◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    การละกามคุณทั้ง ๕ โดยคนเมืองบัว

    การละกามคุณ ๕

    ......การนำกำลังของฌาน นั้นไปเจริญวิปัสสนาญาณ ๙ จนเห็นโทษแห่งกามภพทั้ง ๔
    ......แยกย่อยพิจารณา กามคุณ ๕ โดยสังเขปว่า “กามสุขทั้งหลายที่ประกอบไปด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสระหว่างเพศ” ดั่งนี้
    ......๑) รูป และ อรูป (ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...)
    ......๑.๑) ควรพิจารณาว่า รูปที่มีอยู่เฉพาะหน้า ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจ ยึดติดในรูปที่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า สวยงาม หรือไม่สวยไม่งาม หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจของตน
    ......และเมื่อละจากรูปนั้นไปก็นำมาปรุงแต่งใหม่จดจำด้วยสัญญา เรียกว่า อรูป
    ......๑.๒) ควรพิจารณาว่า อรูป....ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจ ยึดติดในอรูป ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า สวยงาม หรือไม่สวยไม่งาม หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจของตน
    ......เมื่อมีปัญญา รู้ความเป็นธรรมดาของรูป และ อรูป (ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...)
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาซึ่งความยืนยาวนั้นๆ มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อไม่ให้มีความแตกดับ มาเป็นของตน
    ......จึงมีความเข้าใจในข้อธรรมของพระพุทธเจ้าว่า กามภพ เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน....พระนิพพานมีความแน่นอน
    ......จึงมีปัญญารักษาความดีของตน ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทด้วยการทรงอารมณ์ “พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เป็นที่สุด..ดั่งนี้

    ...... ๒) รส ......รสที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...
    .......๒.๑) ควรพิจารณาว่า รส...ที่มีอยู่เฉพาะหน้า ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจยึดติดในรส ที่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า อร่อย หรือไม่อร่อย หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ของตน และเมื่อละจากรส นั้นไปก็นำมา ปรุงแต่งใหม่จดจำด้วยสัญญา เรียกว่า อรูป
    .......๒.๒) ควรพิจารณาว่า รส...ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจยึดติดใน รส...ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า อร่อย หรือไม่อร่อย หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ของตน
    ......เมื่อมีปัญญา รู้ความเป็นธรรมดาของ รส .....รสที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาซึ่งความยืนยาวนั้นๆ มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อไม่ให้มีความแตกดับ มาเป็นของตน
    ......จึงมีความเข้าใจในข้อธรรมของพระพุทธเจ้าว่า กามภพ เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน....พระนิพพานมีความแน่นอน
    ......จึงมีปัญญารักษาความดีของตน ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทด้วยการ ทรงอารมณ์ “พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เป็นที่สุด..ดั่งนี้

    ......๓) กลิ่น......กลิ่นที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...
    ......๓.๑) ควรพิจารณาว่า กลิ่น...ที่มีอยู่เฉพาะหน้า ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจยึดติดในกลิ่น ที่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า หอม หรือไม่หอม หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ของตน
    ......และเมื่อละจากกลิ่นนั้นนำมา ปรุงแต่งใหม่จดจำด้วยสัญญา เรียกว่า อรูป
    ......๓.๒) ควรพิจารณาว่า กลิ่น...ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจยึดติดใน กลิ่น..ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า หอม หรือไม่หอม หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ของตน
    ......เมื่อมีปัญญา รู้ความเป็นธรรมดาของ กลิ่น......กลิ่นที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาซึ่งความยืนยาวนั้นๆ มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อไม่ให้มีความแตกดับ มาเป็นของตน
    ......จึงมีความเข้าใจในข้อธรรมของพระพุทธเจ้าว่า กามภพ เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน....พระนิพพานมีความแน่นอน
    ......จึงมีปัญญารักษาความดีของตน ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทด้วยการ ทรงอารมณ์ “พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เป็นที่สุด"..ดั่งนี้

    ......๔).เสียง ... .เสียง ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...
    ......๔.๑) ควรพิจารณาว่า เสียง...ที่มีอยู่เฉพาะหน้า ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจยึดติดในเสียง ที่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า ไพเราะ หรือไม่ไพเราะ หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ของตน
    ...... และเมื่อละจากเสียงนั้นนำมา ปรุงแต่งใหม่จดจำด้วยสัญญา เรียกว่า อรูป
    ......๔.๒) ควรพิจารณาว่า เสียง..ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจยึดติดในเสียง ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า ไพเราะ หรือไม่ไพเราะหรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ของตน
    ......เมื่อมีปัญญา รู้ความเป็นธรรมดาของ เสียง ... .เสียง ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาซึ่งความยืนยาวนั้นๆ มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อไม่ให้มีความแตกดับ มาเป็นของตน
    ......จึงมีความเข้าใจในข้อธรรมของพระพุทธเจ้าว่า กามภพ เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน....พระนิพพานมีความแน่นอน
    ......จึงมีปัญญารักษาความดีของตน ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทด้วยการ ทรงอารมณ์ “พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เป็นที่สุด"..ดั่งนี้

    ......๕) สัมผัสระหว่างเพศ ( มีความหมายรวมว่า ”ตัวเรา มีสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ฯลฯ” กับ เพศที่หมายถึงบุคคล สัตว์ สิ่งของวัตถุธาตุต่างๆ)......สัมผัสระหว่างเพศ ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...
    ......๕.๑) ควรพิจารณาว่า ..สัมผัสระหว่างเพศ ที่มีอยู่เฉพาะหน้า ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจยึดติดในสัมผัสระหว่างเพศ ที่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า มีสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ฯลฯ หรือไม่มีสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ฯลฯ หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ของตน
    ......และเมื่อละจากสัมผัสระหว่างเพศนั้นนำมา ปรุงแต่งใหม่จดจำด้วยสัญญา เรียกว่า อรูป
    ......๕.๒) ควรพิจารณาว่า สัมผัสระหว่างเพศ......ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า...ด้วยการปรุงแต่งเพื่อความพอใจ และไม่พอใจยึดติดในสัมผัสระหว่างเพศ ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้านั้นว่า มีสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ฯลฯ หรือไม่มีสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ฯลฯ หรือเป็นกลาง เป็นทุกข์ด้วยการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพื่อความพึงพอใจ/ไม่พอใจ ของตน
    ......เมื่อมีปัญญา รู้ความเป็นธรรมดาของ สัมผัสระหว่างเพศ ( มีความหมายรวม ว่า ”ตัวเรา มีสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ฯลฯ” กับ เพศที่หมายถึงบุคคล สัตว์ สิ่งของวัตถุธาตุต่างๆ)......สัมผัสระหว่างเพศ ที่ไม่มีอยู่เฉพาะหน้า
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อให้ได้มาซึ่งความยืนยาวนั้นๆ มาเป็นของตน
    ......ทุกข์ในการดิ้นรน เพื่อไม่ให้มีความแตกดับ มาเป็นของตน
    ......จึงมีความเข้าใจในข้อธรรมของพระพุทธเจ้าว่า กามภพ เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน....พระนิพพานมีความแน่นอน
    ......จึงมีปัญญารักษาความดีของตน ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทด้วยการ ทรงอารมณ์ “พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เป็นที่สุด"..ดั่งนี้

    ขอให้ทุกท่านจงมีความเจริญในธรรม..โดยทั่วไปครับ
    .........คนเมืองบัว

    จากคุณ คนเมืองบัว เมื่อวันที่ 16/10/2548 21:19:21

    จากคุณ : ฟ้าเฟ - [ 18 ต.ค. 48 13:01:12 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม