◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    พระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติไทย : เสฐียรพงษ์ วรรณปก

    http://www.phrathai.net/article/detail.php?catid=1&ID=460
    พระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติไทย

    เสฐียรพงษ์ วรรณปก

    เสนอแนะ    ส่งต่อ    พิมพ์/พิมพ์ความเห็นด้วย

     


    คำว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย" แต่ก่อนนี้เป็นคำพูดที่รับรู้กันทั่วไป แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นคำ "ต้องห้าม" ห้ามพูดห้ามเขียนไปเสียแล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงได้กระซิบบอกสำนักพิมพ์ที่ผลิตตำราพระพุทธศาสนาว่า ให้เอาออกได้ไหม เพราะมีคนทักท้วงมา

    ความจริงตำราเขียนตามโครงสร้างของหลักสูตร ในหลักสูตรนั้นมีหัวข้อหนึ่งว่า "พระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติไทย" ซึ่งได้แตกหัวข้อออกไปหลายประเด็น คนเขียนตำราก็ต้องเขียนตามหลักสูตร ขืนไม่เขียนตาม ตำราก็ไม่ผ่านการตรวจ ถ้าเห็นว่าไม่ควรใส่ ก็ต้องไปแก้ที่หลักสูตร ซึ่งกระทรวงเองได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างหลักสูตร อันมีพระเถระ นักวิชาการพระศาสนา ครูบาอาจารย์ต่างๆ ร่วมกันร่างขึ้นมา

    จำได้ว่าเมื่อปี พ.ศ.2546 ผมได้รับแฟ็กซ์จากคณะกรรมการอะไรสักอย่าง แห่งรัฐสภา หรือกระทรวงวัฒนธรรมก็จำไม่ได้ ให้ไปร่วมประชุม "เพื่อตีความสีแห่งธงชาติไทย"

    ผมไม่ได้ไปประชุม เพราะไม่เคยคิดว่าสีธงชาติที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงประดิษฐ์ธงไตรรงค์ขึ้น แล้วทรงกำหนดสีของธงไตรรงค์ พร้อมความหมายของสีธงทั้งสามไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าแต่ละสีเป็นสัญลักษณ์แทนอะไร จะต้องมาตีความกันใหม่

    นี้ถือเสมือนพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ทันที และสังคมไทยก็ใช้กันมาตั้งแต่บัดนั้น

    ไม่น่าจะมีใคร "บังอาจ" ไปแก้ไขพระบรมราชโองการนี้ แม้เพียงคิดก็ไม่สมควรแล้วครับ

    ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องตั้งกรรมการ ไม่ว่าโดยหน่วยงานใด เพื่อจะแก้ไขคำนิยามที่พระมหากษัตริย์ทรงตราไว้ เดี๋ยวจะเป็นการหมิ่นพระบรมราชานุภาพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

    ผมเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ ผมจึงไม่ได้ไปประชุม

    ต่อมา มีท่านผู้หนึ่งเขียนหนังสือถึงกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าให้แก้ข้อความในหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ที่เขียนโดยนายวิทย์ วิศทเวทย์ และนายเสฐียรพงษ์ วรรณปก เพราะมีข้อความอันอาจกระทบกระเทือนความรู้สึกของศาสนิกแห่งศาสนาอื่น

    ก็เลยถึงบางอ้อ คงเพราะมีคนเขียนท้วงมา เจ้าหน้าที่จึง "ขอร้อง" ให้เอาข้อความบางตอนออก

    เขาถ่ายสำเนาจดหมายมาให้ผม ผมก็รีบเปิดดู ผมเองไม่ว่าเขียนอะไรก็ระมัดระวังอยู่แล้ว ยิ่งเสรีภาพในการเผยแผ่พระศาสนา ผมยิ่งถือมาก ไม่ยอมล่วง และไม่ยอมให้ล่วงล้ำกัน

    ดังเคยท้วงติงผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ที่บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า และลดสถานะของพระพุทธเจ้าให้เป็น ปกาศก (The Prophet) ของพระเจ้า และถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้รับมอบอริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาท มาจากพระเจ้าให้ตรัสรู้

    และเคยถวายหนังสือเปิดผนึกถึงโป๊ป (Open Letter to Pope John Paul II) มาแล้ว เมื่อครั้งสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเมืองไทย เมื่อพฤษภาคม 2527 ทูลให้พระสันตะปาปาเตือนผู้เผยแผ่ศาสนาในเมืองไทยให้ระมัดระวังอย่าล่วงละเมิดเสรีภาพทางศาสนา ถึงขั้นดูหมิ่นพระศาสดาและบิดเบือนหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา

    รายละเอียดปรากฏอยู่ในหนังสือพุทธศาสนา ทัศนะและวิจารณ์ ของผมแล้ว

    เพราะฉะนั้นที่ท่านผู้นั้นบอกว่า ตำราเรียนที่ผมเขียนมีข้อความกระทบความรู้สึกของศาสนิกศาสนาอื่น ผมจึงอยากรู้ว่าข้อความอะไร

    เมื่อเปิดดูก็ทราบว่า ประเด็นที่ท้วงติงมาก็มี

    1.เรื่องที่พูดถึงสังคมไทยเป็นสังคมพุทธมาตั้งแต่โบราณ คนไทยเป็นพุทธโดยกำเนิดโดยไม่ต้องประกาศ เพราะวิถีชีวิตของคนไทยผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับวิถีแห่งชาวพุทธทุกยุคทุกสมัย

    2.เรื่องสถาบันหลักของประเทศไทย 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา (หมายถึงพระพุทธศาสนา) และพระมหากษัตริย์

    3.เรื่องสีธงชาติ สีขาว หมายถึง พระพุทธศาสนา

    ข้อที่ 1.ที่เขียนเช่นนี้ทำให้กระทบกระเทือนผู้นับถือศาสนาอื่น เท่ากับบอกว่า คนที่นับถือศาสนาอื่นเกิดมาแล้วไม่ใช่คนไทย

    ความจริง การพูดความจริงว่าสังคมไทยเป็นพุทธมาแต่โบราณ คนไทยเป็นพุทธมาโดยกำเนิด วิถีชีวิตของคนไทยผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับวิถีแห่งชาวพุทธทุกยุคทุกสมัย ก็ไม่น่าจะมองว่าเป็นการกระทบความรู้สึกของเพื่อนต่างศาสนาที่ตรงไหน

    ที่พูดที่เขียนเช่นนั้น เป็นการเล่าภูมิหลังของสังคมไทยตั้งแต่โบราณ พูดตามความจริงในประวัติศาสนาแต่โบราณมาจนปัจจุบัน

    ที่ถามว่า "ถ้าอย่างนั้นคนที่นับถือศาสนาอื่นก็ไม่ใช่คนไทยสิ" ก็เป็นสิครับ ทำไมจะไม่ใช่เล่า "คนที่นับถืออิสลาม ก็เป็นคนไทยมุสลิม ที่นับถือคริสต์ ฮินดู ก็เป็นคนไทยคริสต์ คนไทยฮินดู" ไม่เห็นมีตรงไหนจะบอกว่าเขามิใช่คนไทย และไม่เห็นตรงไหนมันกระทบความรู้สึกของเพื่อนต่างศาสนา

    ข้อ 2 และ 3 ที่ว่า คำว่า "ศาสน์" ทำไมหมายถึงเฉพาะพระพุทธศาสนา และทำไมสีขาวในธงไตรรงค์ จึงเน้นเฉพาะพระพุทธศาสนา

    เรื่องนี้ คนทักท้วงก็ไม่รู้ความจริงอีก ทั้งๆ ที่เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้ว สถาบันหลักของชาติไทยแต่โบราณมานั้น คำว่า ศาสนา หมายถึงพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะสมัยก่อนโน้น สังคมไทยยังไม่มีศาสนาอื่นเข้ามา นี้ก็เป็นการพูดความจริงในด้านประวัติศาสตร์

    พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตามราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล จนถึงปัจจุบัน ก็ทรงเป็นพุทธมามกะ และสนับสนุนพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ เมื่อศาสนาอื่นเข้ามาอาศัยร่มโพธิสมภารในภายหลัง เพราะความที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงทศพิธราชธรรมในฐานะทรงเป็นพุทธศาสนิกที่เคร่งครัด จึงได้เผื่อแผ่พระมหากรุณาไปยังศาสนาอื่นด้วย

    เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญระบุลายลักษณ์อักษรเฉพาะ "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ" ไม่ได้เขียนว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย" ก็เป็นความผิดของรัฐธรรมนูญซึ่งตราขึ้นทีหลัง แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็ยังเป็นข้อเท็จจริงอยู่ คือตามราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ ศาสนาพุทธยังเป็นศาสนาประจำชาติของไทยตลอดมา แม้ไม่มีในตัวอักษร แต่ก็มีโดยเลือดเนื้อจิตวิญญาณ

    นี้คือข้อความจริง การพูดการเขียนความจริงอย่างนี้ ไม่น่าจะคิดว่าไปกระทบกระเทือนความรู้สึกของศาสนาอื่น เพราะแต่ละประเทศแต่ละศาสนาเขาก็มีความจริง มีภูมิหลังของเขา

    ส่วนที่ว่า ทำไม สีขาว จึงเน้นเฉพาะพระพุทธศาสนา ผู้เขียนตำราเรียนมิได้เขียนเอาเอง

    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงเน้นไว้เองในดุสิตสมิตเล่ม 1 ฉบับที่ 1-11 ในพระนาม "วรรณะสมิต" ว่า

    "สีขาว หมายถึง พระไตรรัตน์ และธรรมะคุ้มจิตไทย"

    "พระไตรรัตน์" หรือพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมายถึง พระพุทธศาสนาเท่านั้น ชัดแจ้งอยู่แล้ว ศาสนาอื่นมีพระรัตนตรัยที่ไหนเล่า

    จะยกพระราชนิพนธ์ทั้งหมดมายืนยันข้างหน้า ผู้เขียนตำราก็ลอกพระราชนิพนธ์มา ไม่ได้คิดใหม่ ทำใหม่แต่อย่างใด

    ถ้าอยากให้แก้ว่า สีขาว ไม่ได้หมายถึงเฉพาะพระพุทธศาสนา ก็ต้องอัญเชิญดวงพระวิญญาณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 มาเปลี่ยนคำนิยามใหม่สิครับ

    ผมว่า คนเราสมัยนี้ จะพูดจะจาอะไร มักเอาตามความนึกคิดความต้องการส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่ได้ดูหลักฐานที่ไปที่มา หรือข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

    มีบางท่านท้วงว่า ไม่ควรพูดว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะรัฐธรรมนูญก็ไม่เขียนไว้ และไม่ควรมีไว้ในหลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนา

    ก็ใคร่ขอเรียนว่า หลักวิชาพระพุทธศาสนาจำต้องมีคำนี้ เพราะนี้คือ "พื้นฐานสังคมไทย" เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์และโบราณราชประเพณี

    รัฐธรรมนูญไม่เขียนไว้ ก็เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ (เรียกว่าเป็นความบกพร่องของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ) แต่ความจริงของสังคมไทยมีมาอย่างนี้ตลอด

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับสันตะปาปาเมื่อคราวเสด็จมาเยือนประเทศไทยว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2527 ตอนหนึ่ง ตามที่สื่อมวลชนรายงานข่าว ดังนี้

    ทรงรำลึกถึงความหลังครั้งเยือนวาติกัน

    "เมื่อข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยือนสำนักวาติกัน เมื่อปีคริสต์ศักราช 1960 สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ตรัสถามถึงคนไทยนับถือศาสนามากน้อยเพียงใด ข้าพเจ้าทูลตอบว่า คนไทยเป็นศาสนิกชนที่ดีทั่วกัน ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ และนอกนั้นนับถือศาสนาอื่นอีกหลายศาสนา เพราะชาวเรามีอิสรภาพและสิทธิเสมอกัน ทั้งโดยกฎหมาย ทั้งโดยประเพณีนิยมในการนับถือศาสนา สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์นั้นทรงแสดงความชื่นชมยินดีกับข้าพเจ้าเป็นอันมาก ที่ประเทศไทยมีพลเมืองดี มีศีลธรรม ยึดความถูกต้องเที่ยงตรงเป็นหลักปฏิบัติ"

    หลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนา ก็วางไว้เพื่อให้เด็กไทยได้เรียนความรู้ทางพระพุทธศาสนา ได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรม จารีตประเพณี และวิถีชีวิตไทยอันอยู่บนพื้นฐานพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ

    ถามว่าทำไมต้องพูดว่าเป็นศาสนาประจำชาติ ก็พูดตามกระแสพระราชดำรัส ที่ตรัสถึงความจริงของสังคมไทยนั้นเอง

    ถ้าไม่อยากให้พูดให้เขียนว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็กราบบังคมทูลในหลวงให้ทรงแก้พระราชกระแสรับสั่งใหม่เสียสิครับ

    จะเอาถึงขนาดนั้นหรือ

    อย่าลืมว่า พระราชปรารภก็ดี พระราชดำรัสก็ดีของพระมหากษัตริย์เป็นกฎหมายโดยอัตโนมัติ การจะยกเลิกต้องออกกฎหมายยกเลิกนะครับ มิใช่ว่าจะเอาออกโดยพลการ

    มีบางท่านเวลาอ้างพระราชปณิธานในรัชกาลที่ 1 ที่ว่า "ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา..." ยังเอาคำ "พุทธ" ออก กลัวจะกระทบกระเทือนศาสนิกอื่น

    นอกจากกลัวเกินขนาดแล้ว เจ้าหมอนี่ยังบังอาจอีกต่างหากด้วย

    ที่มา : นสพ.มติชน 14 ส.ค.48

    แก้ไขเมื่อ 20 ต.ค. 48 01:41:38

    จากคุณ : talok - [ 20 ต.ค. 48 01:40:42 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม