◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    จริต....ทางตรง....และ....หนังสือ

    ขอทำความเข้าใจกับท่าน  ซักนิด สิ่งที่ท่านจะได้อ่านนี้ เป็นเพียงทัศนะคติของข้าพเจ้า ต่อคำถามของท่านเท่านั้น ซึ่งข้าพเจ้าตอบมันอย่างจริงใจ

    1. จริต กับ รูปแบบการปฏิบัต

    สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป จริต ก็คือ ความรู้สึกนึกคิด ต่อ สภาวะที่เกิดกับบุคคลในขณะปฏิบัต หรือหลังการปฏิบัตแล้ว ตามรูปแบบใดๆก็ตาม เมื่อท่านปฏิบัตแล้วรู้สึกดี สบายใจ เกิดผลบางอย่าง ท่านก็ว่า ถูกจริต เมื่อมันตรงข้าม หรือ ไม่เป็นเหมือนคนอื่น ท่านก็ว่า ไม่ถูกจริต

    โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้า ปฏิบัตตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน เมื่อข้าพเจ้าทำในช่วงแรก ข้าพเจ้าปวดหัวอย่างหนักเป็นอาทิตย์ๆ เพราะต้องการ จะรู้ จะเป็น จะมี แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ย่อท้อ รอจนอาการทุเลา อดทน ทำต่อเรื่อยมา ข้าพเจ้าไม่ได้คิดว่า มันถูกจริตกับข้าพเจ้าหรือไม่ สงสัยแต่เพียงว่า ถ้าทำแล้วเป็นทุกข์ เพิ่มทุกข์ ให้ตัวเอง จะเรียกว่า ทางดับทุกข์กระนั้นหรือ ?

    ข้าพเจ้าเข้าใจในตอนนั้นเอาเองว่า เราคงทำไม่ถูกวิธีมากกว่า จึงเกิดผล ที่ไม่ดีอย่างนี้ (ตัวสภาวะไม่ตรงกับที่ท่านสอน) หรือ ( ตีความคำสอน มาเป็นการปฏิบัตไม่ตรง) (ผลจึงไม่เกิด)

    เมื่อผ่านมาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าผ่านการตีรันฟันแทงกับตัวเอง มาอย่างหนัก และไม่สนอีกแล้ว ว่ามันจะปฏิบัตด้วยรูปแบบใด เพราะ มันเป็นชีวิตของข้าพเจ้าไปแล้ว ไม่ว่านั่ง นอน เดิน ขี่จักรยาน กินข้าว ดูทีวี อ่านหนังสือ มันจะปฏิบัตอยู่อย่างนั้น จะตั้งใจหรือไม่ มันก็จะหวนมาปฏิบัตอยู่อย่างนั้น ไม่มีการพยายาม again

    คำว่า ไม่ถูกจริต บารมีไม่พอ มีแต่มารผจญ กิเลสหนา กรรมเก่าหลอน หรืออะไรทำนองนี้ สำหรับข้าพเจ้า ก็คือ คำพูดของคนขี้เกียจขี้คร้านเท่านั้น และ เจ้าตัว จริต นี้เอง ในมุมมองของข้าพเจ้ามองว่า เป็นตัวทำให้เกิดนิกายต่างๆขึ้นมา แนว หลวงพ่อนั้น หลวงปู่นี่ เถรวาท มหายาน เซน เต๋า หรืออื่นๆ  ถ้าท่านรู้แก่นแท้ของการปฏิบัตแล้ว นิกายทั้งหมด เป็นเพียงสิ่งลวงตา และแก่นของมันชี้ไปที่ สิ่งเดียวกันทั้งหมด

    ถ้าท่านบินสูง ท่านอ่านงานเขียนของสำนักไหนก็ตาม จะถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาเช่นไรก็ตาม มันจะวิ่งไปจุดเดียวกัน แต่น้อยคนมาก ที่จะรู้ว่า จุดจุดนั้นคืออะไร ใครใครก็พูดได้ว่า มุ่งไปนิพพาน มุ่งไปดับทุกข์ อันนั้นเป็นคำพูด ตัวจริงๆของมันคือ ความรู้ความเข้าใจอย่างถึงกึ๋น (ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจนึกคิดที่อยู่ในสมอง)  และมันผ่านการหลอมรวมเข้า จนกลายเป็นสภาวะของตัวบุคคลที่เข้าใจนั้น ซึ่งสภาวะตรงนี้เป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ผ่านตัวบุคคลที่กระทำ มิใช่ผ่านตัวเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์

    ข้าพเจ้าหมายถึงว่า มันผ่านตัวรู้เพรียวๆ ไม่ใช่รู้ผ่านสมอง  สุดท้ายแล้ว ท่านก็แทบจะไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ ตัวรู้มันจะทำหน้าที่ของมันอย่างสุดๆ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกตัวรู้นี่บดบัง หรือเป็นกำแพง จนสิ้นกำลังไปเอง ในเสี้ยววินาที

    สำหรับข้าพเจ้า คำว่า จริต ในความหมายของการปฏิบัตเพื่อไปให้สุดตามทางสายนี้ ไม่มีอยู่จริง
    ขอเพียงให้มี “ใจที่คิดจะทำ จะทุ่ม จะเทลงไปจริงๆ” นั่นเพียงพอแล้ว ส่วนผู้ “เหลาะแหละ” สำหรับข้าพเจ้า มันเป็นเรื่องน่าหัวเราะ ที่จะไปนั่งค้นคิดวิธี ให้เหมาะกับเค้า แล้ว บอกว่า วิธีนี้ถูกจริตกับเค้า เพราะวิธีที่ถูก มันก็มีอยู่วิธีเดียว (วิธี ที่หมายถึงนี้ ไม่ใช่รูปแบบของการปฏิบัต)

    ถ้าท่านต้องการเน้นไปที่ “ความสงบ ดิ่ง นิ่ง” แน่นอน คำว่า “ถูกจริต” จะมีผลกับท่านอย่างมหาศาล ซึ่งมันจะไปเข้าข่าย ของ สมถะ (เน้นผล)

    แต่ถ้าท่านเน้นไปที่ “วิธีการที่ถูก” คำว่า ถูกจริต จะไม่มีความหมายเลย เพราะมันเป็นการรู้ล้วนๆกับสภาวะนั้น ในขณะนั้นๆ  ไม่ว่าท่านจะพอใจกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นนั้นหรือไม่ ซึ่งมันจะไปเข้าข่ายของวิปัสนา (เน้นวิธีการ) (วิธีการในที่นี่ ไม่ใช่รูปแบบ ขอท่านแยกให้ออก)

    เส้นทางอย่างหลังนี้ คือ ทางของยอดคน มีไว้ให้คนที่เดินผ่าน เป็นยอดคน เพราะคนคนนั้นจะทำได้ ในสิ่งที่น้อยคนยิ่งนัก จะเข้าใจ แม้เข้าใจแล้ว ก็ยังยากที่จะทำให้เกิดผลขึ้นได้

    มันก็เหมือนกับการ คัดเพชรออกจากกรวด นั่นแหละท่าน ในทางสายเดียวกันบางคนเดินได้จนสุด บางคนล้มเลิก และเที่ยวประกาศแก้ตัว ว่า ไม่ถูกจริต

    ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับ บุญบารมีใดๆ เลย “ความเพียรบนทางที่ถูกเท่านั้น” ที่เป็นกุญแจสำคัญ

    ท่านต้องเข้าใจว่า “ วิธีที่ถูก กับ ถูกจริต มันเป็นคนละอันกัน ” อันนี้ท่านต้องตีให้แตกนะ ประโยคนี้ สำคัญมากจริงๆ


    2.               อะไรคือ การปฏิบัตอันถูกต้องตรง ที่ข้าพเจ้าหมายถึง

    ท่านลองนึกภาพ ถนนสักสายกว้าง 2 เลน ในตอนกลางคืน ไม่มีไฟ มืดสนิท เมื่อท่านต้องการศึกษาธรรมะ ก็เท่ากับว่า ท่านไปยืนอยู่บนถนนสายนั้น ท่านไม่รู้ทิศทางว่าท่านมาเริ่มตรงไหน และจะต้องไปทางไหน เดินไปส่งเดช และที่กึ่งกลางถนนนั้น ตรงเส้นแบ่งเลนให้รถวิ่ง มีเส้นด้าย วางทอดไปบนถนน เส้นด้ายนี้เปรียบได้กับ แนวทางปฏิบัต อันถูกต้องตรง เส้นด้ายนี้จะมีความยาวแน่นอน มีการสิ้นสุด ซึ่งไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับของคนอื่นได้ว่า เส้นของใครยาวกว่า สั้นกว่า มันขึ้นอยู่กับว่า ใครจะพบเส้นด้ายนี้ได้เร็วกว่า เพราะทุกคนมีเจ้าเส้นด้ายนี่เหมือนกันทุกคน และแต่ละคนก็มีถนนเป็นของตัวเองให้เดิน

    หลังจากท่านเดินสะเปะสะปะไปมา ท่านก็บังเอิญไปรู้สึกถึง ความรู้สึกที่ฝ่าเท้าของท่านเหยียบเอาเจ้าด้ายเส้นนี้ ซึ่งมันบางอย่างไม่น่าเชื่อ (จริงๆแล้วท่านอาจจะ เคยเหยียบมันมาก่อนแล้วในความมืด แต่ท่านไม่รู้สึกถึงมัน) เมื่อท่านเริ่มเอะใจ ท่านก็พยายามคลำตาม เส้นด้ายนั้นไป แล้วคำตอบ ต่อ คำถามในใจที่ว่า ท่านจะไปทางไหนดี ก็เริ่มคลายตัว ท่านจะไม่มีการลังเลอีกแล้ว ท่านจะพร้อมทิ้งชีวิตทั้งหมด ไม่เสียดายชีวิตเลย ถ้าทางนี้ที่ท่านเห็น ท่านประสบอยู่ ท้ายที่สุดแล้วมันจะผิด

    ท่านจะพบมันด้วยตัวของท่านเอง ใครมาบอกท่านไม่ได้ เมื่อนั้นท่านก็จะกลายเป็นโสดาบันคนนึง ......ตามที่ข้าพเจ้าเข้าใจ การมีดวงตาเห็นธรรมนั้น ก็คือ เห็นทางไปที่ถูกต้องนั่นเอง ไม่เกี่ยวกับการละสังโยชน์ ใดๆได้ ถ้าท่านเดินทางถูก ท่านจะละมันได้เอง โดยไม่ต้องพยายามมาก ถ้าท่านเข้าใจตรงนี้ท่านจะตอบคำถามได้ว่า ทำไมผู้เป็นโสดาบันทุกคน จึงรู้ด้วยตัวของเค้าเอง ว่าเป็นโสดาบันแล้ว (จริงๆแล้วคำ คำนี้เป็นสมมตเรียก สภาวะที่คนเห็นทางไป ไม่ได้วิเศษอะไร)

    ในทางตรงกันข้าม ท่านอยู่บนถนนที่มืดมิดนั้น ท่านยังไม่เจอด้ายเส้นนั้น แต่ท่านได้ยินเสียง คนอื่นๆ ร้องเรียกท่าน  “มาทางนี้ๆ ทางนี้ถูกๆ ใครๆ ก็มากันเยอะแยะ” แล้วท่านก็ตามเสียงนั้นไป ท่านก็จะเป็นเฉกเช่นคนอื่นๆ ที่สุดท้ายแล้ว จะไม่ได้อะไร นอกจาก บทเรียนราคาแพงมาก ที่ท่านพบว่า ไม่น่าเสียเวลา ไปกับของปลอม  ซึ่งกว่าท่านจะรู้ มันก็สายเกินไปแล้ว เพราะท่านอาจจะรู้สิ่งนี้ ในขณะกำลังใกล้สิ้นลมก็ได้ และท่านอาจจะรู้ เอาตอนนั้นเสียอีกด้วยว่า ไม่มีชาติหน้าให้แก้ตัวอีกแล้ว

    ข้อความข้างบนเป็นเพียงสมมตให้ฟัง อย่าตีความตามตัวหนังสือนะท่าน เพราะท่านจะหลุดจากสิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามจะบอก และข้อเขียนเหล่านี้ของข้าพเจ้า จะหมดความหมายไปทันที ที่ท่านพยายามตีความ โดยใช้ความคิดของท่านลงเล่นด้วย


    3.                 แนะนำหนังสือ เพราะอยากปฏิบัต

    ข้าพเจ้าศึกษาตามตำราน้อย ถ้าถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคงแนะนำ ได้แค่เพียง หนังสือเล่มใดก็ได้ของหลวงพ่อเทียน เพราะในเรื่องของแก่น สอนเหมือนกันหมด แต่การอ่านงานเขียน ของคนคนนี้ ท่านอย่าตีความตามสิ่งที่ท่านอ่านเด็ดขาด อย่าคิดเอาเอง ว่ามันคงเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยเฉพาะ เมื่อท่านไม่มีคนแนะนำ ไม่ใช่เหตุผลอะไร คือท่านจะไปช้า ท่านจะเจอเส้นด้ายที่ว่านี่ช้า แต่เจอแน่นอน ถ้าไม่ท้อเสียก่อน ทางสายนี้จะไม่มีใครเป็นครูท่าน ท่านจะเป็นครูของตัวท่านเองในทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านจะเรียนรู้จากตัวท่านเองล้วนๆ และแก้ไขข้อผิดพลาดทุกอย่างเอาเอง

    ส่วนเรื่องรูปแบบนั้น การยกมือตามแบบฉบับหลวงพ่อเทียนนั้น เป็นแค่ขั้นฝึกหัดเท่านนั้น ให้ท่านชิน ท่านไว ต่อความคิด ความรู้สึกตัวของท่าน เมื่อท่านเข้าใจแล้ว ทำ หรือ ไม่ทำ ตามรูปแบบนั้น ผลของมันไม่ต่างกัน

    ข้อแนะนำเล็กๆน้อย เมื่อท่านต้องการเริ่มต้นปฏิบัตธรรม ตามแนวทางหลวงพ่อเทียน

    -ทำตัวของท่าน ให้โง่งี่เง่าที่สุด ไม่ต้องรู้อะไรทั้งสิ้น ให้ทำอะไรก็ทำไป
    -อย่าอยากรู้ อยากมี อยากเป็น
    -ไม่ต้องพยายามหาคำตอบให้กับอะไรทั้งสิ้น
    -เมื่อรู้สิ่งใดขึ้นมา(รู้ในลักษณะ เป็นความคิด)  ให้เขวี้ยงทิ้งให้หมด  (รู้ แบบในหนังสือหลวงพ่อเทียน คือ รู้ผ่านการรู้สึกตัวเพรียวๆ ไม่ผ่านสมอง)

    ด้วยสิ่งแค่นี้เอง

    -ท่านจะรู้ทุกสิ่ง ที่ท่านเคยอยากรู้ ( แต่การอยากรู้นั้นไม่มี และท่านจะได้รู้ว่า ไม่ว่าท่านรู้มันหรือไม่ ไม่มีค่าใดๆเลย)
    -ท่านจะละได้ ในสิ่งที่ท่านเคยพยายามจะละ (แต่ไม่มีการพยายามจะละ หรือมันละได้ไปเอง)
    -เมื่อมีใครขอคำแนะนำจากท่าน ท่านจะไม่เก้อเขิน อึกอัก ต้องนึกต้องคิด พูดด้วยความมั่นใจ  และ  สามารถรับรอง คำพูดของท่านเองทุกคำ ด้วยชีวิตได้ เพราะสิ่งที่ท่านพูด หรือแสดงออกมาจะเป็นสัจธรรมโดยธรรมชาติ
    -ท่านจะมองออกถึงแก่น เวลามองสิ่งใด ท่านจะมองขาด และเด็ดเดี่ยว
    -สำคัญที่สุด ความทุกข์ของท่านที่เคยมี มันเลือนลางเหลือเกิน


    ขอวันนี้ของท่านสวยงามต่อไป

    จากคุณ : koknam - [ 8 พ.ย. 48 23:06:04 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม