มีวิธีสกัดกั้น " ตัณหาราคะ " อย่างไร

แพ้ภัยตัวเองทุกครั้ง

จากคุณ : ตัวหนอน - [ 19 มี.ค. 48 15:12:41 A:203.113.50.143 X:203.151.140.112 TicketID:083833 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

พิจารณากายให้เป็นอสุภะ

จากคุณ : นมสิการ - [ 19 มี.ค. 48 17:04:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ขณะตาเห็นรูปที่พอใจ หรือไม่พอใจ ให้รีบกำหนด เห็นหนอ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  หรือเห็นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าเห็นก็สักแต่ว่าเห็น

หู ได้ยินเสียง ที่พอใจ หรือไม่พอใจ ให้รีบกำหนด ยินหนอ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  หรือเสียงหนอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน

จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เหมือนกัน กำหนดอาการนั้นๆน่ะครับ ได้ผลดี แต่ถ้ากำหนดไม่ทัน จิตเราจะรับอารมณ์เข้ามาครับ โกรธบ้าง ดีใจบ้าง ชอบบ้าง ก็กำหนดอาการนั้นๆ น่ะครับ เช่น โกรธหนอๆๆ จนกว่าจะหายไป รู้ว่าโกรธเฉยๆก็ได้ครับ ไม่ต้องใช้คำบริกรรม แต่มือใหม่ใช้คำบริกรรมก็ช่วยให้ง่ายขึ้นครับ

ผมใช้งี้อ่ะ


จากคุณ : are2000 (are2000) - [ 19 มี.ค. 48 17:18:56 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ส่วนตัวผมคิดว่าอยู่ที่จิตครับ

"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" เคยได้ยินกันไหมครับ

อย่างตัวผมเอง บอกได้เลยว่า เคยเที่ยวอาบอบนวดประจำสมัยก่อนนะครับ จนกระทั่งได้ไปบริจาคโลหิต และได้เห็นคนที่ต้องตายอย่างทุกข์ทรมานจากสึนามิ ผมเลยตั้งจิตปณิธานเอาไว้เลยว่า ผมจะไม่เที่ยวผู้หญิงอีกต่อไป แปลกครับ พอเรามีความมุ่งมั่นด้วยจิต ผมกลับทำได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ผมต้องเที่ยวแทบจะทุกอาทิตย์ครับ

ปัจจุบันนี้ถึงแม้เวลาที่ผ่านสถานที่แบบนี้หรือว่าน้อง ๆ ที่เคยมีอะไรด้วยโทรมาหา หรือชวนไปมีอะไรด้วย ผมกลับไม่ลังเลที่จะปฏิเสธเลย

"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ครับ ทุกสิ่งอยู่ที่จิตที่มุ่งมั่นครับ

ปล. ไม่ได้อวดอ้างว่าทำได้อะไรนะครับ เพียงแต่อยากให้คุณ ๆ ลองทำกันดูครับ


จากคุณ : เอก - [ 19 มี.ค. 48 20:07:02 A:61.91.208.167 X: TicketID:013080 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

เห็นคล้ายๆ กับ คหที่ 1 ครับ
ส่วน คหที่ 3 ถ้าบังคับใจได้ น่ายกย่องครับ
คนรู้ธรรม ไม่ใช่จำว่า ตำราเขียนว่าอะไร
แต่สั่งใจตัวเองไม่ทำในสิ่งไม่ดีได้นั้น เรียกว่า รู้ธรรม จริงๆ ครับ


จากคุณ : มัชฌิม - [ 19 มี.ค. 48 20:12:34 A:203.113.81.36 X: TicketID:037950 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

คห.ที่ 3 อีก 3 เดือนค่ะ ให้เวลาอีก 3 เดือน ^^

จากคุณ : InDePendent gr. - [ 19 มี.ค. 48 21:49:07 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ลองเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่

จากการที่เราจะ "สกัดกั้น" กิเลส และ ตัณหาราคะ

เปลี่ยนเป็น "เฝ้ามอง"

อาจจะมีอะไรดีๆให้เห็นก็ได้นะครับ


จากคุณ : กิเลสสีรุ้ง - [ 20 มี.ค. 48 01:15:11 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

อะไรดีๆ!!!




มีอะไรดีๆแบ่งกันดูบ้างนะคะแพลบๆ


จากคุณ : แซวในห้องธรรมมะบาปมั้ยตรู (InDePendent gr.) - [ 20 มี.ค. 48 04:02:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

วิธีที่เคยใช้ คือถ้าเราชอบอะไรก็หาสิ่งทีไม่ชอบมาพิจารณาเช่น ถ้ามีอาหารที่น่ารับประทานอยู่ตรงหน้า
ทำให้เรารู้สึกอยากทานมาก ถ้าเราต้องการหยุดความอยาก เราก็ไปหารูปภาพที่เห็นแล้วทานไม่ลง มาดู
(ถ้านึกได้ก้นึกเอา)
ถ้าเกิดตัณหาราคะขึ้นมา ก็หาหรือนึกถึง ภาพ ที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือนึกถึงตอนคนๆนั้นแก่ชรา(นึกภาพคนแก่)
หรือถ้าเราไม่ชอบกระเทยก็คิดว่าคนๆนั้นเป็นกระเทย
ฯลฯ(คือนึกถึงสิ่งทีเราไม่ชอบ)


จากคุณ : ธรรมรักษา - [ 20 มี.ค. 48 06:04:47 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

คำถามคุณนี่แสดงว่าคุณเริ่มที่จะรู้จัก
ตัณหาราคะบ้างแล้ว รู้พิษสงมันแล้วในระดับหนึ่ง


"แพ้เพื่อชนะครับ"

วันนี้เราแพ้มันไม่เป็นไรครับ


เป็นเพราะคุณยังไม่รู้จักตัณหาราคะทั้งแบบตื้น ลึก หนา บางดีพอ แล้วคุณยังไม่รู้กำลังของคุณดีพอที่จะไปต่อกรกับตัณหาราคะ คือไม่รู้เขา ไม่รู้เรา รบร้อยครั้งแพ้ทั้งร้อยครั้งครับ

หากคุณชนะตัณหาราคะที่เล็กน้อยแม้เพียงครั้งเดียว ก็ยิ่งใหญ่มากแล้วครับ เป็นการเพิ่มพลังให้กองทัพธรรม(ใจ)ให้
หึกเหิมมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

ตัณหาราคะ เหมือนผู้อาศัยที่อยู่ในบ้าน(ใจ)เรามานาน ครั้นอยู่ๆเรานึกอยากจะไล่ไปทันทีย่อมเกิดการต่อต้าน เรื่องอะไรจะมาไล่กันง่ายๆได้อย่างไร ตัวตัณหาราคะย่อมต้องต่อสู้สุดฤทธิ์ที่จะรักษาบ้านหลังนี้ไว้ คุณต้องมีวิธีการแยบคลายที่นุ่มนวลและแข็งกร้าว ที่จะไล่มันออกไป วิธีที่ผมจะแนะนำควรเริ่มต้นด้วยการเจริญสติปัฎฐาน4 ครับ หรือวิธีการอะไรก็ได้ที่เหมาะกับจริตคุณ ตามที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แล้ว เจริญให้มาก ทำให้มาก แล้ววันหนึ่งคุณอาจจะพบหนทางที่จะขับไล่มันหรือประหารตัณหาราคะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  หนทางนั้นก็คือ อริยมรรคมีองค์แปด


จากคุณ : นายตู่ - [ 20 มี.ค. 48 15:10:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

รบกวนถามต่อนิดนึงครับว่า แล้วถ้าสะกดไว้ซะจนถึงเวลาต้องใช้กลับไม่มีอารมณ์ล่ะครับ?...



ไม่ได้ถามกวนนะครับ ผมถามจริงๆ ...


ขอบคุณครับ..


จากคุณ : บุรุษไปรษณีย์ในชุดไปรษณีย์ - [ 20 มี.ค. 48 16:37:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

พิจารณาตามความจริงนี้ น้อมไปปฎิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป เพื่อดับกิเลสร้อยรัดนะครับ

๑. มีจิตใคร่ครวญถึงมรณัสสติกรรมฐาน หรือมรณานุสสติกรรมฐาน ซึ่งก็คือการใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ อันความมรณะนั้นเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถที่จะเอาชนะได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงบรรลุถึงพระธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ตาย แต่ก็ยังทรงทอดทิ้งพระสรีระร่างกายไว้ในโลก การระลึกถึงความตายจึงเป็นการเตือนสติให้ตื่น รีบพรากเพียรชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนที่ความตายจะมาถึง พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญมรณัสสติว่า "มรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย) อันบุคคลทำให้มากแล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่พระนิพพานเป็นที่สุด" อันมรณัสสติกรรมฐานนนั้น แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ซึ้งแม้จะได้บรรลุมรรคผลแล้วก็ยังไม่ยอมละ เพราะยังทรงอารมณ์มรณัสสตินี้ควบคู่ไปกับวิปัสสนา เพื่อความอยู่เป็นสุข ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า "ตถาคตนึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออก"

๒. มีจิตใคร่ครวญถึงอสุภกรรมฐาน อสุภ ได้แก่สิ่งที่ไม่สวยไม่งาม เช่น ซากศพ คือให้มีจิตพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า ร่างกายของคนและสัตว์อันเป็นที่นิยมรักใคร่เสน่หา และเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหาราคะ กามกิเลส ว่าเป็นของสวยของงาม เป็นที่เจริญตาและใจ ไม่ว่าร่างกายของตนเองและของผู้อื่นก็ตาม แท้ที่จริงแล้วก็เป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกขัง คือทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้ วันเวลาย่อมพรากความสวยสดงดงามให้ค่อย ๆ จากไปจนเข้าสู่วัยชรา ซึ่งจะมองหาความสวยงามใด ๆ หลงเหลืออยู่มิได้อีกเลย และในทันใดที่ตายลงนั้น แม้แต่ผู้ที่เคยสนิทสนมเสน่หารักใคร่ อันรวมถึงสามี ภริยาและบุตรธิดา ต่างก็พากันรังเกียจในทันใด ไม่ยอมเข้าใกล้ บ้านของตนเองที่อุตสาห์สร้างมาด้วยความเหนื่อยยากก็ไม่ยอมให้อยู่ ต้องรีบขน ๆออกไปโดยไวไว้ที่วัด แล้วซากเหล่านั้นก็เน่าเปื่อยสลายไป เริ่มตั้งแต่เนื้อหนังค่อย ๆ พองออก ขึ้นอืด น้ำเลือด น้ำเหลืองก็เริ่มเน่า แล้วเดือดไหลออกจากทวารทั้งหลาย เนื้อหนังแตกปริแล้วร่วงหลุดออกจนเหลือแต่กระดูก ส่งกลิ่นเน่าเหม็นเป็นที่น่ารังเกียจ สะอิดสะเอียน หาความสวยงามน่ารักเสน่หาใดๆมิได้อีกเลย ทั้งไร้คุณค่าและประโยชน์ คงมีค่าแค่เป็นอาหารแก่หมูหนอนเท่านั้น แล้วในที่สุดกระดูกก็กระจัดกระจายเรี่ยราดอยู่ตามดินและทราย แตกละเอียดผุพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยแก่พืชผักต่อไป หาตัวหาตนของเราที่ไหนมิได้เลย สังขารของเราในที่สุดก็เป็นเช่นนี้ ไม่มีอะไรคงเหลือไว้เลย

๓. มีจิตใคร่ครวญถึงกายคตานุสสติกรรมฐาน บางทีเรียกกันง่าย ๆ ว่า "กายคตาสติกรรมฐาน" การพิจารณา ก็คือให้มีจิตใคร่ครวญให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงที่ว่า อันร่างกายของคนและสัตว์ที่เฝ้าทะนุถนอมรักใคร่ว่าสวยงาม เป็นที่สนิทเสน่หาชมเชยรักใคร่ซึ่งกันและกันนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นของปฏิกูล สกปรกโสโครก ไม่สวยไม่งาม ไม่น่ารักใคร่ทะนุถนอม เป็นมูตร คูถ เพราะเป็นที่บรรจุไว้ซึ่งสรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นพืชผักและบรรดาซากศพของสัตว์ที่บริโภคเข้าไป ภายในกระเพาะนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นที่รวมฝังซากศพของบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้นเอง พืชและสัตว์ที่บริโภคเข้าไปก็ล้วนแต่เป็นของที่สกปรก ที่ขับถ่ายออกมาจากทวารทั้งหลายก็เป็นของที่สกปรกโสโครก ซึ่งต่างก็พากันรังเกียจว่าเป็น "ขี้" มีสารพัดขี้ ซึ้งแม้แต่จะเหลือบตาไปมองก็ยังไม่กล้าที่จะมอง แต่แท้ที่จริงแล้วในท้อง กระเพาะ ลำไส้ภายในร่างกายของทุกผู้คนก็ยังคงมีบรรดาขี้เหล่านี้บรรจุอยู่ เพียงแต่มีหนังห่อหุ้มปกปิดเอาไว้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้นเอง แต่เราท่านทั้งหลายก็พากันกกกอด คลึงเคล้า เฝ้าชมเชยก้อนขี้เหล่านี้ว่าเป็นของสวยงาม น่ารักน่าใคร่เสน่หายิ่งนัก

๔. มีจิตใคร่ครวญถึงธาตุกรรมฐาน คือนอกจากจะมีจิตใคร่ครวญถึงความเป็นจริงของร่างกายดังกล่าวมาในข้อ (๓) แล้ว พึงพิจารณาแยกให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า อันที่จริงร่างกายของเราเองก็ดี ของผู้อื่นก็ดี ไม่ใช่ตัวเราของเราแต่อย่างใดเลย เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ มาประชุม เกาะกุมรวมกันเพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง ได้แก่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ทนอยู่ในสภาพที่รวมกันเช่นนั้นไม่ได้ นานไปก็เก่าแก่แล้วแตกสลายตายไป ธาตุน้ำก็กลับไปสู่ความเป็นน้ำ ธาตุดินก็กลับไปสู่ความเป็นดิน ธาตุลมก็กลับไปสู่ความเป็นลม และธาตุไฟก็กลับไปสู่ความเป็นไฟตามเดิม เนื้อตัวร่างกายของเรา เมื่อได้แยกส่วนออกมาดูแล้ว ก็มิได้มีตัวตนที่ตรงไหนแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงเนื้อ กระดูด ตับ ไต ไส้ กระเพาะ เส้นเอ็น หนัง พังผืด เนื้อเยื่อ มันสมอง ไขข้อ ฯลฯ มาเกาะกุมกัน ตัวตนของเราไม่มี ครั้นเมื่อแยกแยะอวัยวะย่อยๆดังกล่าวออกไปจากหน่วยย่อยๆของชีวิต คือเซลล์เล็กๆที่มาเกาะกุมรวมกัน ก็จะเห็นว่าเซลล์เองก็เนื่องมาจากแร่ธาตุทั้งหลายซึ่งไม่มีชีวิตจิตใจมารวมกันเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ ไม่มีตัวตนของเราแต่อย่างใด แม้แร่ธาตุต่าง ๆ นั้น ก็เนื่องมาจากพลังงานโปรตอนและอิเล็กตรอนเท่านั้น หาใช่ตัวตนของเราแต่อย่างใดไม่ ที่หลงกันอยู่ว่าตัวเราของเราหาที่ไหนมิได้เลย ทุกสรรพสิ่งที่ดิ้นรนแสวงหา สะสมกันเข้าไว้ ในที่สุดก็ต้องทิ้งต้องจาก


จากคุณ : ebusiness - [ 20 มี.ค. 48 21:36:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

จงอาศัยตัณหาละตัณหาเสีย
ตณฺหํ นิสฺสาย ตณฺหา ปหาตพฺพา
จตุกกนิบาต ๒๑/๑๗๐


จากคุณ : แก้วเต็มคลัง - [ 20 มี.ค. 48 22:19:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

1.ขอให้คุณออกห่างจากสิ่งที่หรือกระตุ้นทำให้เกิดราคะ ครับ
2. อย่าคิดถึงเรื่องที่ทำให้เกิดราคะครับ
3.ฝึกสติ ควบคุม ใจให้รู้เมื่อจิตคิดถึงเรื่องที่ทำให้เกิดราคะครับ เมื่อมีสติรู้ก็ควรเปลี่ยนเรื่องคิดไปเลยครับ
4. ต้องมีความ อดทน อดกลั้น มากๆครับ
แต่คุณ รู้ตัวคุณเองว่ามันไม่ดีนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับที่จะหาทางระงับต่อไปได้ครับ


จากคุณ : กรรไกรรัตนะ - [ 20 มี.ค. 48 22:44:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

ให้กำหนดรู้  กำหนดรู้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีฝ่ายใดยอมแพ้  เคยวิ่งจ๊อกกิ้งรอบสนามรึเปล่าครั้งแรกๆอาจวิ่งได้รอบสองรอบ  แต่ถ้าวิ่งเรื่อยๆก็จะวิ่งได้มากรอบขึ้นเอง

จากคุณ : มังกรใจเย็น - [ 21 มี.ค. 48 09:02:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

... ง่าย ๆ
ทำ อิทธิบาท 4 ให้เจริญ เพื่อที่จะทำให้เกิดวิธีกำจัด
ตัญหาราคะ อิทธิบาท 4 คือ
๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

โดยสิ่งที่เป็นเครื่องกำจัด ตัญหาและราคะ คือ ปิติ


จากคุณ : Ble (@Ble) - [ 21 มี.ค. 48 14:08:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

อสุภกัมมถานอ่ะ งั้นไปดูคนแก่นมหยานๆๆๆๆๆแล้วพิจารณาอีกหน่อยเราก็เป้นอย่างนี้ บ้านพักคนชราไปดู

จากคุณ : FRANK - [ 21 มี.ค. 48 16:19:50 A:203.155.46.7 X: TicketID:091850 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป