ความเคลื่อนไหวปิกอัพไทย 2003-2005

isuzu
D-MAX highlander 2003
ผลผลิตจากโครงการย่อยของ D-MAX มีรหัส I-192 เป็นแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ แต่ตัวถังยกสูงแบบ โรดีโอ (คล้ายกับโตโยต้า พรีรันเนอร์) ภายในมีการตกแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อย กำลังเตรียมเปิดตัวปลายปีนี้

D-MAX commonrail turbo 2004-2005
ระบบคอมมอนเรลที่อีซูซุจะใช้ผลิตโดย Denso (ซึ่งตอนนี้ผลิตให้โตโยต้าอยู่แล้ว) คาดว่าอีซูซุจะเปิดตัวรุ่นเครื่องยนต์รหัส 4J เป็นคอมมอนเรลเทอร์โบ เพื่อสกัดความแรงของโตโยต้า ไฮลักซ์ IMV ที่จะเปิดตัวในช่วงเดียวกัน
ช่วงแรกคาดว่าอีซูซุจะรุกด้วย 4J 3000ซีซี คอมมอนเรลเทอร์โบ คาดว่าจะมีกำลังสูงสุดประมาณ 130-140 แรงม้า
การเปลี่ยนเครื่องยนต์ครั้งนี้น่ามาพร้อมกับการปรับโฉมภายนอก เช่น กระจังหน้า กันชนหน้า-หลัง ล้อแม็ก ไฟท้าย ส่วนไฟหน้าคาดว่าจะเป็นทรงเดิม แต่อาจเปลี่ยนโคมเป็นของรุ่นส่งออก โดยทั้งหมดยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ส่วนรุ่น 2500 เทอร์โบ คอมมอนเรล เทอร์โบอาจจะเปิดตัวช่วงต้นปี 2005

VEGA Sucessor 510 project 2005
พัฒนาขี้นมาบนพื้นฐานเดียวกับ D-MAX มีรหัสโครงการ 510 เพื่อเตรียมรับมือกับ โตโยต้า Sport Rider ปัจจุบันเวก้าอยู่ในช่วงการออกแบบตัวถังขั้นสุดท้าย จากนั้นจึงปรับแต่งรายละเอียดและเข้าสู่สายพานการผลิตในช่วงต้นปี 2004
***ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการ ทั้ง 3 โครงการของอีซูซุจะเสร็จสิ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ในช่วงต้นปี 2005

Toyota
Toyota Hilux IMV 692-699N Project 2004
โครงการที่น่าสนใจและเกียวข้องกับเมืองไทยคือ

692์N-697N รถปิกอัพรุ่นโมเดลเชนจ์ของ Hilux
ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกน่าจะได้อิทธิพลมาจากรุ่น
Hilux SURF (ไม่มีรูปให้ดูอะครับ)

698N สปอร์ตไรเดอร์ ไมเดลเชนจ์ "ประมาณกลางปี2004"
มีการเปิดเผยว่ารูปลักษณ์ภายนอกได้รับอิทธิพลมาจาก SUV ระดับหรูอย่างแฮร์ริเออร์ หรือ เล็กซัส อาร์เอ็กซ์ 330
โฉมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดโลก

699N มินิแวนรุ่นใหม่ที่ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย โดยวางตำแหน่งการตลาดให้อยู่สูงกว่า Wish ซึ่งอาจจะมีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายๆกับ Wish หลายจุด

สิ่งที่น่าติดตาม คือ โตโยต้าจะออกแบบมินิแวนบนพื้นฐานของรถปิกอัพ ให้มีสมรรถนะที่ใกล้เคียงกับมินิแวนบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมามินิแวนของโตโยต้าทุกรุ่น ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งแทบทั้งสิ้น

ผลิตจริงภายในปี 2004
พฤษภาคม 2004 เป็นการผลิตจริงหรือ JOB 1 กำหนดการเปิดตัวจึงน่าที่จะอยู่ในช่วงเดือน มิย.-สค. 2004 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่อีซูซุจะเปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ของดีแมกซ์ 3000ซีซี คอมมอนเรล เทอร์โบ ศึกแย่งชิงอันดับ 1 ตลาดปิกอัพ 2004 ต้องระเบิดขึ้นแน่นอน

เครื่องยนต์ยังคงเป็นสายพันธุ์เดิม D-4D คือ 2KD-FTV 2500 turbo และ 1KD-FTV 3000 turbo ซึ่งจะถูกปรับปรุงให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้น เพื่อ ให้สูสีกับ เครื่องใหม่ของ อีซูซุ 3000 turbo คอมมอนเรล ซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 130-150 แรงม้า

ส่วนรุ่นอื่นๆอย่าง Mitsubishi,Nissan,Ford-Mazda และที่สำคัญที่สุดน้องใหม่อย่าง Chevrolet ผมจะทำการรายงานให้ทราบอีกทีครับ เร็วๆนี้


จากคุณ : hunter - [ 4 ก.ย. 46 15:27:55 A:203.113.40.73 X: ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

***หมายเหตุ***
ข้อมูลทั้งหมดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถึงวันจริงตามปกติของการทำตลาดรถยนต์


จากคุณ : hunter - [ 4 ก.ย. 46 15:30:56 A:203.113.40.73 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

1.จะไม่บอกสักหน่อยเหรอครัว่าเอามาจากไหน

2.จะยกมาทั้งที ก็น่าจะยกมาให้หมดๆไปเลยนะครับ

3."ส่วนรุ่นอื่นๆอย่าง Mitsubishi,Nissan,Ford-Mazda และที่สำคัญที่สุดน้องใหม่อย่าง Chevrolet ผมจะทำการรายงานให้ทราบอีกทีครับ เร็วๆนี้"

ฟังดูเหมือนคุณอยากรายงานเองเลยนะครับ หึหึ

---------------------------------


จากคุณ : JIMMY - [ 4 ก.ย. 46 16:09:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

อ่ะ เอาต้นฉบับจริงๆไปอ่านเลยดีกว่า

ISUZU
D-MAX HIGHLANDER 2003
D-MAX COMMORAIL TURBO 2004-2005
VEGA SUCESSOR "510 PROJECT" 2005

ถึงแม้จะเป็นเจ้าตลาดมาตลอด 20 ปี และสร้างสถิติยอดขายหลังเปิดตัว 1 ปี 1 แสนคัน ชนิดยากที่คู่แข่งหน้าไหนจะไล่ตามทัน แต่ใช่ว่าอีซูซุ จะปรีเปรมกับความสำเร็จทั้งหมด
เพราะโครงการต่อเนื่องของการพัฒนาตระกูลดีแมกซ์ (รหัส i-190) ทั้ง 3 ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดทั้งหมดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากการนำ
เสนอครั้งล่าสุดใน THAIDRIVER ฉบับที่ 45 เฉพาะกำหนดการขึ้นสายการผลิตของทุกโครงการ ที่ถูกอัพเดทแล้ว

กระสุนนัดแรกหลังจากเดือนนี้ จะเริ่มจาก ดีแมกซ์ ไฮแลนเดอร์ ซึ่งจะเป็นรุ่นย่อยน้องใหม่ในตระกูล พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการย่อยของดีแม็กซ์รหัส i-192
เป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง แต่ยกสูงเหมือนรุ่นโรดิโอ หรือเหมือนกับ โตโยต้า ไฮลักซ์ พรีรันเนอร์ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยจะมีการตกแต่งภายนอกเพิ่มเติมเล็กน้อย เพื่อออก
มากระตุ้นตลาดในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่อีซูซุคาดว่า ตลาดรถกระบะเมืองไทยจะมียอดขายลดลง

จากนั้น ในเดือนสิงหาคม 2004 จะได้เวลาที่คนไทยจะได้สัมผัสเทคโนโลยีคอมมอนเรล จากอีซูซุกันเสียที หลังจากที่รอกันนานร่วมปีเศษๆ โดยอีซูซุจะว่าจ้างให้ทาง
DENSO ซึ่งเป็นผู้ผลิตชุดหัวฉีดคอมมอนเรลให้กับโตโยต้าอยู่แล้วในปัจจุบัน รับงานผลิตชุดหัวฉีดคอมมอนเรลให้ตนด้วยเช่นเดียวกัน การเปิดตัวครั้งนี้ ถูกวางขึ้นเพื่อเป็น
หมากตัวสำคัญในการสะกัดความร้อนแรงจากการเปิดตัว โตโยต้า ไฮลักซ์ IMV ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนเดียวกัน นั่นเอง

แต่ในช่วงแรก อีซูซุจะปล่อยออกมาเฉพาะรุ่น 3,000 ซีซี ไดเร็กต์อินเจ็กชัน คอมมอนเรล เทอร์โบ ก่อน โดยเป็นเครื่องยนต์บล็อก 4J เหมือนเดิม แต่มีการออกแบบฝาสูบ
และรายละเอียดทางเทคนิกต่างๆ ขึ้นใหม่ กำลังสูงสุดคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 130-140 แรงม้า (PS) โดยประมาณ

เครื่องยนต์ใหม่นี้ จะมาพร้อมกับการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก โดยจะเปลี่ยนกระจังหน้า กันชนหน้า-หลัง การตกแต่งภายใน ชุดเบาะนั่ง ล้ออัลลอย ยาง และสติกเกอร์
ตามจุดต่างๆรอบคัน ไปจนถึงลวดลายชุดไฟท้าย ส่วนไฟหน้า ทรงเดิม แต่อาจจะเอาของเวอร์ชันส่งออกมาติดตั้งแทนก็ได้ โดยตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนแต่อย่างใด

ส่วนรุ่น 2,500 ซีซี ไดเร็กต์อินเจ็กชัน คอมมอนเรล เทอร์โบ นั้น จะคลานตามออกมาประมาณเดือนมกราคม 2005 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ อีซูซุจะเปิดตัวรุ่นเปลี่ยนโฉม
ของเวกา บนพื้นฐานของดีแม็กซ์ รหัสโครงการ 510 ออกมาเสริมทัพ เพื่อสู้กับ โตโยต้า ไฮลักซ์ สปอร์ตไรเดอร์, มิตซูบิชิ สตราดา จี-แวกอน และ ฟอร์ด เอเวอร์เรสต์
รวมทั้งไทยรุ่ง แกรนด์ แอ็ดแวนเจอร์ และ เอ็กไซเตอร์ นั่นเอง

เอสยูวีรุ่นใหม่นี้จะใช้เฟรมแชสซีร่วมกับ ดีแมกซ์ พัฒนาขึ้นโดย DANA สหรัฐอเมริกา ซึ่งขายสิทธิ์ในการผลิตให้กับทางกลุ่มอาปิโก ไปแล้วเตรียมผลิต โดยตอนนี้มีการสรุป
ดีไซน์ตัวถังขั้นสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงแต่การปรับแก้รายละเอียดรอบคันอีกเล็กน้อย จากนั้นเข้าสู่ช่วงเริ่มเตรียมขึ้นสายการผลิตในเดือนมกราคม 2004 จากนั้นจะตามด้วย
การออกแล่นทดสอบของรถยนต์ต้นแบบโปรโตไทป์ ในอีกไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ถ้ากำหนดการทั้งหมดไม่เปลี่ยนแปลง มกราคม 2005 ทั้ง 3 โครงการดังกล่าวจะทะยอย
เสร็จสิ้นลงพร้อมออกขายครบทั้งหมด

(ต่อ)


จากคุณ : JIMMY - [ 4 ก.ย. 46 16:13:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

TOYOTA
NEW HILUX "IMV 692N-699N PROJECT"
มาแน่ กรกฎาคม-สิงหาคม 2004
แต่สิงหาคมนี พบ ไทเกอร์ รุ่นปรับโฉมครั้งสุดท้าย

หลังการนำเสนอความเคลื่อนไหวไปใน THAIDRIVER ฉบับที่ 46 จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในแผนงานโครงการ IMV ของโตโยต้าแต่อย่างใด ทุกอย่าง
กำลังเดินหน้าไปตามแผนเดิม ที่คาดว่าจะไม่มีการปรับแผนขนานใหญ่ใดๆอีกแล้ว เว้นแต่จะปรับเลื่อนกำหนดเปิดตัวให้เร็วขึ้นหรือช้าลงอีกไม่เกิน 1-2 เดือน

โครงการ IMV (INNOVATIVE MULTI-PURPOSE VEHICLE) เป็นโครงการพัฒนารถกระบะไฮลักซ์โฉมใหม่เพื่อทำตลาดทั่วโลก โดยโตโยต้า เปิดเผยต่อสาธารณ-
ชนเป็นครั้งแรก ในงานแถลงข่าว เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2002 ข้อมูลเบื้องต้นของโครงการนี้ คือไฮลักซ์ใหม่ จะมีให้เลือกใน 3 ประเภทหลัก คือ กลุ่มรถกระบะ กลุ่มเอสยูวี
แบบสปอร์ตไรเดอร์ และ เอ็มพีวี โดยทั้ง 3 ประเภท จะถูกพัฒนาร่วมกันบนเฟรมแชสซีใหม่ โดยมีฐานการพัฒนาหลักอยู่ที่ญี่ปุ่น ล่าสุด มีการเปิดเผยถึงรหัสพัฒนาโครงการ
ออกมาแล้ว โดยใช้เลขรหัสตั้งแต่ 692-699N โดยแบ่งตามรุ่นย่อยต่างๆได้ดังนี้

692N กระบะมาตรฐานเพื่องานบรรทุกขับเคลื่อนล้อหลัง ทั้งช่วงสั้นและยาว
693N กระบะมาตรฐานเพื่องานบรรทุกขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งช่วงสั้นและยาว (สำหรับตลาดส่งออก)
694N กระบะเอ็กซ์ตราแค็บ ขับเคลื่อนล้อหลัง
695N กระบะเอ็กซ์ตราแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งช่วงสั้น (สำหรับเมืองไทย) และยาว (สำหรับตลาดส่งออก)
696N กระบะดับเบิลแค็บ 4 ประตู ขับเคลื่อนล้อหลัง
697N กระบะดับเบิลแค็บ 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ
698N เอสยูวี รุ่นเปลี่ยนโฉมของ สปอร์ตไรเดอร์
699N มินิแวน เข้าทำตลาดแทนรุ่น KIJANG / ZACE / TAMARAU ในอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเขตแอฟริกา

แต่จุดที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ของโครงการ IMV นั้นมี 2 รุ่น นั่นคือเวอร์ชันเอสยูวี รหัสพัฒนา 698N ซึ่งเป็นรุ่นเปลี่ยนโฉมของ สปอร์ตไรเดอร์ โดยมีการเปิดเผยว่า
รูปลักษณ์ภายนอกนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากเอสยูวี รุ่นแฮร์ริเออร์ หรือเล็กซัส RX-330 โฉมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดโลกและเมืองไทยไปหมาดๆ

อีกรุ่นหนึ่ง ใช้รหัสพัฒนา 699N จะมาในรูปแบบ มินิแวน เพื่อเข้าทำตลาดแทนรุ่น KIJANG / ZACE / TAMARAU ในอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเขตแอฟริกา
โดยมีข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่โตโยต้าจะทำตลาด MPV รุ่นนี้ในเมืองไทย โดยวางตำแหน่งการตลาดให้สูงกว่าเอ็มพีวีรุ่นวิช (WISH) ที่โตโยต้าจะเริ่ม
ทำตลาดในไทยช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เนื่องจากโตโยต้าเล็งเห็นช่องว่างในตลาดเอ็มพีวีขนาดกลางค่อนใหญ่ ในตลาดเอเชียอยู่ ส่วนรูปลักษณ์ภายนอก มีการเปิดเผยว่า
จะมีรูปทรงคล้ายกับรุ่นวิช ในหลายจุด

แต่คงต้องติดตามต่อไปว่า โตโยต้าจะออกแบบมินิแวนบนโครงสร้างรถกระบะ ให้มีสมรรถนะที่ดีใกล้เคียงกับรถมินิแวนทั่วไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า
โครงสร้างแบบ BODY ON FRAME นั้น เหมาะสำหรับรถกระบะ และเอสยูวี เน้นความสมบุกสมบันเป็นหลัก ซึ่งทำให้ความนุ่มนวลและสมรรถนะบนทางเรียบไม่อาจเทียบ
เท่ากับรถยนต์ที่ใช้ตัวถังโมโนค็อก แต่รถตู้ เอ็มพีวี ในตลาดปัจจุบันนี้ มีเพียงไม่กี่รุ่นที่จะมีการออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ เนื่องจากต้องออกแบบให้มีหลังคาที่สูง เพื่อ
ความสะดวกสบายของผู้โดยสาร อีกทั้งที่ผ่านมา หากไม่นับกิจังแล้ว รถตู้ เอ็มพีวี แต่ละรุ่นที่โตโยต้าพัฒนาออกมา ไม่เคยมีปรากฎว่ารุ่นใดจะพัฒนาขึ้นบนโครงแชสซีของ
รถกระบะหรือรถการพาณิชย์อื่นๆ มาก่อน

ขุมพลังที่สำหรับเวอร์ชันไทยนั้น จะยังคงเป็นตระกูล KD ที่พัฒนาจากพื้นฐานของเครื่องยนต์ตระกูล KZ เดิม และมีประจำการครบแล้วในไฮลักซ์ ไทเกอร์ D4-D ทั้งรหัส
2KD-FTV 2,500 ซีซี และ 1KD-FTV 3,000 ซีซี พร้อมระบบคอมมอนเรล ไดเรกต์อินเจ็กชัน เทอร์โบ โดยจะมีการปรับปรุงสมรรถนะให้แรงขึ้น และหาทางลดอัตรา
สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ต่ำลงกว่านี้

ขั้นตอนต่อไปของโครงการนี้ จะเข้าสู่ช่วงทดลองผลิตครั้งแรก ในเดือนสิงหาคม 2003 โดยซัพพลายเออร์ทุกรายจะต้องพร้อมส่งชิ้นส่วนอะไหล่ทุกชิ้น มาประกอบขึ้นรูปด้วยกัน
เป็นรถต้นแบบขั้นที่ 2 เพื่อปรับแต่งแก้ไขชิ้นส่วนให้สอดคล้องกับชิ้นส่วนอื่นๆที่ต้องติดตั้งร่วมกัน จากนั้นจึงนำออกแล่นทดสอบด้านสมรรถนะ และความทนทาน เพื่อประเมินผล
และนำไปปรับปรุงแก้ไข อย่างต่อเนื่องไปจนถึงขั้นตอน ทดลองผลิตขั้นสุดท้าย ราวๆเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2004 ก่อนเริ่มเดินเครื่องสายการผลิตจริงเต็มตัว หรือ JOB1
ในเดือนพฤษภาคม 2004

ดังนั้น กำหนดการเปิดตัวนั้น จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2004 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ต้องเผชิญหน้ากับศึกเจ้ายุทธหัตถีแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจะชนกับอีซูซุ ซึ่ง
เตรียมเปิดตัวดีแมกซ์ คอมมอนเรล 3,000 ซีซี ในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง งานนี้ถือเป็นศึกครั้งเดิมพันศักดิ์ศรีของโตโยต้าอีกครั้ง และเชื่อว่าทั้งคู่ต่างต้องช่วงชิงยอดขาย
อันดับ 1 ในกลุ่มตลาดรถกระบะของปี 2004 อย่างดุเด็ดเผ็ดมันแน่นอน

แต่ก่อนที่จะพบกับตัวจริงคันจริงของครอบครัว IMV โตโยต้าก็เตรียมปรับโฉมครั้งสุดท้ายให้กับไฮลักซ์ ไทเกอร์ อีกครั้งหนึ่งโดยจะถือเป็นรุ่นปี 2003 ในเดือนสิงหาคมนี้
โดยจะเป็นการปรับปรุงอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ เป็นหลัก และคาดว่าราคาจะไม่เพิ่มขึ้นไปจากเดิมมากนัก
-----------------------------------------

(ต่อ)


จากคุณ : JIMMY - [ 4 ก.ย. 46 16:14:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

NISSAN
NEW FRONTIER 2005

รถกระบะนิสสันในเมืองไทยได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอ มาตั้งแต่รุ่น 620 หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อรุ่น "ช้างเหยียบ" จนถึงรุ่น 720 โพรเฟสแชนนอล ดี และ SD23 แต่กลับ
มาดังเปรี้ยวปร้างด้วยรุ่น D21 ดัทสัน/ฮาร์ดบอดี/บิ๊กเอ็ม ที่สร้างปรากฎการณ์ใหม่ด้วยรูปลักษณ์สวยทันสมัยในยุคนั้น และกวาดยอดขายไปได้มาก แม้จะมีเสียงบ่นจากลูกค้า
เรื่องปัญหากินยางและกินน้ำมันเครื่องในรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ TD25 และ BD25 อยู่บ้างก็ตาม แต่ด้วยการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ที่บ่อยครั้งจนคนในสยามกลการเอง ยังจำกัน
ไม่ค่อยได้ ก็เป็นวิธีที่ช่วยประคองให้นิสสัน เอาตัวรอดในตลาดกลุ่มนี้มาได้อย่างต่อเนื่อง

แต่การเปิดตัวรถกระบะรุ่นปัจจุบัน D22 ในปี 1997-1998 กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจาก ความพยายามในการลดต้นทุน การพัฒนา ด้วยการใช้ทั้งโครงสร้าง
ตัวถังบางส่วน ชิ้นส่วนห้องโดยสารภายใน รวมทั้งเฟรมแชสซี ร่วมกับ ดัทสัน/ฮาร์ดบอดี/บิ๊กเอ็ม รุ่นที่แล้ว (D21) รวมทั้งการออกแบบที่ไม่ดีนัก ทำให้นิสสันต้องกลับมา
ออกแบบรุ่นปรับโฉมใหม่ให้สวยขึ้น แล้วนำออกสู่ตลาด เริ่มจากเวอร์ชันสหรัฐอเมริกาในช่วงพฤษจิกายน 2000 และเวอร์ชันตลาดโลกในช่วงกลางปี 2001 จนพอจะกู้ยอด
ขายกลับคืนมาได้บ้าง ดังนั้น หากนิสสันจะหวังพบความสำเร็จในตลาดรถกระบะ การเร่งพัฒนาโฉมใหม่ให้กับตระกูลฟรอนเทียร์จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ในระหว่างที่หลายคนสงสัยถึงความเคลื่อนไหวของนิสสันที่เงียบจนผิดปกติ สำนักงานใหญ่ของนิสสัน ในเขตกินซา กลางกรุงโตเกียว ออกแถลงข่าวเมื่อ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ว่าจะเตรียมลงทุนมากถึง 400 ล้านยูโรให้กับโรงงาน NISSAN MOTOR IBERICA SA (NMISA) ในบาร์เซโลนา สเปน เพื่อเตรียมสายการผลิต เอสยูวีรุ่นใหม่
และรถกระบะรุ่นใหม่ ซึ่งจะเริ่มเดินเครื่องได้ในปี 2005 และมีการเปิดเผยว่ารถกระบะรุ่นใหม่จะใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2,500 ซีซี คอมมอนเรล บล็อกใหม่ที่ยังพัฒนากันอยู่
มาประจำการ

นี่เท่ากับเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า นิสสันกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ ที่เตรียมออกขายทั่วโลกในปี 2005 นั่นเอง เพียงแต่ตอนนี้ ข้อมูลที่มีการเปิดเผย
ออกมา ยังมีไม่มากนัก เพราะเพิ่งเริ่มต้นศึกษาวิจัยตลาดกันเมื่อช่วงปี 2000-2001 นี้เอง อย่างไรก็ตาม สมรรถนะความแรงของเครื่องยนต์ 2,500 ซีซี บล็อกใหม่นี้
เรียกได้ว่าเป็นทีเด็ดที่น่าจับตามอง เพราะมีความเป็นไปได้ที่กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์บล็อกนี้ในเวอร์ชันไทย จะทะลุขึ้นไปเกินกว่าระดับ 150 แรงม้า (PS) ขึ้นไป

รถกระบะรุ่นใหม่นี้จะถูกผลิตขึ้นจากโรงงานอย่างน้อย 5 แห่ง นั่นคือทั้งที่สหรัฐอเมริกา เพื่อป้อนตลาดในเขตอเมริกาเหนือทั้งหมด ตามด้วยโรงงานในสเปน เพื่อป้อนตลาด
ยุโรป โรงงานในไทย เพื่อป้อนตลาดออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และในอาเชียนบางประเทศ รวมทั้งเมืองจีน เพื่อป้อนตลาดในประเทศของตน ปิดท้ายกับโรงงานในแอฟริกาใต้
กำหนดการเปิดตัวอยู่ในปี 2005 แต่ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าเป็นช่วงใดของปีนั้น

แต่ก่อนหน้านั้น ในปีนี้นิสสันจะเพิ่มรุ่นพิเศษกระตุ้นตลาดให้กับตระกูลฟรอนเทียร์อีกอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยครั้งแรก อยู่ในเดือนสิงหาคมนี้ และอีกครั้งในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป
ที่เมืองทองธานี ธันวาคมนี้ เหตุที่ต้องทำรุ่นพิเศษออกมาถึง 2 ครั้ง เนื่องจากความไม่พร้อมในการผลิตชิ้นส่วนของทางซัพพลายเออร์ นั่นเอง แต่ที่แน่ๆคือจะไม่มีรุ่นที่ใช้
เครื่องยนต์ ZD30 เทอร์โบ ที่เคยสร้างความฮือฮาด้วยพละกำลังสูงถึง 150 แรงม้า (PS) เพราะสยามกลการยุติการผลิตไปเรียบร้อยแล้ว จึงยังจะมีเหลือเฉพาะในสต็อกของ
ดีลเลอร์ต่างๆเท่านั้น

(ต่อ)


จากคุณ : JIMMY - [ 4 ก.ย. 46 16:14:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

MITSUBISHI
NEW L-200 "CR-PROJECT"
เจอกัน กลางปี 2005

มิตซูบิชิ เริ่มสร้างความฮือฮาให้ตลาดรถกระบะ มาตั้งแต่ช่วงปี 1984 ที่นำ "เฉินหลง" มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับรุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ของ แอล-200 เพาเวอร์-เอ็กซ์
ไฟสี่เหลี่ยมคู่และ รุ่นสเลนเดอร์ ที่นำเอาชิ้นส่วนด้านหน้าของกาแลนท์ ซาราเจโว มาติดตั้งใส่แทน จากนั้น จึงเริ่มนำเครื่องยนต์ใหม่ มาวางและปรับโฉมเป็น แอล-200
แอสตรอน ในปี 1986 ก่อนที่จะเปลี่ยนโฉมโมเดลเชนจ์มาเป็น แอล-200 ไซโคลน เมื่อปี 1988 ตามด้วยการเสริมทัพเป็นรุ่นแอโรบอดี ในปี 1990 ไซโคลน เทอร์โบ
ช่วงปี 1992 ฯลฯ โดยในช่วงนั้นมิตซูบิชิเริ่มส่งออกรถกระบะและชิ้นส่วน CKD ออกสู่ต่างประเทศบ้างแล้ว

จนกระทั่งเข้าสู่ยุคของ แอล-200 สตราดาใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นที่เปิดศักราชการส่งออกอย่างจริงจัง เพราะบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ย้ายฐานการผลิตรถกระบะของตนที่ญี่ปุ่นทั้งหมดมาไว้
ณ โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เพื่อส่งออกรถกระบะสำเร็จรูปทั้งคันรวมทั้งชิ้นส่วน CKD ออกสู่ทุกประเทศที่มิตซูบิชิทำตลาดรถกระบะอยู่ เปิดตัวครั้งแรกในเดือน
สิงหาคม 1995 โดยเริ่มจากรุ่นกระบะส่งของก่อนในช่วงแรก จากนั้นจึงมีรุ่นเมกะแค็บ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เมกะแค็บ ตามออกมา ตามด้วยรุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์
ครั้งแรก กระจังหน้าซี่ตั้ง พร้อมไฟหน้าแบบเต็มกรอบ ประมาณปี 1997 ตามด้วยรุ่น 4 ประตูที่ใช้ชื่อ แกรนดิส มาครบทั้งรุ่นขับล้อหลังและขับ 4 ล้อ จากนั้นปรับโฉม
ไมเนอร์เชนจ์เปลี่ยนกระจังหน้าอีกครั้งในปี 2000 เป็นลายเหล็กดัดแนวเฉียง รวมทั้งเปิดตัวรุ่น จี-แวกอน ในเดือนตุลาคม 2001 ต่อด้วยรุ่นเครื่องยนต์ 2,500 ซีซี วีจี
เทอร์โบ 2002 และ รุ่น 2,800 ซีซี เทอร์โบ ในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2003 พร้อมกับค่อยๆยุติการผลิตรุ่น 2,500 ซีซี วีจี เทอร์โบไปอย่างเงียบๆ ซึ่งก็มียอดขายในระดับ
เอาตัวรอดได้เรื่อยๆ

แต่มิตซูบิชิเองก็เหมือนบริษัทอื่นๆ ที่กำลังซุ่มเงียบพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ของตนอย่างขมักเขม้น ภายใต้ชื่อโครงการที่เรียกกันภายในว่า CR PROJECT โดย
โรล์ฟ เอ็กคร็อต CEO ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เคยกล่าวไว้ในงานแถลงข่าวของมิตซูบิชิในไทย เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แอล-200 ใหม่จะถูกพัฒนาขึ้นภายใต้
พื้นตัวถังใหม่ NEW SMALL TRUCK PLATFORM แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า มิตซูบิชิ จะพัฒนาเฟรมแชสซีขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้แทน เฟรมแชสซีปัจจุบัน ซึ่งใช้มาตั้งแต่
แอล-200 ไซโคลน ปี 1987 ต่อเนื่องมาจนถึงสตราดารุ่นปัจจุบันที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 1995 หรือไม่

ส่วนรายละเอียดเครื่องยนต์นั้น ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา แต่มีความเป็นไปได้สูงที่มิตซูบิชิ จะยกเลิกการทำตลาดรุ่น 2,800 ซีซี ทั้งหมด เพื่อขยับขึ้นไปเล่นในกลุ่มเครื่องยนต์
3,000 ซีซีแทน โดยจะยังมีทางเลือกเครื่องยนต์ 2,500 ซีซี เอาไว้เช่นเดิมเนื่องจากเป็นกลุ่มตลาดหลักของรถกระบะในเมืองไทย แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะใช้ระบบฉีดจ่าย
เชื้อเพลิงตามราง คอมมอนเรล ไว้ติดตั้งในแอล-200 ใหม่นี้หรือไม่ แต่ที่เป็นไปได้สูงคือ ในช่วงเปิดตัว จะยังไม่มีระบบอัดอากาศอย่างเทอร์โบ เพราะมิตซูบิชิอาจเตรียมเก็บ
ไว้ใส่ในรุ่นกระตุ้นตลาด ที่จะมีแผนตามออกมาหลังจากปี 2005 ขึ้นไป

กำหนดการเปิดตัวนั้น ยังไม่แน่ชัด เพราะมีการกำหนดไว้คร่าวๆว่า อยู่ในช่วงกลางปี 2005 หากคำนวนจากระยะเวลาเตรียมสายการผลิตรถยนต์แต่ละรุ่นในเมืองไทย ซึ่ง
มิตซูบิชิจะใช้เวลาประมาณประมาณ 12-15 เดือน แต่ในขณะนี้ โครงการดังกล่าวอาจถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากปัญหาทางเทคนิกบางประการ เราจึงได้แต่เพียงเฝ้าดูความ
คืบหน้าโครงการนี้กันต่อไปนับจากนี้ แต่ถ้ากำหนดการดังกล่าว ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่า มิตซูบบิชิจะต้องเปิดตัว แอล-200 ใหม่ ออกมาชนกับมาสด้าและฟอร์ด
โฉมใหม่ในจังหวะเวลาใกล้เคียงกันพอดี

แต่ก่อนหน้านั้น ในเดือนตุลาคมนี้ มิตซูบิชิ จะออกโรงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ให้กับสตราดาใหม่ ทั้งตระกูลอีกครั้ง โดยเพิ่มความสดใหม่ด้วยกระจังหน้าลายใหม่ และ
รายละเอียดการตกแต่งบางจุดรอบคัน

(ต่อ)


จากคุณ : JIMMY - [ 4 ก.ย. 46 16:16:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

FORD / Mazda
โฉมใหม่ กลางปี 2005 อาจมี "คอมมอนเรล"

รถกระบะของฟอร์ดกับมาสด้านั้น เรียกได้ว่าเป็นฝาแฝดกันมาตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่ กมลสุโกศล ยังทำตลาดด้วยรุ่น บี 2200 รุ่นไฟกลมคู่ และไมเนอร์เชนจ์มาเป็น
ไฟหน้าทรงเหลี่ยม ขณะที่เวอร์ชันฝาแฝดของฟอร์ด ใช้ชื่อ คูเรียร์ ต่อมาในปี 1986 เมื่อมาสด้าเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ให้รถกระบะของตน มาเป็นรุ่น B2300 และ B1600
เบนซิน พลิกดีไซน์จนล้ำสมัย โดยดึงเอา โชคชัย บูลกุล เจ้าของฟาร์มโชคชัย มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ในปี 1988 ขณะนั้น ชะตากรรมของฟอร์ดในเมืองไทย อยู่ในมือของบริษัท
นิวเอรา จำกัด และต้องทำตลาดเวอร์ชันฝาแฝดในชื่อ ฟอร์ด มาราธอน อย่างไม่หวือหวา โดยนำนักมวยระดับตำนาน เขาทราย แกแล็กซี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ จากนั้น จึงปรับ
โฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้วยการนำเครื่องยนต์ 4JA1 2,500 ซีซี ไดเร็กต์อินเจ็กชัน ของอีซูซุ มาติดตั้งให้กับทั้ง 2 แบรนด์ โดยมาสด้า เปลี่ยนชื่อเป็น ธันเดอร์ส่วนฟอร์ด ยังคงใช้
ชื่อมาราธอน ต่อไป

เวลาล่วงเลยมาถึงปี 1998 มาสด้า และฟอร์ด ต้องเปิดตัวรถกระบะรุ่นโมเดลเชนจ์ ของตนครั้งแรกด้วยชื่อใหม่ ทั้งมาสด้า ไฟต์เตอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์ ภายใต้วิกฤติ
เศรษฐกิจตกต่ำ แต่คราวนี้ทั้งคู่ ต่างอยู่ในช่วงรอยต่อเวลาของการถ่ายโอนอำนาจการบริหารงานทั้งหมดจากตัวแทนจำหน่ายดั้งเดิมสู่บริษัทแม่ โดยทางฟอร์ด และมาสด้า
ถึงกับลงทุนร่วมกันก่อตั้งโรงงาน ออโตอัลลายแอนซ์ ที่จังหวัดระยองเพื่อผลิตรถกระบะทั้ง 2 รุ่นส่งออกทั่วโลก

ภายใต้การบริหารงาน และการวางกลยุทธ์การตลาดที่ต่อเนื่อง โฆษณาที่เรียกความสนใจจากสาธารณชน แคมเปญส่งเสริมการขายที่เร้าใจ ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เริ่มเป็นที่
นิยมมากขึ้นในหมู่คนไทย ขณะที่มาสด้าเองกลับมีสถานการณ์ที่ตรงกันข้าม และแม้ว่าทั้งคู่จะเปิดตัวรถกระบะแบบใหม่ โอเพนแค็บ หรือ ฟรีสไตล์แค็บ เป็นครั้งแรกในเมือง
ไทย รวมถึงการสร้างกระแสอีกเป็นระลอกๆ ด้วยรุ่นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง เลอมังส์ นินจา จากมาสด้า หรือ เฮอร์ริเคน จากฟอร์ด แต่ด้วยความสดใหม่ของตัวรถนั้น ด้อยกว่า
คู่แข่ง จึงทำให้ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย เพื่อประคองตัวไปเรื่อยๆ โดยฟอร์ด เน้นการจัดโปรโมชัน แคมเปญพิเศษเพื่อระบายสต็อก ขณะที่มาสด้าเอง
ต้องหันมาชูจุดขายด้านความคุ้มค่าจาก ไฟต์เตอร์ ลักซ์ แทน

ดังนั้น ทั้งฟอร์ดและมาสด้า จึงทำได้แต่เพียงประคองตัวไปเรื่อยๆ ด้วยรุ่นพิเศษกระตุ้นตลาดที่คาดว่าจะทะยอยออกมาเป็นระยะๆ รวมทั้งรุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กระตุ้นตลาด
ครั้งสุดท้าย เพื่อปรับสเป็กเครื่องยนต์ให้ผ่านมาตรฐานมลพิษ EURO-III จนถึงปี 2005 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาของการเปิดตัวรุ่นใหม่เปลี่ยนโฉมทั้งคัน ซึ่งขณะนี้ เรียกได้ว่าเป็น
ค่ายที่มีกระแสข่าวความเคลื่อนไหวเล็ดรอดออกมาน้อยที่สุด

งานพัฒนารถกระบะรุ่นต่อไปของทั้งคู่ จะยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของทีมวิศวกรจากฮิโรชิมา ร่วมกับทีม L.V.E.A (LEAD VEHICLE ENGINEER ACTIVITIES)
ทั้งในฮิโรชิมาเองและที่โรงงานออโตอัลลายแอนซ์ และทางทีมงานของฟอร์ด สหรัฐอเมริกา โดยอาจจะมีเครื่องยนต์ดีเซล ที่พ่วงเทคโนโลยีฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตามราง
คอมมอนเรล มาให้เลือกด้วย แต่ยังไม่เปิดเผยว่า นอกจากรุ่น 2,500 ซีซี มาตรฐานแล้วจะมีทางเลือกขุมพลังอะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม บานแค็บเปิดได้ คงจะตามไปติดตั้งใน
รุ่นใหม่อย่างแน่นอน

ส่วนกำหนดการเปิดตัว มีการยืนยันแล้วว่า รถคันแรกจากสายการผลิตหรือ JOB1 จะคลอดจากสายการผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2005 และเตรียมพร้อม
เปิดตัวในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2005

(ต่อ)


จากคุณ : JIMMY - [ 4 ก.ย. 46 16:17:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

สุดท้าย

CHEVROLET
จับตาดู COLORADO เวอร์ชันไทย
อาจเผยโฉมปลายปีนี้ - ต้นปี 2004 !

น้องใหม่ล่าสุดที่จะโดดเข้าร่วมสมรภูมิรถกระบะในเมืองไทยนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นยักษ์อันดับ 1 ของโลกอย่าง จีเอ็ม นั่นเอง หลังจากที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาด
คอมแพกต์เอ็มพีวี ด้วยเชฟโรเล็ต ซาฟิรา และเพิ่งเริ่มย่างกรายสู่ตลาดรถยนต์คอมแพกต์ซีดานด้วยเชฟโรเล็ต ออพตรา ไปหมาดๆเมื่อเดือนก่อน

วิลเลียม บอทวิค ประธาน จีเอ็ม ประเทศไทย เคยเปิดเผยท่าทีไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า จีเอ็มสนใจจะเข้าสู่ตลาดกลุ่มนี้มานานแล้ว การตัดสินใจแต่ละก้าวย่างในตลาด
เมืองไทยนั้น จีเอ็มต้องใช้เวลาศึกษาและทำการบ้านค่อนข้างนานมาก เพราะมุมมองของจีเอ็มต่อตลาดรถกระบะนั้น ไม่แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นๆ นั่นคือเป็นกลุ่มตลาดที่มี
ความสำคัญที่สุดและหินที่สุดในตลาดรถยนต์เมืองไทย

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของจีเอ็มสำหรับตลาดกลุ่มนี้ในบ้านเรา เพราะในอดีต ตัวแทนจำหน่ายรายดั้งเดิมเคยทำตลาดรถกระบะ เชฟโรเล็ต ลูฟ (LUV) ซึ่งถือเป็นฝาแฝด
ของรถกระบะอีซูซุ รุ่นไฟหน้ากลมคู่ ในขณะนั้น อยู่พักหนึ่ง แต่ก็ค่อยๆสูญหายไปจากตลาดในกาลต่อมา การกลับมาครั้งใหม่นี้ หัวหอกสำคัญของจีเอ็ม นั่นคือรถกระบะขนาด
1 ตันรุ่นใหม่ล่าสุด เชฟโรเล็ต โคโรราโด ที่เพิ่งเปิดตัวในงานดีทรอยต์ออโตโชว์เมื่อเดือนมกราคมปีนี้นั่นเอง

อย่าแปลกใจที่คุณจะพบว่าโคโรราโดมีหลายชิ้นส่วนที่เหมือนกับอีซูซุ ดีแมกซ์ได้ ทั้งหัวเก๋ง บานประตู กระจกหน้าต่างรอบคัน กระบะหลัง รวมทั้งรายละเอียดทางวิศวกรรม
ต่างๆ นั่นเพราะโคโรราโด เป็นรถกระบะที่ถูกพัฒนาขึ้นร่วมกับโครงการ อีซูซู ดีแมกซ์ i-190 ภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง จีเอ็ม และอีซูซุ เอง โดยโคโรราโดใช้รหัส
โครงการ i-191 มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนๆกับ เชฟโรเล็ต โคโรราโด เวอร์ชันอเมริกาเหนืออย่างมาก แต่อาจแตกต่างที่รายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยในบางจุด

เครื่องยนต์ที่ใช้ รวมทั้งระบบกันสะเทือน จะไม่แตกต่างจากดีแมกซ์ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้จะถูกติดตั้งลงบนเฟรมแชสซีเดียวกับดีแมกซ์ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย DANA และเพิ่งขาย
สิทธิ์ในการผลิตเฟรมแชสซีนี้ให้กับกลุ่มอาปิโกในไทย ไปเรียบร้อยแล้ว และจะมีให้เลือกครบทุกตัวถัง ทั้งแบบกระบะธรรมดาส่งของ สเปซแค็บ และดับเบิลแค็บ 4 ประตู
และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

จีเอ็มจะใช้ศูนย์การผลิตของตนที่ระยอง ผลิตโคโรราโด เพื่อป้อนตลาดเฉพาะในเมืองไทยไว้สูงถึงระดับ 2,000 คัน/เดือน (ไม่นับรวมยอดของรุ่นส่งออก) ซึ่งถือเป็นเป้าหมาย
ที่สูงมาก เมื่อเทียบกับจำนวนของตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเชฟโรเล็ตในไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตอนนี้เราคงทำได้แต่เพียงเฝ้ารอดูความคืบหน้าต่างๆ เพื่อนำมาเสนอ
อีกครั้งในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้


(จบ)


จากคุณ : JIMMY - [ 4 ก.ย. 46 16:20:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

อุอุ เจอต้นฉบับแล้วสิ...........

จากคุณ : ปลาโลมา_:P - [ 4 ก.ย. 46 16:20:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

เจอของจริงแล้วมั๊ยล่ะ

Jimmy ยังแจ๋วอยู่เช่นเดิม


จากคุณ : Grandis2800 - [ 4 ก.ย. 46 22:43:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

สงสัยจิง ถ้าไม่มีคนเอาออกมา ให้อ่านก่อน ตาJIMMY จะเอาของจิงออกมาให้ดูรึเปล่า ? อิ อิ....


จากคุณ : สาวก Nero - [ 5 ก.ย. 46 01:06:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

ตั้งใจจะโพสต์อยู่แล้วเมื่อหนังสือวางแผงไปแล้ว 1 เดือนครับ
นี่ยังมีอีกเรื่อง ที่กะจะรอโพสต์ให้อ่านกันสนุกๆ แต่ยาวหน่อย


จากคุณ : JIMMY - [ 5 ก.ย. 46 10:57:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

555 จิมมี่ออกโรงเองแล้ว

จากคุณ : tt (mongolia) - [ 5 ก.ย. 46 22:24:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

D-Max จะ Minor Change เดือนนี้แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ปีหน้าหรอกมั๊ง

จากคุณ : Oooo. - [ 7 ก.ย. 46 22:53:21 A:203.113.51.100 X: ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ความคิดเห็น :
ชื่อ / e-mail : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
 
PANTIP Toys