◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ###### เส้นทางชีวิตที่มุ่งสู่นรกอเวจี ######

    คนในสังคมไทยจากอดีตส่วนหนึ่งได้กล่าวถึงเรื่อง นรกและสวรรค์ กันมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนพื้นฐานพุทธศาสนา ซึ่งเข้ามาเผยแพร่และเจริญงอกงามตามกาลเวลา ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า เรื่องนี้เป็นปรัชญาของพุทธศาสนา

    แต่ช่วงชีวิตผู้เขียนเท่าที่ผ่านพ้นมาแล้ว ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า พื้นฐานแนวคิดตลอดจนเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เป็นปรัชญาที่หยั่งลงลึกซึ้งถึงรากเหง้าของจิตใจคนอันควรถือว่า เป็นศูนย์รวมของสัจธรรม

    ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง หากมีรากฐานจิตใจอิสระถึงระดับหนึ่งควรจะมองเห็นได้สองด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถเข้าใจถึงความจริงที่มีสมดุล อีกทั้งมีเหตุผลเชื่อมโยงทั้งสองด้านให้สานถึงกันอย่างมีเหตุมีผล

    แต่ชนรุ่นหลังส่วนใหญ่มักเชื่อสิ่งที่เป็นอดีตอย่างปราศจากการค้นหาเหตุผลกับอีกด้านหนึ่งอาจคิดว่า เป็นเรื่องงมงาย ณ จุดนี้เอง ในช่วงถัดมาจึงทำให้กระแสที่ควรจะเชื่อมโยงถึงกันจำต้องขาดหายไป แม้จะนำมาอธิบายก็มักมีแนวโน้มที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องอุปมาอุปไมยมากกว่าสิ่งที่เป็นความจริง ซึ่งควรหยั่งรู้ได้จากจิตใจตนเองโดยแท้

    อาทิเช่น ภาพพุทธประวัติ ซึ่งมีผู้นำออกมาแสดง โดยที่ปรากฏชัดว่าหลังจากพระพุทธองค์ประสูติออกมาจากครรภ์พระมารดา ก็ทรงพระดำเนินได้ นอกจากนั้นยังมีดอกบัวหลวงรองรับพระบาทติดตามมาด้วย

    ภาพที่กล่าวถึง ขาดการอธิบายถึงเหตุผลได้ลึกซึ้งถึงระดับหนึ่ง คนยุคหลังๆ ซึ่งมีความเห็นแก่ตัวสูงขึ้น ย่อมไม่อาจค้นหาความจริงเพื่อนำมาใช้อธิบายเรื่องนี้ได้ จึงทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องเหลวไหล

    หากการดำเนินชีวิตของแต่ละคน แม้จะเติบโตขึ้นมาบนพื้นฐานร่างกายและวัตถุสูงมากแค่ไหน ถ้าวิญญาณความรักยังมั่นคงอยู่ที่พื้นดิน ย่อมไม่จนปัญญาที่จะค้นหาเหตุผลมาใช้อธิบายทำให้เกิดความเข้าใจได้ทุกเรื่อง

    ผู้ที่หยั่งรู้ความจริงจากใจตนเองอย่างลึกซึ้ง ควรจะรู้ได้ว่า ปรากฏการณ์ซึ่งนำมาเขียนไว้ในภาพพระพุทธประวัติระหว่างช่วงประสูติของพระพุทธองค์ ควรจะหมายถึงจิตใจมากกว่าการนำมาตีความบนพื้นฐานวัตถุ เพราะฉะนั้นการที่พระพุทธองค์ประสูติออกมาจากครรภ์พระมารดาแล้วสามารถยืนและเดินได้ น่าจะหมายถึงรากฐานจิตใจที่มีอิสรภาพสามารถหยั่งรู้ความจริงจากพื้นฐานตนเองถึงระดับหนึ่ง ช่วยให้เกิดปัญญาที่ลึกซึ้งสามารถพึ่งพาเหตุผลในใจตนเองได้ชัดเจนกว่าคนทั่วไป

    หรืออีกนัยหนึ่งคือ บุญที่มีมาแต่ชาติกำเนิดถึงระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนั้นดอกบัวหลวงซึ่งรองรับพระบาทควรหมายถึง มีความดีความงามอยู่ในรากฐานจิตใจมาแต่กำเนิด ซึ่งประเด็นนี้ ทุกคนมีเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว หากมีสิ่งปนเปื้อนเข้าไปแฝงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ เว้นไว้แต่ว่าบางคนอาจมีมากมีน้อยแตกต่างกันบนพื้นฐานความหลากหลายของมวลมนุษยชาติ

    หากสามารถเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ย่อมไม่หลงงมงาย ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ความหลงงมงายหรือการมีเหตุผล หาใช่อยู่ที่แนวคิดความเชื่อของผู้อื่นไม่ หากหมายถึงเงื่อนไขที่อยู่ในใจตนเองมากกว่า ดังนั้น คนที่หลงงมงายหากไม่พอใจอะไร มักมุ่งไปโทษคนอื่น แท้จริงแล้วน่าจะอยู่ในรากฐานจิตใจของบุคคลผู้นั้นมากกว่า

    บางคนกล่าวว่า พุทธศาสนาเป็นปรัชญามากกว่าที่จะเป็นศาสนา หากพูดในเชิงโต้แย้งย่อมสะท้อนให้เห็นว่า บุคคลผู้นั้นไม่คิดทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้แจ่มชัด แท้จริงแล้วทุกศาสนามีรากฐานสืบเนื่องมาจากปรัชญาด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น ศูนย์รวมของทุกศาสนาจึงมีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งสิ่งนี้หมายถึงรากฐานจิตใจมนุษย์แต่ละคนอย่างปราศจากพรมแดน

    อนึ่ง สิ่งที่กล่าวมาแล้วควรเป็นศูนย์รวมความแตกต่างของทุกสิ่งทุกอย่าง ประเด็นนี้หากเข้าใจได้ ความแตกแยกระหว่างศาสนาไม่น่าจะเกิดขึ้น ตราบใดที่คนในสังคมใจแตก ความสงบสุขของโลกย่อมเปลี่ยนสภาพมาเป็นความร้าวฉาน ทำให้มนุษย์โลกมุ่งวิถีทางไปสู่การทำลายล้างกันเอง

    ในช่วงที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของสังคมมีผลทำให้สภาพที่อยู่ในรากฐานจิตใจคนห่างจากความจริงมากขึ้น มีผลทำให้คนทั่วไปคิดว่า สิ่งที่กล่าวไว้เป็นเรื่องในเชิงปรัชญานอกจากนั้น เมื่อเกิดสภาพที่ไม่อาจค้นหาเหตุผลบนพื้นฐานความจริงให้หยั่งรู้ได้อย่างชัดเจน จึงมักปัดความยากลำบากที่จะคิดค้นหาความจริง ออกไปจากชีวิตปัจจุบัน จึงเชื่อว่า นรก สวรรค์ เป็นสิ่งเหลวไหล บางคนอาจคิดว่า เป็นเรื่องที่คนโบราณหลอกให้เกิดความกลัว

    ยิ่งเป็นคนมีนิสัยเห็นแก่ตัวแม้เพียงเล็กน้อย ประเด็นดังกล่าวย่อมกลายเป็นความเชื่อที่เลื่อนลอย หากเป็นนรกคงหมายถึงสิ่งที่อยู่ใต้พื้นดิน ซึ่งวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ยาก เนื่องจากศาสตร์สาขานี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านวัตถุ โดยที่ส่งผลสะท้อนกลับมาทำลายโอกาสในการเรียนรู้

    ปัญหาต่างๆ ซึ่งนับวันยิ่งมีการสะสมเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งมาถึงช่วงนี้ เรามักเชื่อกันว่า สังคมกำลังวิกฤตหนัก แต่แท้จริงแล้วหากมองในด้านสร้างสรรค์ ควรจะหยั่งรู้ได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบันมีผลส่งเสริมให้คนดิ้นรนค้นหาความจริงจากสิ่งที่เคยคิดว่า เป็นความเพ้อฝัน เปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่กล่าวกันว่า ทันตาเห็น

    จึงสรุปได้ว่า เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคม หาใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้านเดียวไม่ หากอีกด้านหนึ่งได้ช่วยพิสูจน์ความจริงให้สิ่งที่ยังไม่รู้สามารถรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    หรืออาจสรุปได้ว่า แท้จริงแล้วนรก สวรรค์ รวมทั้งเทวดาและเปรต ก็คือคนที่เดินดินอยู่ในยุคปัจจุบันนั่นเอง แต่รากฐานจิตใจมีสิ่งปนเปื้อนเข้าไปแทรกซึมอยู่ในนั้น มากหรือน้อยสุดแต่ธรรมชาติของแต่ละคน

    ดังนั้น ประเด็นการศึกษาเรื่องชีวิตคนกับสิ่งแวดล้อม จึงควรมุ่งที่เหตุและผลของการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐาน ซึ่งความจริงแล้วหากหยั่งรู้ได้ว่า คนมีรากฐานจิตใจที่สามารถกำหนดพฤติกรรมของตัวเองให้มุ่งไปสู่สภาพที่สร้างสรรค์หรือทำลายก็เป็นได้

     
     

    จากคุณ : น้ำเชี่ยว...ไหลลึก - [ 10 พ.ย. 48 01:31:37 ] ส่งภาพนี้เข้ามือถือ

 
 



กระทู้ยอดนิยม