◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    การสาปแช่งของดิฉัน หรือกรรมเก่าของพวกเขา

    ดิฉันเคยตั้งกระทู้ถามว่า การขออโหสิกรรม หากเราทำไปแล้วใจเราไม่คิดจะอโหสิกรรมให้
    เพราะยังแค้นฝังใจอยู่ เจ้ากรรมนายเวรจะได้รับผลเป็นอย่างไร  หากแต่ตอนนี้ดิฉันเริ่มที่จะอโหสิกรรม
    ให้พวกเขาโดยจริงๆ แล้ว
    โดยที่วาจา และใจ พร้อมอโหสิไปให้พวกเขาทั้งหมด

    เรื่องมีอยู่ว่า คุณยายของดิฉัน มีลูกสองคน คือ ลุง และแม่  แต่ลุง เสียชีวิตไป 30 กว่าปีแล้ว
    ซึ่งทายาทของคุณยาย ก็เหลือเพียงแม่อยู่คนเดียว  ในขณะที่ยายยังไม่เสียชีวิต  คุณแม่ของดิฉัน
    ได้เอ่ยปากว่า ขอให้คุณยาย
    เขียนพินัยกรรมไว้  แต่คุณยาย กลับตอบมาว่า  "กูยังไม่ตาย จะให้กูเขียนแช่งตัวเองไปทำไม "

    แม่เลยไม่ได้เอ่ยปากพูดเรื่องนี้อีก เพราะคิดว่ายังไงก็คงเปลี่ยนความคิดคนแก่ยาก
    แต่คุณยายเคราะห์ร้าย ที่เสียชีวิตโดยอุบัติเหตุ ตกบันได ทำให้กระโหลกศรีษะแตก
    หลังจากงานศพคุณยายผ่านไปไม่กี่วัน  ลูกชายของลุง ก็มาแสดงตัวกับแม่ บอกว่า จะมาแบ่งมรดก
    แต่คำว่า แบ่งมรดก ของลูกชายลุงนั้น  ลักษณะเหมือนกับ มาเอา " ทั้งหมด " เสียมากกว่า

    ขณะนั้น ดิฉันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ว่า ทั้งน้องชายดิฉัน เพื่อนบ้าน ต่างมามาเล่าให้ดิฉันฟังว่า
    ลูกชายลุง ตามมารังควานแม่  ทำเสียงดังใส่ แล้วบอกว่า ให้แม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น  เพราะบ้านหลังที่แม่อยู่
    เป็นบ้านยาย เท่ากับ เป็นบ้านของเขาด้วย
    เพราะเขาก็ถือว่า เป็นผู้มีสิทธิ์รับมรดกเหมือนกัน

    รวมถึงทั้งของในบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็มารื้อเอาไป ตอนที่แม่ไม่อยู่  คนในบ้านให้เข้า เพราะเห็นว่า
    เป็นลูกของลุง เพราะเห็นหน้ากันบ่อยแล้ว   แต่พอเหตุการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ แม่เลยปรึกษาพ่อดิฉันว่า
    จะเอาอย่างไรดี เพราะพ่อต้องไปๆ มาๆ
    ระหว่าง กรุงเทพ และ ต่างจังหวัด     ย่าของดิฉัน ( แม่สามีของแม่ .... อย่าเพิ่งงง นะคะ )
    บอกว่า   " ปล่อยให้เขาไป อยากได้อะไร ก็ให้ไป " แต่แม่ก็ให้คนไปเจรจากับลูกลุงแล้ว
    ผลก็คือ ให้แบ่งกันคนละครึ่ง   แต่คำว่า ครึ่ง ของลูกลุง  ไม่ได้หมายถึง ครึ่ง 50-50 เพราะเขาให้แม่แต่บ้านของยาย
    ส่วนที่เหลือ เขาเอาไปหมด  ในขณะนั้น แม่ของดิฉันยอมให้เขาไป เพราะเชื่อในคำพูดของย่า

    แต่คนที่เจ็บแค้นแทนแม่ ก็คือ ดิฉัน เพราะว่า ดิฉันเห็นเหตุการณ์หลายๆ อย่าง ที่เขาทำกับแม่
    รวมทั้งน้องชายดิฉันด้วย ที่ถูกเขารังแก  ดิฉันเลยสาปแช่งขอให้ชีวิตเขาล่มจ่มไปทั้งครอบครัว

    เวลาดิฉันไปเจอหน้าพวกเขาโดยบังเอิญ ดิฉันก็นึกสาปแช่งในใจอีกเช่นกัน
    บางครั้ง ถึงกับพูดขึ้นมาว่า " เมื่อไหร่จะตายๆ กันไปซะที พวกนี้ "  

    หลังจากนั้น ดิฉันก็ดำเนินชีวิตไปโดยปกติ ได้ข่าวพวกเขาเป็นระยะๆ โดยที่ไม่คิดจะอยากรับรู้เลย
    หลายปีต่อมา เพื่อนบ้านดิฉันมาบอกว่า  เมียของลุง ซึ่งเป็นคนที่ยุยงให้ลูกชาย มาจัดการแบ่งมรดก ป่วยหนัก
    เป็นโรคอะไร ดิฉันไม่ได้สนใจ  แต่ก็เสียชีวิตไปคนแรก ของครอบครัวนี้

    ส่วนลูกลุง ก็เริ่มป่วย แล้วนอนอยู่โรงพยาบาลนาน จนดิฉันคิดว่าเขาคงมีเงินรักษาไม่พอ
    จนต้องขายที่ ขายข้าวของเพื่อเอาเงินไปรักษา  แต่โรคเอดส์ ใครเป็นแล้วก็ตาย
    ลูกลุง ถือว่า เป็นรายที่สอง  ซึ่งความตาย ห่างจากรายแรก ไปแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง

    ส่วนเมียของลูกลุง  มีอาการตามมา เพราะเป็นโรคเดียวกัน  แต่เงินรักษาคงหมดไปกับลูกลุงแล้ว
    ทำให้อาการของเธอไปเร็วมาก แค่ไม่กี่เดือน ก็ตายตามอีก เป็นรายที่สาม    
    ภายในระยะเวลาแค่สองปี  ทั้งเมียลุง ลูกลุง และเมียของลูกลุง เสียชีวิตติดๆ กัน

    แต่ไม่จบแค่นี้ค่ะ เพราะว่า ลูกลุง ยังมีลูกอีกสองคน ที่ดิฉันมาทราบภายหลังว่า
    ลูกคนโต เป็นโรคเกี่ยวกับเม็ดเลือด ต้องรักษากินยาตั้งแต่เล็กๆ  ส่วนลูกคนที่สอง ก็มีอาการของเด็ก
    ออทิสติก บางครั้งก็ช่วยเหลือตัวเองได้ บางครั้งก็ไม่ได้ แต่ชาวบ้านแถวนั้น จะเรียกเธอว่า
    ปัญญาอ่อน  

    ดิฉันสอบถามคนข้างบ้านแล้วว่า เด็กสองคนนี้ จะมีใครดูแล เพราะพูดง่ายๆ เขาก็คือ ญาติ ของดิฉันนั่นเอง
    ถึงแม้ว่า เรื่องราวบาดหมาง มันจะเกิดขึ้นกับคนรุ่นยาย รุ่นพ่อแม่ แล้วก็ตาม
    แต่รุ่นลูก ไม่ควรจะมารับรู้ด้วย  ถ้าหากไม่มีคนอุปถัมภ์ ดิฉันและครอบครัว ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ

    แต่ดิฉันได้รับคำตอบมาว่า มีญาติของทางแม่เด็ก ไปรับเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว ทำให้ดิฉันสบายใจขึ้น
    คุณยายได้เสียชีวิตไป 17 ปีแล้ว พวกเขามีความสุขกับสมบัติที่เอาไปจากยายแค่ สิบกว่าปีเท่านั้นเอง
    พวกเขาเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน  ทิ้งให้ลูกๆ ของเขา ต้องเผชิญชีวิตกันตามลำพัง
    ที่ดิฉันก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะญาติที่ใจบุญเอาไปอุปถัมภ์ ก็ไม่ได้มีฐานะดีเลย
    หากแต่สงสารเด็กสองคนที่ต้องขาดทั้งพ่อและแม่

    ปัจจุบัน ดิฉันได้อโหสิกรรมให้พวกเขาจนหมดสิ้นแล้วล่ะค่ะ และทำบุญกรวดน้ำ
    อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พวกเขาทุกครั้งที่มีโอกาส  รวมทั้งทุกคนในครอบครัวของดิฉัน
    ก็อโหสิให้พวกเขาหมดค่ะ  แค่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังในเรื่องราวบางส่วนของดิฉัน
    ที่ทำให้ดิฉันไม่เคยลืมในชีวิตนี้เลยค่ะ

    จากคุณ : Second impact - [ 19 ส.ค. 48 05:14:27 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม