◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    จากกระทู้ที่แล้ว ขอถามพี่คริสเตียนต่อครับ{แตกประเด็นจาก Y3812851}

    กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก Y3812851

    อย่างแรกขอขอบคุณพี่คริสเตียนมากๆนะครับ ที่เมตตาต่อคำถามของผม

    แต่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจคำตอบของพี่เท่าที่ควรอ่ะครับ แถมมีสงสัยต่อนิดหน่อยอ่ะครับ

    ขอความกรุณาด้วยนะครับ

    พี่กล่าวจากคห.ที่ 31 ของกระทู้ที่แล้วว่า
    ". ขออธิบายอย่างนี้ครับ
    เมื่อพูดถึงความบาป ตามพระคริสตธรรมคัมภีร์หมายถึง "การผิดพระประสงค์ของพระเจ้า" หรือ "การตกต่ำจากมาตรฐานของพระเจ้า" หรือ "การไม่เชื่อฟังพระเจ้า" ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเน้นที่ท่าทีภายในความคิดจิตใจของมนุษย์มากกว่าการกระทำ เพราะการกระทำสิ่งที่ไม่ดีและทำความชั่วร้ายทั้งปวงล้วนเกิดมาจากความคิดจิตใจที่ตกต่ำจากมาตรฐานของพระเจ้านั่นเอง"

    คือผมสงสัยครับว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือ ความประสงค์ของพระเจ้า? อะไรไม่ใช่?
    ถ้าผมไม่เชื่อในพระองค์เพราะเป็นเพราะพระประสงค์ของพระองค์ใช่ไหมครับ? ถ้าไม่ใช่ทำไมพระองค์ไม่สร้างให้โลกมนุษย์มศาสนาเดียวล่ะครับ? หรือง่ายๆแค่ปรากฏตัวให้มนุษย์ได้เห็นก็เพียงพอแล้ว ทำไมพระองค์ต้องหลบซ่อนพวกเราล่ะครับ?
    อะไรคือจิตใจที่ตกต่ำ? การไม่เชื่อพระเจ้าคือการที่มีจิตใตตกต่ำใช่หรือไม่ครับ?

    พี่กล่าวว่า
    "เพราะฉะนั้น กรรมชั่ว ไม่ใช่ความบาปครับ แต่ ความบาป นั้น นำไปสู่กรรมชั่วครับ"
    ผมยังไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้อ่ะครับ ช่วยยกตัวอย่างให้หน่อยได้ไหมครับ?
    เพราะถ้าการไม่เชื่อพระเจ้าคือความบาป แล้วการไม่เชื่อพระเจ้านำไปสู่ความชั่วได้อย่างไร?
    ยกตัวอย่างเช่นผมนับถือศาสนาพุทธ ผมไม่เชื่อพระเจ้า แต่ผมก็ทำดี มีเมตตากับผู้อื่นอยู่เสมอ อย่างนี้เป็นความชั่วใช่หรือไม่ครับ?  

    พี่กล่าวว่า
    "ผมว่าการที่คุณบอกว่าคุณไม่มีความทุกข์ นี่ ถือว่าเป็นการมุสานะครับ เพราะทางพุทธก็ยอมรับไม่ใช่หรือ ว่า ผู้ใดไม่มีทุกข์ ผู้นั้นไม่เห็นธรรม แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรว่า จะมีใครที่ไม่มีความทุกข์"
    อยากจะบอกว่าที่พี่ศึกษาศาสนาพุทธมานั้น ผมว่าพี่เข้าใจตัวเองผิดแล้วล่ะครับ จากประโยคข้างต้นพี่ยังไม่ได้เข้าใจในศาสนาพุทธเลย อีกอย่างประโยชน์ที่พี่กล่าว พระพุทธองค์ตามพระไตรปิฎก(ฉบับเถรวาท) ผมยังไม่เคยเจอครับ และอย่าเอาฉบับของมหายานมาอ้างนะครับ เพราะมีการแต่งกันเพิ่มอีกเพียบ
    ประโยคที่ถูกต้องคือ "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" ครับ
    ในทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า "ทุกข์" หรือ "ทุกขัง" เป็นสิ่งธรรมดาในโลกครับ
    ทุกข์ได้แก่ ควาไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก การได้สิ่งที่ไม่เป็นที่รัก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์ สรุปคือ ทุกข์มีสาเหตุมาจากตัณหา ความทะยานอยากทั้งหลายทั้งปวงนั้นเอง การอยากขึ้นสวรรค์ การอยากมีคนรัก การอย่างสอบได้คะแนนดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ "ตัณหา" ทั้งสิ้น
    ทุกข์กายไม่หนักหนาเท่าทุกข์ใจครับ ซึ่งทุกข์ที่ผมกล่าวถึงคือ "ทุกข์ใจ" ครับ ไม่ใช่ "ทุกข์กาย"
    ผมต้องการสื่อว่า การที่ผมไม่เชื่อในพระเจ้า ผมก็ไม่ได้ทุกข์ใจอะไร มีความสุขใจตามอัตภาพ
    ส่วน "ทุกข์กาย" นั้น ผมก็คิดว่า ไม่ว่าเราจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ เราก็หนีทุกข์ตัวนี้ไม่พ้น จนกว่าจะกลับบ้านเก่า
    ถ้าผมเข้าใจผิด พี่ช่วยอธิบายหน่อยครับ ว่า การไม่เชื่อพระเจ้าทำให้ผมเกิด "ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ" ได้อย่างไรบ้าง?    

    2. การยึดมั่นในพระเจ้า ไม่ใช่การสร้้างอัตตาแน่นอนครับ
    ตรงข้าม คำสั่งสอนของพระเจ้าจะช่วยขัดเกลาเรา จนนิสัยเก่า ๆ ตัวตนเก่า ๆ จะค่อย ๆ หายไป ทั้งนี้มิใช่โดยความสามารถของเราเอง แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้าครับ เรื่องนี้อธิบายยากครับ
    เหมือนกับให้อธิบายรสชาติของแอปเปิล ให้คนที่ไม่เคยกินเข้าใจ คุณต้องลิ้มรสเองครับ
    ตรงนี้ เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณมาก
    แต่สงสัยว่า การขัดเกลาตัวเอง โดยไม่เชื่อในพระเจ้า ถือเป็นการลดอัตตาตัวเองได้หรือไม่?
    ยกตัวอย่างเช่นผมเชื่อในคำสั่งสอนของพระเยซู และปฏิบัติตาม แต่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง แต่ผมก็ไม่ได้หลบหลู่อะไร อย่างนี้เรียกว่า "เป็นการขัดเกลาตัวเอง" ได้หรือไม่ครับ
    ถ้าไม่ได้ ต้องเชื่อพระเจ้าอย่างเดียวใช่ไหมครับ?

    3. "การไม่เชื่อพระเจ้า" คือ "ความเย่อหยิ่ง" ครับ
    แก้ได้โดยลองมาเชื่อดูครับ การที่คุณยอมเชื่อโดยจริงใจ ก็เป็นการลดความเย่อหยิ่งได้ระดับหนึ่งแล้ว ส่วนจะลดได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะยอมให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้มากน้อยแค่ไหน
    ไม่มีวิธีอื่นหรือครับ เพราะในทางพุทธมีหลายวิธีที่จะลดความเย่อหยิ่งในตนเอง การมีพรหมวิหาร 4 ตัวนี้ชัดเจนมาก
    การลดความเย่อหยิ่งโดยที่เชื่อพระเจ้าเพียงโดยผ่านทางพระเยซูเจ้าเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นการลดความเย่อหยิ่งทางเดียวใช่ไหมครับ? ถ้าผมเชื่อในท่านโมเสสหรือท่านนบีมูฮัมหมัดแทน(เพราะพระเจ้าองค์เดียวกัน) ถือเป็นการลดความเย่อหยิ่งของตัวเองได้หรือไม่ครับ?  

    4. ถ้าผมตอบได้ว่า ทุกข์ และ ขันธ์ 5 คืออะไรได้ นั่นแปลว่า ผมศึกษาพุทธมามากพอหรือ ตกลงเรื่องของพุทธเป็นเรื่องของความรู้ มากกว่า การนำไปปฏิบิติหรือ ถ้าผมจะตอบ ผมก็ไปหาเอาในเน็ทมาตอบคุณก็ได้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตไม่ตอบคำถามนี้นะครับ"
    ตรงนี้ไม่เป็นไรครับ แต่ที่ผมให้พี่ตอบ เพราะแค่สงสัยว่าพี่เคยนับถือศาสนาพุทธ ถึงแก่นจริงรึเปล่าเท่านั้นเอง เพราะมีหลายคน(ทั้งที่เปลียน และยังไม่เปลี่ยนจากศาสนาพุทธ)บอกศาสนาพุทธไม่ได้ช่วยเขาแก้ปัญหาชีวิต แล้วบอกว่าศาสนาพุทธไม่ดี เลยเลยสงสัยว่าพี่จะเป็นแบบคนพวกนั้นหรือไม่ ไม่ได้มีเจตนาอวดหรือลองภูมิอะไรหรอกครับ เพราะคำถามที่ผมถาม ถ้าพี่ตอบได้ จะได้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือกับผมหน่อย เพราะถ้าพี่ไม่เคยศึกษาพุทธจนเข้าถึงแก่น แล้วตอบคำถามในคำถามที่ผมตอบได้ การที่พี่บอกว่า "ตัวเองศึกษาศาสนาพุทธมาพอสมควรนั้น" มันมุสาครับ    

    ผมมองว่าพุทธไม่ใช่เรื่องของความรู้ที่จะมาอวดกัน
    ครับผม ถูกต้องแล้วครับ ต้องลองด้วยตัวเองแล้วจะรู้ครับ (สันทิฏฐิโก - เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึ่งเห็นได้ด้วยตนเอง)

    ที่พี่กล่าวว่า
    "พุทธคือสภาวะแห่งการตื่นที่อยู่นอกเหนือสิ่งที่รู้ได้ต่างหากครับ"
    ผมอยากบอกว่า ถูกเพียงครึ่งเดียวครับ
    ถูกที่ว่า "พุทธคือสภาวะแห่งการตื่น (จากความชั่ว โดยมีอวิชชาครอบงำ)"
    แต่ไม่ถูกที่ว่า "นอกเหนือสิ่งที่รู้ได้" ตรงนี้ผิดนะครับ สิ่งที่พระพุทธองค์สอนทุกอย่าง (ยกเว้นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เช่นนรก หรือสวรรค์เป็นต้น) สามารถพิสูจน์ได้หมดครับ มัน "ไม่ได้สิ่งที่เกินความสามารถ" ที่ "พี่หรือผม หรือทุกๆคน" จะไม่สามารถทำได้เลย ทุกคนทำได้ทั้งนั้น พี่ลองเปิดใจ ลด ละ เลิก คิดว่าตัวเองถูกเสมอ คิดว่าทุกคนต้องเหมือนเรา แล้วพี่จะพบกับความจริงอันเป็น "สัจนิรันดร์" ครับ

    โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

    ด้วยความเคารพ

    จากคุณ : My EyeS ArE OpeNeD. - [ 18 ต.ค. 48 06:37:01 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม