◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    อย่าปล่อยให้ชีวิตเป็นส่วนเสี้ยว

    พระโพศาล  วิสาโล
    ที่มา : วารสารฉลาดซื้อ

    สมัยก่อนปู่ย่าตายายกินข้าวกินปลา  แต่เดี๋ยวนี้เราบริโภคอาหาร  ความแตกต่างข้างบนนี้ไม่ใช่เป็นแค่ความแตกต่างทางด้านภาษา  ซึ่งวิวัฒนาการไปตามยุคตามาสมัยเท่านั้น  “บริโภค”  เป็นอะไรที่มากไปกว่าคำสุภาพที่ใช้แทนคำว่า  “กิน”  มันมีนัยยะที่คำๆ หลังไม่มี  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแบบแผนของคนปัจจุบันที่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน
    เวลาปู่ย่าตายายกินข้าวกินปลา  ข้าวและปลาเหล่านั้นได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขาเอง  เมล็ดข้าวมาจากนาที่ตนเองทำ  ปลาก็ได้มาจากแหที่ตนเองเหวี่ยง แม้จะไม่ได้ทำนาหรือจับปลาตลอดวันตลอดปี  แต่กิจกรรมที่ทำในช่วงว่างเว้นจากการทำนาจับปลา  ก็ไม่ค่อยห่างไกลไปจากเรื่องข้าวเรื่องปลาเท่าใดนัก  บางทีก็ซ่อมคันไถ หรือไม่ก็ทอแห ทำไซ  การกินของคนแต่ก่อนจึงแยกไม่ออกจากการทำงานการผลิต
    จะว่าไปแล้วการกินกับการอยู่เป็นเรื่องเดียวกันเลย  เพราะไม่เพียงแต่ปู่ย่าตายายจะผลิตเพื่อมีกินเท่านั้น  หากยังกินเพื่อจะได้มีกำลังวังชาในการผลิตต่อไป
    แม้คนทุกวันนี้ยังกินข้าวกินปลาอยู่  แต่การกินในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องของการบริโภคไปแล้ว  เพราะการกินของเรานั้นแยกจากการทำงานและการผลิตอย่างเด่นชัด  เราไม่ได้กินสิ่งที่ตนผลิต  และเราก็ไม่ได้ผลิตสิ่งที่ตนกิน  ขณะเดียวกันการผลิตของเราก็เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานธนาคาร  อาจารย์  นักแสดง  แม่ค้า  หรือกรรมกร  ก็มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างเวลาทำงานกับเวลาเลิกงาน  หมดเวลางานเมื่อไรก็สามารถใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง  โดยลืมงานลืมการไปเลยก็ได้  การผลิตและความเป็นอยู่จึงเป็นคนละเรื่องกัน เช่นเดียวกับที่การกินเป็นคนละเรื่องกับการผลิต  สภาพที่แยกขาดจากกันเป็นส่วนๆ เช่นนี้  ทำให้เรากลายเป็น  “ผู้บริโภค”  ไปอย่างเต็มภาคภูมิ
    ไม่ใช่เฉพาะเรื่องข้าวปลาอาหารเท่านั้น  การบริโภคด้านอื่นๆ ก็กลายเป็นเรื่องที่แยกขาดจากชีวิตความเป็นอยู่ของเรามากขึ้นทุกที  การรักษาสุขภาพ ซึ่งเดิมเป็นเรื่องที่ต้องประสานเข้ากับชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ  ออกกำลังกาย  หรือทำงานและทำใจด้วยความผ่อนคลาย  ครั้นเปลี่ยนมาเป็นการบริโภค  บริการจากหมอหรือโรงพยาบาล การรักษาโรคภัยไข้เจ็บก็มีความหมายเพียงแค่กินยาหรือผ่าตัด  เสร็จจากนั้นแล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้  กินเหล้า  สูบบุหรี่  หรืออัดเนื้อนมไข่เข้าไปแค่ไหนก็ไม่ต้องใส่ใจ
    ในทำนองเดียวกัน  สมัยหนึ่งการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหาความรู้หรือการทำงาน  การไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือการเข้ามาทำงานในเมือง  เป็นโอกาสเปิดหูเปิดตาไปด้วยในตัว  การท่องเที่ยวแบบนี้ได้มีส่วนในการสร้างเสริมภูมิปัญญาและหล่อหลอมบุคลิกลักษณะ  รวมทั้งกลายเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายต่อชีวิตหลังจากนั้น (ผู้นำชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มีบทบาทในปัจจุบันล้วนผ่านการ  “ท่องเที่ยว”   แบบนี้มาแล้วทั้งนั้น)  แต่ทุกวันนี้  การท่องเที่ยวเป็นเรื่องบริโภคประสบการณ์ล้วนๆ โดยไม่เกี่ยวกับกิจกรรมส่วนอื่นของบุคคล  การท่องเที่ยวจึงเป็นการแสวงหาความสุขและความบันเทิงอย่างเต็มที่ เพราะไม่มีงานการเข้ามาพ่วงด้วย  การท่องเที่ยวแบบบริโภค ๒๔ ชั่วโมงเช่นนี้แทบไม่เอื้อให้เกิดความงอกงามในทางสติปัญญา หรือสร้างเสริมประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า  เพราะไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไร  (จะเที่ยวป่าก็ไม่ต้องเหนื่อยยาก เพราะนั่งรถติดแอร์อย่างดี  หาไม่ก็มีคนมารับจ้างแบกหามให้)  พบปะผู้คนก็อย่างผิวเผิน เพราะใช้เงินเป็นสื่อ
    แม้แต่เรื่องศาสนา  แต่ก่อนกว่าจะได้วัตถุมงคลมา ก็ต้องลงทุนลงแรงจนกระทั่งครูบาอาจารย์เชื่อถือ  ครั้นเมื่อได้มาแล้ว  ก็ต้องลงทุนลงแรงอีกด้วยการรักษาศีล  (ไม่งั้นของจะเสื่อม)  การมีวัตถุมงคลจึงแยกไม่ออกจากการดำเนินชีวิตแต่ครั้งวัตถุมงคลกลายเป็นแค่ของบริโภค  เพียงมีเงินก็เป็นเจ้าของได้  โดยไม่จำเป็นต้องรักษาศีล  จะคดโกง  สำส่อนอย่างไรก็ได้  การมีวัตถุมงคลก็เลยกลายเป็นคนละเรื่องคนละส่วนกับการดำเนินชีวิต
    การบริโภคไม่เพียงแต่จะแยกซอยชีวิตของเราออกเป็นส่วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกันเท่านั้น  หากยังตัดรอนความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างเรากับสิ่งอื่นรอบตัว  เพราะเราสามารถบริโภคได้โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอะไรก็ได้  ที่สำคัญก็คือผู้คนสมัยนี้บริโภคเพื่อบริโภคมิใช่เพื่ออะไรอื่น  ถ้าจะมีจุดมุ่งหมายมากไปกว่านั้น  ก็คือเพื่อความเอร็ดอร่อย  เพลิดเพลินสนุกสนาน หรือเพื่อความโก้เก๋ทันสมัย  ซึ่งก็ล้วนแต่ทำให้หันมาหมกมุ่นกับเรื่องของตนเองมากขึ้น  และใส่ใจกับคนอื่นน้อยลง  ผลก็คือตัดขาดจากคนอื่นยิ่งขึ้นทุกที
    ตามศูนย์การค้า  จะเห็นอาการดังกล่าวได้อย่างชัดเจนแม้ผู้คนนับพันจะมาอยู่ในที่เดียวกันด้วยจุดหมายเดียวกัน  แต่ต่างคนต่างบริโภคโดยไม่เกี่ยวข้องกัน  ถึงจะดูคอนเสิร์ตรายการเดียวกัน  แต่ก็ไม่รู้จักกันเพราะต่างมาอยู่ในที่เดียวกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม  แล้วก็ต้องแยกจากกัน  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรร่วมกันหลังจากนั้น
    แม้กระทั่งในบ้านเดียวกัน  ลงได้บริโภคอะไรสักอย่าง ก็แทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกัน  ถึงจะดูโทรทัศน์เครื่องเดียวกันก็ไม่พูดไม่คุยกัน  ยิ่งบริโภคคนละรายการ  ดูโทรทัศน์คนละเครื่อง  ฟังเพลงคนละห้อง  ก็เป็นอันไม่ต้องพบหน้ากันเลย
    การบริโภคเป็นสิ่งที่ (ดูเหมือน) สำเร็จได้โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใครมากนัก  ถ้ามีเงิน  ก็มีกิน  แค่ไขก๊อกน้ำก็ไหล  ซื้อตั๋วปั๊บก็ได้เที่ยวป่า  การบริโภคจึงทำให้เราไม่ตระหนักถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม  เราซื้อแฮมเบอร์เกอร์โดยแทบไม่รู้เลยว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากคนขายและพ่อครัวในร้าน  พืชผักที่เรากินเกี่ยวข้องอะไรกับชาวเขาที่ล้มป่วยด้วยยาฆ่าแมลง  เป็นเรื่องที่ยากจะรู้ได้ถ้าไม่ขวนขวาย  ยิ่งเด็กสมัยนี้ด้วยแล้วกลับนึกไปด้วยซ้ำว่าแหล่งกำเนิดของอาหารอยู่ที่ซูเปอร์มาเก็ต  เช่นเดียวกับที่เข้าใจว่าน้ำมีกำเนิดจากท่อประปา  โดยไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าเกี่ยวข้องกับป่าและดินฟ้าอากาศอย่างไร  ในทำนองเดียวกัน  เดี๋ยวนี้เราท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องไปขอพักแรมหรือผูกมิตรกับใคร  เวลาพูดถึงการท่องเที่ยว  ผู้คนจึงมักนึกถึงรถทัวร์  เครื่องบิน  โรงแรม  ไปเสีย
    เมื่อมองไม่เห็นความเชื่อมโยงดังกล่าว  ผู้คนจึงมักบริโภคโดยไม่คำนึงถึงอะไร  นอกเหนือความต้องการของตนเอง (เงินในกระเป๋า)  ผลก็คือการบริโภคอย่างสิ้นเปลืองและไม่รู้จักประมาณจะเกิดผลกระทบกับสังคมหรือธรรมชาติแวดล้อมก็ไม่สนใจที่จะรับรู้  สมัยหนึ่งคำว่า  “บริโภค”  จึงเป็นคำสุภาพที่ใช้แทนคำว่า   “สวาปาม”  จนเกิดคำว่า  “ตลกบริโภค”  ขึ้นมา  (ในพจนานุกรมอังกฤษคำว่า consume ในปัจจุบันยังมีความหมายทำนองนี้อยู่)  แต่เดี๋ยวนี้คำว่าบริโภคกลับมีสีสันในทางที่ดี  เพราะถูกยกระดับให้เป็นคำ  “ราชการ”  ที่ใช้กันทั่วไปในขณะที่คำว่า  “กิน”  กลายเป็นคำไม่สุภาพไปแล้ว  แต่นั่นเป็นเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น  อีกสาเหตุหนึ่งซึ่งอาจสำคัญกว่าก็คือ  ทัศนคติของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไปจนเห็นว่าการบริโภคเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและมีคุณค่าในตัวเอง  เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข  เมื่อเห็นว่ายิ่งบริโภคก็ยิ่งมีความสุข  การบริโภคแบบไม่ต้องยั้ง จะเสียหายที่ตรงไหน
    แต่การบริโภคแบบนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้เราแปลกแยกกับตัวเอง  แปลกแยกกับผู้คนแวดล้อม  และแปลกแยกกับธรรมชาติ  ชีวิตของเราถูกแยกซอยออกเป็นส่วนๆ ส่วนนี้เป็นเรื่องการบริโภคอาหาร  ส่วนนั้นเป็นเรื่องการบริโภคความบันเทิง  ส่วนโน้นเป็นเรื่องการทำมาหากิน  และยังมีอีกหลายส่วนที่เป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ด้วยการบริโภคเครื่องประทินโฉมบ้าง  ด้วยเครื่องประดับบ้าง (รวมถึงนาฬิกา  วิทยุมือถือและรถยนต์)
    ชีวิตแต่ละส่วนดูเหมือนเราจะเป็นเจ้าของ  แต่ที่จริงกลับอยู่ภายใต้อิทธิพลของการโฆษณาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นทุกที  ขณะที่ผู้ผลิตอาหารล่วงรู้ถึงขั้นว่าจะโน้มน้าวเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของเราอย่างไร  ผู้ผลิตเครื่องสำอางก็โหมกระหน่ำโฆษณา  จนเรารู้สึกว่าร่างกายของเรานั้นช่างไม่น่าดูเอาเสียเลยตราบใดที่ยังไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว  ในเวลาเดียวกันผู้ผลิตสินค้าใหม่ๆ ก็ไม่เพียงแต่จะเจาะตลาดเพื่อเบียดตัวแทรกเข้ามาเท่านั้น  หากยังพยายามเจาะซอยชีวิตของเราให้แยกย่อยลงไปอีก  คนที่ไม่เคยตกปลา  เล่นวีดีโอเกม  วันหนึ่งก็พบว่า  ตนต้องแบ่งเวลาและชีวิตส่วนหนึ่งให้กับกิจกรรมดังกล่าว  เพราะถูกโฆษณาโน้มน้าวจนคล้อยตาม  ชีวิตที่ถูกแบ่งซอยแยกย่อยลงไปเรื่อยๆ  เช่นนี้ในที่สุดก็กลายเป็นชีวิตที่หาความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้  เมื่อผู้คนหมดเวลาไปกับการบริโภคร้อยแปดพันอย่าง  ก็ไม่มีเวลาให้กับด้านในของตนเองจึงเหินห่างแปลกแยกกับตัวเองยิ่งขึ้นทุกที
    การดึงชีวิตที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ให้กลับมารวมกันใหม่ย่อมช่วยให้ชีวิตของเราประสานกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น  แม้ว่าในปัจจุบันการเป็นผู้บริโภคเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากแต่เราสามารถทำให้การบริโภคแปลกแยกหรือเหินห่างจากชีวิตส่วนอื่นๆ ของเราได้น้อยลง  หากว่าเอามาเชื่อมโยงกับการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ มากขึ้น เช่น หาเวลาทำอาหารบ้างแทนที่จะซื้อกินอย่างเดียว  การทำสวนครัวหรือซ่อมแซมของใช้ในยามว่างก็เป็นการพักผ่อนที่ดีได้  ไม่จำเป็นว่าจะต้องไปนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์อยู่ร่ำไป  ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ก็มิได้พึ่งยาหรือหมออย่างเดียว  หากดูและรักษาตนเองด้วยการออกกำลังกาย  กินอาหารอย่างถูกต้อง  เป็นต้น  ในขณะเดียวกันก็ผสานการท่องเที่ยวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา (ในความหมายที่กว้างกว่าการเรียนหนังสือ)  และการทำงานมิใช่เป็นเรื่องของความบันเทิงล้วนๆ หรือแค่หาประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่ตนเองเท่านั้น
    ใช่แต่เท่านั้น  การฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เรามีกับสรรพสิ่งก็เป็นเรื่องจำเป็น  แม้เราไม่อาจทำนาจับปลาได้เหมือนก่อน  แต่เราสามารถทำให้การบริโภคอาหารสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมได้  แทนที่จะแยกขาดจากกัน  ช่วงเวลาอาหารแต่ละมื้อสามารถเป็นโอกาสให้เรานึกถึงผู้คนและสรรพชีวิตที่ช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้  ธรรมเนียมการพิจารณาอาหารว่ามาจากไหนและกินเพื่ออะไร  เป็นสิ่งที่น่าประยุกต์ให้เหมาะกับวิถีชีวิตปัจจุบันได้  และควรโยงมาถึงการพิจารณาสิ่งอื่นๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันด้วย เช่น น้ำ  ไฟฟ้าและกระดาษ  เป็นต้น
    การพิจารณาจนเห็นว่าชีวิตของเราสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งอื่นอย่างไร  แม้จะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งรอบตัว  แต่ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราไม่ใช่แค่ผู้บริโภคแบบนิ่งดูดาย  หากนำไปสู่การเป็นผู้บริโภคที่พร้อมจะลงมือทำเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามสำหรับชีวิต  สังคม  และธรรมชาติ

    จากคุณ : น้ำเชี่ยว...ไหลลึก - [ 26 เม.ย. 48 15:18:13 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม