◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ปกิณกะธรรม ๒ โดยคนเมืองบัว

    ........รู้มากจัด
    ถาม...ถึงอาจารย์ผมมีความสนใจในเรื่องจิตวิญาณได้มีโอกาสพบอาจารย์มาแล้วครั้งหนื่งมีข้อข้องใจอยู่ว่า
    .......ผมเคยฝึกสมาธิแบบอานาปานสติมาแล้วพบอาการต่างๆในธรรมมาพอควรต่อมาได้บวชแล้วฝึกแนวมหาสติปัฏฐาน ๔ เมื่อมีโอกาสพบอาจารย์ก็ลองฝึกมโนมยิทธิอีกตอนนี้เลยป่วนใหญ่เลยอยากขอคำชี้แนะหน่อยครับ
    จากคุณ คนหัวดื้อ เมื่อวันที่ 19/2/2547 1:47:21
    “””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””
    ตอบ….ประโยชน์ของการที่จะฝึกได้ มโนมยิทธิ มีมากครับ อย่าได้งุนงงสงสัยเลยครับ อย่าไปจำกัดแบบเลยครับ
    “”””””
    ….ความจริงแล้วเราไปตั้งข้อสมมติฐานไปเองครับ
    …..มหาสติปัฏฐาน ๔ เมื่อเราควรที่จะพิจารณาธรรม ดั่งนี้
    ………๑.กายหยาบ ( กายนอก ) ได้แก่ การพิจารณา “กายคตานุสสติกรรมฐาน “ ในอาการ ๓๒
    ….จนชำนาญ ๓๒
    …. และสามารถแยกพิจารณา เป็นมหาภูตรูป ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
    ….. ซึ่งเป็นพื้นฐาน ของ “ อภิญญา “ ซึ่งจะเป็นเครื่องรู้ให้เข้าใจใน มหาสติปัฏฐาน ๔ ได้รวดเร็วมากขึ้น
    ….เมื่อกำลังใจครองตัวแล้ว ( ได้ผลญาน ๔ ในอารมณ์พิจารณา ) ใจก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่นในกายเนื้อ ละเสียทั้งหมด
    …….๒.เมื่อจิตบริสุทธิ์ได้ระดับแล้ว จะปรากฏความเป็น “ ทิพย์ “จะเห็น “ กายใน “ ( กายทิพย์ หรือ อทิสมานกาย ) อยู่ภายในโครงสร้างของหนัง
    ……จนละความยึดมั่นถือมั่น ทั้ง “ กายนอก “ ทั้ง “กายใน “ ทั้งของเรา และของคนอื่น
    “”””””””””””””””””””””””””
    …………๒..ก็นำความรู้สึกที่เป็นทิพย์นี้แหละ เข้าไปรู้ในธรรม “ เวทนา - เวทนาในเวทนา “
    ….แบ่ง เวทนาออกเป็น ๓ ลักษณะ
    ……๑.สุขเวทนา
    ……๒.ทุกข์เวทนา
    ……๓.ไม่สุขไม่ทุกข์เวทนา
    ….ว่าเวทนานั้นเกิดในที่ใดบ้างแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ
    ……๑.กายนอก หรือกายหยาบในอาการ ๓๒
    ……๒.กายใน คือ กายทิพย์ หรือ อทิสมานกาย
    ……จนละความยึดมั่นถือมั่น ทั้งเวทนาที่เกิดใน “ กายนอก “ ทั้งเวทนาที่เกิดใน “ กายในกาย “ ทั้งของเรา และของคนอื่น
    “””””””””””””””””””””””””””””
    ………….๓..ก็นำความรู้สึกที่เป็นทิพย์นี้แหละ เข้าไปรู้ในธรรม “ จิต - จิตในจิต “
    ….จิต มีความหมายครอบคลุมถึง จิตที่ปรุงแต่ง
    ….แยกพิจารณาความปรุงแต่ง ออกเป็น ๒ ส่วนคือ
    ……๑.จิตปรุงแต่งในฝ่ายของ “ กุศล “
    ……๒.จิตปรุงแต่งในฝ่ายของ “ อกุศล “
    ….จิตปรุงแต่งนั้นเกิดในที่ใดบ้างแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ
    ……๑.กายนอก หรือกายหยาบในอาการ ๓๒
    ……๒.กายใน คือ กายทิพย์ หรือ อทิสมานกาย
    ……จนละความยึดมั่นถือมั่น ทั้งจิตปรุงแต่งกุศล/ อกุศล ที่เกิดใน “ กายนอก “
    ……ทั้ง จิตปรุงแต่งกุศล/ อกุศล ที่เกิดใน “ กายในกาย “ ทั้งของเรา และของคนอื่น
    “”””””””””””””””””””””””””””””””””””
    …………๔..ก็นำความรู้สึกที่เป็นทิพย์นี้แหละ เข้าไปรู้ในธรรม “ ธรรม - ธรรมในธรรม “
    ….ธรรม มีความหมายคลุมถึง ความเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งในโลกนี้ ที่เป็นเหตุและเป็นผล ตามความเป็นจริง หรือ “ กฎไตรลักษณ์ “ นั้นเอง
    ….. “ กฎไตรลักษณ์ “คือ
    …….๑.มีความเกิดในเบื้องต้น
    …….๒.เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง
    …….๓.สลายตัวไปในที่สุด
    ….ใช้พิจารณาในส่วนใด ควรที่จะพิจารณาใน ๓ ลำดับคือ
    ……..๑.พิจารณา กาย - กายในกาย น้อมเข้าสู่ “ กฎไตรลักษณ์ “
    ……..๒.พิจารณา เวทนา – เวทนาในเวทนา น้อมเข้าสู่ “ กฎไตรลักษณ์ “
    ……..๓.พิจารณา จิต - จิตในจิต น้อมเข้าสู่ “ กฎไตรลักษณ์ “
    …จนเข้าใจแล้วว่าทั้งสิ้นนี้ไม่ควรที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา
    “”””””””””””””””””””””””””
    …จนเข้าใจแล้วว่าทั้งสิ้นนี้ไม่ควรที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา แล้วมีความละเอียดมากพอ จึงมีปัญญารู้ตามพระพุทธเจ้า ในอริยะสัจ ๔
    ….ความรักพระนิพพานจะแนบแน่น
    ….จนในที่สุดแม้พระนิพพานไม่หมายมั่นแบบหมกมุ่น
    ….จนในที่สุด “ ก็รู้เหตุ และปัจจัยของพระนิพพานว่าเป็นธรรมดา “ ของมรรคผลนิพพาน แล้วทรงอารมณ์ไปจนกว่าสิ้นอายุ
    ….ดั่งนี้
    จากคุณ คนเมืองบัว เมื่อวันที่ 3/4/2547 21:17:46

    จากคุณ : ฟ้าเฟ - [ 19 ต.ค. 48 16:49:02 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม