญ์ - [ 1 ธ.ค. 48 12:01:37 A:221.128.107.213 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 49

อ้อผมพิมพ์ตกไปครับ
"คนต่างศาสนาก็สามารถรับฟังคำสอนของพระพุทธองค์ได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนศาสนามาเป็นพุทธ"
แต่การยึดมั่นถือมั่นจนเกินไปของคุณสุธีผมขอบอกตามตรงนะครับว่าผมรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนัก


จากคุณ : ปราชญ์ - [ 1 ธ.ค. 48 12:15:26 A:221.128.107.213 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 50

.
      ขอบคุณคุณปราชญ์ ที่ทักท้วงมาครับ  แต่ผมวานให้คุณย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นใหม่จะดีไหมครับ  เรื่องตำรานั่นน่ะ ผมเองก็โดนเขาต่อว่ามาว่า (ความจริงคงกระทบหลายคน) ติดแต่ในตำรา  

      ซึ่งจะจริงหรือไม่  ไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่  เรื่องราวทั้งหลายแหล่ที่เขายกมาเล่นงานหรือเอามาปะปน เช่น เรื่องของพระศรีอาริย์ ฯลฯ  นั้นต้องเอาว่าเอาจาก  "ตำรา"  มาตอบกัน  เพราะจะมาอ้างว่า  นั่งสมาธิหรือระลึกชาติ หรือแสดงปาฏิหาริย์ได้คำตอบ  เอามาตอบไม่ได้นะครับ  

      ดังนั้นผมจึงทักท้วงเขาไปในตอนแรก และผมก็โดนยันกลับมาด้วยประโยคดังกล่าว  ผมก็ต้องยันเขากลับไปเช่นกันในเรื่องตำรา  เขาก็อ่านมาจากตำราเหมือนกัน  เพียงแต่อาจจะเอาเป็นฐาน (หรือไปคว้าเอาจากไหนทั้งหมดก็เป็นได้)

      ผมจึงแสดงความแปลกใจกับความไม่รู้เรื่องพุทธของเขาและยังตะแบงเอา ปรัชญาที่คิดขึ้นมาเอง มาทุบทำลายเรื่องราวในพระไตรปิฎกนะครับ  

      ประเด็นในการแสดงความเห็นของเขา  ไม่ใช่เรื่องของมารยาท เรื่องของอคติ  เรื่องของความยึดถือเกินไปดังคุณว่า  แต่เป็นเรื่องของการ "แปลงสาร" ของ จขกท. และมาแปลงพุทธให้ผิดไปเสียด้วย  ด้วยความไม่รู้เรื่องรู้ราวของเขา  เป็นเรื่องของหลักการ  อย่างเรื่อง  อนัตตา ตะแกไปบอกว่าศาสนาอื่นสอนก่อนพุทธตั้งนาน  อันนี้ตู่เอา  คุณไม่ได้อ่านหรือครับ  เอาไปตู่ก็ตู่ผิด ๆ เสียด้วย  ฯลฯ    อ่านหน่อยก็ดีครับ

      และถ้าจะคุยกันในเรื่องผลของการปฏิบัติก็คุยได้  ผมได้ชี้แจงและบอกเขาไปแล้ว  แต่นี่ไม่เลย  เขาไม่ได้คุยกันเรื่องนี้เลย (เพราะเขาคุยว่าเขาเคยปฏิบัติในแนวพุทธมาก่อน)  

      และอีกหลายประการที่เขาเสียดสีชาวพุทธในทำนองว่า  เรื่องภพเรื่องอะไรนั่น ว่าน่าจะเป็นสัญญาวิปลาส  อันนี้ไม่ทราบ คุณ "ปราชญ์" ได้ไปติดตามอ่านหรือไม่ครับ

      คุณโปรดตามไปอ่านดี ๆ แล้วใช้สติปัญญาดี ๆ ให้สมกับชื่อที่คุณอุตส่าห์ตั้งด้วยจะดีมากเลยครับ ...

แก้ไขเมื่อ 01 ธ.ค. 48 12:37:47

จากคุณ : สุธี - [ 1 ธ.ค. 48 12:35:09 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 51

ถึงคุณสุธี
The Prophet=>"ทุกวันนี้เลยเลิกพิสูจน์พวกภพภูมิต่างๆ ถึงได้เห็นจริงๆ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่สัญญาวิปลาส?
ผมเลยหันมานั่งพิจารณาปฏิจจสมุปบาทของแต่ละขณะจิตของตัวเอง และเจริญสติปัษฐาน 4 ดีกว่า"
ผมตีความได้2ความหมายจากคุณProphet
ความหมายที่ 1 เขาถามพวกเราว่าเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเห็นไม่ใช้สิ่งที่จิตของเราปรุงแต่งขึ้นมาเอง
ความหมายที่ 2 เขาคิดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ไม่เป็นจริง
แต่จากประโยคที่ว่า"ผมเลยหันมานั่งพิจารณาปฏิจจสมุปบาทของแต่ละขณะจิตของตัวเอง และเจริญสติปัษฐาน 4 ดีกว่า" นั้นแสดงว่าเขายอมรับในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน และข้อความของคุณProphetน่าจะเป็นไปตามความหมายที่1ไม่ใช่ความหมายที่2 ผมเลยอยากบอกว่าคุณสุธีคุณมีอคติมากจนเกินไป


จากคุณ : ปราชญ์ - [ 1 ธ.ค. 48 13:42:30 A:221.128.107.213 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 52

.

  งั้นก็แล้วแต่คุณจะคิดเถิดครับ  โชคดีครับ ...


จากคุณ : สุธี - [ 1 ธ.ค. 48 14:17:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 53

ขอบคุณคุณ gow27  ที่เสนอเรื่องปัจเจกพุทธเจ้ามานะครับ
ที่คุณบอกว่า

เพียงแต่แก้ไขให้ตรงหลักการว่า พระพุทธเจ้านั้น จะไม่ทรงอุบัติพร้อมกันในเวลาที่สัจธรรมยังไม่สูญหายไปหมดสิ้นจากโลกก่อน ทั้งนี้ เพราะพระพุทธเจ้า ย่อมต้องตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยมิได้อาศัย สิ่งที่คนอื่นค้นพบแล้ว หากเป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าก็คงเป็นเพียงผู้ลอกเลียนแบบ ผู้ตาม หรืออยู่ในฐานะ 'สาวก' หรือ 'ลูกศิษย์' ของศาสดาที่ค้นพบสัจธรรมมาก่อนหน้าเท่านั้น

>> อันนั้นคุณกำลังพูดถึงปัญหาเรื่องคำนิยามของคำว่า "พระพุทธเจ้า" สินัครับ ถ้าเอาตามคำนิยามก็ถูกต้องตามคำนิยามละครับ เพราะเรื่องที่พระพุทธเจ้าเปิดเผยเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยกล่าวถึงในอินเดียสมัยนั้นเลย แต่อย่าลืมว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการคิดและแยกแยะความจริงทั้งนั้น และความจริงแท้ที่แต่ละคนสัมผัสเป็นของกลางๆ ทุกคนสามารถสัมผัสความจริงได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่เราจะนำมาเปิดเผยหรือเปล่า และเปิดเผยเท่าใด และสิ่งนั้นมีผู้เปิดเผยมาก่อนหรือเปล่า และจะบรรยายได้ผิดแผกไปจากความจริงเท่าใด

อุปมาเหมือนคนมองเห็นนกตัวหนึ่ง เราสามารถบอกได้หรือว่า คนมองเห้นนกก่อนหรือนกมองเห็นคนก่อนละครับ
อุปมาเหมือนกับคนสองคนมองเห้นนกตัวหนึ่ง และให้คนสองคนบรรยายลักษณะของนกตัวนั้น สองคนนั้นบรรยายเหมือนกันไหมละครับ และใครบรรยายถูกผิด เราตัดสินได้อย่างไร จะตัดสินได้เมื่อเราจับมันอยู่ในมือเราและมันไม่อาจไปไหนจากเราและเรามองเห็นมันชัดเจนทะลุปรุโปร่ง

สัจธรรมหนึ่งก็เหมือนกับนกตัวหนึ่งที่บินอยู่แหละครับ คนเห็นมันแว่บหนึ่ง ภาพยังติดตาอยู่ และมันก็บินต่อไปจากเรา เราได้แต่บรรยายประสบการณ์ที่ได้จากสัจธรรมนั้น

พระพุทธเจ้าพระองค์เป็นผู้ที่มองเห็นสัจธรรมได้มากที่สุดและบรรยายได้ละเอียดที่สุดเท่าที่ได้สัมผัสมา ใครที่เคยอ่านกระทู้ผมจะเห็นว่าผมไม่เคยชี้ชัดเลยว่าใครถูกใครผิด กษัตริย์โซโลมอน พระเยซู พระศาสดาต่างๆ ท่านรู้ความจริงเท่าไรไม่รู้ได้ แต่ท่านเปิดเผยมาเท่าที่จะเป็นประโยชน์แก่สภาพแวดล้อมของที่ที่ท่านอยู่ว่าจะรับได้มากแค่ไหน

พระพุทธองค์ประทับดุษณียภาพ ไม่ทรงตอบเมื่อสาวกหรือผู้สงสัยถามปัญหาที่ไม่เป็นประโบชน์ต่อการดับทุกข์
พระเยซูทรงตรัสตอบสาวกที่ถามถึงอนาคตว่า ไม่ใช่ธุระของเราที่จะรู้ พระบิดาเท่านั้นที่ทรงทราบ หรือ ท่านทั้งหลายยังเป็นทารกจึงต้องกินอาหารอ่อน เมื่อโตแล้วจึงจะได้อาหารแข็งได้ หมายความว่าอย่างไร

คนทะเลทราบกับคนชมพูทวีปต่างกัน ที่คนชมพูทวีปแสวงหาความสุขทางจิต (ปัญญา) มากกว่าทางกาย แต่คนทะเลทรายแสวงหาความสุขทางกาย มากกว่า เป็าหมายและวิธีของศาสดาทั้งสองจึงต่างกัน แต่สิ่งที่กล่าวเป็นความจริงเหมือนกัน

หัวใจของความสุขทางจิตก็คือการดับทุกข์
หัวใจของทุกข์คือการไม่ยอมรับรู้และเข้าใจปรากฏการณ์สิ่งต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริง
จะดับทุกข์ได้ก็ต้อง ยอมรับและรับรู้ด้วยความเข้าใจปรากฏการณ์สิ่งต่างๆ ตามสภาพที่มันเป็น
จะสรุปได้เป็นกฏไตรลักษณ์ อิทัปปัจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาก ก็ตามพระพุทธเจ้าทรงปรารถนาให้ชาวชมพูทวีปเข้าใจดังนี้

แต่พระคริสต์นั้นต่างกัน
หัวใจของความสุขทางกายของคนอิสราเอลนั้นขาดปัญญา และมุ่งแต่ฝากชีวิตไว้กับความหวังหรือศรัทธาในพระเจ้า ด้วยความกลัวและการแลกเปลี่ยนต่อรองด้วยความดี-ชั่ว
พวกเขาได้แต่รอพระเจ้ามาโปรดและปลดปล่อยเพื่อให้พวกเขาสบาย และก็หวังว่าพระคริสต์เป็นเช่นนั้น
แต่พระคริสต์ก็มาทางสอนให้คนทะเลทรายต้องอดทน ต้องเสียสละ และต้องมองพระเจ้าด้วยสายตาของความรักมากกว่าสายตาของความกลัวและความหวังในความสุขชั่วคราว

ทั้งสองพระองค์ต้องการช่วยคนสองกลุ่มนี้ให้รอดด้วยความจริงเหมือนกัน คือการสละทุกอย่าง แม้แต่ใจของตัวเอง
พระพุทธเจ้าทรงสละทุกอย่างในชีวิต เพื่อปัญญาบริสุทธิ์
วิธีของพระองค์คือ ต้องรู้ทุกอย่าง ให้กระจ่างชัด นั่นคือเปลี่ยนอวิชชาให้เป็นวิชชา เมื่อไรที่ขจัดความสงสัยในทุกสิ่งสิ้นไป เมื่อนั้นก็จะไร้ความทุกข์
พระเยซูทรงสละทุกอย่างในชีวิต เพื่อศรัทธาบริสุทธิ
วิธีของพระองค์ก็คือ แทนที่จะขอพระเป็นเจ้าก่อน และให้พระเจ้าฟังเรา กลับให้ยอมฟังพระเป็นเจ้าที่ทรงขอจากเราก่อนและสละทุกอย่างรวมทั้งชีวิตอิสระภาพทางกายและใจให้พระองค์โดยไม่เหลือแม้ตัวเอง


จากคุณ : The Prophet - [ 1 ธ.ค. 48 16:56:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 54

ถ้าคุณอยาก
พิสูจน์หลักการในศาสนาจริงๆต้องฝึกกรรมฐานให้เห็น
ภพภูมิต่างๆ สัมผัสสิ่งเร้นลับได้ ความจริงบางอย่าง
ไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ของศาสนาใดๆแต่มีอยู่จริง

+++
ครับทราบครับว่าสิ่งเร้นลับมี
แต่ทำไมผมจะต้องอยากเห็นอยากพิสูจน์มันหละครับ ว่ามันตรงตามตำราไหนหรือเปล่า
ผมไม่เคยอยากรู้และสงสัยว่ามันจะมีจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดมีประสบการณ์จริง ก็ต้องมาคิดต่ออีกว่า แล้วเราไม่ได้คิดไปเองหรืออีก .. ปวดหมองครับ

ผมไม่ชอบพิสูจน์อจินไตย


จากคุณ : The Prophet - [ 1 ธ.ค. 48 17:20:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 55

คห. 36

อนุโมทนาในฐานะที่คุณเป็นคนพุทธคนหนึ่งครับ
และนั่นแหละคือคนที่ผมอยากให้โลกนี้มีเยอะๆ
คนที่ยอมรับความต่างนั้นน่าสรรเสริญ

แต่คนที่น่าสรรเสริญยิ่งกว่า คือคนที่มองเห็นความเหมือนในความต่าง

ผมชอบงานฝังพระศพสมเด๋จพระสันตปาปาจอห์นปอลที่ 2 นะ แม้ว่าท่านจะเคยเข้าใจผิดในเรื่องศาสนาพุทธ หรือ อิสลาม แต่ท่านก็พยายามเข้าใจ และพยายามประสานความสัมพันธ์ และงานฝังพระศพก็มีคนทุกศาสนามาร่วมไว้อาลัย

ชวนให้คิดว่า คนต่างประเภทจะมาร่วมกันอย่างนั้นได้ ต้องมีคนดีสักคนหนึ่งตาย และมีความรู้สึกร่วมกันว่าทุกข์ เสียใจ ใช่หรือเปล่า  หรือว่าต้องมีคนดีสักคนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนมีความสุขร่วมกัน จึงจะทลายกำแพงอคติที่ขวางอยู่ได้.. น่าคิดนะครับ

ในฐานะเป็นผู้ติดตามพระเจ้าธรรมดาๆ คนหนึ่ง ขอสันติอยู่กับคุณ และขอพระเจ้าอวยพระพรคุณครับ


จากคุณ : The Prophet - [ 1 ธ.ค. 48 17:26:46 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 56

คุณหมึกสีขาวครับ

ผมจรไปมา แถวพันทิพ เพราะผมได้ออกจาก "ความว่าง" แล้ว
เมื่อใรที่ผมหายจากพันทิพ เพราะผมเริ่มเข้าสู่ "ความว่าง"

ในความไม่ว่างนั้นมีความว่างเสมอครับ
คนคิดได้อย่างนี้จึงจะเข้าใจคุณครับ


จากคุณ : The Prophet - [ 1 ธ.ค. 48 17:29:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 57

คห. 41 ของคุณ Gow ครับ

ขอบคุณที่อุตส่าห์อธิบายครับ ..ผมรับทราบเจตนาของคุณและแจ้งชัดดีแล้วครับ

แต่ผมบอกคุณได้เพียงว่า
คุณจะกินเนื้อแอ๊ปเปิ้ล มีทางอยุ่สองทาง
1. คุณกินเปลือกด้วย
2. คุณแกะเปลือกก่อน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าคุณได้กินเนื้อแอ๊ปเปิ้ลแล้ว คุณว่า เนื้อหรือเปลือกที่ สำคัญกว่ากันละครับ ฉันใดก็ฉันนั้น

การยกย่องชาติภูมิศาสดา ปาฏิหารย์ต่างๆ การยกตัวอย่างอุปมา ชาดกต่างๆ หรือแม้แต่พระอภิธรรมต่าง ๆ  ล้วนเป็นเปลือกที่ห่อห้มความจริงที่เรียกว่า ความหลุดพ้นอยู่ ทั้งนั้น

ผู้ที่หลุดพ้นแล้วเขาจะกลับมาสนใจสิ่งเหล่านั้นอีกไหมละครับ

ประเด็นผมคือเนื้อแอ็ปเป้ล และผมบอกว่า เหมือนกับเนื้อสาลี่ คุณเชื่อหรือเปล่าละ

ไม่เชื่อ ลองเอามาส่องกล้องจุลทรรศน์สิครับ


จากคุณ : The Prophet - [ 1 ธ.ค. 48 17:37:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 58

คุณสุธีใน คห. 45 ครับ

ผมพูดด้วยประสบการณ์ แต่คุณพูดด้วยตำรา
มันคงจะยันกันยากอะครับ

ผมเป็นแค่ผู้บอกเล่าความคิดจากสิ่งที่ตัวเองพบแค่นั้น
ถ้าจะรับใช้ ก็คงรับใช้ความจริงที่ตัวเองพบมากกว่าใคร

และความจริงที่ตัวเองพบก็คือพระเจ้าสูงสุดของผม

ขอพระเจ้าสูงสุดของผมอวยพระพรคุณมากๆ


จากคุณ : The Prophet - [ 1 ธ.ค. 48 17:40:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 59

ตอบเจี้ยบบ้าง
+++

พี่ปอยเพตครับ NJ เป็นคนแพ้ความยาว และอ่านหนังสือ ไม่แตก จึงเรียนถามพี่ อย่างไม่อ้อมค้อมว่า พี่ ปอยเพต
ยังเป็นคริสต์ อยู่ไหม ถ้าใช่ หนูขอติง คำลงท้ายว่า

-สัจจะอวยพร ตามที่พี่ใช้ประจำไม่น่าจะเหมาะ
+++ ใช้พระเจ้าอวยพรก็ได้
แต่เจียบน่าจะรู้ว่า พระเจ้าก็คือองค์ความจริงนะ
+++
- การที่พี่ชอบ เปรียบเทียบ เรื่อง ของคริสต์ (พระเจ้า ) กับ ความเชื่อของพุทธ ในที่สาธารณะ ก็ไม่เหมาะ ฮะ เพราะเกิด การเข้าใจผิดกันได้ง่าย เช่น NJ ไม่แน่ใจว่าความเชื่อ และศรัทธาของพี่เป็นเช่นไร ทำนองเดียวกัน พี่น้องคนพุทธ ก็ไม่ได้ยอมรับ ว่าพี่เป็นพุทธ หรอก เพราะเห็นโดนติง หรือ ตอบโต้ ทุกกระทู้มั้ง:'-(
+++
พี่พูดสิ่งตัวเองเชื่อ ไม่มีกรอบและกฏเกณฑ์
+++
-ลักษณะที่พี่เสนอ น่าจะเป็นในชั้น เรียนศาสนาเปรียบเทียบ การสัมมนา เสนอ บทความ หรือ พูดคุย กันส่วนตัวจะดีกว่า

- พระเจ้าให้เราอยู่กับผู้อื่นอย่างสันติ พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นแบบแห่งการถ่อมใจ ฮะ

+++
สันติมะได้แปลว่าเงียบนะจ๊ะเจี๊ยบ..
อีกอย่าง ใครจะคิดอย่างไรเราห้ามเขาไม่ได้
ถ้าพี่ไม่พูดความจริงพี่ก็ผิดต่อตัวเอง

+++
ขอพระเจ้า ตรีเอกภาพ อวยพร เช่นกันครับ


จากคุณ : The Prophet - [ 1 ธ.ค. 48 17:43:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 60

ท่าทางคุณThe Prophet น่าจะศึกษาปรัชญาของศาสนาต่างๆมาเยอะนะครับ แต่ความคล้ายกันของปรัชญาแต่ละส่วน อาจทำให้คุณเข้าใจสับสนไปบ้าง

กรรม มี เมื่อ เราคิดว่า กรรม มี
สำหรับผู้ที่ไมมี มันก็ไม่มี ทุกสิ่งก็ว่าง
สำหรับผู้ที่มี มันก็มี และทุกสิ่งก็ไม่ว่าง
นิจจังและอนิจจังเป็นเหรียญสองด้าน

อนิจจังก็คือความจริง
นิจจังก็คือความจริง
<------------ท่อนบนถูกครึ่งนึง ผิดครึ่งนึง ส่วนท่อนล่างถูกครับ
สำหรับผู้ที่มี มันก็จะมีครับ ดังนั้นทุกสิ่งจึงไม่ว่าง
สำหรับ"ผู้ที่เข้าใจแล้วว่า"มันมี"ได้อย่างไร" มันจึงจะไม่มี"การเกิดวงจรของกรรม"ต่อไปอีก จึงจะมี"ความว่าง"ครับ
นิจจัง ไม่ได้เป็น"เหรียญสองด้าน"กับอนิจจังครับ (คาดว่าคุณจะเข้าใจแบบเดียวกับเต๋า)
นิจจัง คือ "สิ่งที่ไม่มีในระบบ"ของวัฏฏสงสารครับ เพราะทุกสิ่งในวัฏฏ์ล้วนเป็นอนิจจัง ถ้ามองเป็นเซต นิจจัง(นิรวาณ)กับอนิจจัง(วัฏฏ์) ก็จะเป็นเซตที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
แต่ถึงกระนั้น ทั้ง"นิจจัง"และ"อนิจจัง" ก็ยังเป็นความจริง(เซต) ที่อยู่บนแผ่นที่เรียกว่า "อนัตตา" เช่นกัน

อีกอย่างหนึ่ง อนิจจังเป็นส่วนที่เข้าใจกันทั่วไปของศาสนามากมายครับ ในคริสตืเองก็มีความรู้เรื่องอนิจจัง แม้แต่ในศาสนาพราหมณ์ ในยุคของพระพุทธเจ้า ก็มีความเข้าใจในเรื่องอนิจจังได้ดีมากเลยครับ
แต่ถึงกระนั้น "อนัตตา" ก็ยังเป็นหลักที่ไม่เคยมีใครเข้าใจอยู่ดี
อย่าว่าแต่เนื้อสาลี่กับเนื้อแอปเปิ้ลเลยครับ แม้แต่เนื้อแอปเปิ้ลเหมือนกัน ต่างผลยังต่างเนื้อกันเลยนะครับ
ลองมองผ่านกล้องจุลทัศน์ดูดีๆนะครับ


จากคุณ : YF-01 (ประพัฒณ์) - [ 1 ธ.ค. 48 23:23:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 61

.
    คุณเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ  เรื่องประสบการณ์อะไรของคุณนั้นผมไม่ได้ไปแตะต้องเลย  แต่ที่ผมท้วง (และหลายท่านท้วง)  เป็นเรื่องของสิ่งที่จารึกไว้ในพระไตรปิฎก  เช่น เรื่องพระศรีอาริย์ , ความเป็นพุทธะ , ไตรลักษณ์ (ซึ่งหลายเรื่องเห็นได้ชัดว่าคุณปอยเปตไม่ได้เข้าใจอะไร)

   ถ้าจะว่าในเรื่องประสบการณ์ผมก็มี  ทำไมจะไม่มี ทั้งสมถะและวิปัสสนาผมก็ได้เคยปฏิบัติ และก็เห็นจริงตามที่พระไตรปิฎกท่านได้กล่าวเอาไว้

   ส่วนคุณนั้นแม้ประโยคง่าย ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการที่ติดตำรา เป็นเรื่องคำศัพท์  คุณก็ยังมั่ว  ยังไม่เข้าใจ

   คุณขาดความรู้เรื่องพุทธ (ซึ่งเรื่องคริสต์ผมไม่เกี่ยว  แต่ผมได้ยินในกระทู้อีกกระทู้หนึ่ง  อารักขา ซึ่งเป็นคริสต์ยัง งง กับคุณเลยครับ)  แต่คุณพยายามแปลงสาร พยายามนำมาปะปนกลมกลืน เพื่อนำไปรับใช้ลัทธิของคุณ (ซึ่งคุณไปอ้างเอาพระเป็นเจ้าของคริสต์เขามาเป็นสุดยอดของคุณ)

    และก็อ้างเอาว่าเป็นผลจากการปฏิบัติ  เป็นผลจากประสบการณ์  ลัทธิอย่างนี้ในวงการผ้าเหลืองก็มีครับ  เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่ง

    ผมคิดว่าคุณท่าจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผม (และหลายคนท้วง) เป็นแน่ เพราะว่าจิตใจของคุณนั้นได้ "ตั้งคำตอบ"  ไว้ในใจไว้แล้ว  และไม่ฟังใคร ยังมุ่งมั่นที่จะกลมกลืนเอาคำสอนหลักธรรมของพุทธไปรับใช้ลัทธิของคุณให้จงได้อยู่

    แล้วแต่เวรแต่กรรมเถอะนะครับ  อย่าให้มากเกินไปแล้วกัน ...


จากคุณ : สุธี - [ 2 ธ.ค. 48 06:12:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 62

ผมชอบความเห็นของคุณประพัฒน์นะครับ

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป้น สามลักษณะของสรรพสิ่ง
แต่ไม่ได้หมายความว่า อนิจจัง=ทุกขัง=อนัตตา จริงไหมครับ และอนัตตา ตรงข้ามกับ อัตตา ก็จริง เพราะทั้งสองต่างกันสุดขั้ว

1. ที่คุณเสนอว่า
สำหรับ"ผู้ที่เข้าใจแล้วว่า"มันมี"ได้อย่างไร" มันจึงจะไม่มี"การเกิดวงจรของกรรม"ต่อไปอีก จึงจะมี"ความว่าง"ครับ
++
ผมเสนอว่า การทำให้ไม่เกิดวงจรของกรรม นอกจากการพยายามทำความเข้าใจสาเหตุแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่ง
คือ การไม่สนใจว่า มันมี ได้อย่างไร เมื่อไม่สนใจ ก็ไม่เกิดเวทนา และไม่เกิดกรรมชั่วและดี เพราะเราไม่เอาความรู้สึกไปตัดสินเหตุการณ์ ก็จะเป็นการ "ว่างจากการอยุ่เหนือกรรม" น่าจะง่ายกว่าการคิดและทำความเข้าใจในการ "มี" เสียอีกนะครับ

2. นิจจัง ไม่ได้เป็น"เหรียญสองด้าน"กับอนิจจังครับ (คาดว่าคุณจะเข้าใจแบบเดียวกับเต๋า)
นิจจัง คือ "สิ่งที่ไม่มีในระบบ"ของวัฏฏสงสารครับ เพราะทุกสิ่งในวัฏฏ์ล้วนเป็นอนิจจัง ถ้ามองเป็นเซต นิจจัง(นิรวาณ)กับอนิจจัง(วัฏฏ์) ก็จะเป็นเซตที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
แต่ถึงกระนั้น ทั้ง"นิจจัง"และ"อนิจจัง" ก็ยังเป็นความจริง(เซต) ที่อยู่บนแผ่นที่เรียกว่า "อนัตตา" เช่นกัน

++
ความไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ควบคุมและไม่ถูกควบคุม ไม่คงที่ และไม่แน่นอน เป็นไปตามเหตุปัจจัย เพราะธรรมคู้เราถึงแบ่ง 1 เป็น  2 คือ อสังขตะธรรมและสังขตะธรรม จริงไหมครับ
ผมเสนอว่าทั้งนิจจังและอนิจจัง เป็นสิ่งเดียวกัน เพราะธรรมชาติคู่ ก็คือ เมื่อมีสิ่งที่เป้นพวกเดียวกัน ก็ต้องมีสิ่งตรงข้าม มีใช่ก็มีไม่ใช่


จากคุณ : The Prophet - [ 2 ธ.ค. 48 12:44:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 63

เหมือนคุณวาด วงกลมทึบสีดำลงบนกระดาษสีขาว
คุณมองเห้นอะไรครับ
มองเห็นวงกลมสีดำ หรือ กระดาษสีขาวก่อน
บางคนมองว่ามีวัตถุสีดำอยู่บนกระดาษขาว เพราะเขาสนจวัตถุสีดำ หรือมองว่ากระดาษขาวนั้นส่วนหนึ่งถูกตัดเป็นวงกลม เพราะเขาสนใจกระดาษขาว

นิจจังกับอนิจจังก็เหมือนกัน
สิ่งที่คงที่ก็มี เพียงแต่เราอาจไม่รู้ เพราะเรารู้และสนใจแต่สิ้งที่ไม่คงที่ ในทางกลับกันก็เช่นกันอย่างนี้

ความดีจึงเป็นแค่หน้ากากของความชั่ว
และความชั่วก็เป็นหน้ากากของความดี

ทุกสิ่งล้วนยุติธรรม แต่เราพยายามที่จะบังคับให้มันเป็นไปตามที่เราคิด และเราก็ตัดสินผลว่าชอบไม่ชอบ ดีไม่ดี

คุณลองส่องกล้องจนถึงอะตอมสิครับ
ยังผ่าออกมาเป็นพลังงาน และพลังงานนั้นมาจากไหน?
ยังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกมากครับ

รู้มากยิ่งทุกข์มากครับ คนเราทุกข์เพรระอวิชชามาเยอะ ทางแก้มีทั้งการค้นหาความจริงให้ถึงที่สุด
และการปล่อยวางให้เป็นไปตามธรรมชาติ

แล้วแต่คนจะเลือกครับ

ขอพระเจ้าสูงสุดอวยพรคุณให้เจริญในธรรม


จากคุณ : The Prophet - [ 2 ธ.ค. 48 12:55:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 64

ความคิดเห็นของคุณ Prophet ก็น่าสนใจถ้ามองเชิงปรัชญา ผมขอเสนอมุมมองของผมนะครับ ขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้ศึกษาทั้งศาสนาพุทธ/คริสต์อย่าลึกซึ้ง รวมทั้งปรัชญาด้วย แต่ก็อ่านมาบ้าง คิดซะว่าผมเป็นมือสมัครเล่นละกันนะครับ

"การไม่สนใจว่า มันมี ได้อย่างไร เมื่อไม่สนใจ ก็ไม่เกิดเวทนา และไม่เกิดกรรมชั่วและดี เพราะเราไม่เอาความรู้สึกไปตัดสินเหตุการณ์ ก็จะเป็นการ "ว่างจากการอยุ่เหนือกรรม" น่าจะง่ายกว่าการคิดและทำความเข้าใจในการ "มี" เสียอีกนะครับ"

คุณProphet คงต้องขยายความหน่อยว่า "ไม่สนใจ" ของคุณแปลว่าอะไร ผมมองเป็นสองแนวคือ 1) ไม่สนใจ = ไม่รับรู้ กรรมจะเกิดยังไง ส่งผลยังไง ไม่สน ภาษาอังกฤษคือ ignore 2) ไม่สนใจ = ยอมรับผลของกรรมโดยไม่สนใจว่ามันมาได้ไง ยอมรับว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง แบบยอมรับพระเจ้าโดยดุษฎี ภาษาอังกฤษน่าจะใช้คำว่า submit ผมคิดว่าคุณ prophet หมายถึงแบบที่สองใช่ไหมครับ

การไม่สนใจแบบนี้ผมมองว่าไม่ใช่"ง่าย"เลย เพราะคนเราอยู่ในโลก ก็มองว่าทุกอย่างเกิดขึ้นแบบมีเหตุมีผล อยู่ๆจะมายัดเยียดให้รับผลโดยไม่บอกเหตุคนส่วนมากจะรับไม่ได้ เหมือนคุณทำข้อสอบเลือก choice ก ข ค ง  ทำเสร็จได้คะแนนกลับมาว่าได้ 40 คะแนน แต่คนตรวจไม่ได้แสดงเลยว่าคุณทำข้อไหนถูกข้อไหนผิด คนคงรับลำบาก คนที่รับได้ผมว่าต้องมีศรัทธาสูงไม่ธรรมดา หลายๆคนบอกว่ารับพระเจ้ามาเต็มหัวใจ พอเจอ"พระเจ้าทดสอบ"ก็ยังเคว้ง

ถ้าคำว่"ไม่สนใจ"ของคุณProphet หมายถึงอย่างอื่นก็ช่วยขยายความหน่อยนะครับ


จากคุณ : HotChoc - [ 3 ธ.ค. 48 07:50:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 65

"ผมเสนอว่าทั้งนิจจังและอนิจจัง เป็นสิ่งเดียวกัน เพราะธรรมชาติคู่ ก็คือ เมื่อมีสิ่งที่เป้นพวกเดียวกัน ก็ต้องมีสิ่งตรงข้าม มีใช่ก็มีไม่ใช่"

เรื่องธรรมชาติคู่ผมยอมรับว่าผมยังไม่เข้าใจถ่องแท้นะครับ เรื่องสองขั้วจริงๆแล้วเป็นสิ่งเดียวกันนี่ เรื่องง่ายๆผมก็พอเข้าใจ เช่นร้อนเย็นจริงๆแล้วก็คือสิ่งเดียวกัน (อุณหภูมิ) อุณหภูมิมากก็ว่าร้อน อุณหภูมิน้อยก็ว่าเย็น แต่เรื่องยากๆอย่าง นิจจัง/อนิจจัง มี/ไม่มี นี่ผมยังรวมไม่ได้ คุณProphet ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับว่า นิจจัง/อนิจจัง รวมกันยังไง ทำไมบางคราวเรามองบางอย่างเป็นอนิจจัง แต่สิ่งเดียวกันบางคราวก็เป็นนิจจัง

อีกมุมมองนึงที่ผมคิดๆไว้ก็คือธรรมชาติก็เป็นของมันอย่างนั้น ไม่มีคู่เค่ออะไรทั้งนั้น ตัวเราเองต่างหากที่ไปแบ่งแยกมัน กรรมก็เป็นเพียงผลของการกระทำ ผลออกมาเราชอบก็ว่ากรรมดี(บุญ) ผลออกมาเราไม่ชอบก็ว่าชั่ว(บาป) ถ้ายกไปใช้กับนิจจัง/อนิจจัง ก็จะได้ว่า เรามองของสิ่งนึงเทียบกับความทรงจำของเราเกี่ยวกับของสิ่งนั้น ถ้าสองสิ่งนี้เหมือนกัน เราก็ว่ามันไม่เปลียน ถ้ามองกี่ทีๆของสิ่งนี้มันยังไม่เปลี่ยน เราก็ว่ามันเป็นนิจจัง (อนิจจังก็ตรงกันข้าม)


จากคุณ : HotChoc - [ 3 ธ.ค. 48 08:37:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 66

ผมขอถามผู้รู้หน่อยนะครับ เรื่องนี้สงสัยมานาน ทางพุทธบอกว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง แล้วธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบนี่เป็นอนิจจังด้วยหรือเปล่า เค้าบอกว่าธรรมถูกทุกที่ทุกเวลา อย่างนี้ธรรมก็เป็นนิจจัง? หรืออนิจจังใช้ได้กับวัฏฏสงสาร งั้นธรรมก็อยู่นอกเหนือวัฏฏสงสาร? เหมือนนิพพาน? แล้วงั้นธรรมจะเข้ามามีผลต่อสิ่งที่อยู่ในวัฏฏสงสารได้ไง

จากคุณ : HotChoc - [ 3 ธ.ค. 48 08:46:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 67

ขอบคุณ พี่ปอยเพต ที่ตอบให้ NJ หายข้องใจนิดหนึ่ง

อย่างไร ก็ตาม เจี๊ยบยอมรับมโนธรรมของพี่ เพราะโตๆ
กันแล้ว ฮะ ตามที่บอกล่ะ หนูเป็นโรคแพ้ความยาว
และการพูดโต้กันไปมา จึงไม่นิยมอ่าน เพราะเสียเวลา
และไม่ให้ปัญญาแก่ NJ เลย ดังนั้น จึงไปเยี่ยมห้องจตุจักร
ไปดูหมา แมว ต้นไม้ สบายใจกว่า

ขอพระเจ้าตรีเอกภาพ ทรงอวยพรพี่ เป็นพิเศษ ฮะ


จากคุณ : NJ - [ 3 ธ.ค. 48 09:12:34 A:58.9.129.147 X: TicketID:001125 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ และวาดภาพประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป