◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ปกิณกะธรรม ๔

    ถาม….อยากทราบว่าทำไมการนั่ง “ วิปัสสนากรรมฐาน “ จึงแก้กรรม

    ตอบ...การนั่งวิปัสสนากรรมฐานแก้กรรม (หมายถึงกฏแห่งกรรม ฝ่ายอกุศล ) อาจแยกพิจารณาตามลำดับดั่งนี้
    ….๑. ตัณหา คือความทะยานอยาก เพื่อให้สมใจตนเอง
    ….๒. ตัณหา อย่างเดียวนั้นจะไม่สมใจตนเอง จึงต้องมีปัจจัยร่วมกับ ขันธ์ ๕ ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ) เรียกว่า อุปทานขันธ์
    ….๓.โดยธรรมชาติของ ตัณหา จะไม่มีขีดจำกัด
    ….เป็นเหตุให้ อุปทานขันธ์ จะค่อยแข็งกล้าขึ้น หรือทำการใดๆ มักตามใจตนเอง
    ….๔.จนล้นไปถึงการแสดงออก ด้วย กาย วาจา ใจ
    ….๕.ถ้าปรุงแต่งอยู่ในฝ่ายกุศล ตัณหา อุปทานขันธ์ จะไม่เป็นภัยแก่ตนเองและคนอื่น
    ….๖.ถ้าปรุงแต่งอยู่ในฝ่าย อกุศล ตัณหา อุปทานขันธ์ จะเป็นภัยแก่ตนเองและคนอื่น
    “ ด้วยการละเมิดศีล ๕ “
    ….๗.การละเมิดศีล ๕ ส่งผลให้มีเหตุ ๒ ประการคือ
    ……..1.เจ้ากรรมนายเวร ที่มาผูกแค้นที่ถูกละเมิดสิทธิ์
    ……..2.เป็นกฏแห่งกรรมที่ติดตามตัวเรามา ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ สันดานไม่ดี “
    ….แยกอย่างหยาบๆ ได้ ๓ ประการ
    ……...2.1.ราคะจริต เป็นความเคยชินแบบข้ามชาติ ด้วยผลของการละเมิดศีล ๓ ข้อ ร่วมกัน คือ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม มุสาวาส
    ……..2.2.โทสจริต เป็นความเคยชินแบบข้ามชาติ ด้วยผลของการละเมิดศีล ๑ ข้อ คือ ปาณาติบาท
    ……..2.3.โมหะจริต และ วิตกจริต ศรัทธาจริตฝ่ายอกุศล เป็นความเคยชินแบบข้ามชาติ ด้วยผลของการละเมิดศีล ๑ ข้อคือ สุราเมระยะ เป็นเหตุให้ศีลอีก ๔ ข้อบกพร่องโดยง่าย
    “”””””””””””””””””””””””””
    ……การนั่งวิปัสสนากรรมฐานจึงแก้กรรม (หมายถึงกฏแห่งกรรม ฝ่ายอกุศล )
    …..จึงมีบทบาทในการกระทำตนเองใหม่ในชาตินี้
    ……..1.เจ้ากรรมนายเวร ที่มาผูกแค้นที่ถูกละเมิดสิทธิ์ …/..การเจริญสมาธิวิปัสสนาญาณ เพื่อให้ตนนั้น มีปัญญา รู้เท่าทัน ตัณหา อุปทานขันธ์ แล้วระงับไม่ให้จิตปรุงแต่งฝ่ายอกุศล ซึ่งรวมถึง นิวรณ์ ๕ เท่ากับได้ระงับ ตัณหา อุปทานขันธ์
    …..เมื่อสามารถระงับ นิวรณ์ ๕ ได้ ชั่วขณะ “แม้แต่ระงับได้ วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่งเพียงนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงสรรเสริญว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน ซึ่งมีอานิสงค์มาก"
    ……จากนั้นเราจึงแผ่เมตตาแก่เจ้ากรรมนายเวร
    ….. การระงับ นิวรณ์ ๕ มีความหมายแฝงอยู่ “ ว่าเราสำนึกถึงความผิดแก่ท่านที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรแล้วว่า ความยึดมั่นถือมั่น ใน ตัณหา อุปทานขันธ์ เป็นโทษมาก
    ……จนเป็นเหตุให้เราเป็นคนไม่ดีในแต่กาลก่อน จนละเมิดศีล ๕ แก่ท่านทั้งหลาย ก็ด้วยเหตุนี้แหละเราได้สำนึกผิดแล้ว ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงอย่าได้ถือโทษเลย เราจะตั้งมั่นในการที่จะเป็นคนดี “ อยู่ในสัมมาทิฏฐิ “
    …….ความดีใดที่พึงมีพึงได้จากการระงับนิวรณ์ ๕ เกิดแก่ข้าพเจ้าเช่นใด ความดีนั้นขอเธอจงได้รับเช่นกัน จนกว่าจะเข้าสู่ พระนิพพาน “
    ……..2.เป็นกฏแห่งกรรมที่ติดตามตัวเรามา ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ สันดานไม่ดี “ ต้องแก้ไขโดย กระทำตนให้อยู่ในขอบเขตของ สัมมาทิฏฐิ จนที่สุดเป็นผู้ไม่ประมาทในทุกๆ เรื่อง
    ……เปลี่ยนจาก ราคะ โทสะ โมหะ วิตกจริต ศรัทธาจริต
    …..” มาเป็น พุทธจริต “ จึงได้ชื่อว่าคุณได้แก้ไข “ กฏแห่งกรรม “ ได้โดยสิ้นเชิง
    …..๓.เป็นการแก้ทางตนให้อยู่ในสัมมาทิฏฐิ ด้วย กาย วาจา ใจ
    …..๔.ถ้าเราคิดและมีความทรงจำแต่สิ่งที่ดีในชีวิตด้วยความทรงจำในสิ่งที่ดีจะส่งให้ไปเกิดในที่ที่ดี…ใช่แน่นอนครับเพราะถือว่าตั้งตนอยู่ ในสุขคติธรรม
    …..๕.ถูกต้องแล้วขอให้คิดจดจำแต่สิ่งที่ดี และไม่ทำบาปใหม่ให้เกิดขึ้นก็ไปในภพที่ดี …/…แต่กว่าจะถึงจุดนี้ได้จะต้องอาศัยการฝึกฝน กาย วาจา ใจ จนชำนาญครับ

    จากคุณ คนเมืองบัว เมื่อวันที่ 5/4/2547 11:20:37

    จากคุณ : ฟ้าเฟ - [ 20 ต.ค. 48 10:40:05 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม