◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ตายแล้วเกิดได้อย่างไร ?

    ตายแล้วเกิดได้อย่างไร?

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องจิตไว้พิสดารมากนักแล้วยังมีเจตสิกอันเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญประกอบกับจิตอีก  ทั้งจิตก็มิได้คงทนถาวรอยู่ได้  ไม่มีวันตายเหมือนศาสนาอื่น  เช่น  อาตมันก็หาไม่  จิตย่อมเกิดดับติดต่อกันไปอยู่เสมอ  เป็นนิจถี่ยิบ  ไม่มีวันหยุดหย่อนกันเลย  เรียกว่า  เป็นสันตติคือการสืบต่อ  จิตที่ดับไปแล้วจะเป็นเหตุปัจจัย(เหตุอื่นร่วมด้วย)ให้จิตใหม่เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วก็ดับ  แล้วก็เป็นเหตุให้เป็นปัจจัยให้เกิดต่อๆ ไป  เกิด - ดับ - เกิด - ดับ อยู่ไม่ขาดสายติดต่อกันไป


    เมื่อจิตมีแต่ความเกิด-ดับสืบต่อกันไปดังนี้แล้ว  จิตก็จะไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะล่องลอยไปเที่ยวหาที่เกิด  จิตก็ล่องลอยไปไม่ได้  ทั้งการเกิดใหม่ก็มิได้มีแต่จิตเพียงอย่างเดียว  เพราะมีรูปเกิดร่วมด้วย  ถ้าเช่นนั้นจิตไม่ไปเกิดดอกหรือ?  ไปอย่างไรเกิดอย่างไร?


    ผู้ที่มิได้ศึกษาเรื่อง "รูป" อย่างจริงจัง  ก็มักจะเข้าใจผิดคิดไปว่า  "รูป" ก็ได้แก่ร่างกายและสิ่งของต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนาแสดงเรื่องรูปว่า  รูปมีจำนวนถึง ๒๘ รูป  โดยแบ่งเป็นมหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ โดยแยกรูปให้เล็กลงๆ เป็นลำดับ  ตั้งแต่เม็ดข้าวเปลือก ๑ เม็ดแยกออกเป็นหลายสิบล้านส่วน  ส่วนหนึ่งเหล่านั้น  เรียกว่า  "ปรมณู"  ทุกๆ ปรมาณูเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เรื่อยๆ ด้วยอำนาจของอุณหเตโช  คือความร้อน  ด้วยเหตุนี้  รูปทั้งหลายจึงเป็น  อนิจจัง  คือความไม่เที่ยง  เป็นทุกขัง  คือความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  และเป็นอนัตตา  คือไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์(เป็นการประชุมกัน) ทั้งไม่อาจบังคับบัญชาได้


                                              ปรมาณูในพระพุทธศาสนา
                          ๑ ธัญญมาส                =              ๗ อูกา
                          ๑ อูกา                          =              ๗ ลิกขา
                          ๑ ลิกขา                       =            ๓๖ รถเรณู
                          ๑ รภเรณู                     =            ๓๖ ตัชชารี
                          ๑ ตัชชารี                      =            ๓๖ อณู
                          ๑ อณู                           =            ๓๖ ปรมาณู


    นอกจากในเรื่องรูปแล้ว  ในพระพุทธศาสนายังได้แสดงถึงเรื่องจิตใจด้วยว่ามีความเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  สลายตัวไป  อยู่ตลอดเวลาโดยรวดเร็ว  เหมือนกับสิ่งทั้งหลายที่มิได้มีสิ่งใดแม้แต่อย่างเดียวที่ตั้งอยู่อย่างมั่นคงได้  ดังนั้นจิตใจจึงอยู่ในฐานะเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  เช่นเดียวกันกับรูป


    ในพระพุทธศาสนาถือว่า  ตราบใดที่บุคคลยังมีกิเลสอยู่แล้ว  ความเกิดก็ไม่มีปัญหา  จะต้องเกิดอีกอย่างแน่นอนทีเดียว  หากแต่ความเกิดอีกมิได้เป็นไปในรูปแบบของการล่องลอย  หรือที่พูดกันโดยทั่วไปว่าวิญญาณล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่  หากแต่เป็นไปตามแบบฉบับของการสืบต่อ(สันตติ) ซึ่งมีทั้งจิตหรือวิญญาณ  มีทั้งรูปที่เป็นปรมาณูเกิดรวมกัน  คือจิตดวงหนึ่งดับลงไปแล้ว(จุติจิต = ตาย) ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัยหลายประการ  จิตดวงต่อไปก็ได้อุบัติขึ้นมาทันที(ปฏิสนธิจิต = เกิด) ในภพใหม่ชาติใหม่ติดต่อกัน  โดยมิได้มีระหว่างคั่น  พร้อมด้วยรูปปรมาณูที่เรียกว่า  กรรมชรูป
    จิตนั้นมิได้เป็นสสารมิได้เป็นพลังงาน  หากแต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง  ซึ่งต้องอาศัยเหตุต่างๆ ทำให้เกิดขึ้นมาแล้วสลายตัวไปโดยรวดเร็ว  มิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  มิได้เป็นอมตะ  มิได้เกิดขึ้นมาโดยการดลบันดาลของใคร  และอยู่ในฐานะอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  เช่นเดียวกันกับบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลาย


    จิตใจนั้นแม้ว่ามันจะมองไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน  ซ้ำถูกต้องไม่ได้ก็ดี  แต่ถึงกระนั้นมันก็มีอำนาจ  หรือมีอิทธิพลหลายอย่าง  เช่น  รู้อารมณ์ได้  เก็บบาปเก็บบุญไว้ก็ได้  ทำน้าที่ปฏิสนธิคือสืบต่อเกิดใหม่ในภพชาติต่อไปได้  เมื่อมีสมาธิมากๆ แล้วแสดงอิทธิฤทธิ์บางอย่างก็ได้ด้วย  เรื่องของจิตใจหรือวิญญาณนั้น  มิได้ศึกษากันไปลมๆ แล้งๆ หากแต่มีบทพิสูจน์พร้อมบริบูรณ์  ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะได้รู้เห็นจิตใจหรือวิญญาณนี้แจ่มใสชัดเจนอยู่ในใจ(ไม่ใช่มโนภาพ) พ้นจากข้อสงสัยได้แน่นอน  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางบทพิสูจน์เอาไว้แล้ว


    ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวรรค  แสดงว่าจิตนี้  มีชื่อตั้ง ๑๐ ชื่อ  เพื่อแสดงให้รู้ว่าจิตคืออะไร ?  คือ

    ยํ  จิตฺตํ  มโน  หทยํ  มานสํ  ปณฺฆรํ  มนายตนํ  มนินฺทริยํ  วิญฺญาณกฺขนฺโธ  ตชฺช  มโนวิญฺญาณธาตุ  อิทํ  จิตฺตํ ฯ

    ในอัฏฐสาลินีอรรภกถาธิบายว่า

    ๑. ธรรมชาติใดย่อมคิด  ธรรมชาตินั้นชื่อว่า  จิต  

    ๒. ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์  ธรรมชาตินั้นชื่อว่า  มโน

    ๓. จิตนั่นแหละได้รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน  ดังนั้นจึงชื่อว่า  หทัย

    ๔. ธรรมชาติคือฉันทะที่มีพอใจนั่นเอง  ชื่อว่า  มานัส

    ๕. จิตเป็นธรรมชาติที่ผ่องใสจึงได้ชื่อว่า  ปัณฑระ

    ๖. มนะนั่นเองเป็นอายตนะ  คือเป็นเครื่องต่อจึงชื่อว่า  มนายตนะ

    ๗. มนะอีกนั่นแหละที่เป็นอินทรีย์  คือความเป็นใหญ่  จึงชื่อว่า  มนินทรีย์

    ๘. ธรรมชาติใดรู้แจ้งอารมณ์  ธรรมชาตินั้นชื่อว่า  วิญญาณ

    ๙. วิญญาณนั่นแหละเป็นขันธ์  จึงชื่อว่า  วิญญาณขันธ์

    ๑๐. มานะนั่นเองเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์จึงชื่อว่า  มโนวิญญาณธาตุ

    จากคุณ : สมถะ - [ 18 ต.ค. 48 12:21:12 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม