วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม ตอนที่ 3 : วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ (4) : "วิธีคิดแบบอริยสัจจ์ / คิดแบบแก้ปัญหา"

.
โดย  ท่าน  พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)   ปัจจุบันคือ พระพรหมคุณาภรณ์

ติดตามอ่านตอนที่ 1 : ความนำ (1) ได้ที่
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3830760/Y3830760.html

ติดตามอ่านตอนที่ 1 : ความนำ (2) ได้ที่
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3833503/Y3833503.html

ติดตามอ่านตอนที่ 2 : ความสำคัญและความหมายของโยนิโสมนสิการ (1) ได้ที่
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3836201/Y3836201.html

ติดตามอ่านตอนที่ 2 : ความสำคัญและความหมายของโยนิโสมนสิการ (2) ได้ที่
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3838843/Y3838843.html

ติดตามอ่านตอนที่ 3 : วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ (1) "วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย" ได้ที่
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3844950/Y3844950.html

ติดตามอ่านตอนที่ 3 : วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ (2) "วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ" ได้ที่
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3847568/Y3847568.html

ติดตามอ่านตอนที่ 3 : วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ (3) "วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์"  ได้ที่
http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y3850120/Y3850120.html

...

จากคุณ : สุธี - [ 3 พ.ย. 48 06:40:36 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

4. วิธีคิดแบบอริยสัจจ์ / คิดแบบแก้ปัญหา

           วิธีคิดแบบอริยสัจจ์   หรือ คิดแบบแก้ปัญหา  เรียกตามโวหารทางธรรมได้ว่า วิธีแห่งความดับทุกข์  จัดเป็นวิธีคิดแบบหลักอย่างหนึ่ง  เพราะสามารถขยายครอบคลุมวิธีคิดแบบอื่น ๆ ได้ทั้งหมด  บาลีที่พึงอ้างในข้อนี้มีความสั้น ๆ ดังนี้

           “ภิกษุนั้นย่อมมนสิการโดยแยบคาย  (โยนิโสมนสิการ)  ว่าทุกข์คือดังนี้  

          ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า เหตุเกิดแห่งทุกข์คือดังนี้

          ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า  ความดับทุกข์คือดังนี้

          ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า  ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับทุกข์คือดังนี้

          เมื่อเธอมนสิการโดยแยบคายอยู่อย่างนี้  สังโยชน์ 3  อย่างคือ สังกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  และสีลัพพตปรามาส  ย่อมถูกละเสียได้     (ม.มู.12/12/16)

          วิธีคิดแบบอริยสัจจ์นี้  มีลักษณะทั่วไป  2  ประการ  คือ

           1)  ใช้วิธีคิดตามเหตุและผล   หรือเป็นไปตามเหตุและผล   (พึงระวังว่า  เหตุและผล  (Cause and effect)  เป็นคนละอย่างกับเหตุผล  (reason)))  สืบสาวจากผลไปหาเหตุ  แล้วแก้ไขและทำการที่ต้นเหตุ  จัดเป็น  2  คู่  คือ  

           1.1 คู่ที่1 :  ทุกข์เป็นผล  เป็นตัวปัญหา เป็นสภานการณ์ที่ประสบ  ซึ่งไม่ต้องการ


          สมุทัยเป็นเหตุ  เป็นที่มาของปัญหา  เป็นจุดที่จะต้องกำจัดหรือแก้ไข  จึงจะพ้นจากปัญหาได้


           1.2 คู่ที่2   : นิโรธเป็นผล  เป็นภาวะสิ้นปัญหา  เป็นจุดหมายซึ่งต้องการจะเข้าถึง

          มรรคเป็นเหตุ  เป็นวิธี เป็นข้อปฏิบัติที่ต้องกระทำในการแก้สาเหตุ  เพื่อบรรลุจุดหมายคือภาวะสิ้นปัญหาอันได้แก่ความดับทุกข์


           2)เป็นวิธีคิดที่ตรงจุดตรงเรื่อง   ตรงไปตรงมา  มุ่งตรงต่อสิ่งที่จะต้องทำต้องปฏิบัติต้องเกี่ยวข้องของชีวิต  ใช้แก้ปัญหา  ไม่ฟุ้งซ่านออกไปในเรื่องฟุ้งฟ้อที่สีกว่าคิดเพื่อสนองตัณหามานะทิฏฐิ  ซึ่งไม่อาจนำมาใช้ปฏิบัติ  ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา     (พึงดู  จูฬมาลุงกโยวาทสูตร, ม.ม.13/147-152/143-153)

         

          ได้กล่าวแล้วว่า  วิธีคิดแบบนี้  รับกันหรือต่อเนื่องกันกับวิธีคิดแบบที่  3  กล่าวคือ  เมื่อประสบปัญหาได้รับความทุกข์  และเมื่อสามารถวางใจวางท่าทีต่อสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องตามวิธีคิดแบบที่  3  ขั้นที่ 1  แล้ว  

          ต่อจากนั้น  เมื่อจะปฏิบัติด้วยปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาตามวิธีปฏิบัติขั้นที่  2  ของวิธีการคิดแบบที่  3  นั้น   พึงดำเนินความคิดในส่วนรายละเอียดขยายออกไปตามขั้นตอนอย่างที่แสดงในวิธีการคิดแบบที่ 4  นี้

          หลักการหรือสาระสำคัญของวิธีคิดแบบอริยสัจก็คือ  การเริ่มต้นจากปัญหาหรือความทุกข์ที่ประสบ   โดยกำหนดรู้  ทำความเข้าใจกับปัญหาคือความทุกข์นั้นให้ชัดเจน  

          แล้วสืบค้นหาสาเหตุเพื่อเตรียมแก้ไข ในเวลาเดียวกันก็กำหนดเป้าหมายของตนให้แน่ชัดว่าคืออะไร  จะเป็นไปได้หรือไม่  และเป็นไปได้อย่างไร  แล้วคิดวางวิธีปฏิบัติที่จะกำจัดสาเหตุของปัญหาโดยสอดคล้องกับการที่จะบรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้นั้น  

          ในการคิดตามวิธีนี้  จะต้องตระหนักถึงกิจหรือหน้าที่พึงปฏิบัติต่ออริยสัจจ์แต่ละข้ออย่างถูกต้องด้วย  เพื่อให้มองเห็นเค้าความในเรื่องนี้  จะกล่าวถึงหลักอริยสัจจ์และวิธีปฏิบัติโดยย่อดังนี้

         

           ขั้นที่ 1  ทุกข์  คือสภาพปัญหา  ความดับข้อง  ติดขัด  กดดัน  บีบคั้น  บกพร่อง  ที่เกิดมีแก่ชีวิตหรือที่คนได้ประสบ  ซึ่งเมื่อว่าอย่างกว้างที่สุดก็คือภาวะที่สังขารหรือนามรูปหรือขันธ์  5  หรือโลกและชีวิตตกอยู่ในอำนาจของกฎธรรมดา  เป็นของไม่เที่ยงแท้คงที่  ถูกเหตุปัจจัยต่าง ๆ กดดันบีบคั้น  และขึ้นต่อเหตุปัจจัย  ไม่มีตัวตนที่จะอยู่ในอำนาจครอบครองบังคับได้จริงนั่นเอง

          สำหรับทุกข์นี้เรามีหน้าที่เพียงกำหนดรู้  คือทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตให้ชัด  เหมือนอย่างแพทย์กำหนดรู้หรือตรวจให้รู้ว่าเป็นอาการของโรคอะไร  เป็นที่ไหน  หน้าที่นี้เรียกว่า ปริญญา  เราไม่มีหน้าที่เอาทุกข์มาครุ่นคิด  มาแบกไว้หรือคิดขัดเคืองเป็นปฏิปักษ์กับความทุกข์หรือห่วงกังวลอยากหายทุกข์

          เพราะคิดอย่างนั้นมีแต่จะทำให้ทุกข์เพิ่มขึ้น  เราอยากแก้ทุกข์ได้  แต่เราก็แก้ทุกข์ด้วยความอยากไม่ได้  เราต้องแก้ด้วยรู้มันและกำจัดเหตุของมัน

          ดังนั้นจะอยากไปก็ไม่มีประโยชน์  มีแต่โทษเพิ่มขึ้น

          ขั้นนี้นอกจากกำหนดรู้แล้วก็เพียงวางใจวางท่าทีแบบรู้เท่าทันรู้ทุกข์หรือเข้าใจปัญหา  เรียกว่า  ทำปริญญาแล้ว  ก็เป็นอันปฏิบัติหน้าที่ต่อทุกข์  หรือต่อปัญหาเสร็จสิ้น  พึงก้าวไปสู่ขั้นที่สองทันที

           ขั้นที่ 2  สมุหทัย  คือเหตุเกิดแห่งทุกข์  หรือสาเหตุของปัญหาได้แก่เหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้าสัมพันธ์ขัดแย้งส่งผลสืบทอดกันมาจนปรากฏเป็นสภาพบีบคั้น  กดดัน  คับข้อง  ติดขัด  อึดอัด  บกพร่องในรูปต่าง ๆ  แปลก ๆ กันไป  อันจะต้องค้นหาให้พบ  แล้วทำหน้าที่ต่อมันให้ถูกต้อง  คือ   ปทาน ได้แก่  กำจัดหรือละเสีย ด้วยเหตุแกนกลางที่ยืนพื้นหรือยืนโรงกำกับชีวิตอยู่ควบคู่กับความทุกข์พื้นฐานของมนุษย์  พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้  ทั้งระดับตัวแสดงหน้าโรงคือตัณหา     (แสดงตัณหาเป็นทุกขสมุทัย  เช่น วินย.4/14/18; ที.ม.10/296/343; สํ.ม.19/1665/528)

          และระดับเต็มกระบวนหรือเต็มโรง  คือการสัมพันธ์สืบทอดกันแห่งเหตุปัจจัยเริ่มแต่อวิชชาตามหลักปฏิจจสมุปบาท     (แสดงกระบวนธรรมปฏิจจสมุปบาทเป็นทุกขสมุทัย  เช่น องฺ.ติก.20/501/227  และพุทพจน์แสดงหลักปฏิจจสมุปบาททุกแห่ง  ซึ่งลงท้ายว่า  เอวเมตสฺส  เกวลสฺส  ทุกฺขกฺขนฺธสฺส  สมุปโย โหติ. )  

          เมื่อประสบทุกข์หรือปัญหาจำเพาะแต่ละกรณีก็ต้องพิจารณาสืบสาวหาสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่  ใช้วิธีคิดแบบที่ 1  

          ถ้าเป็นปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยด้านมนุษย์  ก็พึงนำเอาตัวเหตุแกนกลางหรือเหตุยืนโรงมาพิจารณาร่วมกับเหตุปัจจัยเฉพาะกรณีด้วย  

          เมื่อสืบค้นวิเคราะห์และวินิจฉัยจับมูลเหตุของปัญหา  ซึ่งจะต้องกำจัดหรือแก้ไขได้แล้ว  ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการคิดขึ้นที่สอง

           ขั้นที่ 3  นิโรธ  คือความดับทุกข์    ความพ้นทุกข์  ภาวะไร้ทุกข์  ภาวะพ้นปัญหา  หมดหรือปราศจากปัญหา  เป็นจุดหมายที่ต้องการ  ซึ่งเรามีหน้าที่  สัจฉิกิริยา  หรือประจักษ์แจ้ง  ทำให้เป็นจริง  ทำให้สำเร็จหรือบรรลุถึง  ในขั้นนี้จะต้องกำหนดได้ว่าจุดหมายที่ต้องการคืออะไร  การที่ปฏิบัติอยู่นี้หรือจะปฏิบัติ  เพื่ออะไร  จะทำกันไปไหน  จุดหมายนั้นเป็นไปได้หรือไม่  เป็นไปได้อย่างไร  มีหลักการในการเข้าถึงอย่างไร  มีจุดหมายรอง  หรือจุดหมายลดหลั่นแบ่งเป็นขั้นตอนในระหว่างได้อย่างไรบ้าง

           ขั้นที่ 4  มรรคคือทางดับทุกข์  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  หรือวิธีแก้ไขปัญหา  ได้แก่วิธีการและรายละเอียดสิ่งที่จะต้องปฏิบัติเพื่อกำจัดเหตุปัจจัยของปัญหา  ให้เข้าถึงจุดหมายที่ต้องการ  ซึ่งเรามีหน้าที่   ภาวนา คือปฏิบัติหรือลงมือทำ  สิ่งที่พึงทำให้ขึ้นของความคิดก็คือ  กำหนดวางวิธีการ  แผนการและรายการสิ่งที่จะต้องทำ  ซึ่งจะช่วยให้แก้ไขสาเหตุของปัญหาได้สำเร็จโดยสอดคล้องกับจุดหมายที่ต้องการ                    

             (ติดตามอ่าน "วิธีคิดแบบแบบอรรถธรรมสัมพันธ์"  ต่อไป)


จากคุณ : สุธี - [ 3 พ.ย. 48 06:42:00 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป