◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    คัสตอมก็อด?(คริสเตียน)

    ครั้งนึงในอดีต สมัยที่ยังไม่ยอมรับพระคริสต์

    มีอยู่ช่วงนึงเข้าไปคลุกคลีกับวงดนตรีวงนึง ซึ่งหัวหน้าวงเป็นคริสเตียน
    ในตอนนั้นวงดนตรีนี้ยังไม่มีชื่อวงที่แน่ชัด

    ผมเลยเสนอไอเดียโง่ๆที่คิดว่าฉลาดออกไป
    "คัสตอมก็อด"
    พร้อมกับเสนอไอเดียเพลงไปด้วย

    ..ผลปรากฏว่าหัวหน้าวงคนนั้นที่เป็นคริสเตียนส่ายหัวแบบไม่รับไว้พิจารณาด้วยซ้ำ...

    ตอนนั้นสารภาพว่ารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ต้องเอามาคิดเล็กคิดน้อย เพราะมันก็ต้องยังงี้อยู่แล้ว
    แต่ที่ยังคาใจคือ
    ตอนนั้นผมเสนอไอเดีย"คัสตอมก็อด" ทั้งๆที่ก็รู้แก่ใจว่าหัวหน้าวงเค้าเป็นคริสเตียน....

    ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือเลยหนอเรา...
    หรืออาจจะดูแต่ไม่สนใจก็จำไม่ได้แล้ว

    คำว่าคัสตอมก็อด
    ผมอธิบายนิยามไปว่า "พระเจ้าใครพระเจ้ามัน"
    ก็ไม่รู้ว่าคริสเตียนท่านนั้นจะรู้สึกยังไงบ้างตอนนั้นที่ผมเสนอไอเดียนี้ แต่ที่แน่ๆคือผมไม่รู้สึกอะไรเลยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร

    อนิจจา...ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
    ....
    ------

    นึกย้อนหลังไป นานมากแค่ไหนแล้วที่ผมได้ยินคำว่าพระเจ้า พระเยซู
    ครั้งแรกตอนประถม5สมัยอยู่ต่างจังหวัด มั้ง
    คุณครูที่ผมเคารพในคำสอนของท่านมากคนนึงอธิบายคำว่าพระเยซูว่า

    เป็นศาสดาของศาสนาคริสต์
    มักเรียกตัวเองว่า"พ่อ" ...ผมก็รู้ไปงั้นๆไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะก็ดีอยู่แล้ว จะไปสนใจทำไมพระเยซู
    จากนั้นก็ได้ยินคำว่าพระเจ้าจากหนังมั่ง การ์ตูนมั่ง ประมานนี้ ..ก็คือว่าข้อมูลน้อยมากๆ ลืมบอกไป ตอนนั้นบ้านผมอยู่จังหวัดสงขลาครับ

    อ่อ มีพระคัมภีร์สัญญาใหม่แบบสองภาษาที่เขาแจกฟรีอยู่เล่มนึงที่บ้านด้วย แต่ไม่เคยอ่านเลย แค่ดูขลังดีเลยชอบ
    ตอนย้ายมาอยู่กรุงเทพ ผมก็หยิบติดมือมาด้วยมั้ง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเอามาทำไมทั้งๆที่ไม่เคยอ่าน เปิดหน้าแรกก็เจอลำดับวงตระกูลแล้ว เลยวางเลย
    .....
    พอเข้ามากรุงเทพ ก็เห็นคำว่าพระเจ้ารักท่าน หรือข้อความประเภทนี้ติดอยู่ตามที่ต่างๆ
    มีช่วงนึงไปเรียนพิเศษภาษาปะกิตที่แบพติสแถวๆอนุเสารีชัย ซึ่งที่นั่นเป็นของคริสต์
    ครั้งนึงเคยเข้าไปในห้องประชุมของเค้า อาจารย์คนที่มาพูดพูดไว้ประโยคนึง ซึ่งผมไม่เข้าใจอะไรเลยในตอนนั้น แต่จำได้คร่าวๆถ้าผิดก็ขอโทษอาจารย์ท่านนั้นด้วยนะครับ

    "ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการผลิตนาฬิกาทุกเรือนในโลก แล้วลูกชายคุณถูกจับไปเรียกค่าไถ่ คุณจะยอมเสียนาฬิกากี่เรือนเพื่อไถ่ลูกชายคุณคืนมา.....แต่สำหรับพระเจ้า ท่านไม่ใช่อย่างนั้น ท่านยอมเสียสละพระบุตรองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์ เพื่อไถ่นาฬิกาทั้งโลกกลับมา...."

    มัทธิว13/13
    เหตุฉนั้น เราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมา เพราะว่าถึงเขาเห็นก็เหมือนไม่เห็น ถึงได้ยินก้เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ

    แน่นอนว่าผมไม่เข้าใจว่าอาจารย์คนนั้นกำลังพูดเรื่องอะไร ...ในตอนนั้น...
    ....
    เป็นสิบปีมั้งครับจากตอนนั้น จนถึงตอนนี้ จากครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องข่าวประเสริฐแบบไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเค้าพูดอะไรอยู่ จนถึงตอนที่ยอมจำนนต่อพระคุณพระเจ้า เป็นเวลามากกว่าสิบปี ..เพราะตอนที่อาจารย์สอนเรื่องพระเยซูสมัยประมานสิบขวบนั้น อันนั้นแค่วิชาศาสนา ไม่ใช่ข่าวประเสริฐ เพราะตัวคุณครูที่ผมเคารพคนที่สอนเรื่องพระเยซูตอนนั้นก็ไม่ใช่คริสต์แน่นอน

    แค่ปีก่อนเองมั้งที่เริ่มค้นหาว่าพระเจ้าคืออะไรกันแน่ เพราะเริ่มรู้สึกว่าแนวทางที่ผมถือปฏิบัตอยู่เดิมนั้นมีบางอย่างผิดปกติ และรู้สึกว่าผมอยากรู้อะไรบางอย่างที่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร และความรู้สึกนั้นก็ทำให้ผมเริ่มทำตัวเป็นคนไม่มีศาสนา ไม่มีหลักวิชาอะไรทั้งนั้น ทำตัวเหมือนกลับไปเป็นมนุษย์ที่ไม่การศึกษา ไม่มีความรู้ พยามจะมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น ไม่คิดล่วงหน้า ไม่วางคำตอบไว้ในหัว ไม่รู้ก็ไม่รู้ช่างมัน

    มีอยู่หลายครั้งที่ภาพที่เห็นด้วยตาเนื้อนี้มันแปลกๆพิกล ความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นหลายครั้งแต่ทิ้งช่วงค่อนข้างนาน จนถึงตอนนี้ก็จำไม่ได้แล้วว่าเกิดมากี่ครั้ง
    ผมคิดตลอด ว่างเมื่อไหร่ก็พยามหาคำตอบ ว่าอะไรคือพระเจ้า
    ตอนนั้นที่ผมพยามหาคำตอบ ผมไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ หรืออาจจะลืมไปก็ได้ ว่า"คริสต์เป็นเรื่องพระเจ้า"
    ผมค้นหาคำตอบของผู้ที่คนเรียกว่าพระเจ้า แต่ไม่ได้สนใจอะไรพระเยซูเลย
    คิดไปต่างๆนาๆ ได้ทฤษฏีอะไรของผมออกมามากมาย ทั้งที่เข้าท่าและไม่เข้าท่า คิดไปถึงขนาดว่า เป็นไปได้มั้ยว่า จริงๆแล้ว พระเจ้าคือมวลสารอนูละเอียดอย่างหนึ่ง ที่ฝังอยู่ในดีเอนเอของมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่เกิด และสามารถควบคุมหรือทำอะไรก็ได้กับมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้
    คิดไปถึงขนาดว่า เป็นไปได้มั้ย ที่จะไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่ฝังอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกๆชนิดในจักรวาล

    ตอนนั้นผมเรียกพระเจ้าว่า"คุณ"
    ถ้าคุณมีจริง ถ้าคุณแน่จริง คุณอย่างนั้นอย่างนี้สิ
    ...
    ผมเริ่มได้คุยกับศิษยาภิบาลท่านนึงที่เชียงใหม่หลังจากอ่านหนังสือพลังแห่งชีวิต คุยอยู่นานมากจากเย็นจนค่ำ ผมยิงคำถามตลอด ถามอะไรมั่งไม่รู้เยอะมาก ศิษยาภิบาลท่านนั้นถามผมว่าอยากรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดมั้ย ..ผมอ้ำอึ้ง และปฏิเสธไปในที่สุด

    หลังจากนั้นกลับมากรุงเทพก็ไปโบสคริสต์อยู่พักนึงเดือนกว่าๆ คุยกับใครในนั้นมากมาย ร่วมร้องเพลงนมัสการกับเขาด้วย ผมถามคำถามนึงกับคริสเตียนผู้ใหญ่3-4คนที่ล้อมผมอยู่ คือว่า "ทำไมพระเจ้าถึงปล่อยให้เกิดสึนามิ" คำตอบก็มา แต่ไม่มีใครตอบให้ผมหายข้องใจได้ แต่ผมก็แกล้งทำเป็นพอใจกับคำตอบของพวกเค้า
    หลังจากนั้นเดือนกว่าๆก็เลิกไปที่นั่นอีก และคิดว่าจะไม่ไปอีกแล้ว
    เพราะ"คำตอบ" ไม่มีที่นั่น
    และคิดว่าจะเลิกหา"คำตอบ"
    และมั่นใจว่า "คำตอบนั้น"ไม่มีอยู่จริง

    ผมเคยพูดกับศิษยาภิบาลท่านนึงซึ่งก็คืออาจารย์ของผมคนปัจจุบันนี้ที่โบส
    ผมบอกเค้าไปว่า ถ้าผมจะพึ่งพาพระเจ้า ทำไมผมต้องผ่านคนที่ชื่อพระเยซูด้วย
    พระเยซูก็พระเยซู พระเจ้าก็พระเจ้า
    ไม่เกี่ยวกัน ถ้าแค่การจะพึ่งพระเจ้าจะสัมผัสพระเจ้าต้องผ่านคนชื่อพระเยซู มันก็ไร้เหตผลสิ้นดี
    ----

    แต่ทุกวันนี้ผมก็เป็นคริสเตียน
    และภูมิใจที่จะบอกว่าพระเจ้ารักมนุษย์มากแค่ไหน

    และเพิ่งได้เข้าใจหัวอกของคริสเตียนที่เป็นหัวหน้าวงดนตรีคนนั้น ที่ผมเสนอให้เขาใช้คำว่า คัสตอมก็อด เป็นชื่อวงของเค้า....

    ขอพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้าอวยพระพรครับ

    จากคุณ : เดียวดาย9อักษร - [ 18 ต.ค. 48 23:45:34 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม