คำถามที่เกี่ยวกับพระศรีอารย์ค่ะ...

รบกวนผู้รู้เข้ามาตอบคำถามหน่อยนะคะ คือมีเรื่องสงสัยเกี่ยวกับ
ประวัติของพระศรีอารย์น่ะค่ะ ไม่ทราบจะหาอ่านได้จากที่ไหนเหรอคะ
ทั้งเป็นหนังสือเเละบนอินเตอร์เน็ต เอาเป็นภาษาไทยและมีภาษา
อังกฤษด้วยก็จะดีมากค่ะ เเละประเทศไทยเรามีที่ไหนที่สร้างองค์
พระพุทธรูปพระศรีอารย์ที่ไหนหรือที่วัดไหนบ้างไหมคะฦ
ไม่อย่างงั้นที่ไหนที่เขาวาดองค์ท่านเป็นแบบจินตนาการตาม
ที่ประวัติท่านบรรยายลักษณะเอาไว้ ไม่ทราบพอจะหาได้ที่ไหนคะ

สุดท้ายอันนี้สงสัยเล็กๆ ค่ะว่า ทำไมประวัติของยุคสมัยที่พระศรีอารย์ท่าน
จะมาถึงนั้น แต่ละประเทศนั้นจึงไม่บอกไม่เหมือนกันคะ ทั้งๆ ที่
น่าจะมาจากเเหล่งเดียวกัน เรียกไม่ถูกค่ะอาจจะมาจากพระไตรปิฎก
เดียวกัน แต่ของไทยเรานั้นบอกว่าท่านจะมาเมื่อพระพุทธศาสนามี
อายุ 5000 ปี แต่หลายประเทศมากๆ เช่น เกาหลี จีน ญี่ปุ่น และอื่นๆ
นั้นบอกว่า กึ่งพุทธกาลท่านก็จะมาปรากฏเเล้ว เวลาอาจคลาดเคลื่อน
แต่ก็ไม่มากไม่น้อยไปจากนี้เท่าไหร่นัก อย่างนี้เเล้วจะเชื่อใครดีอ่ะคะ?
เพราะถ้าจะบอกว่า ท่านมาตอนกึ่งพุทธกาลนั้นเป็นการเข้าใจผิด เเต่ว่า
พระพุทศาสนาที่เรานับถือกันในหลายๆ ประเทศทำไมมีความเชื่อที่
ไปกันคนละทิศละทางล่ะคะ เเบบนี้ไม่ต้องมีการทำความเข้าใจ
ให้ตรงกันเหรอคะว่าอันไหนที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องกันเเน่ ทั้งๆ ที่
เป็นศาสนาเดียวกัน อย่าว่าเเต่การกล่าวถึงการกลับมาของ
พระศรีอารย์เลยที่ไม่ตรงกัน แต่หลายๆ รายละเอียดปลีกย่อย
ถ้ามันเพี้ยนจากกันมากเกินไปแล้วไม่ยอมทำความเข้าใจส่วนหลักๆ
ที่เป็นแก่นของศาสนาให้ตรงกัน แต่กลับสอนกันแบบต่างกันอย่างสุดขั้ว
อย่างงี้น่าจะเรียกว่าเป็นคนละศาสนาไปเลยจะไม่ดีกว่าเหรอคะ?


พอดีกว่าเดี๋ยวออกทะเล แต่ว่า...ก็คิดว่ามันเป็นยังงั้นจริงๆ นี่หน่า

แก้ไขเมื่อ 14 ก.ย. 48 20:21:44

จากคุณ : โปรดรักฉันในแบบที่ฉันเป็น... - [ 14 ก.ย. 48 20:20:21 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

ขอผมถามพ่วงด้วยครับ พระศรีอารย์ กับพระสังกัจจาย ใช่องค์เดียวกันหรือเปล่าครับ บ้างก็ว่า ใช่ บ้างก็ว่า ไม่ใช่ ขอแบบเป็นคำตอบสุดท้ายเลยนะครับ อิอิ ขอบคุณครับ

จากคุณ : ไซมึ้งชวยเซาะ - [ 14 ก.ย. 48 21:02:07 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

#1.พระสังกัจจายเป็นพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าครับ
ท่านปรินิพพานไปแล้วครับ ไม่ใช่พระศรีอาริย์ แน่นอนครับ

พระศรีอาริย์ก็เคยมาบวชเป็นพระเมื่อสมัยพุทธกาลนะครับ
และได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าท่านว่า
จะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป

พระรูปนั้นที่จะเป็นพระศรีอาริย์ชื่ออะไรผมจำไม่ได้แล้ว
ท่านใดจำได้ช่วยบอกทีครับ ขอบคุณครับ


จากคุณ : ^ ^ - [ 14 ก.ย. 48 21:09:39 A:58.10.102.191 X: TicketID:100638 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

หลวงพ่อโตที่เป็นพระยืนอุ้มบาตรวัดอินทรวิหารนั่นแหละครับ พระศรีอาริย์
ปางโปรดสัตว์ ส่วนถ้าเป็นองค์เล็กจะทำคล้ายพระสงฆ์ คือที่พระเศียรจะไม่มี
ยอดแหลม(ฉัพพรรณรังสี)มือขวาจะวางบนเข่า มือซ้ายจะถือตาลปัตร
แต่ส่วนใหญ่ที่พบตาลปัตรมักหายไป เหลือแต่มือซ้ายกำมือวางบนตักเท่านั้น

ที่ว่ามาเป็นพระศรีอาริย์ของไทยครับ ส่วนของทางมหายาน
ค่อนข้างจะสับสนกันมากอธิบายกันยาว จึงแนะนำให้อ่านหนังสือเรื่อง
"เรื่องจีนหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งมีหลายตำรา" โดยคุณจิตรา ก่อนันทเกียรติ
คุณจะเข้าใจได้กว้างขวางขึ้นมากครับ


จากคุณ : นมัสการ - [ 14 ก.ย. 48 22:57:29 A:203.113.67.39 X: TicketID:106579 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

มาเสริมหน่อยว่า คนทั่วไปมักเข้าใจว่าหลวงพ่อโตวัดอนทรวิหารเป็นรูปพระพุทธเจ้า
ของเรา แต่เจตนาของผู้สร้าง(สมเด็จฯโต วัดระฆัง) ท่านตั้งใจสร้างเป็นพระศรีอาริย์ครับ


จากคุณ : นมัสการ - [ 14 ก.ย. 48 23:01:49 A:203.113.67.39 X: TicketID:106579 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ประวัติพระศรีอาริยะเมตไตรย์ คงยังไม่มีมั้งคะ
เพราะท่านยังไม่อุบัติขึ้น ที่ว่ามีนั้น เป็นการทำนาย
ของพระพุทธเจ้าสมนโคดม อาจจะเป็นเรื่องราวที่อยู่
ในพระไตรปิฏก

แล้วที่ว่า ท่านจะเกิดในสมัยไหนนั้น เราว่าอย่าไปสนใจ
เลยคะ เราว่ามันคงไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ เพราะจะหา
คำตอบที่แท้จริงได้นั้น คงยาก

แล้วที่ว่า "พระพุทศาสนาที่เรานับถือกันในหลายๆ ประเทศทำไมมีความเชื่อที่
ไปกันคนละทิศละทางล่ะคะ เเบบนี้ไม่ต้องมีการทำความเข้าใจ
ให้ตรงกันเหรอคะว่าอันไหนที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องกันเเน่ ทั้งๆ ที่
เป็นศาสนาเดียวกัน"

เราก็ว่า จะไปสนใจอีกนั้นแหละ เพียงปฏิบัติตนให้รู้จักการทำทาน (ทานมีหลายอย่าง) ปฏิบัติตัวให้ครบศีลทั้ง 5  ข้อ
และเจริญภาวนาฝึกให้ตนมีสมาธิ แล้วเราคิดว่า ปัญญามันก็จะเกิดขึ้นเอง เมื่อปัญญาเกิดขึ้น จะรู้เอง ว่า สิ่งไหนจริง สิ่งไหนไม่จริง

สรปคือ ลงปฏิบัติเลยดีกว่าคะ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา

 
 


จากคุณ : ตะวันสีชมพู - [ 15 ก.ย. 48 02:22:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

จริงๆ แล้วตามแบบไทยจะถูกต้อง ส่วนที่อื่นๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปเพราะ มันเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันมาอีกที ของไทยเนี้ยจะแท้เลย ครบพุทธกาลนี้ คือ 5000 ปี (นับเริ่มจากวันที่ พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จปรินิพพาน) ตอนนี้ก็ 2500 กว่าปี คือ กึ่งพุทธกาล ส่วนเรื่องการที่จะมาถึงพุทธธันดรต่อไปคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระศรีอารยเมตตรัยนั้น อีกนานขึ้นไป จากนี้นั้น อีกนานมากๆ ครับ นานเกินอสงไขยมาก ไม่ใช้ต่อจาก 5000 ปีนี้
ไปอ่านที่นี้ มีบอก
http://tteen.net/view.php?time


จากคุณ : ก.ส.น.พ. - [ 15 ก.ย. 48 05:03:16 A:203.113.67.166 X: TicketID:107153 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

อ๊ะ ขอแก้ครับ ( เฮ้อตรู )ไม่ใช้ว่า ของไทยแท้ ถูกครับ ลองไปอ่านกันแล้วแต่พิจารณา ดีกว่าครับ อะไรฟระเนี่ย

จากคุณ : ก.ส.น.พ. - [ 15 ก.ย. 48 05:37:35 A:203.113.67.166 X: TicketID:107153 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

เท่าที่เคยอ่านผ่านตานะครับ

จาการคำนวณเล่นๆของท่านในห้องศาสนานี่แหล่ะ ว่าพระศรีอาริย์นั้นท่านจะมาอุบัติในอีกราว 5000 ล้านปีข้างหน้า(ตามความเชื่อแบบเถรวาท)ครับ

ส่วนเรื่องพระศรีอาริย์ตามแบบมหายานหรือจีนนั้น ผมไม่ทราบเท่าไหร่

ส่วนเรื่องที่ความเชื่อแตกต่างกันนั้น เพราะในมหายานมีพระสูตรมากมายถูกแต่งขึ้นมาในภายหลัง ผมเลยคิดว่าบางทีอาจจะมีการสับสนนิดหน่อยครับ

ส่วนแบบเถรวาท(เช่นของไทยหรือศรีลังกา) นั้นแบบความเช่อแบบดั้งเดิม ยึดพระไตรปิฎกเป็นหลัก ไม่มีการแต่งพระสูตรขึ้นมาภายหลัง

ก็แล้วแต่คุณจะเชื่อนะครับว่าเป็นแบบไหน

แต่ว่าผมให้ข้อมูลไว้อย่างหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าจะอุบัติไม่ได้ ถ้าพระศาสนาของพระพุทธเจ้าอีกพระองค์ยังคงดำรงอยู่ เพราะถ้าผมจำไม่ผิดเคยมีพราหมณ์มาถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับการดุบัติของพระพุทธเจ้า 2 องค์พร้อมกันไว้แล้ว

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ด้วยความเคารพ


จากคุณ : อรชุน (My EyeS ArE OpeNeD.) - [ 15 ก.ย. 48 06:02:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

นี่เลยค่ะ ทั้งประวัติและรูปของพระศรีอารย์ (หรือพระศรีอาริยเมตไตร หรือพระอนาคตวงศ์ หรือพระอชิตเถระ

http://www.larnbuddhism.com/anatottawong/index.g1.html

http://64.233.183.104/search?q=cache:sCPbxynwi_gJ:www.larnbuddhism.com/anatottawong/+%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3&hl=th


จากคุณ : หิหิ - [ 15 ก.ย. 48 07:39:20 A:61.91.173.160 X: TicketID:005901 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

อันนี้ก็มีภาพพระศรีอาริยเมตไตร ภาพที่13นะคะ

http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G2750348/G2750348.html


จากคุณ : หิหิ - [ 15 ก.ย. 48 07:41:21 A:61.91.173.160 X: TicketID:005901 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

#8 ไม่ใช่ห้าพันปีหรือครับ
และมีอายุแปดหมื่นปี
อย่างนี้ต้องพิสูจน์ นั่งกำฐานดีกว่า


จากคุณ : seng - [ 15 ก.ย. 48 08:56:50 A:210.4.144.193 X: TicketID:103153 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

เรื่องพระศรีอาริย์ เป็นแก่นพุทธศาสนา ???




จขกท. ไปเอามาจากไหน

แก่นพุทธศาสนา คือ  อริยสัจจ์ 4  ครับ

ช่วยกลับไปศึกษาใหม่ด้วย


ส่วนเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ตรงกัน
เป็นเพราะนับถือต่างนิกายกัน

แต่ก็ไม่มีส่วนกระทบถึงแก่นของศาสนาเลย


จากคุณ : หมูชิก - [ 15 ก.ย. 48 09:25:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ตอบคห.ที่ 11 ครับ

ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่พอหมดยุคของพระศรีศากยมุนีวงศ์(หรือพระพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบันนี้)แล้ว พระศรีอาริย์จะมาอุบัติเลยเลยนะครับ

ตามที่พระผู้มีพระภาคพุทธทำนายไว้คือ หลังจากพระพุทธศาสนาของพระองค์สิ้นสุดลงแล้ว โลกจะว้างเว้นจากศาสนาพุทธอยู่ช่วงหนึ่ง(หรือพุทธันดรนั่นเอง) พระศรีอาริย์จะมาอุบัติ เมื่อคนในยุคสมัยนั้นมีอายุเพิ่มขึ้นถึง 50000 ปี (ผมไม่แน่ใจนะครับ - รอผู้รู้มาตอบดีกว่า)

หลักการคำนวนก็ง่ายๆ ทุก 100 ปี อายุไขเฉลี่ยของคนจะลดลง 1 ปี ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้คนเราอายุไขเฉลี่ยนคือ ราว 75 ปี เพราะฉะนั้นอีก 100 ปี อายุไขเฉลี่ยของคนเราจะเหลือ 74 ปี ลงไปเรื่อยๆ จนถึง 10 ปี เป็นอายุไขเฉลี่ย จากนั้น ทุกๆ 100 ปี อายุไขเฉลี่ยจะเพิ่ม 1 ปี จนคนเรามีอายุไข 50000 ปีนั่นแหล่ะครับ พระศรีอาริย์จึงจะอุบัติ

พระพุทธองค์เลยสอนไว้ว่า "การเกิดเป็นคนนั้นว่ายากแล้ว แต่การเกิดเป้นคนแล้วมาเจอพระพุทธศาสนานี่ซิ ยากยิ่งกว่า เพราะการอุบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่เกิดได้อยากยิ่ง"

เพราะฉะนั้นพึงสำนึกไว้ว่า เราเกิดมาเป้นคนแล้วเจอพระพุทธศาสนาด้วยเนี่ย เราโชคดีขนาดไหนแล้ว เพราะฉะนั้นจงอย่าประมาท ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี บำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อบรรลุมรรคผล ดีกว่าการปล่อยให้โอกาสเหล่านี้หายไปครับ

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ด้วยความเคารพ


จากคุณ : อรชุน (My EyeS ArE OpeNeD.) - [ 15 ก.ย. 48 10:53:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

คำถามเรื่องนี้มีเยอะแยะ จริงๆ search ใน google ก็น่าจะรู้ อันนี้เป็นส่วนย่อในประวัติอนาคตวงศ์นะครับ

พระศรีอาริยเมตไตร (พระอชิตเถระ)

ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภซึ่งพระอชิตเถระ ผู้หน่อบรมพุทธางกูรอริยเมตไตรยเจ้าให้เป็นเหตุ พระโลกเชษฐ์จึงตรัสพระธรรมเทศนา สำแดงซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ องค์ อันจะมาตรัสเป็น องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลฯ ครั้งนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถรเจ้า จึงกราบทูลอาราธนา พระองค์ก็นำมาซึ่งอดีตนิทาน แห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐ พระองค์ ที่จะลงมาตรัสในอนาคตกาลเบื้องหน้าต่อไป

เป็นใจความว่า เมื่อศาสนาพระตถาคตครบ ๕๐๐๐ ปีแล้ว ฝูงสัตว์ก็มีอายุถอยลง คงอยู่ ๑๐ ปีเป็นอายุขัย ครั้งนั้นแล จะบังเกิดมหาภัยเป็นอันมาก มีสัตถันตะระกัปป์ มนุษย์ทั้งหลายจะวุ่นวายเป็นโกลาหล เกิดรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จะจับไม้และใบหญ้าก็กลับกลายเป็นหอก ดาบ แหลน หลาว อาวุธน้อยใหญ่ ไล่ทิ่มแทงกัน ถึงซึ่งความฉิบหายเป็นอันมาก ฝูงมนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญา ก็หนีไปซุกซ่อนตัวอยู่ในซอกห้วย หุบเขา เมื่อพ้น ๗ วันล่วงไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายที่เร้นซ่อนอยู่นั้น เห็นสงบสงัดเสียงคนก็ออกมาจากที่ซ่อนเร้น ครั้นเห็นซึ่งกันและกัน ก็มีความสงสารรักใคร่เป็นอันมาก เข้าสวมสอดกอดรัดร้องไห้กันไปมา บังเกิดมีความเมตตากรุณากันมากขึ้นไป ครั้นตั้งอยู่ในเมตตาพรหมวิหาร แล้วก็อุตสาหะรักษาศีล ๕ จำเริญกรรมฐานภาวนาว่า อยํ อตฺตภาโว อันว่าร่างกายของอาตมานี้ อนิจฺจํ หาจริงมิได้ ทุกฺขํ เป็นกองแห่งทุกข์ฝ่ายเดียว อนตฺตา หาสัญญา สำคัญมั่นหมายมิได้ ด้วยกายอาตมาไม่มีแก่นสารฯ
…..เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย ปลงสัญญาเห็นในกระแสพระกรรมฐานภาวนาดังนี้เนืองๆ อายุของมนุษย์ทั้งหลายก็วัฒนาจำเริญขึ้นไป ที่มีอายุ ๑๐ ปีเป็นอายุขัยนั้น ค่อยทวีขึ้นไปถึง ๒๐ ปีเป็นอายุขัย ค่อยทวีขึ้นไปทุกชั้นทุกชั้น จนอายุได้ ร้อย พัน หมื่น แสน โกฏิ จนถึงอสงไขยหนึ่ง ครั้นนานไปเห็นว่าไม่รู้จักความตายแล้ว ก็มีความประมาท มิได้ปลงใจลงในกอง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา อายุก็ถอยน้อยลงมาทุกทีจนถึง ๘ หมื่นปี ฝนก็ตกเป็นฤดูคือ ๕ วันตก ๑๐ วันตก ในชมพูทวีปทั้งปวงมีพื้นแผ่นดินราบคาบสม่ำเสมอเป็นอันดีฯ

มหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าสังขจักรนั้น เป็นมหาพราหมณ์ประกอบไปด้วยอิสริยยศเป็นอันมาก หาผู้จะเปรียบเสมอมิได้ มีนามปรากฏว่า สุตพราหมณ์ นางพราหมณีผู้เป็นภรรยานั้นมีนามว่า นางพราหมณวดีฯ ในกาลนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า รับอาราธนานิมนต์แห่งฝูงเทพยดาทั้งหลาย ก็จุติลงมาจากสวรรค์เทวโลก ลงมาถือเอาปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางพราหมณวดี ภรรยาแห่งมหาปุโรหิตพราหมณ์ผู้ใหญ่ ในวันบัณณสี อุโบสถ เพ็ญเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พร้อมด้วยอัศจรรย์ทั้งหลาย ๑๒ ประการ เทพยดาพากันกระทำสักการบูชาดังห่าฝนตกลงในกลางอากาศ แล้วก็มีปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ผุดขึ้นมา เพื่อจะให้เป็นที่สำราญ แห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้า
ปราสาท ๑ ชื่อว่า ศิริวัฒนะ
ปราสาท ๑ ชื่อว่า สิทธัตถะ
ปราสาท ๑ ชื่อว่า จันทกะ

ปางเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้าเสด็จออกบรรพชานั้น ฝูงเทพยดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ และ มนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์ทั้งหลาย กระทำสักการบูชา ทั้งพระยาบรมจักรพรรตราธิราชเจ้าผู้ประเสริฐ ก็พร้อมด้วยแสนสาวสนมในทั้งปวง และโยธาหาญ หมู่จตุรงค์องค์พยุหะเสนาอเนกนับมิได้ เสด็จไปที่ใกล้แห่งสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์

ครั้งนั้นมหาชนทั้งหลายทั้งปวง มีความปรารถนาจะทรงบรรพชาแล้วก็ลอยไปในอากาศ กับด้วยพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ด้วยเดชานุภาพแห่งบรมจักร และอานุภาพแห่งพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์นั้น ครั้นเสด็จถึงควงไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ์ คือไม้กากะทิงแล้ว ปรางค์ปราสาทแก้วก็เลื่อนลอยลงจากอากาศใกล้ในที่ปริมณฑลไม้มหาโพธินั้น ฝ่ายท้าวมหาพรหมก็เชิญซึ่งพานผ้ากาสาวพัสตร์ กับเครื่องบริขารทั้ง ๘ น้อมเข้าไปถวายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ แล้วพระองค์จึงชักเอาพระแสงดาบแก้วตัดพระเกศเกล้าให้ขาด แล้วก็โยนขึ้นไปในอากาศเวหา ถือเครื่องบริขารทั้ง ๘ ประการ ทรงเพศบรรพชาเสร็จแล้ว ส่วนว่าบริวารทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ชวนกันบรรพชา บวชตามสมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก ฝ่ายพระมหาบุรุษราช องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้านั้น กระทำความเพียรอยู่ที่ใกล้พระศรีมหาโพธิสิ้นประมาณ ๗ วัน ในเมื่อเวลาเย็นพระองค์ก็เสด็จเข้าไปสู่ควงไม้พระมหาโพธิ ขึ้นทรงนั่งเหนือรัตนอปราชิตบัลลังค์พระที่นั่งแก้ว แล้วทรงพระคำนึงระลึกถึงบุพพชาติของพระองค์ด้วย บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทรงเห็นโดยลำดับกัน ประจักษ์แจ้งในปฐมยามฯ ครั้นล่วงเข้ามัชฌิมยามทรงเห็นซึ่ง จุติ-ปฏิสนธิ แห่งสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพย์จักษุญาณฯ ครั้นล่วงไปในปัจฉิมยามที่สุดนั้น พระองค์พิจารณาซึ่งปัจจัยการ อันประกอบไปด้วยองค์ ๒ ประการ ตามกระแสพระปฏิจจสมุปบาทธรรม ด้วยสามารถอนุโลม ตรัสรู้ตลอดกัน ในลำดับนั้นก็ได้สำเร็จแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ทรงพระนามว่า อรหังสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอาทิ ปรากฏเป็นพระพุทธคุณทั่วโลกธาตุ แล้วพระองค์ก็ยังมนุษย์ทั้งหลายประมาณแสนโกฏิ ให้ดื่มกินซึ่งน้ำอมฤตรสคือพระสัทธรรม


จากคุณ : หนึ่ง - [ 15 ก.ย. 48 11:38:38 A:203.185.128.8 X:203.185.128.1 TicketID:086795 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

......

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ครั้นเมื่อพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้าได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงมีพระองค์สูงได้ ๘๘ ศอก ด้วยผลทานที่เด็ดพระเศียรกระทำสักการบูชาพระสัทธรรม พระองค์ทรงพระรัศมีสิ้นทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาดนั้น ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์ทรงอุตสาหไปในมรรคาหนทาง ปรารถนาจะพบเห็นสมเด็จพระพุทธเจ้าจนพระโลหิตไหลออกจากพระบาท และพระชงฆ์ พระหัตถ์ พระอุระของพระองค์เมื่อเป็นบรมสังขจักรนั้นฯ อนึ่ง พระพุทธรัศมีของพระองค์แผ่ซ่านตลอดไปเบื้องบนจนถึงพรหมโลก เบื้องต่ำตลอดลงไปจนถึงมหาอเวจีนรก ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์เด็ดพระเศียรออกกระทำสักการบูชาพระสัทธรรมโลหิตไหลออกจากพระเศียร อนึ่ง ในพระศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า บังเกิดมีไม้กัลปพฤกษ์นึกได้สำเร็จความปรารถนานั้น ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์เสด็จไปตามมรรคหนทาง จะใคร่พบองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ถ้วนถึง ๗ วันเป็นกำหนด จึงได้ประสพพบปะฯ

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ผู้เป็นพระยาธรรมของพระตถาคต ฝูงคนทั้งหลายที่มิได้เห็นรูปกายของพระตถาคตนี้ แล้วได้กระทำทานรักษาศีลจำเริญเมตตาภาวนาด้วยเดชะผลานิสงส์ ฝูงคนทั้งหลายเหล่านั้นจักได้บังเกิดทันพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระศรีอาริยะเมตไตรย อันจะมาบังเกิดเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตฯ สำแดงมาด้วยเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ ก็ยุติแต่เท่านี้ฯ

เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้


(พระเมตไตรพุทธเจ้าอายุยื่น 8 หมื่นปี ทรงอยู่ในเพศฆาราวาส 4 หมื่นปี ทรงครองเพศบรรพชิต 4 หมื่นปี)

ตัดเอาเฉพาะส่วนที่น่าจะตอบคำถามได้มาครับ


จากคุณ : หนึ่ง - [ 15 ก.ย. 48 11:44:23 A:203.185.128.8 X:203.185.128.1 TicketID:086795 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

อันนี้เอามาจากพระไตรปิฎกตรงๆ ครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค


๓. จักกวัตติสูตร (๒๖)

....

(๔๒) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหา-
*กษัตริย์ไม่พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่
หลาย เมื่อความขัดสนถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย
เมื่ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย ศัสตราก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อศัสตราถึง
ความแพร่หลาย ปาณาติบาตก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อปาณาติบาตถึงความแพร่
หลาย มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย แม้อายุ
ของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจาก
อายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุ
ถอยลง เหลือ ๔๐,๐๐๐ ปี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี
บุรุษคนหนึ่งขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป เขาช่วยกันจับบุรุษนั้นได้แล้ว จึงแสดง
แก่พระราชาผู้กษัตริย์ ซึ่งได้มูรธาภิเษกพร้อมด้วยกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า
บุรุษผู้นี้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาพากันกราบทูลอย่าง
นี้แล้ว ท้าวเธอจึงตรัสคำนี้กะบุรุษนั้นว่า พ่อบุรุษ ได้ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ของ
คนอื่นไปจริงหรือ บุรุษนั้นได้กราบทูล คำเท็จทั้งรู้อยู่ว่า ไม่จริงเลยพระพุทธเจ้าข้า ฯ

(๔๓)...เมื่อปาณาติบาตถึงความแพร่
หลาย มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย แม้อายุ
ของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจาก
อายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี ก็มี
อายุ ๒๐,๐๐๐ ปี ฯ

(๔๔)...ปิสุณาวาจาก็ได้ถึงความแพร่หลาย
เมื่อปิสุณาวาจาถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้
วรรณก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง
บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ปี ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี สัตว์บางพวกมีวรรณะ
ดี สัตว์บางพวกมีวรรณะไม่ดี ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีวรรณะไม่ดี
ก็เพ่งเล็งสัตว์พวกที่มีวรรณดี ถึงความประพฤติล่วงในภรรยาของคนอื่น ฯ

(๔๕)...กาเมสุมิจฉาจารถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้
วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง
บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๕,๐๐๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๕,๐๐๐ ปี ธรรม ๒ ประการคือ
ผรุสวาจาและสัมผัปปลาปะก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อธรรม ๒ ประการถึงความ
แพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวก
เขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ
๕,๐๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒,๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒,๐๐๐ ปี ฯ

ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒,๕๐๐ ปี อภิชฌาและพยาบาท
ก็ได้ถึงความแพร่หลาย

บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๒,๕๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลง
เหลือ ๑,๐๐๐ ปี ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี มิจฉาทิฐิก็ได้ถึงความ
แพร่หลาย เมื่อมิจฉาทิฐิถึงความแพร่หลาย
บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๕๐๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๕๐๐ ปี ธรรม ๓ ประการคือ
อธรรมราคะ ๑- วิสมโลภ ๒- มิจฉาธรรม ๓- ก็ได้ถึงแก่ความแพร่หลาย

ของมนุษย์ที่มีอายุ ๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒๕๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒๐๐ ปี ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒๕๐ ปี ธรรมเหล่านี้คือ ความ
ไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ
ความไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้
ถึงความแพร่หลาย ฯ

ธรรม ๓ ประการคือ อธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม ก็ได้ถึงความแพร่หลาย
@(๑) ความกำหนัดในฐานะอันไม่ชอบธรรม (๒) ความโลภไม่เลือก (๓) ความ
@กำหนัดด้วยอำนาจความพอใจผิดธรรมดา
เมื่อธรรม ๓ ประการถึงความแพร่หลาย ธรรมเหล่านี้ คือ ความไม่ปฏิบัติชอบใน
มารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ความไม่ปฏิบัติ
ชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ถึงความแพร่หลาย
เมื่อธรรมเหล่านี้ถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้
วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อสัตว์เหล่านั้นเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะ
บ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๒๕๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑๐๐ ปี ฯ


จากคุณ : หนึ่ง - [ 15 ก.ย. 48 13:09:01 A:203.185.128.8 X:203.185.128.1 TicketID:086795 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักมีสมัยที่มนุษย์เหล่านี้มีบุตรอายุ ๑๐ ปี ใน
เมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕ ปี จักสมควรมีสามีได้ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี รสเหล่านี้คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง
น้ำอ้อย และเกลือ จักอันตรธานไปสิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลายในเมื่อมนุษย์ มีอายุ
๑๐ ปี หญ้ากับแก้ ๑- จักเป็นอาหารอย่างดี
...

ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี จักมีสัตถันตรกัป
สิ้น ๗ วัน มนุษย์เหล่านั้นจักกลับได้ความสำคัญกันเองว่าเป็นเนื้อ ศัสตราทั้ง
หลายอันคมจักปรากฏมีในมือของพวกเขา พวกเขาจะฆ่ากันเองด้วยศัสตราอันคม
นั้นโดยสำคัญว่า นี้เนื้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้น บางพวกมี
ความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราอย่าฆ่าใครๆ และใครๆ ก็อย่าฆ่าเรา อย่ากระนั้น
เลย เราควรเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ หรือซอกเขา มีรากไม้
และผลไม้ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ เขาพากันเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้
ระหว่างเกาะหรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ตลอด
๗ วัน เมื่อล่วง ๗ วันไป เขาพากันออกจากป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ
ซอกเขา แล้วต่างสวมกอดกันและกัน จักขับร้องดีใจอย่างเหลือเกินในที่ประชุม
ว่า สัตว์ผู้เจริญ เราพบเห็นกันแล้ว ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือๆ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น สัตว์เหล่านั้น จักมีความคิดอย่างนี้ว่า เรา
ถึงความสิ้นญาติอย่างใหญ่เห็นปานนี้ เหตุเพราะสมาทานธรรมที่เป็นอกุศล อย่ากระ
นั้นเลยเราควรทำกุศล ควรทำกุศลอะไร เราควรงดเว้นปาณาติบาต ควรสมาทาน
กุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เขาจักงดเว้นจากปาณาติบาต จักสมาทานกุศล
ธรรมนี้แล้วประพฤติ เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม เขาจักเจริญด้วยอายุบ้าง
จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เมื่อเขาเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตร
ของมนุษย์ทั้งหลายที่มีอายุ ๑๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นสัตว์เหล่านั้นจักมีความคิดอย่างนี้ว่า เรา
เจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม อย่า
กระนั้นเลย เราควรทำกุศลยิ่งๆ ขึ้นไป ควรทำกุศลอะไร เราควรงดเว้นจาก
อทินนาทาน ควรงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ควรงดเว้นจากปิสุณาวาจา ควรงดเว้น
จากผรุสวาจา ควรงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ ควรละอภิชฌา ควรละพยาบาท
ควรละมิจฉาทิฐิ ควรละธรรม ๓ ประการ คืออธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม
อย่ากระนั้นเลยเราควรปฏิบัติชอบในมารดา ควรปฏิบัติชอบในบิดา ควรปฏิบัติชอบ
ในสมณะ ควรปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ควรประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ใน
ตระกูล ควรสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เขาเหล่านั้นจักปฏิบัติชอบในมารดา
ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติ
อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เพราะ
เหตุที่สมาทานกุศลธรรมเหล่านั้น เขาเหล่านั้นจักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วย
วรรณะบ้าง เมื่อเขาเหล่านั้นเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตรของคน
ผู้มีอายุ ๒๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐ ปี จักมีอายุ
เจริญขึ้นถึง ๘๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๘๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๑๖๐ ปี บุตร
ของคนผู้มีอายุ ๑๖๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๓๒๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๓๒๐ ปี
จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๖๔๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๖๔๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง
๒,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๒,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔,๐๐๐ ปี บุตร
ของคนผู้มีอายุ ๔,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘,๐๐๐ ปี บุตรของคนมีอายุ
๘,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี
จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญ
ขึ้นถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ฯ

[๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เด็กหญิงมี
อายุ ๕๐๐ ปี จึงจักสมควรมีสามีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ
๘๐,๐๐๐ ปี จักเกิดมีอาพาธ ๓ อย่าง คือ ความอยากกิน ๑ ความไม่อยากกิน ๑
ความแก่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ชมพูทวีปนี้จัก
มั่งคั่งและรุ่งเรือง มีบ้านนิคมและราชธานีพอชั่วไก่บินตก ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ชมพูทวีปนี้ประหนึ่งว่าอเวจีนรก จักยัดเยียดไป
ด้วยผู้คนทั้งหลาย เปรียบเหมือนป่าไม้อ้อ หรือป่าสาลพฤกษ์ฉะนั้น ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เมืองพาราณสีนี้ จัก
เป็นราชธานีมีนามว่า เกตุมดี เป็นเมืองที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองมีพลเมืองมาก มีผู้คน
คับคั่ง และมีอาหารสมบูรณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี
ในชมพูทวีปนี้จักมีเมือง ๘๔,๐๐๐ เมือง มีเกตุมดีราชธานีเป็นประมุข ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี จักมีพระเจ้าจักร-
*พรรดิ์ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขะ ทรงอุบัติขึ้น ณ เกตุมดีราชธานี เป็นผู้ทรง
ธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต
ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือจักรแก้ว ๑
ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ แก้วมณี ๑ นางแก้ว ๑ คฤหบดีแก้ว ๑ ปริณายกแก้วเป็น
ที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์
สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรมมิต้องใช้อาชญา มิต้อง
ใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรง
พระนามว่าเมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เอง
โดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถี
ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้
เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้
เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้ง
โลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระผู้มีพระภาคพระนามว่า
เมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้
แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ-
*พราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้ ทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตถาคตเองแล้ว สอนหมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามอยู่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่า
เมตไตรย์พระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม
ในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนตถาคตในบัดนี้ แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง
งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงบริหาร
ภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้น ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระเจ้าสังขะจักทรงให้ยกขึ้นซึ่งปราสาทที่
พระเจ้ามหาปนาทะทรงสร้างไว้ แล้วประทับอยู่ แล้วจักทรงสละ จักทรงบำเพ็ญ
ทาน แก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย จัก
ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จออกจากเรือน ทรง
ผนวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า เมตไตรย์อรหันต-
*สัมมาสัมพุทธเจ้า ท้าวเธอทรงผนวชอย่างนี้แล้ว ทรงปลีกพระองค์อยู่แต่ผู้เดียว
ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ไม่ช้านักก็จักทรงทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์
อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลาย พากันออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ
ต้องการ อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เอง ใน
ทิฐธรรมเทียว เข้าถึงอยู่ ฯ
[๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง
อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มี
ธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างไรเล่า ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
ทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก
เสียได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มี
ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม
ทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก
เสียได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่
พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล ฯ


จากคุณ : หนึ่ง - [ 15 ก.ย. 48 13:11:59 A:203.185.128.8 X:203.185.128.1 TicketID:086795 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ตามมาช่วยทำลิงก์ ฮ่าๆ

http://www.larnbuddhism.com/anatottawong/
http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G2750348/G2750348.html


จากคุณ : analog modem - [ 15 ก.ย. 48 13:30:47 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

มหายาน เกาหลี จีน ญี่ปุ่น คงมีแนวคิดคล้ายๆกัน ถามว่า มหายานแต่ละที่แตกต่างกันอย่างไร ถ้าให้อธิบายคงยาว ไปหารายละเอียดอ่านเอาเองแล้วกันนะ

ส่วน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระศรีอารย์ต่างกัน อาจเป็นผลเนื่องมาจากความเชื่อดั้งเดิม เมื่อศาสนาพุทธเผยแพร่เข้าไปจึงเกิดลักษณะผสมผสานกัน ตำนานความเชื่อของฝ่ายหนึ่ง จึงเข้าไปผสมปนเปอยู่ในความเชื่ออีกฝ่ายหนึ่ง เทพ และเซียนทั้งพุทธ และเต๋า, ขงจื้อ, ชินโต จึงอยู่ในตำนานรวมมิตรในการช่วยเหลือมนุษย์

คติมหายานถือว่าพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ดำรงฐานะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดองค์หนึ่ง พระโพธิสัตว์ คือผู้ที่ยินดีช่วยให้สัตว์โลกพ้นทุกข์จนสิ้น ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง เทพ หรือเซียนจึงมักแปลงกายลงมาช่วยมนุษย์โลกในร่างต่างๆ เสมอๆ อย่างเช่น ตำนานพระศรีอารย์แปลงร่างลงมาเป็นพระสังกัจจายของจีน หรือตำนานพระอวโลกิเตศวรแปลงร่างลงมาเจ้าแม่กวนอิมให้คนสับสนว่าตกลงเป็นชายหรือหญิงกันแน่

มหายานมีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณนู่น อย่างอาณาจักรขอมรูปพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยจะมี 4 กรและถือดอกชบา ดังนั้น คนละขั้วอย่าง จขกท.ว่าเป็นแค่รายละเอียดความเชื่อที่ต่างกัน ไม่ใช่แก่น เพราะศาสนาพุทธมีจุดหมายเดียวกันทุกนิกาย


จากคุณ : analog modem - [ 15 ก.ย. 48 14:53:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

ขอบคุณคห18ค่ะ smile

จากคุณ : คห9,10 - [ 15 ก.ย. 48 16:50:01 A:61.91.177.59 X: TicketID:005901 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

อ๋อ จริงๆ ไม่ใช่จะบอกว่า พระศรีอาริยเมตไตยท่านเป็นเเก่น
ของศาสนานี่คะ เราถามเรื่องประวัติท่าน กับเลยไปถึงหลัก
ของศาสนาพุทธเราที่อยู่ในประเทศต่างๆ กันว่า ทำไมมันผิด
เพี้ยนไม่เหมือนกันซักประเทศ เท่านั้นเองค่ะ


จากคุณ : จขกท. (โปรดรักฉันในแบบที่ฉันเป็น...) - [ 15 ก.ย. 48 23:41:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

ขอขอบคุณทุกๆ ท่านอย่างมากนะคะที่ช่วยเหลือในการนำข้อ
มูลที่เป็นประโยชน์มาบอก


จากคุณ : โปรดรักฉันในแบบที่ฉันเป็น... - [ 16 ก.ย. 48 15:45:12 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป