◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    เกสปุตตสูตร พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่มที่ 20 ข้อ 505

    เกสปุตตสูตร......... สมัยหนึ่ง พระพุทะองค์ได้เสด็จจารึกไปในแคว้น โกศลพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ แล้วเสด็จไปถึงตำบลอันเป็นที่อยู่ของพวกกาลามะชื่อ เกสปุตตะ พวกชนกาลามโคตร ชาวบ้านตำบลเกสปุตตะ ได้ทราบข่าวว่า พระสมณโคตมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงตำบลเกสปุตตะโดยลำดับแล้ว และกิตติศัพท์อันงามของพระสมณโคตมพระองค์นั้น ได้ขจรไปทั่วว่า พระผผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงเป็นผู้เบิกบาน ทรงจำแนกธรรมได้เป็นอย่างดี ไม่มีใครจะเปรียบปานได้ พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์และทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ให้รู้ตามได้ และทรงแสดงธรรมไพเราะทั้งในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง และไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์(พระธรรมเทศนา) พร้อมทั้งอรรถ(เนื้อความ) และพยันชนะ ( ความทางไวยากรณ์) บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง(ละเอียดแจ่มแจ้งสมบูรณ์)
    การที่พวกเราชนกาลามโคตรชาวเกสปกุตตนิคมจะได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นปานนั้น นับว่าเป็นบุญวาสนาและเป็นความดีของพวกเราจริง ๆ ดังนั้น ชนกาลามโคตรชาวเกสปุตตนิคมจึงได้พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ถึงที่ประทับ

    เมื่อไปถึงที่ประทับแล้ว บางพวกก็ถวายบังคมพระพุทะองค์ก่อนแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรแก่ตน
    บางพวกก็ได้สนทนาปราศรัยกับพระพุทธองค์พอเป็นพิธีแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรแก่ตน
    บางพวกที่ประนมมือต่อพระพุทะองค์ก่อน จึงนั่ง ณ ที่สมควรแก่ตน
    บางพวกก็บอกชื่อนามสกุลของตนก่อนแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรแก่ตน
    บางพวกก็ไม่ทำอะไรเลยนั่งลงเฉยๆ ณ ที่สมควรแก่ตน

    เมื่อทุกคนที่มาต่างก็ได้ที่นั่งของตนเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ขึ้นว่า  " ข้าแต่พระท่านผู้เจริญ ได้มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคมนี้ สมณพราหมณ์พวกนั้นกล่าวประกาศแต่เฉพาะวาทะของตนเท่านั้นเป็นสิ่งถูกต้อง ส่วนวาทะของผู้อื่นก็ช่วยกันกระทบกระเทียบดูหมิ่นดูถูกทำให้ไม่น่าเชื่อถือได้เลย
    สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมายังเกสปุสตตนิคมนี้ต่างก็พากันกล่าวประกาศแต่เฉพาะวาทะของตนเท่านั้นถูกต้อง ส่วนวาทะของผู้อื่นนั้นก็พากันกระทบกระเทียบดูหมิ่น ดูถูก ทำให้ไม่น่าเชื่อถือได้เลย เพราะเหตุดังกล่าวนี้เอง พวกข้าพระองค์จึงมีความเคลือบแคลงสงสัยในสมณพราหมณ์เหล่านั้นอยู่ว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครกันแน่พูดจริงใครกันแน่ที่พูดโกหก " พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า " ชาวกาละมะทั้งหลายความจริงแล้ว ก็สมควรอยู่หรอกที่พวกท่านจะเคลือบแคลงสงสัย และการที่พวกท่านเคลือบแคลงสงสัยนั้นถือว่าทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว "  และทรงตรัสต่อไปว่า " มาเถิดท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงพิจารณาตามข้อที่เราตถาคตจะกล่าวต่อไป คือ ... ชาวกาลามชนทั้งหลาย

    1. อย่าได้เชื่อถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา

    2. อย่าได้เชื่อถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา

    3. อย่าได้เชื่อถือโดยตื่นข่าวว่า " ได้ยินมาอย่างนี้ "

    4. อย่าได้เชื่อถือโดยอ้างตำรา

    5. อย่าได้เชื่อถือโดยเดาเอาเอง

    6. อย่าได้เชื่อถือโดยคาดคะเน

    7. อย่าได้เชื่อถือโดยความตรึกตามอาการ

    8. อย่าได้เชื่อถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฎฐิของตัว

    9. อย่าได้เชื่อถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดสมควรจะเชื่อได้

    10. อย่าได้เชื่อถือโดยความนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา

    เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้วย่อมไม่ได้รับประโยชน์มีแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์เท่านั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมดังกล่าวนั้นเสีย อนึ่งท่านทั้งหลายพิจารณาดูว่า ความโลภเมื่อเกิดขึ้นในบุคคลใดแล้ว ความโลภนั้นย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเกิดขึ้นเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เล่า"
    ชาวกาลามโคตรก็พากันกราบทูลว่า " ความโลภเกิดขึ้นในบุคคลนั้น เพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แน่นอนพระเจ้าข้า"  พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า " ชาวกาลมะทั้งหลายก็บุคคลผู้มีความโลภ ถูกความโลภครอบงำ มีจิตอันความโลภกลุ้มรุมนี้ ฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดโกหกก็ได้ สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ ตลอดกาลนาน บุคคลผู้มีความโลภ มักจะชักชวนผู้อื่นให้ทำตามความต้องการของตนใช่หรือไม่ "  ชนชาวกาลามะกราบทูลว่า " จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า"  พระพุทธองค์ตรัสว่า " ท่านพิจารณาความต่อไปนี้ว่าอย่างไร คือ ความโกรธ เมื่อเกิดขึ้นในบุคคล ก็เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เล่า"  ชนชาวกาลามะกราบทูลว่า "ความโกรธ เกิดขึ้นเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์แน่นอน พระเจ้าข้า "  พระพุทธองค์ตรัสว่า " ชาวกาลามะทั้งหลายก็บุคคลผู้มีความโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ มีความโกรธ กลุ้มรุมจิตแล้ว ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้  ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดโกหกก็ได้ บุคคลผู้มีความโกรธ ย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อให้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ สิ้นกาลนานใช่หรือไม่"  ชนชาวกาลามะกราบทูลว่า " เป็นความจริงอย่างนั้นพระเจ้าข้า "  พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า " ท่านจะพิจารณาความต่อไปนี้อย่างไร คือ ความหลงเมื่อเกิดขึ้นในภายในของบุคคลแล้ว ย่อมเกิดเพื่อสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์เล่า "  ชาวกาลมะกราบทูลว่า " ความหลงเกิดขึ้นแก่บุคคลเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์แน่นอน พระเจ้าข้า"  พระพุทธองค์ตรัสว่า  " ชาวกาลามะทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีความหลง ถูกความหลงครอบงำ มีความหลงกลุ้มรุมจิตแล้ว ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดโกหกก็ได้ บุคคลผู้มีความหลงแล้ว ย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อให้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ สิ้นกาลนานใช่หรือไม่ "  ชนชาวกาลามะกราบทูลว่า " เป็นความจริงอย่างนั้นพระเจ้าข้า "  พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า " พวกท่านจะพิจารณาความต่อไปนี้ว่าอย่างไร คือ ธรรมคือความโลภ ความโกรธ และความหลงที่กล่าวมานั้นเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลเล่า"  ชนชาวกาลามะกราบทูลว่า " เป็นอกุศล พระเจ้าข้า"  พระพุทธองค์ตรัสว่า " ก็เมื่อธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลแล้ว ธรรมเหล่านั้นมีโทษหรือไม่มีโทษเล่า" ชนชาวกาลามะกราบทูลว่า " มีโทษ พระเจ้าข้า "  พระพุทธองค์ตรัสว่า " ก็เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านผู้รู้ติเตียนหรือสรรเสริญเล่า " ชนชาวกาลามะกราบทูลว่า " ท่านผู้รู้ติเตียนอย่างเดียวพระเจ้าข้า" พระพุทธองค์ตรัสว่า " ข้อนี้ท่านทั้งหลายมีความเห็นอย่างไร คือ ถ้าใครสมาทานธรรมที่อกุศลเหล่านี้ให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์มิใช่หรือ"  ชนชาวกาลามะชนกราบทูลว่า " พวกข้าพระองค์มีความเห็นว่า ถ้าใครสมาทานธรรมที่เป็นอกุศลแล้ว ย่อมได้รับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์จริง พระเจ้าข้า"  พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า " ถ้าเช่นนั้น พวกท่านทั้งหลายควรวละธรรมที่เป็นอกุศลเหล่านั้นเสีย แล้วพวกท่านพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมที่เป็นกุศ่ลเป็นธรรมที่ไม่มีโทษและท่านผู้รู้สรรเสริญว่า ใครสมาทานธรรมที่เป็นกุศล คือ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ และความไม่หลง ให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมมีแต่ประโยชน์ มีแต่ความสุข พวกท่านทังหลายพึงเข้าถึงธรรมที่เป็นกุศลเหล่านั้นอยู่เถิด เพราะธรรมที่เป็นกุศล กล่าวคือ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ และความไม่หลงนั้น เมื่อเกิดขึ้นในบุคคลผู้มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ และความไม่หลงแล้ว ย่อม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้ ไม่พูดโกหก พร้อมทั้งชักชวนบุคคลอื่น เพื่อให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อความสุขด้วย

    ก็พวกท่านทั้งหลายได้ทราบอย่างนี้แล้ว ก็ควรเข้าถึงธรรมที่เป็นกุศลเหล่านั้นอยู่เถิด และเพราะอาศัยคำที่เราตถาคต ได้กล่าวไว้แล้วนั้นเราตถาคตจึ่งได้กล่าวไว้อย่างนี้ ชาวกาลามะทั้งหลาย พระอริยสาวกผู้ปราศจากความโลภ ปราศจากความพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้ มีสติสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง มีใจประกอบด้วย เมตตา แผ่เมตตาจิตไปทั่งทุกทิศ แผ่ไปทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ย่อมถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่เศร้าหมองอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีใจผ่องแผ้ว ย่อมได้รับความอุ่นใจ 4 ประการในปัจจุบัน "  

    ชนชาวกาลามะกราบทูลว่า " ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญข้อที่พระองค์ตรัสแล้วนั้นย่อมเป็นไปอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคตผู้เจริญข้อที่พระองค์ตรัสแล้วย่อมเป็นไปอย่างนั้น ข้าแต่พระสมณโคดมผู้เจริญ พระอริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้  ท่านย่อมได้ความอุ่นใจ 4 ประการในปัจจจุบัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ขอพระองค์โปรดทรงจำพวกข้าพระองค์ว่าเป็น อุบาสก อุบาสิกา ผู้ถือพระพุทธองค์เป็นสรณตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้
    ( จากหนังสือสารคดีธรรมจากพระไตรปิฎก สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป)

    จากคุณ : agam - [ 8 ก.ค. 48 14:11:04 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม