ไปหลงเชื่อนักจัดรายการวิทยุว่ารถติดไฟแดงให้ใส่เกียร์Dแล้วเหยียบเบรค

ผลโซลินอยด์ของเกียร์2,3ไหม้
ศุนย์ประเมินราคาไว้14000บาท(ยังไม่รวมค่าแรง)

ไปถามวิศวกรเครื่องกลและอาจารย์รร.เทคนิคบอกว่าเกิดจากชอบใส่เกียร์Dแล้วเหยียบเบรค
เกียร์ร้อน และโซลินอยด์ของเกียร์ตัวที่2ทำงานตลอดเวลา(ยกเว้นเกียร์4) จึงเสียหายก่อนเวลาอันควร
และไม่ควรไปหลงเชื่อนักจัดรายการวิทยุ(ส่วนใหญ่สอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่ได้)

ปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่แล้ว 6000 บาท
เกียร์ลูกเก่ายังเก็บไว้เป็นหลักฐานที่บ้าน
ใครต้องการขายในราคา4000บาท

จากคุณ : โคโรนา95 - [ 9 ส.ค. 46 12:35:46 A:203.149.16.205 X:unknown ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

อืมม ผมทำประจำนะ แต่ยังไม่พังเลย นี่เข้าปีที่ 5 แล้ว

แต่ถ้าต้องเหยียบนานๆก็เปลี่ยนเป็นเกียร์ว่าง

หรือท่านอื่นว่าไง


จากคุณ : Pro1.2 - [ 9 ส.ค. 46 14:04:37 A:203.156.36.52 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

เหมือนกันครับ เกียร์พัง เป็นได้หลายสาเหตุ

จากคุณ : นิ้งหน่อง - [ 9 ส.ค. 46 15:55:23 A:203.150.11.11 X:203.113.60.76 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ไม่รู้ว่าทำแบบนั้นแล้วเกียร์จะพังเร็วหรือไม่
แต่ผมไม่เคยทำครับ
รถหยุดปุ๊บ เข้าเกียร์ N ปั๊บ ทุกครั้ง มาตลอด


จากคุณ : . . - [ 9 ส.ค. 46 16:19:13 A:203.121.130.33 X:203.121.132.14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

N ดีที่สุด

จากคุณ : 000 - [ 9 ส.ค. 46 18:51:49 A:202.44.8.98 X:10.21.3.118 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ผมทำมา 9 ปี เกือบ 160,000 กม. ( civic ) แล้ว เกียร์ยังใช้ได้อยู่
โซลินอยด์เคยเสีย 1 ครั้งไม่แพงเท่าไหร่ แต่ถ้าติดนานจะเปลี่ยนเกียร์


จากคุณ : cars - [ 9 ส.ค. 46 19:36:46 A:202.57.178.212 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ถ้าต้องหยุดเกิน 8 วินาทีจะเปลี่ยนเกียร์ครับ

จากคุณ : ตื้อหมิงเศร้า - [ 9 ส.ค. 46 20:04:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

เข้า D เหยียบเบรค เกียร์จะร้อนขึ้นได้อย่างไร ?
มี Heat input เพิ่มขึ้นจากไหนครับ
ฝากไปถึงอาจารย์และวิศวกรที่บอกให้หน่อย
ถ้าไม่รู้จริง อย่ามั่ว


จากคุณ : ช่างกล - [ 9 ส.ค. 46 20:31:10 A:203.150.11.11 X:203.113.37.13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

น่าจะเข้าเกียร์ N แล้วดึงเบรคมือน๊ะครับ เห็นใจคันหลังบ้างเพราะไฟเบรคมันแสบตามากตอนกลางคืนน่ะครับ

จากคุณ : พายุหมุน - [ 9 ส.ค. 46 21:54:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ผมเห็นเขาบอกว่า ถ้าติดไม่นานก็ให้ค้างที่เกียร์ D เอาไว้
แต่ถ้าติดนานๆ 10นาที อย่างนี้ก็ใส่ N ซะ

ถ้าจอดเฉยๆเข้าเกียร์D โดยไม่เหยียบคันเร่ง
เกียร์ไม่น่าร้อนผิดปกติจนทำให้เกิดการเสียหายได้นะครับ
ไม่แน่รถคุณสายคันเร่งอาจจะค้างก็ได้


จากคุณ : ton99 - [ 9 ส.ค. 46 23:05:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

ในคู่มือรถฮอนด้า ก็แนะนำคล้ายกันว่าถ้ารถติดไม่นาน
ให้เหยียบเบรคแทนการเปลี่ยนเกียร์นี่


จากคุณ : เอ๋ - [ 9 ส.ค. 46 23:13:59 A:203.156.29.146 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

เปลี่ยนเกืยร์บ่อยมีผลทำให้บูชยางต่างๆสึกหรอมากขึ้น ทางที่ดีถ้าดูสถานะการณ์แล้วติดนานก็เข้าเกียร์ว่างซะ ขยับบ่อยก็เหยีบเบรค มันจะพังก็ต้องพังอย่าคิดมาก

จากคุณ : ไม่เครียด - [ 10 ส.ค. 46 06:39:39 A:203.209.15.179 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

ผมเห็นรายการเกี่ยวกับรถ ของ itv เขาบอกว่า ถ้าไม่เกิน 5 นาที D ไว้ก็ได้ แต่ถ้านานๆ ก็ N จะดีกว่าครับ

ปล. ผมใช้ Manual ตลอด เลยไม่ได้ทดลอง


จากคุณ : @NokHook - [ 10 ส.ค. 46 09:28:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

สำหรับผม 1 นาทีก็เมื่อยทีน(ที่เหยียบเบรค)แล้วครับ เคยลองพยายามค้างไว้ที่ D นานๆ ในที่สุด ก็ต้องเอาเท้าซ้ายมาช่วยกด

เวลาเข้า D ค้างไว้นานๆ น้ำมันเกียร์อาจร้อนขึ้นได้เหมือนกันนะครับ เนื่องจากแรงเสียดทานในระบบเกียร์ ไม่มี Heat input แต่ Heat ที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากการเปลี่ยนพลังงานจลน์ เป็นพลังงานความร้อนได้ แต่ก็ไม่น่ามีผลทำให้เกียร์พังได้ เพราะอีตอนที่เราเร่งเครื่องออกตัว แล้วล็อคทอร์คอัพ คอนเวิร์ดเตอร์ยังไม่ล็อก มันน่าจะยิ่งร้อนกว่าอีก


จากคุณ : Ont - [ 10 ส.ค. 46 11:05:29 A:210.86.201.47 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

สำหรับผม ใช้ เกียร์ ธรรมดาครับ

จากคุณ : 701ls - [ 10 ส.ค. 46 11:30:02 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

เรื่องรถติดนานแล้วเข้า N ไม่ทราบว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าติด
นานหรือไม่ คุณจะรู้ก็เมื่อรถเริ่มขยับ (รู้งี้เมื่อ 3 นาทีก่อน
ไม่เปลี่ยนเป็น N หรอก) สำหรับผมเข้า N ถ้ารถรถติด พอ
เคลื่อนก็เป็น D แล้วไหลไปช้าๆ


จากคุณ : som13579 - [ 10 ส.ค. 46 16:49:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

ปัญหาโลกแตก

จับคนให้ข้อมูลทั้ง2ฝ่าย มาคุยเลยดีกว่าง

แต่ผมจอดปั๋บใส่ n นะ เพราะเกียรือัตโนมืออ่ะ


จากคุณ : กก - [ 10 ส.ค. 46 17:46:29 A:202.29.28.6 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ถ้าติดไฟแดงหรือติดนาน ใส่ N ได้เลย
ถ้าติดนิดๆหน่อยๆ เหยียบเบรก


จากคุณ : ถวิล - [ 11 ส.ค. 46 08:09:55 A:208.3.251.26 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

เส้นทางที่ใช้ประจำจะประมาณเวลาได้ครับว่าติดไฟแดงนานหรือเปล่า ถ้าติดนานก็จะเปลี่ยนเป็น N แล้วดึงเบรคมือครับ (เพื่อความปลอดภัย) แต่ถ้าเป็นการหยุดไม่นาน ก็เหยียบเบรค และดึงเบรคมือด้วย

จากคุณ : Mr. SJ - [ 11 ส.ค. 46 10:37:50 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ประเด็นสำคัญ คือ เข้า D+Brake เกียร์ไม่ร้อนขึ้น เพราะตอนเหยียบเบรค ชิ้นส่วนภายในเกียร์ไม่เคลื่อนไหว อยู่ในสภาวะ static ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจาก dynamic เป็น static เหมือนการเบรค รถที่กำลังวิ่งให้หยุดนิ่ง
นอกจากไม่มีความร้อนเพิ่มขึ้นแล้ว ในทางกลับกัน น้ำมันเกียร์ที่ยังไหลวนเวียน จะไปถ่ายเทความร้อนทิ้งภายนอก ==> ทำให้ความร้อนชิ้นส่วนทุกๆชิ้นระบายอย่างสม่ำเสมอ ความร้อนจะลดลง

Torque converter ไม่ใช่ Fluid coupling (คลัชน้ำมัน)
มันทำหน้าที่มากกว่า คลัชน้ำมัน
ภายในมี stator อยู่ระหว่าง impeller(ปั้ม) และ turbine (ด้าน output)

เมื่อเบรค : ด้าน output หรือ turbine ถูกจับหยุดนิ่ง
stator จะ"หมุนทวน" และเปลี่ยนทิศทางน้ำมัน จาก"ท่อส่ง"
discharge กลับไปเข้า"ท่อดูด" suction ของ impeller
ทำให้ต้องการ"กำลังขับน้อยมาก" รถจึงไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์
ฉีดน้ำมันเพิ่ม (idle up) แต่อย่างใดทั้งสิ้น ใช้แรงม้าที่"มีอยู่แล้ว"
@idle speed ก็เหลือเฟือ
ในเมื่อไม่มีการฉีดน้ำมันเพิ่ม ==> จึงไม่มี Heat input เพิ่ม

ด้วยเหตุผลนี้
ต่อให้เข้า D+brake ไว้จนน้ำมันหมดถัง ก็จะไม่ทำให้ร้อนขึ้นได้ :-)


จากคุณ : ช่างกล - [ 11 ส.ค. 46 14:07:17 A:203.150.11.11 X:203.113.37.9 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

Bypass valve ของ Turbo KKK รถแข่ง Porsche ก็ใช้หลักการเดียวกัน จาก discharge ไปเข้า suction ของ Turbo
ในจังหวะนี้ ==>ไม่กินแรง


จากคุณ : ช่างกล - [ 11 ส.ค. 46 14:10:51 A:203.150.11.11 X:203.113.37.9 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

ผมไปคุยกับช่างที่ซ่อมเกียร์มานะครับ เพราะว่าอ่านในหนังสือ 2 เล่มแล้วไม่เหมือนกัน ... ช่างบอกว่าดีแล้วที่ถาม แล้วพาผมไปดูรถคันที่กำลังรื้อเกียร์อยู่ และสาธิตให้ดูว่ามันทำงานอย่างไร สรุปว่า ควรเปลี่ยนเป็น N เมื่อติดไฟแดงครับ เพราะถ้า D +เบรค ความร้อนของน้ำมันเกียร์สูงขึ้น + คลัทซ์ สึกเร็วขึ้น + บู๊ชยางต่างๆในระบบเบรคทำงานมากขึ้นครับ + อีกหลายข้อจำไม่ได้..

ปล. ผมเชื่อช่างครับ


จากคุณ : Pearl - [ 11 ส.ค. 46 16:39:46 A:202.183.147.148 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

ทำไมต้องเหยียบเบรถเมื่อ เข่าเกียร์ D
ก็เพราะต้องการอยุดการไหลของรถเนื่องจากการส่งแรงจากเครื่องยนต์และเกียร์
รถจะไป แต่มีอะไรหน่วงหรือเบรคมันไว้ มันย่อมต้องมีอะไรที่น่าคิด
จากของเหลวน้ำมัน 1 cc
จุดระเบิดได้ความร้อนและการชยายตัวของอากาศ
ผลักดันลูกสูบ
ผลักดันก้านสูบ หมุนข้อเหวี่ยงด้วยแรงบิดค่าหนึ่ง
แรงบิดค่าหนึ่งนี้ เมื่อส่งผ่าเกียร์อัตโนมัติที่ตำแหน่ง D ไม่มีการเหยียบเบรค
รถจะไหลไปด้วยความเร็วค่าๆหนึ่ง ได้ผลลัพท์เป็นระยะทางที่วิ่งไปได้ เช่นเฉลี่ยทุก 1 วินาทีวิ่งได้ 1 เซนติเมตร ( สมมุติ )
และทุกๆ 1 วินาทีใช้น้ำมันไป 1 ซีซี
หากเรามองในทางกลับกันระยะทางได้มาจากการเผาผลาญน้ำมัน
หากไม่ได้ระยะทางเนื่องจากมีการเหยียบเบรคเอาไว้
ถามว่าพลังงานที่ได้จากการเผาผลาญน้ำมันนั้น มันหายไปไหน.......
มันไม่ได้หายไปไหนแต่มันแปรสภาพกลายเป็นพลังงานศักย์หรือพลังงานความร้อน
อย่างในกรณีนี้ พลังงานแรงบิดนั้นเรามิได้สะสมได้ ไม่ได้ใส่สะสมเหมือนการไขสปริงไขลานนาฬิกา หรือการนำวัตถุสู่ที่สูงแล้วปล่อยลงมา.....มันไม่ได้มีพลังงานศักย์ใดๆในเกียร์อัตโนมัติ ดังนั้น มันจึงน่าที่จะเป็นพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจากแรงบิดของเครื่องยนต์ อันเกิดจากการเสียดสี ที่วัตถุอย่างหนึ่งมีต่อกับวัตถุอีกอย่างหนึ่ง โดยมีการสัฒผัสทางของเหลวนั่นก็คือ น้ำมันเกียร์อัตโนมัติซึ่งก็มีค่าความหนืดค่าๆหนึ่งอยู่
น้ำมันเกียร์นี้จะรับแรงพลังงานพัดไปในทิศทางหนึ่ง แต่เมื่อใบพัดอีกด้านหนึ่งกลับหยุดอยู่นิ่งๆ ก็เกิดการต้านทางกันขึ้น การต้านทางกันก็เกิดการเสียดสีกันทำให้เกิดความร้อนขึ้น
พอจะเข้าใจไหม


จากคุณ : M - [ 11 ส.ค. 46 18:14:06 A:169.210.103.110 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

ถามอีกนิดนึง แปลกใจไหมที่ทำไมเกียร์ออโตถึงกินน้ำมันมากกว่าเกียร์ธรรมดา แม้ว่าจะอยู่ในรถรุ่นเดียวกัน
น้ำมันเชื้อเพลิง มันฉีดเพิ่ม ฉีดเท่ากัน ฉีดน้อยลง หรือว่า
เกียร์มันสูญเสียไปเพราะออกแบบไม่ดี ......
ความเห็นข้างบนคงพอจะบอกได้นะครับว่า ทำไมเกียร์ออโตถึงกินน้ำมันมากกว่าเกียร์ธรรมดาในรถทุกคัยเลยก็ว่าได้


จากคุณ : M - [ 11 ส.ค. 46 18:24:30 A:169.210.103.110 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

Fuel consumption Urban:
manual 5-speed transmission : 11.7 Lit / 100 km
Auto 4-speed transmission : 11.2 Lit / 100 km
รายงานการทดลองถูกหลักวิชาการของเยอรมัน บนรถคันเดียวกัน
เครื่องเดียวกัน ข้างบนนี้
มีใครคิดว่า Auto กินน้ำมันมากกว่า ?


จากคุณ : ช่างกล - [ 11 ส.ค. 46 19:12:19 A:203.150.11.11 X:203.113.37.10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

น้ำมันเกียร์นี้จะรับแรงพลังงานพัดไปในทิศทางหนึ่ง แต่เมื่อใบพัดอีกด้านหนึ่งกลับหยุดอยู่นิ่งๆ ก็เกิดการต้านทางกันขึ้น การต้านทางกันก็เกิดการเสียดสีกันทำให้เกิดความร้อนขึ้น
พอจะเข้าใจไหม
------------------------------------
ผมอุตส่าห์อธิบายเรื่อง Torque converter ไว้ข้างบนว่าไม่ใช่ Fluid coupling ยังไม่เข้าใจอีกหรือครับ

น้ำมันที่ปั้ม(impeller) ส่งไปขับเคลื่อน turbine เป็น vector
(มีขนาดของแรง และทิศทาง) ถ้าไม่เข้าใจ จะให้อธิบายเพิ่มไหม ;-)
ถ้า turbine ถุกจับหยุด น้ำมันจะไปหมุน stator ให้หมุนสวนทางกัน แล้วเปลี่ยนทิศทางการไหล ส่งกลับไปเข้า "ทางดูด" ของปั้ม (impeller)
แรงดันที่ส่งไปขับ ไม่ได้ "อัดตัว" อั้นอยู่ที่ใบพัด
มันจึงไม่เกิดความความร้อนเพิ่มขึ้น
ช่างที่บอกว่า ร้อนขึ้นนั้น เคยวัดอุณหภูมิกันหรือเปล่า ถ้าไม่เคยทำอะไร แล้วจะเชื่อได้อย่างไร .... งมงาย ครับ


จากคุณ : ช่างกล - [ 11 ส.ค. 46 19:37:26 A:203.150.11.11 X:203.113.37.10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ถามว่าพลังงานที่ได้จากการเผาผลาญน้ำมันนั้น มันหายไปไหน.......
มันไม่ได้หายไปไหนแต่มันแปรสภาพกลายเป็นพลังงานศักย์หรือพลังงานความร้อน
--------------------------------
พลังงานไม่ได้หายไปไหน มันถูกเอามาใช้ขับปั้มน้ำมันให้ไหลวนเวียนไงครับ
เมื่อพลังงานส่วนนี้ถูกใช้งานไปแล้ว จึงไม่เปลี่ยนเป็น Heat


จากคุณ : ช่างกล - [ 11 ส.ค. 46 20:04:23 A:203.150.11.11 X:203.113.37.10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

stator เปลี่ยนทิศทางการไหล ส่งเข้า impeller แต่ตัวมันไม่ได้หมุนสวนทางครับ เพราะมีคลัทช์ทางเดียว(รึว่าลูกปืนทางเดียวหว่า)บังคับ
แต่ประเด็นอยู่ที่ น้ำมันเกียร์ที่หมุนเวียนอยู่ภายในทอร์คคอนเวิร์ดเตอร์ มันร้อนขึ้นเนื่องจากการเสียดสี(ของน้ำมันเกียร์)รึเปล่าเท่านั้นเอง..ผมว่า คงร้อนขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่มีนัยสำคัญอะไร

หมายถึงน้ำมันเกียร์ มิใช่ตัวเกียร์ที่ร้อนขึ้น
เรื่อง ECU สั่งฉีดน้ำมันเพิ่มหรือเปล่า ผมเคยอ่านคำอธิบายของคุณช่างกล และเข้าใจไปแล้วว่า ถ้าเหยียบเบรค เข้า D
แล้วรอบเครื่องตก แสดงว่าไม่มีการฉีดน้ำมันเพิ่ม เท่ากับไม่เปลืองน้ำมันมากขึ้น(หรืออาจฉีดเพิ่มตามโหลด แต่ก็เจ๊ากันกับรอบเครื่องที่ลดลง ในระยะเท่ากัน การสิ้นเปลืองไม่เพิ่ม


จากคุณ : Ont - [ 11 ส.ค. 46 20:12:15 A:210.86.195.102 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

แก้ไข "ในระยะเวลาที่เท่ากัน การสิ้นเปลืองไม่เพิ่ม"

จากคุณ : Ont - [ 11 ส.ค. 46 20:13:31 A:210.86.195.102 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

ผมขอตัวเลขอัตราทดเกียร์รถที่คุณช่างกล
บอกว่ารุ่น mt กินน้ำมันมากกว่ารุ่น at จะได้หรือเปล่าครับ
เพราะตามปกติรถ at จะกินน้ำมันมากกว่าเนื่องจาก loss มากกว่าและมีน้ำหนักมากกว่า
ผมจึงสงสัยรถรุ่นดังกล่าว ว่ามีอะไรที่แตกต่างจากรถทั่วๆไป

ของเหลวใดๆถ้ามีการไหลย่อมมีความร้อนเกิดขึ้นอยู่แล้ว
แต่ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าระหว่างที่ให้Torque converter ทำงานแล้วน้ำมันหมุนวน
กับให้ Torque converter แล้วปล่อยน้ำมันอยู่เฉยๆ อย่างไหนจะร้อนกว่ากัน

ในรถเก่าๆเวลาเปลี่ยนจาก N ไป D รอบเครื่องจะตกลงมากแล้วทำให้เครื่องสั่น
ซึ่งแสดงว่าในขณะที่อยู่ในตำแหน่ง D ต้องมีการ load เครื่องอยู่พอสมควร
ถ้าในขณะที่เข้า N กับ D มีการฉีดจ่ายน้ำมันเท่ากัน
แต่เข้า D แล้วรอบลดลงก็อาจทำให้ประหยัดน้ำมันได้
แต่ถ้าในขณะที่เข้า D ระบบจ่ายน้ำมันต้องจ่ายน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อไม่ให้รอบเครื่องลดลง
อย่างนี้เข้า D กินน้ำมันกว่าแน่นอน
เกียร์ D กับ N เข้าเกียร์ D เครื่องทำงานหนักกว่านะครับ


จากคุณ : ton99 - [ 11 ส.ค. 46 22:38:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

จากคอลัมน์หนึ่ง ในรวมคอลัมน์ของคนที่เจ้าของกระทู้หมายถึง ว่าเป็นนักจัดรายการทางวิทยุ
หาอ่านทั้งหมดได้ที่
http://www.caronline.net/autotrans.aspx

ตอนสุดท้าย เขาบอกไว้อย่างนี้

Thanes, You might wan to try this old saying: KISS KEEP IT SIMPLE STUPID. It isn't very polite but it covers a lot of area. What I mean is, cars have automatic transmissions for convenience and ease of driving. Advise your customers to keep the car in drive. In stop and go traffic they should not use the overdrive option, just regular drive. Also, use the foot brake, not the emergency brake. All of the shifting and releasing will help lead to driver confusion which leads to more accidents. Now, these are just my
opinions and experiences. Is your country really as beautiful as it appears in the travel magazines. How blessed you must feel to live there! Good luck. Also feel free to e-mail me any time. Best wishes.

Eva Sleeper
Owner/Consultant
Advanced Training Connection
Powder Springs, Georgia, USA

ไม่ต้องเชื่อใครหรอก
เชื่อไม่ได้สักคนในโลกนี้
เชื่อตัวเอง จะได้หรือเปล่า ยังไม่รู้เลย


จากคุณ : ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป - [ 12 ส.ค. 46 10:22:19 A:203.209.29.65 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

คุณ ton99 ...
เพราะตามปกติรถ at จะกินน้ำมันมากกว่าเนื่องจาก loss มากกว่าและมีน้ำหนักมากกว่า
ผมจึงสงสัยรถรุ่นดังกล่าว ว่ามีอะไรที่แตกต่างจากรถทั่วๆไป
-------------------------
ตัวเลขข้างบนมาจาก W124 E220 ไม่มีอะไรแตกต่างจากรถทั่วไป
ผมเคยทดลองให้หน่วยราชการแห่งหนึ่งหลายปีก่อน โดยใช้รถและเครื่องยนต์เดียวกัน
แตกต่างเฉพาะเกียร์ นอกนั้นไม่มีอะไรแตกต่าง ได้ผลเกียร์ออโตประหยัดกว่า


สมัยก่อนรถ AT มี loss มากกว่าจริงครับ
loss เกิดจาก torque converter

Torque converter ทำหน้าที่ 2 อย่าง
1) fluid coupling
2) torque multiplyer เมื่อความเร็วด้านขับ input สูงกว่า ด้านถูกขับ output
มันก็มีอัตราทดเหมือนกับเกียร์ทดชนิดหนึ่ง นั่นเอง
อัตราทดแปรผันได้ตั้งแต่ 1 ถึง 3 .. 4 โดยประมาณ
อัตราทดยิ่งสุง เมื่อ output ยิ่งหมุนช้า

ดังนั้น..
อัตราทดจะสูงที่สุด เมื่อ output หมุนช้าที่สุด หรือ หยุดนิ่ง
ข้อนี้เป็นคำตอบที่ว่า .. ทำไมเข้า D รถจึงมีกำลังมาก จนสามารถออกตัวได้โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง
ก็เพราะ torque converter มีอัตราทด=สูงสุด ที่ความเร็ว(output)=ต่ำสุด นั่นเอง


เมื่อความเร็ว output = input ชิ้นส่วนทุกชิ้นจะหมุนไปพร้อมกันเป็นชิ้นเดียวกัน
สถานะตอนนี้ torque converter จะทำหน้าที่เป็น fluid coupling หรือ คลัช

แต่ในทางปฏิบัติ ความเร็วรอบของ input จะเท่ากับ output ไม่ได้ !!
ความเร็วของ output จะต้อง "ช้ากว่า" input เสมอ
เพราะ..วัตถุที่หมุนจะเกิดแรงเหวี่ยง, centrifugal force ออกทางปลายใบพัด
สมมติว่า ใบพัดทั้งสอง คือ impeller และ turbine หมุนด้วยความเร็วรอบเท่ากัน
centrifugal force ก็จะออกมาเท่ากัน ==> ทำให้เกิดแรง "ต้านกันเอง"
น้ำมันไม่สามารถส่งไปขับเคลื่อนหรือส่งกำลังได้
ความรอบของ input กับ output จึงเท่ากัน ไม่ได้
ความเร็วรอบที่แตกต่างประมาณ 2...3% นี้คือ การสูญเสีย หรือ loss ของเกียร์ AT ในอดีต

ในปัจจุบันเกียร์ ATได้แก้ไข losses ต่างๆและพัฒนาเพิ่มขึ้นมาก
1) ปัจจุบันมี lock-up clutch ทำหน้าที่ต่อตรง input และ output
ทำให้ความเร็วรอบทั้งสองชิ้นเท่ากัน ช่วยลด loss ของเกียร์ AT ได้
2) lock-up ทั่วไปในปัจจุบันจะทำงานก่อน 60 km/h ซึ่งเป็นความเร็วที่ใช้ในเมือง
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอีก
3) มี OD off สำหรับวิ่งในเมือง ช่วยประหยัดน้ำมันได้ แม้ rpm จะสูงกว่า
สังเกตข้อนี้ รอบสุงกว่า รถก็ประหยัดน้ำมันได้ และ OD off ไม่ได้ทำไว้สำหรับให้เร่งแซง
ใช้ OD off ลดเกียร์อัตราเร่งไม่ดี เพราะ "อัตราทดรวม" ที่ได้ไม่ถูกต้อง
4) ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ ได้เหมาะสมสัมพันธ์กับแรงบิด
ควบคุมโดยการวัด Load+RPM เปรียบเทียบกัน เป็นวิธีวัด load factor เครื่องยนต์ได้แม่นยำกว่า
เกียร์ MT ที่เปลี่ยนเกียร์โดยใช้ความรู้สึกของคนขับ ซึ่งขาดความแม่นยำ

การพัฒนาต่างๆเหล่านี้ ทำให้เกียร์ AT กินน้ำมันน้อยกว่า MT
จากผลการทดสอบของเยอรมันข้างต้น และผลการทดสอบที่ผมเคยทำให้หน่วยราชการแห่งหนึ่ง


จากคุณ : ช่างกล - [ 12 ส.ค. 46 12:02:44 A:203.150.11.11 X:203.113.36.12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32

คุณ ton99
>ของเหลวใดๆถ้ามีการไหลย่อมมีความร้อนเกิดขึ้นอยู่แล้ว
>แต่ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าระหว่างที่ให้Torque converter ทำงานแล้วน้ำมันหมุนวน
>กับให้ Torque converter แล้วปล่อยน้ำมันอยู่เฉยๆ อย่างไหนจะร้อนกว่ากัน
-------------------------------------------------------------
>ของเหลวใดๆถ้ามีการไหลย่อมมีความร้อนเกิดขึ้นอยู่แล้ว

ตามหลักความร้อน ถูกแล้วครับ
แต่ความร้อนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่นัยสำคัญที่เรากำลังพูดถึง
(ขอยืมคำของคุณ Ont มาใช้หน่อยนะครับ)

>แต่ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าระหว่างที่ให้Torque converter ทำงานแล้วน้ำมันหมุนวน
>กับให้ Torque converter แล้วปล่อยน้ำมันอยู่เฉยๆ อย่างไหนจะร้อนกว่ากัน

การเข้า D+brake หรือจับด้าน output ให้หยุด ไม่ได้ทำให้น้ำมันหยุดหมุนวนไปด้วย
น้ำมันยังคงหมุนเวียนได้ตามปกติ
kinetic energy เอาไปหมุน stator ให้กลับทิศทางการไหลให้เหมาะสม
จึงไม่เปลี่ยนเป็น heat
น้ำมันไม่เกิด compression เพราะน้ำมันยังไหลได้ตามปกติ


จากคุณ : ช่างกล - [ 12 ส.ค. 46 12:05:41 A:203.150.11.11 X:203.113.36.12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

ผมรู้แต่ว่า เวลาเปลี่ยนจาก D มาเป็น N
เครื่องยนต์เดินเบาลง และก็ไม่เมื่อยขาด้วยอะครับ เวลารถติดนานๆ
แต่ถ้าติดนิดๆ หน่อยๆ ก็อยู่ที่ D ตลอดอะครับ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ


จากคุณ : AIDAsay - [ 12 ส.ค. 46 12:23:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

ในรถเก่าๆเวลาเปลี่ยนจาก N ไป D รอบเครื่องจะตกลงมากแล้วทำให้เครื่องสั่น
ซึ่งแสดงว่าในขณะที่อยู่ในตำแหน่ง D ต้องมีการ load เครื่องอยู่พอสมควร
----------------------------------------

เข้า D ที่รอบเดินเบา จะ load เครื่องมาก หรือน้อย
ขึ้นอยู่ที่รอบเดินเบาว่าตั้งไว้ สูงหรือต่ำ

Torque converter เป็น centrifugal pump อย่างหนึ่ง
รอบยิ่งสูง ยิ่งได้ flow rate สูงขึ้น ได้ torque มากขึ้น
ในขณะเดียวกันก็ load มากขึ้นตามรอบเครื่องที่สุงขึ้น
ที่รอบเดินเบา เราไม่ต้องการใช้งาน flowrate เพราะไม่ได้ใช้ขับเคลื่อน

ถ้าตั้งรอบเดินเบาให้ต่ำ จะ load เครื่องลดลง
เมื่อเข้า N ไป D รอบก็ตกไม่มาก


จากคุณ : ช่างกล - [ 12 ส.ค. 46 12:36:40 A:203.150.11.11 X:203.113.36.12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

คุณช่างกล แล้วอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในเมือง ของรถคันที่อ้างถึงล่ะครับ ผมว่ารถ AT กินกว่าแหงเลย

เพราะอัตราทดรวมเกียร์สุดท้ายของรถ AT มันน้อยกว่า รถMT ไงครับ

ในเมืองก็วิ่งเร่งๆหยุดๆ นอกเมืองวิ่งอยู่เกียร์เดียว ถ้าไม่ได้วิ่งความเร็วสูงนัก รถที่มีอัตราทดรวมในเกียร์สุดท้ายน้อยกว่า(ไม่ใช่น้อยเกินไปนะครับ) ย่อมกินน้ำมันน้อยกว่า


จากคุณ : Ont - [ 12 ส.ค. 46 15:43:24 A:202.133.132.86 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37


ใครช่วยสรุปง่าย ๆ ให้ผู้บริหารอย่างผมเข้าใจหน่อยได้ไหม?

YES or NO !??


จากคุณ : ผู้บริหารร่างกายคนหนึ่ง - [ 12 ส.ค. 46 20:35:47 A:203.107.224.114 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

นอกประเด็นนิดนึงครับ
ในส่วนของเรื่องการกินน้ำมันเชื้อเพลิงของระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติกับธรรมดา

เกียร์อัตโนมัติกินน้ำมันฯมากกว่าเกียร์ธรรมดาในกรณีที่วิ่งในเมืองที่รถติดครับ เพราะว่าน้ำหนักมากกว่า(รถคันเดียวกัน ต่างระบบเกียร์) และอัตราทดเกียร์ 1,2 ยังจัดกว่าเกียร์ธรรมดาซึ่งเป็นตำแหน่งเกียร์ที่ใช้บ่อยตอนรถติดต้องออกตัวบ่อยครั้ง

แต่ในกรณีที่วิ่งทางไกลๆ รถไม่ติด จะกินน้ำมันฯใกล้เคียงกันครับ เพราะว่ามี 4 เกียร์แต่อัตราทดเกียร์ที่ตำแหน่งสูงๆจะทดไม่จัดเท่าเกียร์ธรรมดา

รถของผมวิ่งมา 260,000 กม. ใช้น้ำมันเครื่อง ความหนืด 40 กินน้ำมันเครื่อง 7,000/ ครึ่งลิตร ตอนออกมาใหม่ๆเป็นเกียร์ธรรมดา ในเมืองวิ่งรถติดค่อนข้างมาก 8 กม./ลิตร ทางต่างจังหวัด(ชลบุรี,นครราชสีมา) 14กม./ลิตร

ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเกียร์อัตโนมัติแล้ววิ่งในเมือง 7กม./ลิตร ต่างจังหวัด 14เกือบ15กม./ลิตร(เส้นทางเดิม kickdown เกิน 20 ครั้ง)

การทดสอบ นั่ง 4 คน (ไม่เคยคิดน้ำหนัก แต่เป็นคนกลุ่มเดียวกัน) น้ำมันออกเทน 95


จากคุณ : OHM(OSK.113) - [ 12 ส.ค. 46 21:34:54 A:203.107.206.197 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

เพิ่มเติมนิดนึงครับ
รถรุ่นผมอัตราทดเกียร์ธรรมดา
เกียร์1 3.545
เกียร์2 1.904
เกียร์3 1.310
เกียร์4 0.969
เกียร์5 0.815
เฟืองท้าย 4.058
น้ำหนักรถ 990-1050 กก.

เกียร์อัตโนมัติ
เกียร์1 3.643
เกียร์2 2.008
เกียร์3 1.296
เกียร์4 0.892
เฟืองท้าย 2.821
น้ำหนักรถ 1025-1085 กก.

ความเร็วที่ทดสอบ(ต่างจังหวัด) วิ่งที่ความเร็ว 120-140 กม. (เหมือนกันทั้งสองระบบเกียร์)


จากคุณ : OHM(OSK.113) - [ 12 ส.ค. 46 21:49:17 A:203.107.206.197 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

คุณคนธรรมดา อ่านความเห็นที่ 30 บ้างหรือยัง
หรืออยากจะด่าคนเขาก็ด่า คุณไม่มีมารยาทบ้างเลยหรือ
เขาจะเป็นลุงหรือเป็นปู่คุณ ก็ไม่แปลกอะไรหรอก
แต่ว่าแต่ว่า คุณพัฒนาตัวเองเท่าเขาหรือยัง คิดบ้างไหม


จากคุณ : {^_^}ความเห็นที่ 34 - [ 12 ส.ค. 46 21:59:03 A:203.209.25.210 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

ผมเชื่อ Ton99 มากกว่าช่างกล ตรงที่โดยธรรมชาติ ถ้าคุณไม่เหยียบเบรคไว้ รถจะพุ่งทันที แสดงว่ามีแรงบิดขั้นต่ำค่านึง ถูกอั้นไว้ กล่าวได้ว่าหากแรงต้านการเคลื่อนไหวที่ล้อ(แรงจากเบรค) มีมากกว่าแรงฟลูอิดคัปปลิ้งขั้นต่ำสุดจากทอร์คฯ ล่ะก็ ทอร์คจะหาทางเปลี่ยนทิศทางแรงส่วนนั้นให้ไหลกลับไปง่ายที่สุด(โดยเสียแรงเสียดทานต่ำที่สุด)
ตามความเชข้าใจของช่างทั่วไปคิดว่าอย่างเก่งก็เป็น bypass valve ซึ่งมันก็ถูกตามหลักการ แต่คุณช่างมองลึกอธิบายรายละเอียดถึงการเปลี่ยนเวคเตอร์แนวแรงของฟลูอิดโดยเทคนิคของฝรั่งที่คิดการใช้สเตเตอร์ตัวกลางเข้ามาช่วยเปลี่ยนทิศทาง แต่อย่าลืมว่าเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้โดยภาพรวมมันก็คือ Bypass valve แบบนึงอยู่ดี คุณลองมองถึง Bypass valve ที่ตั้งแรงต้านได้ซิ เอาง่ายๆว่าตราบใดที่มันพยายามส่งแรงบิดขั้นต่ำไปผลักล้อให้หมุนอยู่ตลอดเวลา การที่ต้องใช้แรงต้านทานการหมุนนั่นหมายถึงงจะต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วแน่ๆ (ไม่มีทางที่จะบอกว่ามันไม่สูญเสีย) ยิ่งถ้าเทียบกับเกียร์แมนนวลที่เข้าเกียร์ว่างแล้วมันคนละเรื่องเลย คือมันเป็น 0 จริงๆ ไม่มีการส่งแรงบิดขั้นต่ำไปสู่ล้อเลยแม้แต่น้อย ที่บอกว่าเกียร์ออโต้ประหยัดน้ำมันกว่าเกียร์แมนนวลจึงเป็นไปไม่ได้ (หาก บ.รถไม่จงใจจะสร้างอัตราทดให้วิปริตขนาดนั้น และเป็นความจริงโดยทั่วไปที่ว่า หากเป็นรถที่ผลิตในยุโรป บ.รถมักเซตอัตราทดให้มีแรงปรู๊ดปร๊าดทันอกทันใจกว่าเกียร์ออโต้ เพราะจะใช้เกณฑ์ที่ว่าผู้ซื้อชาวยุโรปที่ใช้เกียร์แมนนวลมักต้องการเค้นพลังจากเครื่องยนต์โดยตรงมากกว่าผู้ซื้อแบบเกียร์ออโต้ หากเป็นดังนั้น ก็เป็นไปได้ว่ารถที่ใช้แมนนวลจากทางยุโรปอาจมีอัตราการซดมากกว่าออโต้ แต่ไม่ได้หมายถึงตอนคุณจอดติดไฟแดงนิ่งๆแล้วออโต้จะซดน้อยกว่า ซึ่งต่างจากคอนเซพท์ในอเมริกันชน ที่ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ออโต้เป็นหลัก)


จากคุณ : ผิดความจริงอย่างแรง - [ 12 ส.ค. 46 22:04:11 A:203.149.14.24 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 42

ความคิดเห็นที่ 34 นี่หลงมาจากยุคไหนนี่
กระทู้เขากำลังสนุกด้วยการให้ข้อมูลดีๆ ถกกันดีๆ มาอ้างคนโน้นมั่ว คนนี้มั่ว ตัวเองไม่รู้จักกาละเทศะ เข้ามามั่วทำไม


จากคุณ : แปลก - [ 12 ส.ค. 46 22:12:13 A:203.155.94.157 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 43

ถ้ารถเกียร์ at กับ mt มีจำนวนระดับเกียร์และอัตราทดเท่ากัน
ไม่มีทางที่เกียร์ at จะกินน้ำมันน้อยกว่า
เพราะว่าเกียร์ at มีน้ำหนักมากกว่า

แต่รถส่วนใหญ่รุ่นเกียร์ at จะมีอัตราทดในเกียร์สุดท้ายต่ำกว่ารุ่น mt
ถ้าขับแบบไปเรื่อยๆใจเย็นๆก็มีโอกาสที่จะประหยัดน้ำมันกว่าได้ครับ


จากคุณ : ton99 - [ 12 ส.ค. 46 22:51:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44

คุณ Ont:
คุณช่างกล แล้วอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในเมือง ของรถคันที่อ้างถึงล่ะครับ ผมว่ารถ AT กินกว่าแหงเลย
--------------------------------------
อัตราสิ้นเปลืองข้างบนนั้นเป็นอัตราวิ่งในเมืองครับ

ผมก็คิดเหมือนกับคุณ Ont ว่า วิ่งในเมือง AT น่าจะกินน้ำมันมากกว่า
แต่ผลการทดลอง วิ่งในเมือง AT กลับประหยัดกว่าครับ

วิ่งด้วยความเร็วคงที่ รถ AT จะกินน้ำมันมากกว่า MT ดังนี้

MT 5 speed
90 km/h 6.6 lit /100 km
120 km/h 8.2 lit /100 km

AT 4 speed
90 km/h 7.0 lit /100 km
120 km/h 8.6 lit/100 km


จากคุณ : ช่างกล - [ 13 ส.ค. 46 06:20:06 A:203.150.11.11 X:203.113.36.10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

คุณ ton99
ถ้ารถเกียร์ at กับ mt มีจำนวนระดับเกียร์และอัตราทดเท่ากัน
ไม่มีทางที่เกียร์ at จะกินน้ำมันน้อยกว่า
เพราะว่าเกียร์ at มีน้ำหนักมากกว่า
--------------------------
ใช่ครับ
AT 5 speed กับ MT 5 speed
เมื่อวิ่งเร็ว เกียร์ AT กินน้ำมันมากกว่า

E280
@120 km/h
AT 5 speed 9.9 lit/100km
MT 5 speed 9.6 lit/100km

@90 km/h
AT 5 speed 8.1 lit/100km
MT 5 speed 7.9 lit/100km


จากคุณ : ช่างกล - [ 13 ส.ค. 46 06:37:59 A:203.150.11.11 X:203.113.36.10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 46

ผมเห็นด้วยกับ ton99 และคุณ คห.41 ครับ
จากประสพการ์ณ การใช้รถมาหลายยี่ห้อ และตามหลักการ และความรู้สึกที่ได้เช่น การซ่อมแซม การบำรุงรักษา และสอบถามช่างต่างๆ
ก็ประเมินได้ว่า ยังไงเกียร์ auto ก็สูญเสียโดยรวมมากกว่า เกียร์ธรรมดา อย่างแน่นอน
ซึ่งไม่เคยคิดกลับไปใช้เกียร์ auto อีกเลย


จากคุณ : malldeff - [ 13 ส.ค. 46 08:44:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 47

ได้รับ Forward Mail มาแบบนี้ กำลังจะจำไว้ แต่มาอ่านกระทู้นี้ เลยไม่แน่ใจว่าจะถูกหรือผิด
ฝากวิเคราะห์ต่อด้วยครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------
คนที่บอกให้คุณไม่ควรเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป N ในเวลาที่ติดไฟแดงบ่อย ๆ ก็คือ คนที่เขามีความรู้
และทราบพื้นฐานการทำงานของเกียร์ว่ามันเริ่มต้นทำงานอย่างไร
ส่วนคนที่บอกว่า ปลดเลยเปลี่ยนเป็น N ทุกๆ ไฟแดง นั่นคือคนที่ไม่เคยศึกษาว่าพื้นฐานจริง ๆ ของเกียร์นั้น
มันทำงานอย่างไร แต่จะตอบโดยอาศัยประสบการณ์ที่ใช้บนท้องถนนที่ว่า "มันก็ยังไม่เห็นพัง" หรือ
"ก็ยังใช้ได้อยู่เลยนี่นา" พูดง่าย ๆ เขายังไม่เคยใช้เกียร์จนถึงอายุขัย หรือ จนเกียร์เกิดอาการ "คลัทช์ลื่น"
ใส่ D แล้วกดคันเร่งแล้วรอบเครื่องขึ้นเอา ขึ้นเอาแต่รถไหลไปได้หน่อยเดียว ก็เลยไม่ทราบว่าอายุการใช้งานของเกียร์สามารถรักษาไว้ให้นานได้อย่างไรถ้าหากได้มีโอกาสอ่านหนังสือหรือตำรับตำราที่เกี่ยวกับพื้นฐานของเกียร์ออโตเมติกโดยไม่ได้ฟังใครมาปลุกล้างสมอง คุณจะทราบว่าระบบเกียร์ออโตเมติกนั้นประกอบด้วยชุดเกียร์ที่ขบกัดกันตลอดเวลา ไม่ได้แยกตัวออกจากกันแบบเกียร์แมนนวล การส่งแรงจะต้องล็อคชุดเฟือง1 ชุดให้หยุด
อยู่กับที่แต่ให้เฟืองอีก 2 ชุดขบส่งกัน การส่งแรงจากตำแหน่งเกียร์ว่าง ไปยังเกียร์1 จะอาศัยการจับของชุด Band brake ส่วนการ เปลี่ยนเกียร์จากเกียร์ 1 ---- เกียร์อื่น ๆ จะอาศัยการทำงานของ multiple disc clutch
Band Brake มีการสึกหรอในทุกๆ ครั้งที่มีการจับให้ชุดเฟืองหยุดอยู่กับที่ (เพื่อเริ่มส่งแรงจากชุด torque converter ไปยังชุดเฟือง) ถ้าหากมันจับอยู่ตลอดเวลา ก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าหากมันต้องปล่อย ๆ จับ ๆ อายุการใช้งานมันก็จะสั้นลง ในขณะที่การเหยียบเบรคอยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรต้องสูญเสียมากไปกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ระบบเบรคก็ไม่ได้ร้อนขึ้นเพราะว่าจานดิสเบรค หรือดุมเบรคไม่ได้หมุน ผ้าเบรคก็ไม่สึกหรอเพราะว่าล้อไม่หมุนแรงที่ใช้ในการเหยียบก็ไม่มากขนาดจะทำให้ชุดแม่ปั๊มเบรคหรืออายุการใช้งานลดลง
การเปลี่ยนจาก D -- N---D -- N---D -- N---D -- N ---D--N ---D บ่อย ๆ นั้น อาจจะไม่เห็นว่าชุดเกียร์มันจะพังในวันนี้ ซึ่งมันก็เหมือนกับการสูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่จัดๆ ในวันนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตายในวันนี้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าอายุมันจะสั้นลง จะตายอย่างน่าเวทนา ฉันใดก็ฉันนั้น เกียร์ออโตก็คล้ายๆ กันครับยกเว้นว่าไม่ใช่รถของคุณเองเป็นรถของบริษัท หรือว่าใช้รถไม่เคยเกิน 2 ปี แล้วขาย อันนี้แล้วแต่สะดวกนะ


จากคุณ : ฯ - [ 13 ส.ค. 46 09:03:18 A:203.148.162.223 X:2.4.29.168, 127.0.0.1 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 48

อยากจะบอกคุณช่างกลว่า ผมเคยทดสอบหม้อน้ำและระบบหล่อเย็นเบื้องต้น รถหลายรุ่นหลายยี่ห้อ โดยเหบียบเบรค เข้าเกียร์ D จอดรถหันหน้าเข้ากำแพง


ผลปรากฎว่า ส่วนใหญ่ ครึ่งชั่งโมงความร้อนขึ้น บางรุ่น เป็นชั่งโมง จึงมายืนยันว่า เข้าเกียร์ ดี ความร้อนจะขึ้น เพราะ แผ่นคลัทช์ ในเกียร์ มันสัมผัส พร้อมที่จะส่งกำลัง


จากคุณ : ท่านอ๋อง - [ 13 ส.ค. 46 09:25:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 49

เกียร์ธรรมดากินกว่าเกียร์ออโตหรือครับ แหะๆ อย่างนี้รถเกียร์ธรรมดาไม่ต้องทำมาขายแล้ว....
เกียร์ออโตที่คุณช่างกลว่า น่าจะมีการทดเกียร์สุดท้ายไว้ต่ำกว่าเกียร์ธรรมดาแน่ๆ ทำให้ใช้รอบน้อยกว่าที่ความเร็วเท่ากัน และเกียร์สุดท้ายส่วนมากจะเป็นระบบล้อกอัพคอนเวอร์เตอร์ไม่มีการสูญเสียไปที่การฟรีทิ้งบางส่วนในชุดคลัช
เฉพาะเกียร์สุดท้ายเท่านั้นที่มีล้อกอัพ ทำให้คุณสมบัติใกล้เคียงกับเกียร์ธรรมดามาก ซึ่งผมก็ยังไม่เคยเห็นรถคันใดมีล้อกอัพที่เกียร์อื่นๆนอกจากเกียร์สุดท้ายเท่านั้น
คุณช่างกล ลองยกข้อมูลแบบละเอียดมาเปรียบเทียบหน่อยสิครับว่า เกียร์ออโตที่ว่ามีกี่เกียร์ ล้อกอัพที่เกียร์ใดบ้าง อัตราทดเท่ากันไหม....????
ผมว่าเป็นไปไม่ได้ที่เกียร์ออโตจะประหยัดกว่าเกียร์ธรรมดาด้วยประการทั้งปวง เพราะเกียร์ธรรมดาจะว่าไปแล้วก็คือเป็นระบบล้อกอัพในทุกๆเกียร์ ส่วนเกียร์ออโตจะมีเฉพาะเกียร์สุดท้ายเกียร์เดียว


จากคุณ : M - [ 13 ส.ค. 46 10:19:28 A:169.210.103.114 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 50

เอ...ใครมีผลการทดสอบประหยัดน้ำมันของรถ Isuzu Dmax บ้าง ทั้งแบบออโต้และธรรมดา อยากรู้ว่าอันไหนกินกว่ากันโดยเฉลี่ย
ผมว่ารถบางรุ่นประหยัดที่สุดที่ความเร็วหนึ่ง กับอีกรุ่นประหยัดที่สุดที่ความเร็วค่าหนึ่ง แม้กระทั่งรถรุ่นเดียวกันแต่เกียร์ต่างกัน จะประหยัดเท่ากันหรือตัวใดจะประหยัดกว่าที่ความเร็วเท่ากันหรือเปล่าก็ยังแน่ใจนัก


จากคุณ : M - [ 13 ส.ค. 46 10:26:24 A:169.210.103.114 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 51

ผมเคยโพสไว้ทีนึง
แล้วว่าคุณจะเลือกแบบไหน
1.ความเสียหายความสึกหรอทางกล ให้เข้า D-N เมื่อจอดไฟแดง --------แต่ประหยัดน้ำมัน และเครื่องไม่ร้อนขึ้น
2. ความเสียหายทางความร้อน ให้เข้า D แช่ไว้ --------- เกียร์ร้อน หม้อน้ำร้อน เครื่องร้อน ห้องโดยสารร้อน คอเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักขึ้น น้ำมันถูกฉีดจ่ายมากขึ้นด้วยระบบคุมรอบเดินเบาให้คงที่ พัดลมห้อน้ำทำงานมากขึ้น ไดชารต์ทำงานปั่นไฟมากขึ้น เพิ่มโหลดให้เครื่องยนต์เข้าไปอีก ECU ต้องสั่งจ่ายน้ำมันมากขึ้นเพื่อคงรอบให้เท่าเดิมเมื่อมีโหลดเพิ่มเข้ามา ----------- กินน้ำมันมากขึ้นและ ซีลยางระบบเบรคเสื่อมลงเร็ว ตัวโซลินอยด์ที่ฝังอยู่ข้างๆเกียร์ร้อนและเสื่อมลงเร็ว เพราะโซลินอด์ก็คือขดลวดแม่เหบ็กแบบหนึ่งที่ผลักหรือดูดตัวสปูลวาว์ให้เปางเดินน้ำมัน


จากคุณ : M - [ 13 ส.ค. 46 10:37:17 A:169.210.103.114 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 52

โซลินอยด์คือขดลวดที่มีกระแสไหลผ่านจะมีสภาพเป็นแม่เหล็กไฟฟ้า และเกิดความร้อนในตัวเองขึ้นมา เช่นเดียวกับมอเตอร์ไฟฟ้า การปล่อยกระแสแช่ไว้นานๆ โซลินอยด์จะเสื่อมและเสียก่อนเวลาอันควร

จากคุณ : M - [ 13 ส.ค. 46 10:42:30 A:169.210.103.114 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 53

"ผลโซลินอยด์ของเกียร์2,3ไหม้
ศุนย์ประเมินราคาไว้14000บาท(ยังไม่รวมค่าแรง)

ไปถามวิศวกรเครื่องกลและอาจารย์รร.เทคนิคบอกว่าเกิดจากชอบใส่เกียร์Dแล้วเหยียบเบรค
เกียร์ร้อน และโซลินอยด์ของเกียร์ตัวที่2ทำงานตลอดเวลา(ยกเว้นเกียร์4) จึงเสียหายก่อนเวลาอันควร
และไม่ควรไปหลงเชื่อนักจัดรายการวิทยุ(ส่วนใหญ่สอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่ได้)

ปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่แล้ว 6000 บาท
เกียร์ลูกเก่ายังเก็บไว้เป็นหลักฐานที่บ้าน
ใครต้องการขายในราคา4000บาท


จากคุณ : โคโรนา95 - [ 9 ส.ค. 46 12:35:46 A:203.149.16.205 X:unknown ] "

เอาครับ ผมขอซื้อเกียร์ลูกนั้นจากคุณ โคโรนา 95 และหวังว่า จะเป็นเกียร์ของโคโรนา รุ่นปี คศ.1995 เหมือนชื่อคุณ
ผมเพิ่งสังเกตว่า คุณไม่ได้ต้องล็อกอิน ไม่ได้จำเป็นต้องใช้บัตรผ่าน เข้ามาตั้งกระทู้ในหัวข้อ"ที่พักอาศัย" อยู่เมื่อวานนี้เอง วันนี้ ใครไม่ทราบเปลี่ยนให้คุณอยู่ในหัวข้อ"รถ ประดับยนต์"ที่ต้องใช้บัตรผ่าน หรือล็อกอินไปแล้ว แต่นั่นไม่สำคัญหรอกครับ ผมไม่สนใจมากนัก

สนใจที่คุณตั้งหัวข้อกระทู้ในทำนอง"กล่าวหา" ผู้อื่นอย่างมีเงื่อนงำ

ผมไม่เชื่อคุณครับ

และผมขอประกาศ ตกลงใจซื้อเกียร์ลูกที่คุณบอกว่าพัง เพราะมีปัญหาซอลินอยเกียร์เสียสองตัว ซื้อไปเพื่อผ่าพิสูจน์ โดยจะพิสูจน์กันต่อหน้าคุณ หากไม่ใช่เพราะความร้อนของน้ำมันเกียร์ แต่เป็นความร้อนของตัวซอลินอย ที่คุณภาพไม่ถึงเอง หรือไม่ได้มีปัญหาอย่างที่คุณอ้างเลย

ผมถามหน่อย คุณจะว่าอย่างไร

แต่ไม่เป็นไร
เงินแค่นี้
ผมซื้อคุณได้

เอามาเลยครับ

เสนอขายไปเลย ที่ผมนี่แหละ thanes@caronline.net
จะพบกันได้ที่ไหน ซื้อขายกันอย่างไร บอกไปให้ละเอียด ผมยินดีครับ สำหรับสถานที่และเวลาอันสมควร

สี่พันบาท ผมยอมเสีย เพื่อซื้อตัวคุณเจ้าของกระทู้ ให้มันรู้กันไป ว่าแนะนำมานั้น มันทำความเสียหายให้กับผู้ฟังที่รักของผมได้

อย่าหนีหน้านะครับ ไม่ต้องตอบในนี้ก็ได้ ไปตอบใน Email ที่ผมให้ไว้เลย
หากไม่ตอบไป ในเจ็ดวันนี้ ผมจะถือว่าคุณหลอกลวง และกล่าวร้ายผม อย่างไม่เป็นธรรม และจะออกมาบอกให้พันทิปชี้แจงหรือลงข้อความนี้ให้ปรากฏด้วย

มาเลยครับ ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา อยากเจอคนจริง ของจริง เสมอ

เรื่องอื่น เช่นกินน้ำมันไหม หรืออะไรที่ว่ากันอยู่ในกระทู้ ที่คุณช่างกลตอบอยู่ ผมไม่เกี่ยว อยากได้เกียร์ลูกที่ประกาศขาย สี่พันบาท ที่เจ้าของกระทู้บอกนี่แหละครับ เอามาเลยครับ เพราะไม่ได้บอกเลยสักคำว่า รื้อแล้ว บอกแต่ว่าเก็บเอาไว้ เอามาให้ดูกันหน่อย ผมซื้อเอง ควักเงินสดสดจ่ายให้คุณต่อหน้าประจักษ์พยานเลยครับ

อันที่จริง ผมบอกมาแล้วว่า ผมจะไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องในนี้อีก แต่เมื่อตอนตั้งกระทู้ คูณไม่ได้อยู่ในห้องรถยนต์ของรัชดา ผมก็มาได้
และที่จริงแล้ว ผมก็ต้องใช้สิทธิในการป้องกันตัวของผมเหมือนกัน คงไม่ว่ากันว่า ผมผิดคำพูด เพราะหลายท่าน หลายคน ฉวยโอกาสที่ผมไม่เข้ามา มาต่าว่า ต่อว่า ตำหนิติเตียนผมทางนี้เรื่อยมา โดยผมไม่ได้ตอบโต้ แต่คราวนี้ ผมมีโอกาส เพราะคุณบอกว่า คุณมีหลักฐานจะขาย ได้เลยครับ ผมซื้อ
สำหรับท่านอื่นที่เสนอความเห็นตรงไปตรงมา ที่ผมไม่ว่าอะไร จะใช้เกียร์แบบไหน ผมก็ไม่เกี่ยวกับท่าน ผมแนะนำตามแบบฉบับของช่างเทคนิค ที่มีความทันสมัยเพียงพอ รู้ดีเรื่องอีเล็กทรอนิก และเทคโนโลยีพอตัวของผม เท่านั้น ท่านจะใช้เกียร์แบบใด ก็สุดแต่ท่าน ผมไม่ได้บังคับ ไม่ได้บอกให้ท่านเชื่อถือเลย จริงไหมครับ
โดยเฉพาะ คำเรียกขานว่าอาจารย์นั้น ท่านผู้ฟังก็เรียกกันเอง ผมบอกเสมอมาว่า ไม่ใช่อาจารย์ และขอไม่ให้ท่านเรียกกัน ท่านก็ยังเรียกกัน จะให้ผมทำอย่างไร ใครเรียกว่าอาจารย์ไม่ต้องตอบไม่ต้องพูดด้วย อย่างนั้นหรือ
ก็จะด่าผมอีก เท่านั้นเอง จริงไหม
เพราะฉะนั้น ใครจะเรียกผมอย่างไร ปล่อยท่านไปดีกว่า อย่าไปเดือดร้อนกับเขา ตราบเท่าที่ผมไม่ได้บอกให้เรียกตัวผมเองว่าอาจารย์ก็พอแล้ว ดีกว่าไหมครับ

อย่าหนีนะครับ
มาลองกันดูซิ ว่าคุณเป็นคนจริง หรือคนไม่จริง


จากคุณ : ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา - [ 13 ส.ค. 46 11:19:29 A:203.209.28.200 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 54

โซลินอย ถ้าเสียเพราะความร้อน ไม่ได้หมายความว่า เข้าเกียร์ D แล้วเหยียบเบรค จึงทำให้เสีย ผมลืมตอบไป มัวแต่ อ่านของคุณช่างกล แล้ว แปลกๆ ที่บอกว่าไม่ร้อน

จะเข้า D หรือ N มันก็แล้วแต่ สถานะการ์ณหลายๆ อย่าง

ฟัง อะไรใครว่ามาควรเก็บข้อดีเค้ามา ข้อเสียไม่เห็นด้วย ก็ไม่ควรทำให้เค้าเสียหาย

ใจเย็นๆ ครับ อาหมู flower flower


จากคุณ : ท่านอ๋อง - [ 13 ส.ค. 46 11:50:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 55

เป็นเรื่องซะแล้วววว

เอ้าพิสูจน์กันเลยดีกว่า อ่านมาจนปวดตาแล้วครับ เจ้ากระทู้อย่าหนีไปก็แล้วกัน จะติดตามด้วยใจระทึกโดยพลัน


จากคุณ : กรุณาใช้บริการช่องถัดไป - [ 13 ส.ค. 46 12:08:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 56

เยี่ยมครับอาหมู....

ผมอ่านทีแรกก็ตะหงิดๆอยู่แล้วว่าน่าจะจงใจพาดพิงถึงใครอย่างแน่นอน แล้วตั้งกระทู้เสร็จก็หายไปเลยนะครับคุณโคโรนา95 ออกมาชี้แจงหน่อยครับ(แถมได้ตังค์ใช้อีกตะหาก)

ผมก็เข้าเกียร์Dแล้วเหยียบเบรคเหมือนกันครับ





จากคุณ : bingbong - [ 13 ส.ค. 46 12:28:47 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 57

ผมว่า คนไม่จริง ในรัชดา แฝงตัวมาเยอะน่ะครับ ได้แต่ post ๆ ๆ ๆ น่ะ

ถ้าแน่จริง ก็ออกมา เจอกันเลยครับ ลูกผู้ชาย

หรือว่าเป็น......


จากคุณ : malldeff - [ 13 ส.ค. 46 12:51:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 58

คห.#41..
ตามความเชข้าใจของช่างทั่วไปคิดว่าอย่างเก่งก็เป็น bypass valve ซึ่งมันก็ถูกตามหลักการ
แต่คุณช่างมองลึกอธิบายรายละเอียดถึงการเปลี่ยนเวคเตอร์แนวแรงของฟลูอิดโดยเทคนิคของฝรั่ง
ที่คิดการใช้สเตเตอร์ตัวกลางเข้ามาช่วยเปลี่ยนทิศทาง แต่อย่าลืมว่าเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้โดยภาพรวมมัน
ก็คือ Bypass valve แบบนึงอยู่ดี คุณลองมองถึง Bypass valve ที่ตั้งแรงต้านได้ซิ
เอาง่ายๆว่าตราบใดที่มันพยายามส่งแรงบิดขั้นต่ำไปผลักล้อให้หมุนอยู่ตลอดเวลา
การที่ต้องใช้แรงต้านทานการหมุนนั่นหมายถึงงจะต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วแน่ๆ
(ไม่มีทางที่จะบอกว่ามันไม่สูญเสีย) ยิ่งถ้าเทียบกับเกียร์แมนนวลที่เข้าเกียร์ว่างแล้วมันคนละเรื่องเลย
คือมันเป็น 0 จริงๆ ไม่มีการส่งแรงบิดขั้นต่ำไปสู่ล้อเลยแม้แต่น้อย
-------------------------------------------------------
>เอาง่ายๆว่าตราบใดที่มันพยายามส่งแรงบิดขั้นต่ำไปผลักล้อให้หมุนอยู่ตลอดเวลา
>การที่ต้องใช้แรงต้านทานการหมุนนั่นหมายถึงงจะต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วแน่ๆ

คุณเข้าใจถูกแล้ว รถพยายามส่ง"แรงบิดขั้นต่ำ" ไปผลักล้อให้หมุน
เมื่อเราจับ output ให้หยุด ทำให้ อัตราทด torque converter=max
ขณะนี้ torque converter ทำหน้าที่เป็น torque multiplyer
(ไม่ใช่ fluid coupling)
ที่ล้อมีแรงขับมาก เพราะเราได้เปรียบเชิงกล เหมือนเกียร์ทด

แต่เราไม่ได้สูญเสียเพิ่มขึ้น เพราะ เรานำพลังงาน"ที่มีอยู่แล้ว" ไปใช้

ลองคิด heat balance ดังนี้

at idle speed = X rpm

Q input = Q output +Q losses

Q losses คือ พลังงานที่ปล่อยทิ้งทาง exhaust, cooling system etc.

1) Q-output ===> HP @ idle speed
idle speed = X rpm
เมื่อนำพลังงาน"บางส่วน" ไปใช้งาน
เข้า D idle speed ลดลง เหลือ= (X-q) rpm

2) เทียบกับเกียร์แมนนวล เมื่อเข้าเกียร์ว่าง
HP @ idle speed ===> Q-output=เท่าเดิม
idle speed = X rpm = เท่าเดิม

จะเห็นได้ว่า
รถ AT และ MT ต่างก็มี HP คือ Q-output อยู่ในมือ"เท่ากัน"
ต่างกันที่ รถ ATข้อ 1) เรานำ output ที่อยู่ในมือบางส่วนไปใช้งาน
เราจึงไม่ได้สูญเสียอะไรเพิ่มขึ้น
หลังจากใช้งาน output-บางส่วนไปแล้ว
ก็ทำให้ idle speed ลดต่ำลงเล็กน้อย
ไม่มีกลไกชดเชยรอบให้สูงขึ้นเท่าเดิม (idle up)
ไม่มีคำสั่งจาก ECU ให้ฉีดน้ำมัน (Q input) เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้
การเข้า D+brake ไม่เกิดความร้อนเพิ่มและไม่กินน้ำมันเพิ่ม


จากคุณ : ช่างกล - [ 13 ส.ค. 46 13:06:06 A:203.150.11.11 X:203.113.37.12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 59

อยากดูลูก(คน) ผู้ชายตัวจริงหวะ

หะ หะ


จากคุณ : ส่งเดช - [ 13 ส.ค. 46 13:07:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 60

>อยากจะบอกคุณช่างกลว่า ผมเคยทดสอบหม้อน้ำและระบบหล่อเย็น
>เบื้องต้น รถหลายรุ่นหลายยี่ห้อ โดยเหบียบเบรค เข้าเกียร์ D จอด
>รถหันหน้าเข้ากำแพง

ผมสงสัยว่ามีเหตุผลอะไรจึง " จอดรถหันหน้าเข้าหากำแพง" ?
ทำอย่างนั้น radiator ก็ระบายความร้อนไม่สะดวกซิครับ
เดินเบาทิ้งไว้นานๆ ความร้อนก็จะขึ้น

>ผลปรากฎว่า ส่วนใหญ่ ครึ่งชั่งโมงความร้อนขึ้น บางรุ่น เป็นชั่ง
>โมง จึงมายืนยันว่า เข้าเกียร์ ดี ความร้อนจะขึ้น เพราะ แผ่นคลัทช์
>ในเกียร์ มันสัมผัส พร้อมที่จะส่งกำลัง

แผ่นคลัชสัมผัสกัน ทำไมจึงร้อนครับ
มันเกิดความร้อนขึ้นมาได้อย่างไร ช่วยอธิบายได้ไหม ?

ผ้าเบรค ร้อนขึ้นได้เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลง kin-Energy =>Heat ทำให้สถานะ dynamic เปลี่ยนเป็น static คือ หยุดนิ่ง
เมื่อหยุดนิ่งเป็น static แล้ว เหยียบเบรคให้สัมผัสกันนานแค่ไหน ก็ไม่เกิดความร้อนเพิ่มขึ้นมาได้

การเข้า D+brake เกิดการหมุนเวียนของน้ำมัน น้ำมันจะนำความร้อน(ที่มีอยู่แล้ว) จากชิ้นส่วนต่างๆภายในนำความร้อนไประบายให้หม้อน้ำ น้ำในหม้อน้ำก็ร้อนขึ้น ส่วนน้ำมันเกียร์จะค่อยๆเย็นลงครับ
ถ้าอยากทดลองจริงๆว่า น้ำมันร้อนขึ้นหรือไม่
จะต้องวัดอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ ก่อนและหลังเข้า D
ลองดูซิครับ


จากคุณ : ช่างกล - [ 13 ส.ค. 46 13:38:32 A:203.150.11.11 X:203.113.37.12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 61

ขอบคุณคุณช่างกล  ที่อธิบายยังไง  ผมก็ยังเห็นภาพ ว่า  เมื่อไหร่ที่เข้าเกียร์ แผ่นคลัทช์ ตัวขับ ที่หมุนตามรอบเครื่องยนต์ จะหมุนแม้นว่า จะช้ากว่ารอบเตรื่องยนต์ ก็ตาม  ในขณะที่แผ่นคลัทช์ ชุดตาม หยุดหมุน ตาม ล้อของรถ  คราวนี้ก็เสียดสีกัน อ่ะดิ  ก็เลยร้อน

แล้วอย่าบอกว่า  ทอร์ค มันตัดไม่ให้หมุนนะ  ถ้ามันตัด100% ทำไมเวลาปล่อยเบรครถมันไหลตอนเกียร์ D

นี่ยังไม่ได้คำนึงถึง ค่า Enthalpy  ที่น้ำมันได้รับเพิ่มขึ้น จากแรงดัน

สิ่งที่คุณพูดมา ผมคงไม่ไปขัดแย้ง  ถ้าคุณไม่โพสว่า

*เข้า D เหยียบเบรค เกียร์จะร้อนขึ้นได้อย่างไร ?
*มี Heat input เพิ่มขึ้นจากไหนครับ
*ฝากไปถึงอาจารย์และวิศวกรที่บอกให้หน่อย
*ถ้าไม่รู้จริง อย่ามั่ว


อย่าถากถางใครเลย  รถยนต์ ต่างๆ ในปัจจุบัน คนพัฒนาเค้าเป็นวิศวกรทั้งนั้น




แก้ไขเมื่อ 13 ส.ค. 46 14:31:54

จากคุณ : ท่านอ๋อง - [ 13 ส.ค. 46 14:18:40 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 62

อืม.... น่าสนใจครับ
อยากไปเป็นสักขีพยานด้วยครับ จะได้มีฟามรู้เพิ่มหน่อย เพิ่งหันมาคบกับเกียร์ออโต้ไม่นานมานี้ ถ้ารู้วันผ่าพิสูจน์ช่วยแจ้งลงในบอร์ดด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง


จากคุณ : OHM(OSK.113) - [ 13 ส.ค. 46 14:45:53 A:203.107.203.75 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 63

เฮ้อ ..หมดซะแล่ว กำลังหนุก

จากคุณ : tri-amp lampang - [ 13 ส.ค. 46 15:13:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 64

ถาม..แถมนิดนึงครับ
ถ้าผมเหยียบเบรคด้วย กดคันเร่งด้วย จนล้อหมุนฟรีอยู่กับที่หล่ะครับ
มันจะเกิดการพังการสึกหรอ ที่จุดใดบ้าง คือแนวโน้มแล้วถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ จุดไหนของเกียร์จะพัง

อีกอย่างครับถ้าผมเร่งรอบที่ซัก 2500 รอบที่เกียร์ N แล้วสับ D ออกตัวไปเลย อะไรมันจะพังมั่งครับ

ส่วนเรื่องเข้าไฟแดงผม N ตลอดครับ ขี้เกียจเหยียบเบรค
1 j โบ ออร์โต้ครับ


จากคุณ : tri-amp lampang - [ 13 ส.ค. 46 15:20:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 65

>ขอบคุณคุณช่างกล ที่อธิบายยังไง ผมก็ยังเห็นภาพ ว่า เมื่อไหร่ที่เข้าเกียร์ แผ่นคลัทช์ ตัวขับ
>ที่หมุนตามรอบเครื่องยนต์ จะหมุนแม้นว่า จะช้ากว่ารอบเตรื่องยนต์ ก็ตาม
> ในขณะที่แผ่นคลัทช์ ชุดตาม หยุดหมุน ตาม ล้อของรถ คราวนี้ก็เสียดสีกัน อ่ะดิ ก็เลยร้อน

โพสอย่างนี้ผมเข้าใจแล้วว่า คุณคิดว่า เกิดการเสียดสีของแผ่นคลัช ?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจรืง ก็เกิดความร้อน เหมือนกับการเลี้ยงคลัช ถูกแล้วครับ

แต่เกียร์ AT ไม่เป็นอย่างนั้น
ที่เรียกว่า แผ่นคลัช คือ friction plate ทำหน้าที่ จับชุดเกียร์ใน planetary gear
ให้ หยุด หรือ หมุนตาม
friction plate แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1) clutch 2) brake
ทั้ง 2 แบบมองด้วยตาเหมือนกัน แต่เยอรมันเขา definition ให้เรียกชื่อต่างกัน
เนื่องจากทำหน้าที่ต่างกัน
ถ้าจับให้"หยุด" เรียกว่า แผ่นเบรค
ถ้าจับให้"หมุน" เรียกว่า แผ่นคลัช

แผ่นคลัช พวกนี้มีหน้าที่จับ / ปล่อย เพื่อให้เป็นเกียร์ 1,2,หรือ 3
ไม่ได้ทำหน้าที่ ตัดต่อการส่งกำลังเหมือนคลัชรถ manual
เมื่อเข้า D+brake
แผ่นคลัช ต่างๆในห้องเกียร์จึงไม่มีการเคลื่อนไหว

การตัดต่อการส่งกำลัง เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของ Torque converter
มันมี 2 หน้าที่ คือ fluid coupling และ torque multiplyer
ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคลัช เอาไว้ตัดต่อกำลังเพียงอย่างเดียว

>แล้วอย่าบอกว่า ทอร์ค มันตัดไม่ให้หมุนนะ

ทอร์คมันตัด การส่งกำลังจริงๆ ครับ
เราสามารถเหยียบเบรค แล้วเร่งเครื่องให้"เต็มที่" จนสุดแรงก็ได้
torque converter จะเกิด stall เครื่องยนต์เร่งรอบไม่ยอมขึ้นอีก
ความเร็วรอบที่จุดนี้เรียก stall-speed
รถTruckขนาดใหญ่ จะใช้ stall speed สุง เพราะต้องการกำลังฉุดลากสูง
รถเก๋งเล็ก stall speed ต่ำ ได้เปรียบที่ประหยัดน้ำมัน
แต่อัตรา torque multiply ก็ต่ำด้วย

>ถ้ามันตัดทำไมเวลาปล่อยเบรครถมันไหลตอนเกียร์ D

ผมตอบคุณ ton99 ไปแล้ว
เรื่องนี้ อธิบายว่า torque converter ทำหน้าที่ torque multiplier
ที่ output รอบต่ำสุด หรือหยุดนิ่ง จะมีอัตราทด=max
ทำให้รถมีแรงบิดรวม=สูงมาก

ถ้าดูเผินๆ.รถ AT มีอัตราทดเฟืองท้ายและอัตราทดแต่ละเกียร์ต่ำกว่าเกียร์ธรรมดา
แต่ความจริง ไม่ใช่
จะต้องเอาไปรวมกับ อัตราทดของ Torque converter จึงจะได้
อัตราทดรวมที่สูง

>สิ่งที่คุณพูดมา ผมคงไม่ไปขัดแย้ง ถ้าคุณไม่โพสว่า

เอ๊ะ มันเกี่ยวอะไรกับคุณครับ อิอิ
ล้อเล่น อย่าเพิ่งโกรธ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง ;-)

>*เข้า D เหยียบเบรค เกียร์จะร้อนขึ้นได้อย่างไร ?
>*มี Heat input เพิ่มขึ้นจากไหนครับ
>*ฝากไปถึงอาจารย์และวิศวกรที่บอกให้หน่อย
>*ถ้าไม่รู้จริง อย่ามั่ว

>อย่าถากถางใครเลย รถยนต์ ต่างๆ ในปัจจุบัน คนพัฒนาเค้าเป็นวิศวกรทั้งนั้น

ถ้าเป็นผู้ที่รู้จักกันดี ผมก็ไม่วิจารณ์เขา เพราะจะทำให้เขาเสียหายฝ่ายเดียว
แม้ไม่มีใครรู้จักผม ผมก็ไม่สบายใจและคอยตำหนิตัวเอง ที่ทำอย่างนั้น
ขอบคุณมาก ที่บอกตรงๆ ขาดตกบกพร่องผมจะได้คอยแก้ไข


จากคุณ : ช่างกล - [ 13 ส.ค. 46 16:04:43 A:203.113.36.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 66

>ความเสียหายทางความร้อน ให้เข้า D แช่ไว้ --------- เกียร์ร้อน หม้อน้ำร้อน
>เครื่องร้อน ห้องโดยสารร้อน คอเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักขึ้น
>น้ำมันถูกฉีดจ่ายมากขึ้นด้วยระบบคุมรอบเดินเบาให้คงที่

เมื่อเข้า D ไม่มีระบบ idle up ชดเชยรอบเครื่องครับ
ไม่มีรถยี่ห้อไหนจะทำอย่างนั้น เพราะเราไม่ต้องการกำลังขับเคลื่อน
ECU จะไปเร่งเครื่องทำไม ให้เกิดมลภาวะทางอากาศเพิ่มขึ้น
EPA ยิ่งเข้มงวดอยู่ด้วย คงไม่ยอมผ่านสเปคนี้แน่

> พัดลมห้อน้ำทำงานมากขึ้น ไดชารต์ทำงานปั่นไฟมากขึ้น
>เพิ่มโหลดให้เครื่องยนต์เข้าไปอีก

ถ้าลากไดชาร์ตเข้ามาพัวพัน เดี๋ยวจะสับสนเอง เพราะระบบไฟฟ้า
มี votage sensor คอยตรวจอยู่ในวงจร ถ้าโวลท์เตจในระบบตกลงต่ำกว่าปกติ
เช่นใช้ไฟฟ้ามากกว่าปกติ หรือ แบตฯเสื่อม
มันจะฉีดน้ำมันเพิ่มรอบเครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มกระแสไฟชาร์ต
...ไม่ใช่เกิดจากการเข้าเกียร์ D ครับ

Voltage sensor: Monitors the system voltage in the car so the ECU
can raise the idle speed if voltage is dropping
(which would indicate a high electrical load)

> ECU ต้องสั่งจ่ายน้ำมันมากขึ้นเพื่อคงรอบให้เท่าเดิมเมื่อมีโหลดเพิ่มเข้ามา

ในจังหวะที่เครื่องยนต์ idle, ECU ทำงานใน mode closed loop
ECU mode นี้ไม่ได้จ่ายน้ำมันตาม load
ECU จะเริ่มทำงาน open loop จ่ายน้ำมันตาม Load ได้ เมื่อ
Accelerator SW=off จะเกิดขึ้นได้ เมื่อคนขับเริ่มแตะคันเร่ง ครับ


จากคุณ : ช่างกล - [ 13 ส.ค. 46 16:29:42 A:203.113.36.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 67

เรื่องเบรคทำไมจึงเสื่อมเร็วขึ้นเมื่อเหยียบแช่ไว้
1.รถวิ่งมาด้วยความเร็ว
2.เจอไฟแดง ก็เหยียบเบรค
3.จานเบรคร้อน+ทรานซเฟอร์ส่วนหนึ่งไปที่ผ้าเบรคและชุดคาลิเปอร์เบรค
4.ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีจะมีค่าสูงสุด ณ เวลาที่เหยียบเบรคใหม่ๆ แล้วจะค่อยๆลดลงด้วยการระบายความร้อนทางอากาศ
5. หากเราเหยียบเบรคแช่ไว้การระบายความร้อนมันจะออกไปทางผ้าเบรคซึ่งมีส่วนสัมผัสกับ กระบอกและลูกสูบเบรคอันมีซีลยางและน้ำมันเบรคดันอยู่ในระบบอยู่-------ความร้อนของจานเบรคและผ้าเบรคจะถ่ายเทไปสู่กันและกันตลอดเวลาที่เหยียบเบรคค้างไว้ เพราะมันแนบชิดกันแน่นไม่ให้ล้อเคลื่อนตัวได้
6.ความร้อนถ่ายเทไปจากจุดที่ร้อนไปสู่จุดที่เย็นกว่า จะไปทั่วเลย
7.จะเทไปที่ ชุด เบรค ABS EBD ราคาแพงๆ
8.ชุดซีลยางในระบบจะเสื่อมลงเร็วขึ้นเนื่องจากการถ่ายเทความร้อนจากจานเบรคมาทั่วระบบ
สรุปก็คือ เหยียบเบรคค้างไว้ตลอดเมื่อเบรคที่ไฟแดง จะทำให้ระบบเบรคเสื่องลงเร็ว ด้วยการส่งถ่าย Heat coupling
หากไม่เหยียบเบรคค้างไว้ จานเบรคที่ร้อนจะไม่มีหรือมีน้อยที่จะมีอัตราการถ่ายเทความร้อนมาสู่ส่วนอื่นๆ ในระบบเบรคได้ อันเป็นตัวบั่นทอนสุขภาพในระบบเบรคนะเอง


จากคุณ : M - [ 13 ส.ค. 46 16:34:49 A:203.146.89.113 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 68

>แล้วอย่าบอกว่า ทอร์ค มันตัดไม่ให้หมุนนะ

ทอร์คมันตัด การส่งกำลังจริงๆ ครับ
เราสามารถเหยียบเบรค แล้วเร่งเครื่องให้"เต็มที่" จนสุดแรงก็ได้
torque converter จะเกิด stall เครื่องยนต์เร่งรอบไม่ยอมขึ้นอีก
ความเร็วรอบที่จุดนี้เรียก stall-speed
รถTruckขนาดใหญ่ จะใช้ stall speed สุง เพราะต้องการกำลังฉุดลากสูง
รถเก๋งเล็ก stall speed ต่ำ ได้เปรียบที่ประหยัดน้ำมัน
แต่อัตรา torque multiply ก็ต่ำด้วย



ถ้างั้นช่วยอธิบายต่อด้วยครับ จะได้เป็นความรู้ กับหลายๆท่าน
ในคู่มือซ่อมแนะนำว่า ไม่ควร ทดสอบ stall speed และหรือ ไม่ควรทดสอบเกิน กี่ นาที ตามสเปคระบุ ก็ในเมื่อ ไม่เกิด ความร้อนหรือ เสียดสีของแผ่นคลัทช์

แถมคู่มือยังบอกว่า ทดสอบเกิน กี่ X นาที จะทำให้ เกียร์ เสียหายได้



ส่วนผมจะเป็นอะไรนั้น ไม่ต้องติดใจครับ

แต่ความเห็นที่กล่าวมา คุณช่างกลกำลังจะบอกว่า คุณมีความรู้มากกว่าอาจารย์และ วิศวกรทั้งหลาย ใช่หรือไม่ครับ


จากคุณ : ท่านอ๋อง - [ 13 ส.ค. 46 17:05:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 69

หากไม่เหยียบเบรคค้างไว้ จานเบรคที่ร้อนจะไม่มีหรือมีน้อยที่จะมีอัตราการถ่ายเทความร้อนมาสู่ส่วนอื่นๆ ในระบบเบรคได้ อันเป็นตัวบั่นทอนสุขภาพในระบบเบรคนะเอง
-------------------------------------
ตกลงคุณ M จะคุยเรื่องอะไร อิอิ ?
ถ้าเทียบสัมประสิทธิการนำความร้อน ระหว่างโลหะกับผ้าเบรค
คุณ M คิดว่าอะไรนำความร้อนได้ดีกว่ากัน
ไม่ต้องเหยียบเบรค ความร้อนจากจาน ก็จะถ่ายเทไปส่วนอื่นๆ ผ่าน"โลหะ" ได้ดีกว่า การส่งผ่านผ้าเบรค ที่มีพื้นที่น้อย แถมประสิทธิภาพในการนำความร้อนต่ำอีกด้วย
ผมว่านี้มีเหตุผลไหมครับ ?


จากคุณ : ช่างกล - [ 13 ส.ค. 46 17:06:04 A:203.113.36.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 70

>ถ้างั้นช่วยอธิบายต่อด้วยครับ จะได้เป็นความรู้ กับหลายๆท่าน
>ในคู่มือซ่อมแนะนำว่า ไม่ควร ทดสอบ stall speed และหรือ ไม่ควรทดสอบเกิน กี่ นาที
> ตามสเปคระบุ
> ก็ในเมื่อ ไม่เกิด ความร้อนหรือ เสียดสีของแผ่นคลัทช์

จะลองภูมิหรือครับ
ท่านอ๋อง อ่านให้ละเอียดซิครับ ผมอุตส่าห์ทำ heat balance ให้ดูแล้ว
การทำ stall-test มันมี heat input เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เหมือนกัน
เรากำลังคุยเรื่อง idle speed ไม่มี heat input เพิ่ม

Stall test มี heat input มากแถมยังมีมากสุดๆเสียด้วย เพราะอะไรหรือครับ
ก็เล่นเหยียบเร่งจม เร่งสุดแรงนี่ครับ Q-input เท่ากับ Max-HP ของเครื่องนั้นครับ
heat มันก็เพิ่มซิครับ ลองเหยียบเล่นสักพัก ถ้าไม่มี cooling ดีๆ ไม่มี fan ช่วยระบาย
ความร้อน Exhaust manifold จะร้อนจนแดงโร่เลย ลองดูซิครับ

>แต่ความเห็นที่กล่าวมา คุณช่างกลกำลังจะบอกว่า
>คุณมีความรู้มากกว่าอาจารย์และ วิศวกรทั้งหลาย ใช่หรือไม่ครับ

เล่นถามอะไรอย่างนี้ ผมเป็นคนตรงไปตรงมา
ถ้าอยากจะให้ผมบอก มีความรุ้มากกว่าใคร
ผมจะบอกว่ามีความรู้มากกว่าคุณคนเดียว ไม่ต้องไปอ้างคนอื่น
ผมพยายามอธิบายให้ฟังดีดี แทนที่จะเกิดความเข้าใจดี
ทำไมจึงคิดอย่างนี้


จากคุณ : ช่างกล - [ 13 ส.ค. 46 17:27:18 A:203.113.36.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 71

ผมหมายความว่า เมื่อไม่เหยียบเบรค ความร้อนที่อยู่บนจานเบรคจะไม่สามารถถ่ายเทไปยังผ้าเบรคได้
อย่าลืมนะครับว่า แม้ว่าผ้าเบรคจะไม่ใช่โลหะร้อยเปอร์เซนต์แต่ ส่วนผสมในตัวผ้าเบรคและแผ่นเหล็กที่ผ้าเบรคเกาะอยู่ก็เป็นโลหะนะครับ และก็นอกจากนั้นตัวคาลิปเปอร์และกระบอกสูบเบรคก็เป็นโลหะ การที่เราเหยียบเบรคไว้ ความร้อนจากจานเบรคก็จะถ่ายเทผ่านผ้าเบรค ผ่านแผ่นเหล็กหลังผ้าเบรค ลงสู่กระบอกลูกสูบเบรค ลงสู่น้ำมันเบรค และก็ซีลยางทั้งหมดที่อยู่ในระบบ
อย่าบอกนะครับว่า ความร้อนมันแตกต่างกันมากเพราะมันเป็นฉนวนแค่นั้น ตัวฉนวน Semi metalic ที่ว่าก็มีค่าสัมประสิทธิการนำความร้อนค่าๆหนึ่ง
หากคุณคิดว่ามันไม่ร้อนลองเอามือจับดูสิ ตอนเบรคใหม่
ไม่ต้องจับผ้าเบรคก็ได้ จับตรงคาลิเปอร์เบรคก็ได้ ว่ามันจะร้อนขึ้นไหม กลัวมือคุณช่างกลพองน่ะ 55
หากจานเบรคร้อนสัก 200 องศา C ตัวผ้าเบรคอาจจะร้อนแค่ 100 องศา แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นตัวการทำให้ระบบซีลยางในระบบเบรคเสื่อมลงเร็วขึ้นแล้วล่ะครับ
อย่าลืมนะครับว่า จานเบรคมันไม่ใช่ว่าร้อนสักสองสามนาทีแล้วมันจะเย็นทันทีอย่างรวดเร็ว ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการที่จะระบายสู่อากาศ ระบายสู่ดุมล้อ แล้วเย็นจนจับต้องได้
ตอนที่มันร้อนๆ นี่กลับกลายเป็นว่าเราต้องมาเหยียบเบรคเพื่อให้ผ้าเบรคแนบสัมผัสอยู่ตลอดวลา กลายเป็นตัวถ่ายเทความร้อนอีกตัวนึงด้วย ผมว่าอย่าเบรคเลยครับ เข้า N หรือว่าดึงเบรคมือ จะดีกว่า


จากคุณ : M - [ 13 ส.ค. 46 18:25:46 A:203.146.89.113 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 72

จริงๆแล้ว ตัว ECU เครื่องยนต์จะไม่รับรู้เลยว่าเกียร์หรือโหลดต่างๆ มันจะมีเท่าไรตอน Idle
สิ่งสำคัญที่ ECU ต้องการที่จะคงค่ารอบเดินเบอให้คงที่ก็คือ ข้อมูลรอบปัจจุบันของเครื่องยนต์
เมื่อเข้าเกียร์ D ---- RPM Idle ตก ---- ECU รับข้อมูลว่า ต่ำกว่าค่ามารตฐานที่โปรแกรมไว้ใน EPROM เช่น ปรกตี ที่ 700 RPM ก็จะทำการสั่งให้ ระบบชดเชยรอบเดินเบาทำงาน เป็นการทำงานแบบ Realtime ซึ่งจะมีความเร็วในการปรับไม่ถึงวินาที ในรถรุ่นใหม่ๆ
สำหรับรถที่บ้านผม 850 ลองเข้าเกียร์ D ดูจะพบว่าทันทีที่เข้า D รอบจะตกไปนิดนึงแล้วก็ดีดกลับขึ้นมาคงที่ตามเดิม ประมาณ 750 RPM
จริงๆแล้ว เราแทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ
หรือหาก ครัชแอร์คอมเพรสเซอร์ทำงาน มีโหลดเพิ่มไปอีกตัว หากไม่มีตัวชดเชยรอบแล้ว ลองคิดดูว่าจะเป็นอย่างไร
สมมุติ รอบปกติ ปิดแอร์ เข้าเกียร์ N ปิดไฟหน้า ปิดวิทยุ
รอบปกติที่ 700 RPM สมมุติ
ต่อมาเข้าเกียร์ D รอบตกไปที่ 600 RPM
เปิดแอร์ รอบตกไปที่ 500 RPM
เปิดวิทยุ เปิดไฟหน้า รอบตกไปที่ 400 RPM
กรองอากาศเริ่มตันฉุดรอบเครื่องยนต์ไปที่ 300 RPM
หมุนพวงมาลัยเพาเวอร์จนสุดสโตรก รอบตกไปที่ 200 RPM
.................
ผมยังนึกไม่ออกว่าสภาพรอบเครื่องที่ถูกฉุดลงไปต่ำๆ นี่มันจะยังคงเดินได้ราบเรียบหรือว่า จะดับไปเลยหรือเปล่า......


จากคุณ : M - [ 13 ส.ค. 46 18:42:34 A:203.146.89.113 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 74

K.Thanes I agree with you. May I be your sponser.Let's go and proof it..

จากคุณ : chaigems@yahoo.com - [ 13 ส.ค. 46 20:16:12 A:203.113.39.11 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 75

ติดไม่นาน 2-3นาทีเหยียบเบรดไว้พอ ถ้านานกว่านั้นก็ N และดึงเบรดมือ ง่ายๆ ไม่ต้องเถียงกันครับ อ่านคู่มือรถก่อนใช้ซิครับ เถียงกันอยู่ได้ คนเขียนคงไม่โง่นะครับ

คันเก่าผมวิ่งในกทมและต่างจังหวัดมาแล้ว สองแสนแปดหมื่นโล เกียร์ไม่เคยมีปัญหา ว่าแต่ว่า คุณเคยถ่ายน้ำมันเกียร์ กันบ้างหรือเปล่าก็เท่านั้นแหล่ะ

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ


จากคุณ : สายลมแสงแดด(ไม่ได้ล้อคอิน) (สายลมแสงแดด) - [ 13 ส.ค. 46 20:28:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 76

ถึง ท่านอ๋อง ในความเห็น 61 ครับ

ผมขออกตัวก่อนนะครับ ไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านใครนะครับ เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันเรื่องความร้อนที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ภายในทอร์ค ขณะ D+brake เพียงแต่คำอธิบายของคุณช่างกลนั้น ถ้าใครไม่เข้าใจกลไกการทำงานของเกียร์ออโต้อาจจะนึกภาพไม่ออก ขออกความเห็นเฉพาะในส่วนของคลัทช์ในเกียร์ออโต้ครับ

//// ขอบคุณคุณช่างกล ที่อธิบายยังไง ผมก็ยังเห็นภาพ ว่า เมื่อไหร่ที่เข้าเกียร์ แผ่นคลัทช์ ตัวขับ ที่หมุนตามรอบเครื่องยนต์ จะหมุนแม้นว่า จะช้ากว่ารอบเตรื่องยนต์ ก็ตาม ในขณะที่แผ่นคลัทช์ ชุดตาม หยุดหมุน ตาม ล้อของรถ คราวนี้ก็เสียดสีกัน อ่ะดิ ก็เลยร้อน ////

> เพียงแต่ผมอ่านมาแล้วเห็นว่า ท่านอ๋อง อาจจะเข้าใจเรื่องแผ่นคลัทช์ในเกียร์ออโต้ผิดอยู่บ้าง เพราะขณะที่ D+brake นั้น แผ่นคลัทช์ ไม่มีการเสียดสีจริงๆครับ มันจับกันไว้เฉยๆครับคล้ายกับผ้าเบรคจับจานอยู่เฉยๆ ไม่มีเสียดสีครับ
ชุดเฟืองเกียร์ในเกียร์ออโต้ขบกันอยู่ตลอดเวลาทุกเกียร์ครับ แต่ไม่ได้หมุนตามทุกเกียร์ตลอดเวลา การเลือกเกียร์แต่ละเกียร์ ก็ใช้ชุดคลัทช์เป็นตัวจับว่าจะให้เฟืองชุดไหนหมุนทำงานแทนการเอาเฟืองมาขบกันในเกียร์ MT
ดังนั้นขณะที่ D+brake นั้น Output Shaft ไม่หมุนตาม คลัทช์ก็ไม่มีการเสียดสีครับ คลัทช์ในเกียร์ออโต้จะเสียดสีก็ขณะที่มีการเปลี่ยนเกียร์ครับ ที่ชุดหนึ่งจะจับอีกชุดจะปล่อยและ Output Shaft จากทอร์คจะต้องหมุนอยู่ด้วย ถ้าไม่หมุนก็ไม่สึกหรอเหมือนกับเราย้ำเบรคเล่นขณะรถจอดนิ่งๆครับ
ตามคำพูดของท่านอ๋อง ผมเข้าใจว่าตัวที่ Slip ที่ท่านอ๋องกล่าวถึงอยู่นั้นน่าจะหมายถึง Stator ที่อยู่ภายในชุดทอร์คครับ

/// แล้วอย่าบอกว่า ทอร์ค มันตัดไม่ให้หมุนนะ ถ้ามันตัด100% ทำไมเวลาปล่อยเบรครถมันไหลตอนเกียร์ D ////
> ตัวที่ทำให้ Output Shaft ไม่หมุนจริงๆแล้วคือเบรคที่เราเหยียบไว้ครับ และทอร์คก็ไม่ได้เป็นตัวตัดแรงบิด แรงบิดยังรออยู่ที่ด้าน Output เพียงแต่ทอร์คเป็นตัวทำให้มันหมุนฟรีโดยยอมให้เกิด Slip ที่ Stator แทน ส่วนที่จะเกิดการ Slip ขณะ D+brake นั้นเกิดภายในชุดทอร์คครับ

----------------------------------------------------------
ผมไม่ขออกความเห็นว่าขณะที่ Stator หมุนฟรีอยู่นั้นจะเป็นต้นเหตุของความร้อนหรือไม่ เพราะไม่ทราบถึงวงจรการหมุนเวียนของน้ำมันภายในทอร์ค ขณะ D+brake ครับ พึ่งจะลองนึกภาพตามคำอธิบายของคุณช่างกลนี่เองครับ (การทำงานของ Impeller Stator Turbine พอเข้าใจอยู่ เพียงแต่ไม่เคยศึกษาวงจรการหมุนเวียนขณะ D+brake ครับ )

แต่หลังจากอ่านความเห็นของคุณช่างกลในความเห็นที่ 19 แล้ว ในแง่วงจรทำงานผมก็ไม่ถึงกับเห็นด้วยทั้ง 100 % (แต่ไม่แน่ใจนะครับว่าผมถูกผิดอย่างไร) ในวงจรนั้นผมเข้าใจว่ามันน่าจะเป็นวงจรในเกียร์ N นะครับ เนื่องจากขณะที่อยู่ในเกียร์ D เมื่อเราปล่อยเบรครถก็พร้อมจะขยับในทันที แสดงว่ามีแรงบิดส่วนใหญ่มารออยู่ทีดาน Output ตลอดเวลา ผมเลยรู้สึกว่าแรงดันโดยส่วนใหญ่น่าจะยังพยายามส่งมาที่ Turbine อยู่ เพราะถ้ามันกลับไปเข้า Suction ของ Impeller นั้นมันไม่น่าจะสร้างแรงบิดได้ทันทีที่เราปล่อยเบรคโดยไม่ต้องเร่งเครื่อง หรือคล้ายๆ กับการที่เราจอดรถขึ้นเนิน เข้า D โดยไม่ต้องเบรครถก็จะอยู่นิ่งๆ (คล้ายๆ D+brake ) ไม่ไหลถอยลงแต่ก็ไม่มีแรงไต่ขึ้น ถ้าเป็นตามที่คุณอธิบายว่าแรงดันน้ำมัน กลับไปเข้า Suction ก็ไม่น่าจะมีแรงบิดพอ รถน่าจะไหลถอยหลัง

ในกรณีที่เราเอาเนินที่มีความชันระดับหนึ่งที่ทำให้รถเข้าเกียร์ D ไว้ไม่สามารถไต่ขึ้นแต่ไม่ไหลถอย ทำให้รถอยู่นิ่งได้ เอาเนินนั้นมาทำงานแทนเบรคที่เราเหยียบไว้ คือเอาเนินมาสู้กับ Idle Torque แทนเบรค ผมไม่ทราบว่าถ้าทดสอบแบบนี้เกียร์จะร้อนขึ้นหรือไม่ และรถจะกินน้ำมันมากกว่า เข้า N + Idle หรือไม่ในระยะเวลาเท่ากัน

ในความเห็นส่วนตัว ผมว่าน่าจะกินน้ำมันมากขึ้น ความร้อนจาการหมุนเฟืองไม่มีแน่ ส่วนเรื่องความร้อนความร้อนจากน้ำมันในชุดทอร์คไม่ขอออกความเห็นครับ

ในความเห็นและสมมุติฐานของผมข้างต้นถูกผิดอย่างไร รบกวนคุณช่างกลหรือท่านอื่นๆช่วยอธิบาย หรือให้รายละเอียด เพิ่มเติมให้ด้วยครับ

ขอบคุณครับ


จากคุณ : Aey17 - [ 13 ส.ค. 46 21:09:18 A:203.113.34.8 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 77

คุณช่างกลครับ ผมเข้าใจเกือบทุกอย่างที่คุณพูดครับ ส่วนคุณ M ผมเห็นว่า คุณ M ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่มากครับ
แต่ คุณช่างกลครับ Urban มันแปลว่านอกเมืองนะครับ ไมใช่ในเมือง ผมหาคู่มือเจ้า W 124 ของผมไม่เจอ เลยไม่แน่ใจว่า ในเมือง เขาเรียกว่าอะไร

ส่วนเรื่องที่ต้องนำอัตราทดของทอร์คคอนเวิร์ดเตอร์มาคิดนี่ ผมว่า ถ้าวิ่ง Urban คงไม่ต้องนำมาคิดนะครับ เพราะวิ่งความเร็วคงที่ ล็อกอัพก็จับแล้ว


จากคุณ : Ont - [ 13 ส.ค. 46 21:22:08 A:202.133.132.109 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 78

คุณ Aey17 ครับ วงจรเกียร์ N น่าจะเป็นอย่างนี้นะครับ
Turbine + stator + Impeller หมุนตามกันครับ เพราะคลัทช์ ไม่ได้ต่อกำลังไปที่ระบบเกียร์

D + brake นั้นด้าน Turbine ถูกระบบเบรคจับให้หยุด stator พยายามหมุนทวน แต่ถูกลูกปืนทางเดียวจับไว้ให้หยุดนิ่ง ตัวมันจึงทำหน้าที่เปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำมันเกียร์ให้เข้า suction ของ Impeller...แต่ผมว่ามันก็ยังมีทอร์คอยู่ดี เพราะเรารู้ๆกันอยู่ว่าต้องเหยียบเบรคไว้

ส่วนเรื่องกินน้ำมันเพิ่มไหม
ผมมีความเห็นว่า ไม่น่ากินเพิ่ม เมื่อเทียบต่อหน่วยเวลาครับ
ตามประสบการณ์นะครับ ถ้าผมเข้า D+brake แล้วรอบตกครับ ไม่มีการชดเชยรอบ แต่ในรถที่มีการชดเชยรอบอย่างรถ คุณ M ก็น่าจะเปลืองขึ้นครับ

คุณ M ผมขออภัยคุณอย่างแรง ผมจำสับสนระหว่างคุณกับคุณ ท่านอ๋องครับ...คุณแย้งเรื่องระบบเบรคเป็นส่วนใหญ่นี่นา ส่วนเรื่องกินน้ำมันเพิ่มไหม ในการ D + Brake นั้น ก็รถใครรถมันนะครับ รถผมมันไม่กินเพิ่มหรอก เพราะไม่มีการชดเชยรอบครับ
เรื่องความร้อนของระบบหล่อเย็น ผมเห็นด้วยว่ารถผมมันร้อนขึ้นนิดหน่อย เพราะรอบมันต่ำลง พัดลมเครื่องมันก็หมุนช้าลง


จากคุณ : Ont - [ 13 ส.ค. 46 21:45:34 A:202.133.132.109 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 79

Urban หมายถึงวิ่งในเมือง
ถ้านอกเมืองจะเรียกว่า Extra-Urban ครับ

ตัวเลขในวงเล็บ [] จะเป็นของรุ่น at

แก้ไขเมื่อ 13 ส.ค. 46 22:56:13

 
 


จากคุณ : ton99 - [ 13 ส.ค. 46 22:43:29 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 80

ส่วนเรื่องตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่คุณช่างกลยกมา
อันนี้คงต้องยอมรับครับ เพราะว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นของรถ MB
ซึ่งรถค่ายนี้มักจะมีอะไรที่แปลกๆทำให้ประหลาดใจได้
เช่นในรถรุ่นเดียวกันตัวที่ใช้ 5 AT จะกินน้ำมันมากกว่าตัว 4AT
ซึ่งถ้าดูรายละเอียดลึกๆก็จะเข้าใจ แต่ถ้าดูเผลินๆอาจจะรู้สึกขัดๆ


จากคุณ : ton99 - [ 13 ส.ค. 46 23:01:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 81

เห็นเถียงกันมายาวยืด ก็เลยสงสัยนิดหน่อย.. ว่ารถจอดติดไฟแดง จะคาเกียร์ คาพวงมาลัย ออต้ง ออโต อะไรเนี๊ยมันจะทำให้รถเกิดความร้อนจนทำให้ฉิบหายเลยเหรอ.. แล้วรถ city ผมเนี๊ย ขับบางวัน 100 บางวัน 80 ไม่ต้องยกเกียร์ทุกอาทิตย์เลยเหรอ...
ไร้สาระ


จากคุณ : สาวกอสูร - [ 14 ส.ค. 46 03:16:39 A:203.121.130.33 X:172.29.10.3, 203.152.41.132, 203.152.41.4 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 82

>ในวงจรนั้นผมเข้าใจว่ามันน่าจะเป็นวงจรในเกียร์ N นะครับ เนื่องจากขณะที่อยู่ในเกียร์ D
>เมื่อเราปล่อยเบรครถก็พร้อมจะขยับในทันที แสดงว่ามีแรงบิดส่วนใหญ่มารออยู่ทีดาน Output ตลอดเวลา
>ผมเลยรู้สึกว่าแรงดันโดยส่วนใหญ่น่าจะยังพยายามส่งมาที่ Turbine อยู่
> เพราะถ้ามันกลับไปเข้า Suction ของ Impeller นั้นมันไม่น่าจะสร้างแรงบิดได้ทันที
>ที่เราปล่อยเบรคโดยไม่ต้องเร่ง

ถุกแล้วครับ stator ส่งน้ำมันกลับ และเพิ่มแรงบิด
แต่ไม่ได้ตัดการส่งแรงบิดไปที่ล้อ มีแรงบิดรออยู่ที่ล้อตลอดเวลา

การทำงานของ torque converter เป็นดังนี้
1) ส่งแรงบิดไปรออยู่ด้าน Output ตลอดเวลา
2) ที่รอบเดินเบามี torque input น้อย
เนื่องจากหมุนช้าน้ำมันก็ไหลน้อย ==> แรงบิด=น้อย
3) เมื่อจับ Output ให้หมุนช้าจนหยุดหมุน น้ำมันจะไปหมุน stator และ
ส่งกลับไป impeller
ขณะเดียกกันก็เปลี่ยนทิศทางให้สัมพันธ์กับทิศทางการหมุนของ impeller
จะได้ไม่เกิดแรงต้าน, stator หมุนได้ทางเดียวบน oneway clutch ตามที่
คุณ Ont อธิบายไปแล้ว
4) หน้าที่ของ stator:
การทำงานของ stator ทำให้เกิดความแตกต่างของความเร็วรอบ
ระหว่าง input กับ output กลายเป็น "อัตราทด" เช่นเดียวกับเกียร์
ทำหน้าที่เพิ่มแรงบิด หรือ torque multiplyer
5) output ยิ่งหมุนช้าลงเท่าไร==>อัตราทดยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
เป็นผลให้ torque ยิ่งเพิ่มขึ้น
เมื่อ output หยุดหมุน ==>อัตราทด=max
ทำให้==> แรงบิดที่มารออยู่ที่ล้อสูงมาก

เมื่อปล่อยเบรค จึงพร้อมที่ออกตัวได้ทันที
ไม่เพียงแค่บนพื้นราบเท่านั้น take off on incline บนเนินที่สูงชันก็ทำได้

>ในกรณีที่เราเอาเนินที่มีความชันระดับหนึ่งที่ทำให้รถเข้าเกียร์ D ไว้
>ไม่สามารถไต่ขึ้นแต่ไม่ไหลถอย ทำให้รถอยู่นิ่งได้ เอาเนินนั้นมาทำงานแทนเบรคที่เราเหยียบไว้
>คือเอาเนินมาสู้กับ Idle Torque แทนเบรค
>ผมไม่ทราบว่าถ้าทดสอบแบบนี้เกียร์จะร้อนขึ้นหรือไม่
>และรถจะกินน้ำมันมากกว่า เข้า N + Idle หรือไม่ในระยะเวลาเท่ากัน

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดี
จุดนี้เป็น take off on incline โดยที่ incline มีองศาความชันพอดีกับแรงบิดที่ล้อ
เนินชันทำหน้าที่แทนเบรค เพื่อจับ Output ให้หยุดหมุนนั่นเอง

รถไม่กินน้ำมันและไม่มีความร้อนเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการเหยียบเบรค


จากคุณ : ช่างกล - [ 14 ส.ค. 46 06:58:58 A:203.113.36.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 83

สมมุติยังไม่เปิดแอร์ รอบเครื่องอยู่ที่ 700r/m พอเปิดแอร์ปั๊บรอบจะตกลงมาเหลือ 500 ประมาณครึ่งวินาที แล้วตัวชดเชยรอบทำงานปรับให้รอบไปที่ 700 เหมือนเดิม แบบนี้คุณว่าเครื่องมีloadเพิ่มหรือเปล่าถามหน่อย ในทำนองเดียวกัน ผมอยู่ที่เกียร N พอดึงมาที่เกียร D รอบเครื่องมันตกลงมานิดหนึ่งแล้วขึ้นไปเหมือนเดิมเพราะตัวชดเชยทำงาน ตอนนี้เครื่องมีloadเพิ่มหรือเปล่ากินน้ำมันเพิ่มหรือเปล่า ขอถามคนที่บอกว่าเข้า D แล้วไม่มีloadเพิ่ม

จากคุณ : arku - [ 14 ส.ค. 46 09:49:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 84

คุณ arku ...มันคงแล้วแต่การออกแบบรถน่ะครับ
รถผม (W124) รอบตก และไม่ดีดกลับขึ้นไปครับ เออ เดี๋ยวไปดูของพ่อตาหน่อยดีกว่า(C220)

ถ้ามีการชดเชยรอบ รถคันนั้นก็น่าจะกินน้ำมันเพิ่มครับ เมื่อเข้า D+Brake

เครื่องมี Load เพิ่ม ไม่ได้หมายความว่ากินน้ำมันเพิ่มต่อหน่วยเวลานะครับ ถ้าไม่มีการชดเชยรอบ มันก็กินน้ำมันเท่าเดิมเพราะแม้ว่าหัวฉีดจะฉีดน้ำมันเพิ่ม แต่รอบการทำงานต่อหน่วยเวลาน้อย มันก็ cancel กันไป


จากคุณ : Ont - [ 14 ส.ค. 46 10:04:15 A:202.133.134.167 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 85

ตกลงเจ้ของกระทู้หายไปเลย

จากคุณ : NKK - [ 14 ส.ค. 46 10:08:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 86

> D + brake นั้นด้าน Turbine ถูกระบบเบรคจับให้หยุด stator พยายามหมุนทวน
> แต่ถูกลูกปืนทางเดียวจับไว้ให้หยุดนิ่ง ตัวมันจึงทำหน้าที่เปลี่ยนทิศทางการไหล
>ของน้ำมันเกียร์ให้เข้า suction ของ Impeller
>...แต่ผมว่ามันก็ยังมีทอร์คอยู่ดี เพราะเรารู้ๆกันอยู่ว่าต้องเหยียบเบรคไว้

ใช่ครับ ยังมีทอร์ครออยู่ทางด้าน output
stator เป็นไกด์นำทางน้ำมันให้ไหลไปตามทิศทางที่ต้องการ
แต่ยังมีทอร์คส่งไปรอทางด้าน output ตลอดเวลา

ความเร็วรอบระหว่าง input กับ output ยิ่งแตกต่างกันมากเท่าไร
output-torque ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะเกิด torque multiply

>ส่วนเรื่องกินน้ำมันเพิ่มไหม ในการ D + Brake นั้น ก็รถใครรถมันนะครับ
> รถผมมันไม่กินเพิ่มหรอก เพราะไม่มีการชดเชยรอบครับ

เมื่อเข้า D ไม่มีระบบชดเชยรอบครับ
ตั้งแต่สมัยโบราณรถคาบูฯ ก็ไม่มีกลไกชดเชยรอบเมื่อเข้า D
แต่มี idle up ของแอร์ เพราะการเปิดแอร์ เราต้องการใช้ output จากเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น
การเข้า D+brake เราไม่ต้องการ output เพิ่มขึ้น

การชดเชยรอบด้วยการ"เพิ่มน้ำมัน" เป็นการเพิ่ม output เครื่องยนต์ และเพิ่มความร้อนให้เครื่องยนต์
เช่นเดียวกับ stall test เครื่องจะร้อนขึ้น
นอกจากร้อนขึ้นแล้ว ยังเพิ่มมลพิษของไอเสียขึ้นอีก


จากคุณ : ช่างกล - [ 14 ส.ค. 46 12:27:03 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 87

>การชดเชยรอบด้วยการ"เพิ่มน้ำมัน" เป็นการเพิ่ม output เครื่องยนต์
>และเพิ่มความร้อนให้เครื่องยนต์

สงสัยที่ผมเขียนว่า ชดเชยรอบด้วยการ"เพิ่มน้ำมัน" ไหมครับ ?

เครื่องรถยนต์มีระบบ Governor แต่โบราณ ใช้จานจ่าย advance/ retard
Governor รถแบบนี้ เป็นแบบ min-max เนื่องจากมันจะควบคุมเฉพาะรอบ
เดินเบา และ รอบสูงสุด
อีกแบบหนึ่งเรียกว่า All-speed control ใช้กับรถขนาดหนักและรถบรรทุกใหญ่
heavy equipment และ Genset (เครื่องปั่นไฟฟ้า)
Governor แบบนี้จะควบคุมรอบตลอดช่วงการทำงาน เช่น เมื่อรถขึ้นเนิน
มีโหลดเพิ่ม มันจะเร่งน้ำมันให้เอง

Governor รถยนต์เป็นแบบ min-max ควบคุมรอบโดยวิธีปรับไฟจุดระเบิดให้
"advance or retard " ถ้า retard รอบเครื่องจะต่ำลง
เกียร์ออโต้ยอดนิยม Aisin ของ Lexas / Camry ก็ใช้วิธีนี้
ในตอนเปลี่ยนเกียร์ ECU จะสั่งให้ retard รอบเครื่องก็เบาลง

ในทางตรงข้าม ถ้า advance รอบเครื่องยนต์ก็จะสูงขึ้น
จะเห็นได้ว่า การควบคุมอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้อง "จ่ายน้ำมัน เพิ่มขึ้น หรือลดลง"
แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ดังนั้น รถที่มี ECU ควบคุม min rpm ได้ดี หรือ คงที่
ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้อง"เพิ่มน้ำมัน" ในการควบคุมรอบช่วงนี้

ตัวอย่าง รถ Ultima เข้า D รอบเครื่องเกือบคงที่
แต่ไม่กินน้ำเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีคำสั่งฉีดน้ำมันเพิ่ม

สำหรับแอร์ ต้องการใช้กำลังมาก จึงมีระบบ idle up
ระบบนี้ จะจ่ายน้ำมันเพิ่มขึ้น

ระบบไฟชาร์จ มี Voltage sensor วัดระดับไฟฟ้า
ถ้าไฟอ่อน จะสั่งฉีดน้ำมันเพิ่ม

จะเห็นได้ว่า..
การควบคุมรอบ ไม่มีความจำเป็นต้องฉีดน้ำมันเพิ่มเสมอไป
ลองไล่วงจรดูซิครับ


จากคุณ : ช่างกล - [ 14 ส.ค. 46 12:50:26 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 88

การเข้า D เครื่องมี load เพิ่มขึ้นครับ
แต่เราเอา HP-output ที่มีอยู่ในมือ"บางส่วน" ไปใช้

ที่ idle speed เครื่องก็มี HP-output นี่ครับ ไม่ได้หมุนเล่นๆ
หลังจากใช้งานแล้ว rpm ก็ต่ำลง(เล็กน้อย)
ถ้า governor จะปรับรอบขึ้นมาบ้าง ก็ไม่ได้ฉีดน้ำมันเพิ่ม


จากคุณ : ช่างกล - [ 14 ส.ค. 46 12:56:22 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 89

ประเด็นหลักที่เรากำลังคุย คือ

1) เข้า D+brake เกียร์ร้อนขึ้นหรือไม่
ถ้าร้อนขึ้น ก็ต้องมีเหตุผลและอธิบายได้ว่า อะไรเป็นแหล่งความร้อน

2) กินน้ำมันเพิ่มขึ้นหรือไม่
ถ้ากินน้ำมันเพิ่มขึ้น มีกลไกอะไรที่ทำให้รถกินน้ำมันเพิ่ม
เช่น กลไกเร่งเครื่องชดเชยรอบ ฯลฯ


จากคุณ : ช่างกล - [ 14 ส.ค. 46 12:59:39 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 90

ขอย้อนคุณช่างกล ที่ความเห็น 58หน่อย
"1) Q-output ===> HP @ idle speed
idle speed = X rpm
เมื่อนำพลังงาน"บางส่วน" ไปใช้งาน
เข้า D idle speed ลดลง เหลือ= (X-q) rpm

2) เทียบกับเกียร์แมนนวล เมื่อเข้าเกียร์ว่าง
HP @ idle speed ===> Q-output=เท่าเดิม
idle speed = X rpm = เท่าเดิม

จะเห็นได้ว่า
รถ AT และ MT ต่างก็มี HP คือ Q-output อยู่ในมือ"เท่ากัน"
ต่างกันที่ รถ ATข้อ 1) เรานำ output ที่อยู่ในมือบางส่วนไปใช้งาน
เราจึงไม่ได้สูญเสียอะไรเพิ่มขึ้น
หลังจากใช้งาน output-บางส่วนไปแล้ว
ก็ทำให้ idle speed ลดต่ำลงเล็กน้อย
ไม่มีกลไกชดเชยรอบให้สูงขึ้นเท่าเดิม (idle up)
ไม่มีคำสั่งจาก ECU ให้ฉีดน้ำมัน (Q input) เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้
การเข้า D+brake ไม่เกิดความร้อนเพิ่มและไม่กินน้ำมันเพิ่ม "

เอาล่ะ เริ่มกันเลยน่ะครับ ที่คุณว่าไว้มันก็ถูก แต่ถูกไม่หมดอ่ะคับ รถ ATข้อ 1) เรานำ output ที่อยู่ในมือบางส่วนไปใช้งาน
เราจึงไม่ได้สูญเสียอะไรเพิ่มขึ้น
หลังจากใช้งาน output-บางส่วนไปแล้ว
ก็ทำให้ idle speed ลดต่ำลงเล็กน้อย
ไม่มีกลไกชดเชยรอบให้สูงขึ้นเท่าเดิม (idle up) ไม่มีคำสั่งจาก ECU ให้ฉีดน้ำมัน (Q input) เพิ่มขึ้น มันผิดตรงที่กำลังขั้นต่ำของเครื่องยนต์ถูกดึงไปปั่นของหนืดไหลบางส่วนทำให้รอบตก แต่ไม่ตกมากพอที่จะให้คอมฯไปสั่งการฉีดเพิ่มน้ำมัน ทีนี้ ปึ้ง!! คอมเพรสเซ่อร์แอร์ทำงานขึ้นมา รอบมันก็จะตกเพิ่มขึ้นไปอีกตามกำลังฉุดที่เพิ่มขึ้น คราวนี้หล่ะถึงจุดที่เจ้า ECU มันจะต้องสั่งเพิ่มน้ำมันเพื่อรักษารอบ ณ.รอบหนึ่งๆ ทีนี้เจ้าคอมฯมันไม่รู้เรื่องด้วยล่ะครับว่ามันจะไปรอบไห น อยู่ที่บ.ผลิตรถเซ็ทไว้ให้ ที่รอบนี้ส่วนใหญ่ทั้งออโต้หรือแมนนวลมันใช้รอบคอนโทรลที่เดียวกันซะด้วย
คราวนี้ถามได้รึยังว่าใครกินน้ำมันไปแล้วมากกว่ากัน มาถึงคห.89 คุณว่า friction ของของไหล ขณะที่คุณไม่เหยียบเบรคปล่อยไหลไปเรื่อยๆ กับที่คุณเหยียบเบรคไว้ อย่างไหนมันมากกว่าล่ะครับ ความจริงถ้าคิดรถเป็นมวล M ก้อนนึงมีแรงมากระทำและ friction ค่านึงๆ มันก็จะแทนไดด้วยสมการ First order diff equation. ณ.จุดที่เริ่มปล่อยเบรคให้ไหล ความฝืดในระบบของไหลลดลง ความเร็วรถเพิ่มขึ้น เมื่อความเร็วรถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความฝืดจะเพิ่มขึ้นตามความเร็ว เมื่อถึงจดสมดุลย์ รถวิ่งด้วยความเร็วคงที่โดยไม่ต้องเหยีบคันเร่ง ความฝืดเพิ่มขึ้นเท่ากับตอนที่คุณเหยียบเบรคอั้นไว้ให้รถหยุดอยู่กับที่
ฮ้า....ถึงบางอ้อแล้วล่ะครับ ว่าพลังงานที่สูญเสียไปเปล่าๆ ขณะคุณเหยียบเบรคตอนเข้า D มัน Loss หายไปไหน ก็หายไปจากการสร้างความปั่นป่วนของของไหลในระบบไงครับ
คุณเคยกวนอะไรในอ่างมั๊ยครับ แล้วรู้สึกว่าต้องใช้แรงรึปล่าว เปิดพัดลมแล้วไม่ต้องเสียบปลั๊กจะได้มั๊ย ถ้าเราต่อท่อให้ลมที่พัดออกด้านหน้าวนกลับมาผลักใบพัดให้หมุนเองจากด้านหลัง คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้ครับ


จากคุณ : ช่างเล่นกล - [ 14 ส.ค. 46 13:50:02 A:203.149.14.115 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 91

ได้ความรู้ดีนะครับ สรุปว่า
1-จอดแล้วเหยียบเบรค ถ้ารถมีชดเชยรอบ ก็จะเปลือง น้ำมันมากกว่าประมาณ นาทีละ25 สต.
2-จอดแล้วดึงเข้า N คลัชจะถูกัน 1 ครั้ง ก็จะสึกหรอไป 25 สต.(10 ปีซ่อมที)
ส่วนที่ว่า เข้า D +เบรค แล้วเกียรจะร้อนนั้น ไร้สาระ
แบบนี้ถูกต้องหรือไม่ ผู้รู้ช่วยสรุปหน่อย (คุณวรพล เคยพูดในรายการว่าเมืองไทยมีช่างซ่อมเกียรออโตได้ไม่เกิน 200 คน)


จากคุณ : arku - [ 14 ส.ค. 46 14:49:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 92

ผมก็คนนึงที่จบวิศวฯเครื่องกล สาขายานยนต์
ผมไม่เห็นด้วยกับคุณช่างกลครับ
อาจารย์ที่ ม.รัฐ ในกรุงเทพของผมที่ผมเรียนมาก็บอกไม่ตรงกับคุณเลย
เรื่องความร้อนและการกินน้ำมันครับ


จากคุณ : 123 - [ 14 ส.ค. 46 15:51:51 A:203.149.42.155 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 93

ถ้างั้นคุณช่างกลลองตอบหน่อยว่า
กรณีรถรุ่นเดียวกัน มี IDLE RPM ที่ 700 RPM เท่ากันโดย
คันออโต้ เข้าเกียร์ N ปิดโหลดทุกตัว
คันธรรมดาเข้าเกียร์ว่าง ปิดโหลดทุกตัว
เครื่องวิ่งเดนเบาได้อย่างราบเรียบ
ต่อมารถเกียร์ออโต้เข้า D รอบตกลงไปที่ 600 RPM แล้วเครื่องก็ไม่สั่น ไม่สะดุด
แสดงว่า รอบ IDLE ที่ต่ำที่สุดที่เหมาะสมมันไม่ควรจะเป็น 700 RPM ใช่หรือไม่ ที่จริงมันควรจะเป็น 600 RPM เสียด้วยซ้ำ ( ไม่มีตัวชดเชยรอบมาเกี่ยวข้อง ตามที่คุณช่างกลว่า )
ผมมีความเห็นว่า หากเราทำรอบให้ต่ำลงและเครื่องเดินได้ดี ไม่สะดุดหรือสั่น รอบ IDLE ที่เกียร์ N วิศวกรน่าจะทำรอบเดินเบาให้ต่ำลงมาได้ที่ 600 RPM เช่นกัน
ดังนั้นรพเกียร์ออโต้มีข้อจำกัดมากไปกว่ารถเกียร์ธรรมดา
ข้อจำกัดที่ว่า ทำให้รถเกียร์ออโตจำเป็นต้อง ----- เผื่อรอบ IDLE-------- ไว้สูงกว่าจุด Optimum saving RPM
นั่นคือ แทนที่รอบไอเดิ้ลจะเป็นไปได้ที่ 600 เมื่อเข้าเกียร์ N กลับกลายเป็นการตั้งรอบไว้สูงขึ้นเป็น 700 RPM เพื่อรองรับโหลดบางส่วนเมื่อเข้าเกียร์ D อันจะทำให้เครื่องยนต์จะไม่สะดุดหรือดับลง และรอบตกลงมาที่ 600 RPM

สรุปก็คือ รถเกียร์ออโตจะเปลืองน้ำมันมากกว่า รถเกียร์ธรรมดา แน่นอนทั้งในยาม IDLE ที่มีการเผื่อรอบ IDLE และการวิ่งโดยเฉลี่ยทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะมิได้ล้อกอัพทุกเกียร์ที่ใช้จะมีการสูญเสียบางส่วนไปในเกียร์ออโต้
เกียร์ออโต้ สบาย แต่เปลืองน้ำมันกว่า และจะยิ่งเปลืองมากขึ้นเมื่อไม่มีระบบชดเชยรอบเครื่องยนต์เมื่อเข้า เกียร์ D ( กลายเป็นระบบ Fixed ชดเชยถาวรเผื่อเกียร์ D ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว เปลืองกว่ารถเกียร์ธรรมดาตั้งแต่ออกจากโรงงานแล้วโดยเฉพาะคันที่ไม่มีระบบชดเชยรอบ )


จากคุณ : M - [ 14 ส.ค. 46 17:57:16 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 94

รถที่มีระบบชดเชยรอบเมื่อเข้าเกียร์ D จะประหยัดขึ้นกว่ารถที่ไม่มีระบบชดเชยรอบ

ยกตัวอย่าง รถเข้าเกียร์ N Idle RPM อยู่ที่ 600 RPM อัตราสิ้นเปลือง = 10 ซีซี ต่อ 1 นาทีสมมุติ
ต่อมาเมื่อเข้าเกียร์ D รอบตกลงไป 100 RPM เหลือ 500 RPM จุดนี้หากรถมีระบบชดเชยรอบก็จะทำงานชดเชยสร้างแรงบิดชดเชยโหลด ปั่นรอบขึ้นมาที่ 600 RPM ตามเดิม ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 12 ซีซีต่อนาที จุดประสงค์เพื่อความราบเรียบในการเดินเบาเครื่องยนต์ ECU จำเป็นต้องสั่งจ่ายน้ำมันให้มากขึ้นเพื่อมิให้รอบตกลงไปจนเกิดอาการสั่นสะดุดและดับได้
การทำการลดและเพิ่มองศาไฟ ผมว่ายิ่งจะไปกันใหญ่หากมิได้ปรับปรุงเรื่องการฉีดจ่ายน้ำมัน
เครื่องต้องการแรงบิดมากขึ้นเพื่อคงรอบมิให้ตกลง การเพิ่มองศาไฟสามรถเพิ่มกำลังเครื่องได้ แต่.......น้ำมันจะต้องไม่บางจนเกินไปจนเครื่องเกิดการน้อกได้
น้ำมันเท่าเดิมแต่จะเพิ่มองศาไฟอย่างเดียว ไม่แน่ใจนะครับว่าเครื่องจะทำงานราบเรียบดีเหมือนเดิมหรือเปล่า

รถที่ไม่มีระบบชดเชยรอบเมื่อเข้าเกียร์ D จะว่าไปแล้ว วิวกรเขาทำการชดเชยแบบถาวรมาแล้วจากโรงงานล่ะครับ
อย่าถูกหลอกเลย
รอบเดินเบาที่ N หรือ P ในชดเชยรอบแบบถาวรนี้ จะว่าไปแล้ว Idle RPM ที่เป็นอยู่ จะมิได้เป็น Idle RPM ที่ Most economical saving เลย.......เพราะ OVER RPM for D position ไปแล้ว.....


จากคุณ : M - [ 14 ส.ค. 46 18:17:49 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 95

รถที่มีระบบชดเชยรอบเมื่อเข้าเกียร์ D
จะประหยัดเท่ารถเกียร์ธรรมดา เมื่อเข้า P หรือ N
และจะกินกว่าเมื่อเข้า D แช่ + เบรคไว้ ( ระบบชดเชยรอบทำงาน )
ผมจึงมีความเห็นว่า การใช้รถเกียร์ออโต สมควรที่จะเข้า N ทุกครั้งที่ติดไฟแดง เหตุผลก็คือ
1.ด้านการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
2. ด้านการส฿กหรอทางความร้อนของเกียร์และเครื่องยนต์
3.ด้านความเสื่อมของอุปกรณ์ในระบบเบรค

ส่วนรถที่คุณ ช่างกลว่ามาว่าไม่มีระบบชดเชยรอบเมื่อเข้าเกียร์ D ในรถทุกคัน นั้น ที่จริงแล้ว
เขาได้ชดเชยมาแล้วจากโรงงาน เป็นแบบ Fix เลยล่ะ
ทำให้ไม่ว่าจะเข้า P N D ก็กินเท่ากัน ซึ่งกินเยอะกว่ารถที่มีระบบชดเชยรอบแน่นอน ก็เพราะมันชดเชยในทุกๆเเกร์เลยนี่นาจริงไหมครับ


จากคุณ : M - [ 14 ส.ค. 46 18:26:44 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 96

ถ้าเครื่องยนต์รถรุ่นเดียวกันแต่ต่างเกียร์ ระหว่างออโต้กับธรรมดา
รอบเดินเบาจะเท่ากันหรือเปล่า.....????
รถเกียร์ออโต้ที่ไม่มีระบบชดเชยรอบ
RPM ในเกียร์ P และ N จะสูงกว่า RPM ในรถเกียร์ธรรมดา


จากคุณ : M - [ 14 ส.ค. 46 18:36:32 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 97

ในรถที่ไม่มีการชดเชยรอบ (หรือชดเชยจากโรงงาน) เข้า D+Brake น่าจะไม่กินน้ำมันเพิ่ม เทียบในคันเดียวกันนี่แหละ

เข้า D+ brake น้ำมันเกียร์ร้อนขึ้น แต่ไม่น่าจะมีนัยสำคัญอะไร....เครื่องยนต์ร้อนขึ้น เพราะน้ำหมุนเวียนน้อย พัดลมเครื่องหมุนช้า เครื่องยนต์มีโหลดเพิ่ม......แต่ก็คงนิดเดียว

อย่างไรก็ตามสำหรับผม ผมเข้า N เสมอที่ติดไฟแดง เพราะเมื่อย กับกลัวจะเผลอปล่อยเบรค(ต้องคอยระวังน่ะ)เท่านั้นเอง....รถติด ก็อยากนั่งสบายๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลน่ะ


จากคุณ : Ont - [ 14 ส.ค. 46 19:52:12 A:202.133.131.155 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 98

>ส่วนรถที่คุณ ช่างกลว่ามาว่าไม่มีระบบชดเชยรอบเมื่อเข้าเกียร์ D ในรถทุกคัน นั้น
>ที่จริงแล้วเขาได้ชดเชยมาแล้วจากโรงงาน เป็นแบบ Fix เลยล่ะ
>ทำให้ไม่ว่าจะเข้า P N D ก็กินเท่ากัน ซึ่งกินเยอะกว่ารถที่มีระบบชดเชยรอบแน่นอน
> ก็เพราะมันชดเชยในทุกๆเเกร์เลยนี่นาจริงไหมครับ

ไม่จริงครับ ผมว่าคุณ M เข้าใจผิด โรงงานไม่ได้ตั้งเผื่อไว้
ควรทำความเข้าใจระบบ Governor ให้ดีเสียก่อน เป็นเรื่องพื้นๆ ไม่ยากที่จะเข้าใจ
Governor รถทั่วไปมี accuracy +/- 6 ถึง 10%
ความเร็วรอบเดินเบา 750 +/- 10% เป็นความเร็วรอบที่ยอมรับได้
ตามปกติ เข้า D รอบจะตกเหลือ 700 ... รอบตก 50 รอบ

ถ้าจะตั้งเผื่อให้สูง .. เป็น 900 หรือ 1000 rpm
เข้า D รอบจะตกลงมากกว่า 50 รอบ .คือ ตกมากกว่าปกติ
ลองทำดูซิครับ แล้วจะเข้าใจว่าตั้งเผื่อ Fix ให้รอบสูงกว่าปกติ ไม่ได้


จากคุณ : ช่างกล - [ 14 ส.ค. 46 21:48:57 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 99

เพิ่งได้มาอ่านได้ความรู้เพิ่มขึ้นพอสมควร
แต่มีความข้อสงสัยอยู่ ขอคำชึ้แจง หากยังเข้ามาอ่านกันอยู่

1. เรื่องที่ว่า D+brake แล้ว หากเปลี่ยนเป็น D+hand brake แล้วลองเปิด-ปิด คอมแดร์ จะเห็นว่า รถกระตุก จากรอบเครื่องยนต์ หรือ ลองเร่งเครื่องเล็กน้อย รถก็จะกระตุก นั่นแสดงว่ามีการอั้นแรงบิดที่เกียร์ ชัดเจนแน่นอน และไม่มีการตัดกำลังจากเครื่องยนต์ หรือลองเทียบถ้าคอมแอร์ทำงานโดยไม่มีตัวชดเชยรอบ และให้รอบตกเหมือนกับ D+brake ซึ่งแสดงว่าได้มีการนำ work จากเครื่องยนต์ ไปใช้งาน แต่ส่วนใหญ่จะรอบจะตกมากกว่า คอมแอร์ (เมื่อไม่มีตัวชดเชยรอบ)
ซึ่งถ้าจะให้บอกว่ากินน้ำมันมากขึ้นหรือไม่ คงตอบไม่ได้ เพราะไม่สามารถทราบถึงกลไกของ ECU ในการชดเชยรอบ อาจกินน้อยกว่า เพราะว่ารอบต่ำกว่า อากาศน้อยกว่า น้ำมันก็จ่ายน้อยกว่า หรือ กินมากขึ้นเพราะมีตัวชดเชยรอบ
แต่ว่าเกียร์จะต้องร้อนขึ้นอย่างแน่นอนเพราะว่ามี work ส่งผ่านไปยังเกียร์

2. ลองได้อ่านของคุณ ช่างกล แสดงถึงมีความรู้มาก แต่ผมคิดว่ายังขาดความเข้าใจไปบ้าง
เรื่อง heat balance ซึ่งสมการ (และความตั้งใจในการนำเสนอ) ที่แสดงมานั้นเป็น heat balance ของเครื่องยนต์ครับ (ผมเคยทำ heat balance จึงทราบดี) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความร้อนของเกียร์เลย
แต่ในกรณีที่พูดถึงนี้ต้องทำ heat balance ที่เกียร์สิครับ ถึงจะแสดงได้ว่าเกียร์ร้อนขึ้นหรือไม่
ซึ่งเกียร์จะร้อนขึ้นเนื่องจากการเปลื่ยนจาก work (W) --> heat (Q) ถ้าไม่มีตัดกำลังจากเครื่องยนต์ โดยใช้หลักฐานของข้อ 1 (ไม่ใข่เหตุผล เพราะผม อาจ ยังไม่เข้าใจการทำงานของเกียร์ดีพอ)
ซึ่งความร้อนที่เพิ่มขึ้นจะสะสมสูงมากพอจนเป็นปัญหาหรือไม่ ผมคงตอบไม่ได้ อาจจะเพิ่มข้นน้อยมาก เพราะว่า work ส่งผ่านน้อยมาก เหมือนอย่างที่ คุณ ช่างกล บอกก็ได้ หรือเกียร์สามารถระบายความร้อนได้หมดก็ได้

นี่เป็นการแสดงความคิดเห็นครับ ขออภัยใครบางคน หากไม่พอใจ


จากคุณ : Mr.Moon - [ 14 ส.ค. 46 22:11:48 A:202.44.4.24 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 100

เย้ ! ร้อยแล้ว

จากคุณ : 701ls - [ 14 ส.ค. 46 22:53:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 101

เกียร์ ว่าง หรือ N
อิมเพลล่า หมุน
สเเตอร์ ไม่หมุนแน่นอน
เทอร์ไบน์ หมุน
ชุดเกียร์ภายใน พวกเพลา หมุน
คลัทช์ ไม่จับ
----ตรงนี้--- เพลาหมุน ลูกปืนเพลาก็ต้องทำงาน เฟืองที่ขบกัน ก็ต้องหมนตามกันไป คลัทช์ไม่จับ ไม่เป็นไร กำลังไม่ส่งออกไปนอกเกียร์ แต่ทุกอย่างหมุน
----ร้อนไหม---แน่นอน ร้อน อย่างน้อยก็ร้อนจากอะไหล่ที่หมุนไปด้วยกัน
------------
เกียร์ D เหยียบเบรกไว้
อิมเพลล่า หมุน ตามเครื่องยนต์
สเตเตอร์ ไม่หมุน
เทอร์ไบน์ ไม่หมุน เพราะหมุนไม่ได้ เนื่องจากเหยียบเบรกไว้
เกียร์ทุกเกียร์เชื่อมกัน ตามการทำงานของ D ที่จะอยู่จังหวะเกียร์ 1
แต่ไม่มีอะไรข้างในเกียร์หมุนเลย
----ตรงนี้ อะไรร้อน--น้ำมันเกียร์หรือ เกียร์
น้ำมันเกียร์ ถูก Front Pump ปํมส่งออกไปแลกเปลี่ยนความร้อนกับน้ำ หรืออากาศ ภายนอกเกียร์ ความร้อนเกินระดับ 250 องศาฟาเรนไฮด์ไหม ไม่น่าจะเกิน เพราะภายนอกก็ร้อนไม่ถึงอยู่ดี

น้ำมันเกียร์ ร้อนเกิน 250 องศาฟาเรนไฮด์ หมดสภาพเร็ว คลัทช์พังง่าย

แวะมาช่วยคุณช่างกล แค่นั้นครับ
บอกแค่นี้ อาจจะมองเห็นอะไรลึกกว่าการเดานะครับ

เพราะไม่มีใครบอกตรงนี้เลยนี่ ว่าเวลาเข้า N อะไรทำงานบ้าง
ลองนึกกันดูก่อนครับ

เถียงกันในนี้ น่ารักกันอย่างนี้ ผมชอบครับ แต่เสียดายกำลังจัดกระเป๋า เดินทางไปต่างประเทศสี่วัน กลับมาวันอังคารคงยังเห็นกระทู้อยู่นะครับ


จากคุณ : แล้วพบกันครับ - [ 15 ส.ค. 46 00:52:02 A:203.209.29.1 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 102

>จากคุณ : Mr.Moon
>เรื่อง heat balance ซึ่งสมการ (และความตั้งใจในการนำเสนอ) ที่แสดงมานั้นเป็น heat balance
> ของเครื่องยนต์ครับ (ผมเคยทำ heat balance จึงทราบดี) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความร้อนของเกียร์เลย
>แต่ในกรณีที่พูดถึงนี้ต้องทำ heat balance ที่เกียร์สิครับ ถึงจะแสดงได้ว่าเกียร์ร้อนขึ้นหรือไม่
>ซึ่งเกียร์จะร้อนขึ้นเนื่องจากการเปลื่ยนจาก work (W) --> heat (Q) ถ้าไม่มีตัดกำลังจากเครื่องยนต์

ผมยินดีที่ Mr.Moon เข้าใจถูกต้อง ผมตั้งใจทำ heat balance ของเครื่องยนต์
เพราะเป็น whole unit และเป็นแหล่งความร้อน ที่จะแสดงว่า Q input เพิ่มหรือลด
มีผลทำให้ Q-output เพิ่มขึ้นหรือลด ตามไปด้วย

ถ้า Q input ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะไม่มีการชดเชยรอบ ==>Q output ก็ไม่เปลี่ยน
ซึ่งเพียงพอที่จะอธิบายว่า ไม่เกิดความร้อนเพิ่มขึ้นในระบบ
(ความร้อนจากการปั้มน้ำมันและการเคลื่อนตัวของอะตอม
เป็นความร้อนตามธรรมชาติ ไม่ใช่นัยสำคัญของเรา )

ถ้าจะทำ heat balance ของเกียร์ก็ทำได้ แต่ผมเกรงว่าจะเข้าใจยาก
คนที่ไม่เคยเห็นชิ้นส่วนภายใน Torque converter จะนึกภาพไม่ออกครับ
คนส่วนมากเข้าใจว่า Torque converter ทำหน้าที่เพียงคลัชน้ำมันเท่านั้น
เพื่อตัดต่อการส่งกำลัง เหมือนคลัชรถทั่วไป
เมื่อจับให้หยุด ก็เกิด slip ของน้ำมันระหว่าง Blade สองตัว โดยไม่ทราบว่ามี
Torque multiply ด้วย


ในจังหวะที่ output=หยุด Heat Balance ของเกียร์ จะเป็นอย่างนี้

Q input = Q potential +Q pump+Q losses

ในที่นี้
Q partial-output= Q input ........ HP บางส่วน@idle speed
Q pump = power ที่ใช้ขับเคลื่อนน้ำมันให้ไหลเวียน
Q losses = heat losses ต่างๆตามธรรมชาติ ไม่ใช่นัยสำคัญของความร้อนที่เราพูดถึง
Q pot = แรงบิดที่ไปรออยู่ที่ล้อ=output แต่ยังไม่เกิด work ==> potential energy

เมื่อเราปล่อยเบรค เจ้า potential energy หรือ Q pot นี่แหละจะเริ่มทำงานทันที
เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้

Q input = Q torque_1 + Q pump_1 + Q losses

Q pump_1 = เมื่อรถเคลื่อนที่ Flowrate ของ pump จะ "เพิ่มขึ้น"
Q torque_1 = เมื่อเริ่มเคลื่อน แรงบิดค่อยๆ "ลดลง"
จุดที่ความเร็ว output หมุนเร็วเท่ากับ input เป็น brake point ที่
torque converter จะเปลี่ยนหน้าที่เป็น fluid coupling


จากคุณ : ช่างกล - [ 15 ส.ค. 46 07:38:56 A:203.113.37.11 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 103

ใช้ๆไปเถอะครับ แค่นี้ก็บ่นกันจัง

จากคุณ : M (kfc_m) - [ 15 ส.ค. 46 11:13:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 104

เอ้า....ถามกันง่ายๆ
Best Idle RPM คือ Idle RPM เมื่อเข้าเกียร์ N หรือ D .....???
สมมุติเข้า N มี Idle ที่ 700 RPM
เข้า D มี Idle ที่ 650 RPM
สรุปว่าอย่างไหนคือ The best Idle RPM .....???
อย่าตอบนะครับว่า มันเหมือนกัน 55

เสริมอีกนิดนึงการเข้า N จะไม่ค่อยมี Stress ในชิ้นส่วนที่อยู่กับที่ ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
ส่วนการเข้า P ไปมีแรงบิดมารอที่ล้อ และหลายๆชิ้นส่วน
แรงบิดที่ว่าจะทำให้เกิด Stress ความเครียดเพิ่มขึ้นในโลหะชิ้นส่วนหลายๆตัว โดยฉพาะลูกปืนเพลาต่างๆ
และน่าจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นในส่วนที่เคลื่อนไหวแบบมีการต้านทานหรือเสียดสีกัน เช่นน้ำมันเกียร์ออโต


จากคุณ : M - [ 15 ส.ค. 46 12:10:20 A:169.210.103.213 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 105

หากเราจะลองคิดกันดู
รถเกียร์ธรรมดา อย่างไรเข้าเกียร์ว่างหรือเข้าเกียร์แต่เหยียบครัชไว้ จะพบว่า
---------Idle RPM จะเท่ากัน---------
ส่วนเกียร์ออโตมันไม่ใช่ เข้า D ก็ตกลงไปอีก
ถึงแม้ว่าคุณช่างกลจะบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ Acceptable
ผมว่าในเมื่อเราเลี่ยงได้ทำไมเราถึงไม่เลือกที่จะเข้า N
ลองมองดูหลักความเป็นจริง เครื่องและเกียร์จะมีส่วนที่เชื่อมต่อกับตัวถังหรือแชสสซีด้วยตัวยางแท่นเครื่องและยางแท่นเกียร์
ตัวยางที่ว่านี้จะรับแรงบิด แรงกระชาก มิให้ตัวรถสั่นสะเทือนเกินไป
ตัวยางนี่ล่ะเป็น Hero ตัวจริง ยามใดที่ตัวยางนี้มันเสียเสื่อม ขาด อาการสั่นเมื่อเข้าเกียร์ D จะรู้ส฿กได้อย่างชัดเจนขึ้นจนอาจจะแทบทนไม่ได้เลย
ยามเราเหยียบเบรคและเข้าเกียร์ D ไว้ ตัวยางที่ว่าจะมี Stress ศูงมากเพราะรับแรงบิดที่มาคารอไว้ตลอดเวลา และไหนจะซับแรงสั่นสะเทอนจากการเครื่องยนต์ที่รอบตกลงมาอีก
หากยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ที่ว่ายังดีอยู่ อาการสั่นเมื่อเข้าเกียร์ D จะน้อยในระดับที่ Acceptable กันได้
นี่เป็นเพราะการปิดทองหลังพระทำงานหนักตลอดเวลาของยางแท่นที่ว่า คนขับก็พร่ำบอกว่าไม่มีอะไรเสียหายเข้า D ไว้ไม่มีอะไร
อย่าลืมก้มลงดูใต้ท้องรถคุณบ้าง ว่าได้ทรมาณ ทรกรรมอุปกรณ์ตัวไหนอยู่


จากคุณ : M - [ 15 ส.ค. 46 12:24:22 A:169.210.103.213 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 106

ถ้าถามถึง The Best ทางวิศวกรรม เขาตอบว่า the Next version เพราะทุกอย่างมีการพัฒนาไม่สิ้นสุด ยังไม่ใช่ absolute value
สินค้าที่มาโฆษณาว่า The best เป็นสินค้าที่คุณภาพกำลังจะตกลงทุกวัน เพราะอะไรที่ peak แล้วจะมีแต่หล่นลง

ยังไม่มีอะไรดีที่สุดครับ ผมจึงพูดถึง tolerance และ accuracy ของการควบคุมรอบ +/-10 กว่า% เป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ถ้าจะเอา 100% ก็มี เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ในระบบไฟฟ้า
สำหรับรถยนต์ แค่นี้ถือว่าพอแล้ว


จากคุณ : ช่างกล - [ 15 ส.ค. 46 12:30:32 A:203.113.36.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 107

หากเราจะลองคิดกันดู
รถเกียร์ธรรมดา อย่างไรเข้าเกียร์ว่างหรือเข้าเกียร์แต่เหยียบครัชไว้ จะพบว่า
---------Idle RPM จะเท่ากัน---------
--------------------------------------------------------
ถ้าคุณ M ชอบ accuray เต็ม 100 ทำไมการเลียดสีของลูกปืนคลัช
ไม่เอามาคิดเป็นความร้อนด้วยครับ อย่าลืมนะครับ การหมุนของลกปืนมีความร้อนเกิดขึ้น ใครๆก็รู้
และมันจะทำให้ RPM ตกลงนิดหน่อย


จากคุณ : ช่างกล - [ 15 ส.ค. 46 12:35:59 A:203.113.36.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 108

ไฟฟ้าไม่มี 100 ครับ เผื่อทั้งนั้น

จากคุณ : ช่างไฟ - [ 15 ส.ค. 46 12:46:08 A:203.149.14.65 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 109

ส่วนเรื่องที่ว่า ไม่ได้มีการชดเชยรอบ และมิได้เป็นการ Over RPM For D positiion นั้นขอขยายความดังนี้
ฺBest RPM น่าจะเป็นค่าๆหนึ่งซึ่งเป็นค่าที่เหมาะสมที่สุดทั้งในแง่การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและความราบเรียบในการเดินเบาเครื่อง
หากเราทำกราฟออกมาดูจะพบว่ามันมีเส้นกราฟที่มีลัษณะสวนกันนั่นคือ
ยามใดที่ RPM เพิ่ม เครื่องจะเดินเรียบขึ้น แต่กินน้ำมันมากขึ้น
ยามใดที่เราทำรอบต่ำลงมากๆ เพื่อประหยัดน้ำมัน กลับกลายเป็นว่าเครื่องจะสั่นมากที่รอบต่ำๆ
มันจึงมีการกำหนดค่าที่พอดี ค่าๆหนึ่ง
ค่านี้ในรถเกียร์ออโตเราจะเอาไปไว้กำหนดที่เกียร์ใดกันล่ะ
ที่ N หรือ D
ถ้าวิศวะกรอยากให้เครื่องเดินเบาราบเรียบในเกียร์ D ก็กำหนดให้ Idle RPM ที่ D นี้เป็นค่าดังกล่าว
หากเป็นกรณีนี้แล้ว เกียร์ N จะต้องมีรอบที่สูงขึ้นไปอีกแน่นอนเลยเพราะได้ปลดโหลดบางส่วนออกไปแล้ว ณ จุดนี้ Idle RPM for N จะไม่ใช่ Best Idle RPM อีกต่อไปแต่ก็ไม่เสียหายอะไรกินน้ำมันเพิ่มนิดนึงและไม่มีปัญหาเรื่องเดินไม่เรียบเข้ามา

มาอีกกรณีนึง
หากวิศวกรนำค่า best idle RPM กำหนดไปไว้ที่ N ล่ะ
ถ้าเข้าเกียร์ D รอบเดิยเบาก็ต้องต่ำลงไปอีก
เรื่องกินน้ำมันกินเท่าเดิมครับ แต่...........
เรื่องเครื่องสั่นจะมีปัญหามากขึ้น เพราะ Idle rpm ที่ D นี้มันต่ำไปกว่า Best Idle RPM
วิศวกรจะต้องตัดสินใจแล้วล่ะครับว่าจะนำเอาค่า Best Idle RPM นี้ไปไว้ที่เกียร์ใด
ผมจึงมีความคิดว่าเพื่อลดปัญหาทางด้านการเดินเบาซึ่งมีผลต่อคนขับโดยตรงการนำค่านี้มาใช้ที่ D เลยน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า อีกทั้งอายุการใช้งานของยางแท่นเครื่องจะยาวนานขึ้นด้วย เพราะการสั่นสะเทือนที่ D จะปรกติ ไม่ได้มากขึ้นเพราะ Idle RPM คือ Best idle rpm นะเอง
แต่พอโยกเกียร์มาที่ N จะพบว่า Idle RPM จะดีดขึ้นไปสูงกว่า Best idle RPM แล้ว ไม่มีผลเสียอะไร นอกจากกินน้ำมันมากขึ้นหน่อยนึง
ที่ N หรือ P นี้จะว่าไปแล้วก็คือ การจำยอมให้เป้น OVER RPM for D position นะเอง


จากคุณ : M - [ 15 ส.ค. 46 12:47:13 A:169.210.103.213 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 110

>ถ้าคุณ M ชอบ accuray เต็ม 100 ทำไมการเลียดสีของลูกปืนคลัช
>ไม่เอามาคิดเป็นความร้อนด้วยครับ อย่าลืมนะครับ การหมุนของลกปืนมีความร้อนเกิดขึ้น ใครๆก็รู้
และมันจะทำให้ RPM ตกลงนิดหน่อย

คุณช่างกล คุณคิดลึกขนาดนั้นเลยหรือครับ

อย่างนี่คุณก็ไม่ปฎิเสธว่า รถเกียร์ auto จะมี accuray ที่ลูกปืนล้อเหมือน เกียร์ธรรมดา ใช่มั๊ยครับ

ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่อง เข้า D+Brake และเกียร์ร้อนเลยนะครับ


จากคุณ : malldeff - [ 15 ส.ค. 46 13:07:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 111

คุณช่างกลก็ว่าปานนั้น ผมมิได้หมายความว่าเราต้อง Demand the best แต่ผมจะเลือก Best available way มากกว่า
การเข้า N หรือ D เมื่อติดไฟแดง
การเข้า D จะมีผลเสียมากไปกว่า เข้า N ครับตามความเห็นของผม
อาจจะไม่เสียทันที หรือ ไม่มีผลเสียใดๆ เพียงแค่มีโอกาสจะเสียเท่านั้น
หากเราเลือกที่จะเลี่ยงได้ด้วยเหตุผลต่างๆ เราประหยัดได้ สิบสตางค์จากร้อยบาทที่ต้องเสีย มันก็คือดีกว่า แม้ว่ามันจะน้อยนิด ผมว่าถ้าทะยอยกันทำหลายๆคน
ประเทศชาติจะประหยัดเงินค่าอะไหล่รถ ได้เป็นจำนวนเงินมหาศาล การที่มีบทความ บทเขียนของใครต่างๆ บอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วยกหลักการว่ามา ตื้นลึกหนาบางแล้ว เราจะไม่ทราบเลยว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้องจริงๆหรือเปล่า เขาให้ความรู้ผิดๆเพื่อหวังผลทางธุรกิจหรือเปล่า
อย่างน้ำมันเครื่องบอกให้ เปลี่ยนทุกๆ 3000 โล เอ....ผมเคยลองใช้ถึง 5-6 พันโลก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร คนขายน้ำมันเครื่องก็บอกไว้ว่าให้มาเปลี่ยนถ่ายที่ทุกๆ 3 พันโล
เขาหวังขายน้ำมันเครื่องมากๆหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนัก แต่ใช้รถก้ยืดออกมาได้เท่าตัวนึงได้ เครื่องก็วิ่งดี ผมก็ประหยัดเงินได้ตั้งเท่าตัวในระยะทางเท่าๆกันจริงไหมครับ
สุดท้ายนี้คงอยู่ที่วิจารณญาณและการทดลองสัมผัสด้วยตัวเอง ของแต่ละท่าน เพราะเป็นเงินของท่านเอง
บางอย่างมันมิใช่เรื่อง Best technology best material.....แต่มันเป็นเรื่อง Best way of decission and action. รถดีแค่ไหนขับไม่เป็นก็พังทั้งนั้นล่ะครับ


จากคุณ : M - [ 15 ส.ค. 46 13:19:05 A:169.210.103.213 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 112

อีกที
ถ้า
D = Best idle RPM ------ N will become over best RPM
N = Best idle RPM ------ P will become under best RPM

เป็นไปไม่ได้ที่ Best RPM is the same of Both


จากคุณ : M - [ 15 ส.ค. 46 13:34:17 A:169.210.103.213 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 113

ถ้าทำอย่างนั้นจะมีเสียงลมเข้ามาคุณไม่รำคาญหรือ แล้วไปเชื่อเขาทำไม


จากคุณ : คนชอบรถ - [ 15 ส.ค. 46 14:49:23 A:202.44.130.123 X:203.158.125.145 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 114

ผมใช้รถเกียร์ออโตมา มากว่า 10 ปี ติดไฟแดงก็เข้า d เหยีบเบรคตลอด เว้นว่ามันติดนาน อันนี้ก็ต้องเข้า n เป็นธรรมชาติ ใช้รถมากกว่า 5 แสนโล หรือแม้แต่ คันล่าสุด ใช้มา 2 ปี 1 แสนกว่าโล ก็ขับแบบนี้ ไม่เคยมีปัญหาใดๆ

ส่วนเรื่องเกียร์ธรรมดา กับ ออโต ใครกินน้ำมันมากกว่ากัน หรือใครแรกกว่ากัน ก็แล้วแต่คนขับครับ เข้าเกียร์ไม่ดี เปลี่ยนเกียร์ไม่ได้จังหวะ ก็กินกว่าออโต

แต่ถ้าอยากรู้ ก็ไปติดต่อขอทดสอบ รถุ่นเดี่ยวกันที่มีขายในบ้านเรา คัน 1 เกียร์ธรรมดา อีกคัน เกียร์ ออโต แค่นี้ก็รู้แล้ว ไม่ต้องมาเถียงกันหรอครับ

ประเด็นสำคัญคือ ใครก็ได้ ช่วยไปตามเจ้าของกระทู้มาหน่อย เอาเกียร์มาด้วย เพราะอาหมู จะซื้อ แล้วก็เอามาผ่าดูกัน ได้ผลอย่างไรก็จบ แค่นั้นเอง ไม่ต้องมาอวดภูมิอะไรกันมากมายหรอกครับ หรือไม่ถ้าเอาให้ง่ายที่สุด เมล์ไปถามคนสร้างเกียร์เลยครับ ว่าถ้าทำแบบเนี่ย มันพังแบบเนี่ย จริงเปล่า ง่ายดีมั้ย จบด้วย


จากคุณ : ธนูไฟ - [ 15 ส.ค. 46 15:46:50 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 115

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ช่างเทคนิคของบริษัทที่ผลิตเกียร์และผู้ผลิตรถยนต์ควรออกมาตอบให้ความถูกต้องหน่อย ดีกว่าปล่อยให้เข้าใจไปคนละทางแบบนี้ เป็นผลดีผลเสียของรถที่ผลิตมาขายนะครับ ผู้บริโภคจะได้นำไปใช้งานให้ถูกต้อง

จากคุณ : คนธรรมดา - [ 15 ส.ค. 46 16:18:09 A:203.118.122.105 X:203.118.122.105 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 116

เกียรทั้งลูก ใครว่าทำง่ายๆ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรานะจะผลิตได้หรือ แค่เดินตามก้นเขาว่าเขาทำอย่างไงจะซ่อมอย่างไรก็ยากแล้วคุณเอ๋ย ไม่งั้นจะมีคนถามเลื่อยๆว่า ปุ่ม Over Drive จะปิดตอนไหน OD On คืออะไร รึ เถียงกันแบบนี้น่ะดีแล้ว ได้ความรู้แก้โง่น่ะคุณเอ้ย ถามหน่อย บริษัทที่ผลิตเกียรนี่มันอยู่ที่ใหนกัน

จากคุณ : arku - [ 15 ส.ค. 46 17:16:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 117

ขอ duscuss กับคุณ ช่างกล เรื่อง Heat Balance หากยังเข้ามาอ่านอยู่ ผมจะขอคุยประเด็นเรื่องเกียร์ร้อนอย่างเดียวนะครับ

Qinput ที่คุณช่างกลกล่าว ที่ทำให้เกียร์ร้อนขึ้น คงหมายถึง heat จากเครื่องยนต์ เท่านั้น ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงไม่ทำให้เกียร์ร้อนขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะว่า เครื่องยนต์ generate heat ด้วย rate คงที่ ที่ idle speed ซึ่งไม่มีทางที่ เครื่องยนต์ จะเป็น heat source อย่างเป็นนัยได้

แต่ที่ผมหมายถึง Qinput ของระบบเกียร์ ผมหมายถึง work ที่เครื่องยนต์ให้กับเกียร์ เมื่อเข้าเกียร์ D ซึ่งมีผลให้ เกียร์ร้อนขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะร้อนขึ้นแต่จะร้อนมากหรือน้อยก็แล้วแต่

หากเปรียบเทียบเกียร์เป็นระบบไฮดรอลิก และเครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง ถ้าคุณให้ load กับกระบอกไฮดรอลิก ทำให้ไฮดรอลิกต้องทำงานหนักขึ้น ถามว่าระบบไฮดรอลิกจะร้อนขึ้นหรือไม่ คำตอบ ร้อนขึ้นแน่นอน เพราะปั๊มทำงานหนักขึ้น และของไหลถูกอัดตัว
เช่นเดียวกับ เกียร์ ซึ่งเกียร์จะต้องร้อนขึ้น เพราะว่า เกียร์ได้นำ load ไปใช้ เมื่อเทียบกับ เกียร์ N โดยมี รอบเครื่องยนต์ตกเป็นหลักฐานว่าเครื่องยนต์ส่งผ่านกำลังไปยังเกียร์ โดยอาจมองว่า impeller เป็น ปั๊มของระบบไฮดรอลิกก็ได้

ซึ่งผมคิดว่า ถ้าคุณลองเทียบ Qinput = Qpot + Qpump + Qloss เข้ากับระบบไฮดรอลิก ก็น่าจะนึกออกว่าทำไม ระบบจึงร้อนขึ้นได้ โดยไม่ต้องมี Heat Source หรืออาจจะลองเทียบกับ Energy Conservation Equation ก็ได้
ผมเข้าใจเรื่องระบบเกียร์จากที่คุณช่างกล กล่าวมาในระดับหนึ่ง ซึ่งระบบ Torque Multiply ที่คุณกล่าวมานั้น มันเป็น load reducer ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า load ที่ลดลงได้ จาก 100 จะ เหลือ 0 ซักหน่อย ก็แค่ลดได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น
หรือแม้แต่ เมื่อเทียบกับระบบอะไรก็ได้ที่มี bypass valve ซึงทำหน้าที่เป็น load reducer ด้วย แต่ตัว bypass valve ก็เป็น flow restriction ซึ่งก็เป็น load ของระบบเช่นกัน

หาก stall speed test ทำให้ความร้อนของเกียร์เพิ่มขึ้น ในกรณี เกียร์ D+ brake ก็ต้องร้อนขึ้นเช่นกัน (ต่างกันที่ ปริมาณ Qinput) แต่อาจจะน้อย หรือ ระบายออกไปได้ทั้งหมด ก็แล้วแต่


จากคุณ : Mr.Moon - [ 15 ส.ค. 46 20:06:15 A:202.44.4.24 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 118

>ซึ่งผมคิดว่า ถ้าคุณลองเทียบ Qinput = Qpot + Qpump + Qloss เข้ากับระบบไฮดรอลิก
>ก็น่าจะนึกออกว่าทำไม ระบบจึงร้อนขึ้นได้ โดยไม่ต้องมี Heat Source

ผมทำ heat balance เฉพาะเกียร์ตามที่คุณต้องการ
ก็จะได้ Qpot เป็น heat
เป็น potential heat ที่เอาไปหมุน stator ทำให้มัน
เกิด torque multiply เป็นแรงบิดที่ส่งไปรอจะขับเคลื่อน

เมื่อ torque multiplier = max
potential heat ก็หยุดอยู่แค่นั้น
นานเท่าไร heat ก็ไม่เพิ่มขึ้นอีก
จะเห็นได้ว่า heat ที่จุดนี้ ไม่ได้ทำให้ทั้งระบบมีความร้อนเพิ่มขึ้นได้
เพราะเราเอา heat source จากระบบมาใช้ ทำให้ความร้อนลดลง
เป็นสัดส่วนกัน


จากคุณ : ช่างกล - [ 15 ส.ค. 46 22:26:43 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 119

ha......................................

จากคุณ : กะลอจี๊ - [ 15 ส.ค. 46 22:47:48 A:202.59.255.209 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 120

เอายังไม่หยุดกันอีกหรือ ครับ

ผมคนอ่าน ผมจะไปรู้ได้ยังไง ว่าใครเข้าใจถ่องแท้ แล้ว้ถาผมจำเอาความรู้ผิดๆไป แล้วที่หลังใครจะช่วยแก้ไขให้ผมครับเนี่ย ผมว่า หยุดได้แล้วอะครับ อย่างรู้ก็เมล์ไปถาม พวก zf ก็ได้เห็นทำเกียร์เยอะดี หรือติดต่อฝ่ายเทคนิดบริษัทรถยนต์ก็ได้ บอกเค้าว่าขอเมล์บริษํทที่ผลิตเกียร์หน่อย อยากจะหาความรู้ครบั...ได้ความว่าอย่างไร ค่อยเอามาแจ้งในกระทู้ดีก่าครับ ขืนโต้กันแบบนี้ พันกระทู้ก็ไม่จบครับ


จากคุณ : ธนูไฟ - [ 16 ส.ค. 46 02:45:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 121

ใครรู้บ้างประเทศมหาอำนาจทำไมถึงรบกัน ผมเดาว่าเขาคงยอมไม่ได้ที่จะเห็นผู้อื่นมีความเห็นไม่เหมือนตนนี่หากเป็นพี่น้องกันแล้วยอมกันไม่ได้จะเกิดอะไรกับครอบครัว

จากคุณ : ขอโทษครับพ่อ - [ 16 ส.ค. 46 05:05:17 A:203.130.145.99 X:unknown ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 122

เวรกรรม แล้วเจ้าลูกลิง ความคิดไม่เหมือนกัน เขาให้ความคิดเถียงกัน เจ้าของความคิดเข้าใจกัน ไม่ได้ทะเลาะกันครับ

จากคุณ : ช่างกล - [ 16 ส.ค. 46 06:08:12 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 123

ย้อนไปดูคห.คุณ Aey ให้จอดรถบนเนิน เข้า D ไม่ไต่ขึ้นและไม่ถอยลง
1) ระดับความชัน ที่ทำให้รถหยุด แทนเบรค
ก็คือ potential energy =idle torque ที่ล้อ

2) รถหลายยี่ห้อ เข้า D จะออกตัวด้วยเกียร์ 2 หรือ เกียร์ 3
เช่น Camry , Honda , Benz รุ่นเก่า===> idle torque ที่ล้อน้อย

3) จะเห็นได้เมื่อเข้า D บนเนินสักพัก ปล่อยเบรค รถจะถอยหลัง


จากคุณ : ช่างกล - [ 16 ส.ค. 46 06:18:52 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 124

อยากอ่านคำแนะนำจากโรงงานไหมครับ
For brief stops,(at stoplight) , leave selector lever in D position and use the service brake to stop the car moving
ทั้งยุโรปและอมก. Allison และญี่ปุ่น Honda แนะนำสอดคล้องกัน
... ถ้าไม่เอามาเถียงกัน ต้องการหลับหูหลับตาทำตาม อย่างนั้นหรือ ?


จากคุณ : ช่างกล - [ 16 ส.ค. 46 06:29:16 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 125

บางคนบอกว่า รถบางคัน(ไม่เอ่ยยี่ห้อ) เมื่อเข้า D สักพัก จะเข้า N ให้เอง ผมอยากถามให้คิดกันเองว่า "ลองยกล้อให้ลอยขึ้น แล้วล้อมันหมุนหรือเปล่า ?"

จากคุณ : ช่างกล - [ 16 ส.ค. 46 06:33:14 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 126

ผมถือว่าเป็นคนเข้ามาอ่านคนหนึ่งแล้วกันครับ

ผมว่าการเถียงกันครั้งนี้ ฝ่ายที่ตรงข้ามกับคุณช่างกลชักแกว่งครับ

ถ้าเราจะถกกันต่อ แยกเป็นข้อๆ ตามนี้ดีไหมครับ

1. เกียร์ การเข้าดี+เบรกไว้ เกียร์จะอายุยาวกว่าเข้าเอ็นกับดีสลับกันบ่อยๆ ไหมถ้าปลดมาเอ็นบ่อย เกียร์จะอายุสั้นลงเพราะอะไร สั้นลงประมาณกี่เปอร์เซ็นต์

ส่วนฝ่ายค้าน ถ้าบอกเข้าดี+เบรกแล้วเกียร์ อายุสั้นก็ต้องตอบว่าเพราะอะไร

2. ระบบเครื่องยนต์ เข้าดี+เบรก กินน้ำมันมากขึ้นไหม

3. ยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์ ใน 2 กรณี อะไรพังเร็วกว่า กว่าสักเท่าไร

4 ระบบเบรก เข้าดี+เบรก แล้วอายุสั้นลงไหม สั้นลงสักเท่าไร แพงไหม

5. รอบเดินเบาที่ดีที่สุด (ผมว่าประเด็นนี้ไม่น่าเอามาเกี่ยวเลย) แต่ในเมื่อคุณ M อยากคุย ก็ต้องคุย

ผมว่าต้องแยกตอบ และถ้าวุ่นนัก เถียงแค่ว่า

/// เข้าดี+เบรก กับสลับไปมาบ่อยๆ /// แบบไหนพังเร็วกว่า และเร็วกว่าเพราะอะไร เร็วกว่าแค่ไหน อายุเหลือครึ่งเดียวใช่ไหม //

ผมเองพอมีความรู้เรื่องนี้บ้าง และเห็นไปในทางเดียวกับคุณช่างกลล้วนๆ


แต่เวลาขับจริง พอดีคันเกียร์รถผมนิ่ม เลยปลดมาเอ็นบ่อยๆ แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่จอด (แต่บอ่ยกว่าคนที่ทำตามหลักการเป๊ะๆ แน่)

พอจะออกตัวก็เขี่ยคันเกียร์มา บางทีเห็นข้างหน้าโล่งๆ และคุ้นว่ารถตัวเองเวลาเข้าดีแล้วมันไม่กระโดด เบรก ยังไม่ได้เหยียบก่อนเข้าดีเลยครับ
เขี่ยเข้าดีแล้วกดคันเร่งเบาๆ เลย
ผมรู้ว่าเกียร์จะอายุสั้นลงเวลาสลับไปมาบ่อยๆ
แต่ก็ไม่ได้สั้นลงแบบ 50 เปอร์เซ็นต์

และผมว่าการขับแบบนี้ ผมสบายตัวกว่า (คนอื่นอาจจะบอกว่ายาก)
เขี่ยคันเกียร์ กับดึงเบรกมือ และปลดเบรกมือ พอดีรถผม เขี่ยคันเกียร์ง่ายกว่า
ถ้าเหยียบเบรกค้าง รถผมกลางคืนไฟสว่างมากพอตัวครับ เกรงใจคันหลัง

รถจะพังเร็วนิด เดียวก็ขายรถแล้ว หรือบังเอิญว่ารถผมเกียร์เชียงกงลูกละ 5 พันเอง

ไม่มีอะไรมากไปกว่า สำหรับผม รถคือ สิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ใช่ลูกที่ต้องโอ๋ ไม่ใช่สิ่งทำลายความสะดวก

เหมือนกับผมรู้ว่าขับลากรอบ แต่เรดไลน์บ่อยๆ แล้วเครื่องจะอายุสั้นลง แต่ผมก็ทำ เพราะผมมีความสุข รถมีไว้ใช้งานครับ

อ้อ เล่าให้ทราบแต่อย่าเลียนแบบนะครับ

เหตุผลก็คือ คนเราบางทีก็รู้อะไรถูกผิด แต่ก็ยังทำนอกลู่นอกทางไปบ้าง รู้ว่าเหล้าไม่ดี กินแล้วร่างกายพัง ก็ยังกิน ไม่เห็นอยากกินนม (นอกจากนมอย่างอื่น) รู้ว่าสาวเอ๊าะๆ ถ้ามีแล้วจะเสี่ยงต่อเมียฆ่า แต่ก็ยังทำ ฮ่าๆๆๆๆ

เรื่องนี้เรากำลังทำความเข้าใจว่าอะไรถูกผิด แต่ใครจะทำตามยังไงก็ตามสะดวก


จากคุณ : - (วรพล สิงห์เขียวพงษ์) - [ 16 ส.ค. 46 10:25:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 127

อ่านแล้วได้ความรู้ มีเหตุและมีผลโต้แย้งกัน.....ทำไมถึงไปว่าเค้าเถียงกันละครับ เดี๋ยวเค้าคงสรุปกันได้ พวกเราจะได้มีความเข้าใจที่ดีขึ้นในการขับขี่ทั้งสองแบบ

อ่านแล้วไม่เข้าใจหรือยาวไป ก็ข้ามๆไปก็ได้ครับ แล้วค่อยมาอ่านที่เค้าสรุปกันก็ได้นี่ครับ


จากคุณ : bingbong - [ 16 ส.ค. 46 12:30:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 128

ว้า ! ทำไม ไม่ถกกันต่อล่ะครับ

ผมกำลังลุ้นให้ถึง 150


จากคุณ : 701ls - [ 16 ส.ค. 46 16:30:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 129

สำหรับความเห็นของผม เป็นแค่ความเห็นนะครับ

1. เกียร์ การเข้าดี+เบรกไว้ เกียร์จะอายุยาวกว่าเข้าเอ็นกับดีสลับกันบ่อยๆ ไหมถ้าปลดมาเอ็นบ่อย เกียร์จะอายุสั้นลงเพราะอะไร สั้นลงประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
-------- อันนี้คุณช่างกลตอบครับ-----

2. ระบบเครื่องยนต์ เข้าดี+เบรก กินน้ำมันมากขึ้นไหม
--------ตามที่ผมกล่าวไว้ สรุปได้คือ
กินกว่าในทุกกรณี ในรถเกียร์ออโต้ที่ไม่มีระบบชดเชยรอบ ( แต่ชดเชยมาแบบ Fix แล้วจกาโรงงาน เพื่อเผื่อการเข้า D ค้างแล้วรอบตกลงที่ Best Idle RPM พอดี ) Best Idle RPM คือรอบเครื่องที่เครื่องยนต์ไม่สั่นมากจนเกินไปและไม่กินน้ำมันจนเกินไป รถที่ไม่มีระบบชดเชยรอบจะเลือกให้อยู่ที่เกียร์ D ส่วนเมื่อเข้า N รอบจะดีดสูงขึ้นไปกว่า Best Idle RPM ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาวะจำยอมนะเอง

ส่วนอีกแบบคือรถเกียร์ออโต้ ที่มีระบบชดเชยรอบ รถแบบนี้จะมีการกำหนดให้ Best Idle RPM ไปไวที่ เกียร์ N
ณ จุดนี้เครื่องจะมีรอบเท่ากับเกียร์ธรรมดา ในรถรุ้นเดียวกันนั่นคือมีรอบ IDLE เท่ากัน กินน้ำมันเท่ากันแน่นอน
จุดที่ต่างกันก็คือ โหลดเมื่อเข้าเกียร์ D กับการเหยียบครัชแล้วเข้าเกียรืในเกียร์ธรรมดา----จะต่างกัน
เมื่อโหลดไม่เท่ากันแต่เพื่อทำรอบ Idle ให้อยู่ในค่า Best Idle RPM ได้ รถเกียร์ออโต้จะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเพื่อมาสู้กับโหลดบางส่วนที่เพิ่มเข้ามาเมื่อเข้า D position
น้ำมันจะต้องถูกฉีดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อเพิ่มรอบให้คงเดิม ดังนั้นการเข้าเกียร์ D ค้างไว้จึงเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากไปกว่าการเข้าที่ N
การเข้า N แทนการเข้า D+Brake น้นจะช่วยให้รอบเดินเบา เดินได้โดยไม่มีโหลดเพิ่มเข้ามาเหมือนเข้าเกียร์ D จึงประหยัดน้ำมันกว่าเข้า D และประหยัดน้ำมันเท่าเกียร์ธรรมดา ( เมื่อเข้าเกียร์ N และ P เท่านั้น )

3. ยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์ ใน 2 กรณี อะไรพังเร็วกว่า กว่าสักเท่าไร
--------เนื่องด้วยการเข้าเกียร์ D ทำให้รอบตกลงมาจาก Best Idle RPM การสั่นสะเทอนของเครื่องยนต์จะมีมากขึ้น บวกกับการที่เครื่องยนต์มีแรงบิดส่งลงไปที่ ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ อันเป็นแรงปฎิกิริยาที่ต้านกันกับการหยุดนิ่งของล้อรถยนต์ แรงบิดที่ตกลงบนยางแท่นเครื่องที่ว่าจะมีค่าลดลงหากเราปลดแรงบิดออก หรือไม่ก็แปรแรงบิดเป็นระยะทางไปซะ นั่นคือโหลดเบาลง เมื่อปล่อยไหล
ดังนั้นการเข้า D+Brake ไว้จึงเป็นการทรมาณชิ้นส่วนยางแท่นที่ว่า
ส่วนการเข้า N ก็คือการปลดแรงที่กระทำต่อยางลงได้อย่างมาก โดยเฉพาะเวลาติดไฟแดง
เราจะเข้าดีเพื่อเพื่อมแรงสั่นของเครื่องยนต์ เพื่อคงแรงบิดให้คาไว้ที่แท่น แล้ว เชกๆๆๆๆๆๆนิดๆ ทุก 10-100 ไฟแดง....ก็แล้วแต่ครับ

4 ระบบเบรก เข้าดี+เบรก แล้วอายุสั้นลงไหม สั้นลงสักเท่าไร แพงไหม
--------คุณ ที่ประกอบคอมคงรูดีว่า การระบายความร้อนของ CPU จะใช้การนำความรอนในตัวออกทางฮีตซิ้งก์ด้วยการ -----สัมผัสแนบชิด----เพื่อที่จะได้นำความร้อนแผ่สู่อากาศทางครีบจำนวนมากบนฮีตซิ้งก์ ลองมาคิดดูเช่นเดียวกับจานเบรคที่เมื่อเราเปรียบเหมือนตัว CPU เวลารถเราแล่นไปเจอไฟแดงก็ต้องเบรค---แล้วเกิดอะไรขึ้น ความร้อนครับ เมื่อเกิดความร้อนแล้ว เราจะกระทำการเหยียบเบรคแช่ไว้ให้ผ้าเบรคทำหน้าที่สัมผัสและนำความร้อนจากจานเบรคแพร่ไปสู่ลูกยางเบรคและส่วนต่างๆในระบบเบรคทำไมล่ะครับ ทำอย่างนี้ ผ้าเบรคและคาลิเปอร์เบรค น้ำมันเบรคจะกลายเป้น Heat sink ดีๆ ตัวหนึ่งนะเอง ก็เพราะการนำความร้อนทางการสัมผัสแนบไว้ตลอดเวลาที่ติดไฟแดง......
เข้า N + ดึงเบรคมือแล่ว ระบบเบรคจะไม่ถูกทำให้เสื่อมก่อนเวลาอันควรเพราะความร้อน อย่างไหนดีกว่ากันครับ

5. รอบเดินเบาที่ดีที่สุด (ผมว่าประเด็นนี้ไม่น่าเอามาเกี่ยวเลย) แต่ในเมื่อคุณ M อยากคุย ก็ต้องคุย
--------คือรอบเครื่องเดินเบาที่ ต่ำที่สุดเพื่อผลทางด้านความประหยัดน้ำมัน ใน๘ณะที่ก็ต้องคำนึงถึงระดับการสั่น ไม่สะดุด คือความราบเรียบ ไม่บั่นทอนสุขภาพชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ที่สำคัญก็คือเพื่อผลทางด้านความสะดวกสะบายของผู้ใช้รถยนต์ มิให้ต้องสั่นเป็นเจ้าเข้าจนเกินไป
จุดที่ว่าจะว่าไปต้อง Trade off กันให้ดี
จะเอาประหยัดรอบต้องต่ำ
จะเอาเครื่องเดินแบบนุ่มๆ เนียนๆ รอบจะกดลงต่ำมากๆไม่ได้
จะเอาอย่างไรดี......วิศวกรเขาเลือกเอง
ในรถเกียรืออโต้นี่จะปวดหัวหน่อยเพราะ
มีเรื่องโหลดเข้ามาเพิ่มในขณะรถจอดเข้า D+Brake
รอบมันจะตกลงไปอีกแน่-----ความสั่นสะเทือนต้องมากขึ้น แต่จะมากจะน้อยก็ต้องว่ากันไปในแต่ละคัน
ถ้าให้รอบมันตกลงพอดีเมื่อเข้า D ล่ะ
เราจึงต้องมีการ OVER Idle RPM from Best Idle RPM อีกนิดนึง เพื่อเผือ่โหลดบางส่วนเมื่อเข้า D
เกิดอะไรขึ้น .....อัตราน้ำมันที่ฉีดจ่ายแก่เครื่องนยต์ย่อมต้อวสูงขึ้นอีกเป็นธรรมดา ( สูงขึ้นเมื่อเทียบกับ Best Idle RPM ในเกียร์ ธรรดา )
แต่จะมีรถเกียร์ออโตอีกแบบคือรถที่มีระบบชดเชยรอบ
แบบนี้จะทำการฉีดเพิ่มเฉพาะตอนเข้า D เท่านั้น แต่ตอนเข้า N หรือ P จะประหยัดเท่ารถเกียร์ธรรมดา

ก็เป็นความเห็นของผมครับ

เสริมอีกนิดนึงครับ เข้า D ไว้ ตัว Solinoid จะทำงานตลอดเวลา หากเป็นของคุณภาพไม่ดีอาจจะเสียได้เร็วขึ้น เพราะเวลาตัวมันทำงาน จะเกิดความร้อนขึ้นในตัวมันเอง แต่ถ้าเป็นของดีก็คงอาจจะทนเท่าอายุรถก็ได้ แล้วแต่ครับ มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แม้แต่รถแพงๆ ยังเสียตั้งแต่ป้ายแดงด้วยซ้ำ


จากคุณ : M - [ 16 ส.ค. 46 20:11:41 A:203.113.51.103 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 130

ถามเพิ่มคุณช่างกล เพิ่ม ได้ไหมคะ ว่า

1. จอดแล้วเขา P เกียร์ทำงานยังไง เหมือน D+Break ฤเปล่า แต่ไม่มีกำลังส่งไปที่ ล้อ

2. รถหนู City TypeZ เกียร์ auto มีแค่ P R N D 3 2 ไม่มี 1 ที่ลอง ที่ 2 = รถจะใช้เกียร์ 2 ตลอดเวลา (อาจเพื่อป้องกันล้อ free เนื่องจากถนนลื่น) แต่ว่าถ้าลงภูเขาที่ชัน อยากใช้ เกียร์ช่วยจะทำไม่ได้ใช่ฤเปล่าคะ เพราะว่า auto ของ Type Z ไม่มี 1 จึงต้องใช้ break ช่วย จึงทำให้มีโอกาสเบรกไหม้มากกว่ารถที่มี เลข 1 ที่ คันเกียร์

ปล. นอกเรื่องนิดนะคะ กลัวตั้งกระทู้ใหม่ แล้วไม่มีคนมาตอบ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

แก้ไขเมื่อ 16 ส.ค. 46 21:09:40

จากคุณ : JoeTim+ - [ 16 ส.ค. 46 21:05:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 131

ยางแทนเครื่อง+แท่นเกียร์ ของแท้เบิกห้าง
อาจจะแพงกว่าเกียร์เซียงกงนะครับ
จะ D จะ N คิดกันให้ดีๆ

ส่วนผมใช้ mt ไม่เกี่ยวกับใคร
สบายกว่ากันเยอะเลย.....


จากคุณ : ton99 - [ 16 ส.ค. 46 22:35:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 132

สรุปให้หน่อยสิครับ
อันไหนคุ้มกว่ากัน


จากคุณ : GOLF-B16A - [ 17 ส.ค. 46 00:13:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 133

ที่จริงพวกยางแท่นเครื่อง ไม่น่าเอามาเป็นประเด็น
โรงงานอมก. และเยอรมัน ใช้เป็นจุดขายในการนำเสนอทางเลือกเกียร์ออโต้ให้ ขสมก. ชิ้นส่วนชุดขับเคลื่อน (เพลากลาง ยางแท่นเครื่อง) ใช้ได้ทนทานกว่าเกียร์ MT ให้ดูตั้งแต่เริ่มเข้า D รถจะกระตุก ถ้าเกียร์มัน engaged แล้ว ก็ไม่กระตุก เมื่อเปลี่ยนเกียร์ก็นิ่มนวลกว่า เกียร์ Aisin ของรถToyota ใช้วิธีลดไฟอ่อน = ลดรอบเครื่องเบาลงก่อนที่เกียร์จะเปลี่ยน ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้นิ่ม Allison ของอมก.มีระบบ softshift
การทดลองได้ผลดี โดยเฉพาะการประหยัดน้ำมันและค่าเสื่อมของอะไหล่เหล่านี้ และผ้าเบรคใช้ได้ทน
จะเห็นได้ว่า BMTA เริ่มใช้เกียร์ออโตกับรถเมล์ เช่นรถ NGV ใหม่ๆ


จากคุณ : ช่างกล - [ 17 ส.ค. 46 04:30:14 A:203.113.37.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 134

>1. จอดแล้วเขา P เกียร์ทำงานยังไง เหมือน D+Break ฤเปล่า แต่ไม่มีกำลังส่งไปที่ล้อ

เข้า P ไม่มีกำลังส่งไปที่ล้อ เหมือนเข้า N ต่างกันที่ P มีกลไกไปล็อค เฟืองที่ท้ายเกียร์
ทำให้ล้อไม่หมุน
โรงงานไม่ได้แนะนำให้ใช้ P บนถนน ไม่ใช่เพราะกลัวเกียร์พังเมื่อถูกชนท้ายเท่านั้น
การเข้า P ไป D จะต้องผ่าน R ก่อน เมื่อรถได้ไฟเขียว กว่าเกียร์ D จะจับตัว
ต้องผ่าน R ทำให้ออกตัวช้ากว่าปกติ เมื่อโดนคันหลังกดแตรไล่
ตกใจเสียงแตรรีบเข้าเกียร์โอกาสเข้าเกียร์ผิดเป็น R มีมาก
จะถอยไปชนคันหลังได้ง่าย
หลายคนเคยเจอมาแล้ว

>2. รถหนู City TypeZ เกียร์ auto มีแค่ P R N D 3 2 ไม่มี 1
> ที่ลอง ที่ 2 = รถจะใช้เกียร์ 2 ตลอดเวลา (อาจเพื่อป้องกันล้อ free เนื่องจากถนนลื่น)

ถูกแล้วครับ
เกียร์ 2 ของ Honda เป็น 2gear start and 2gear hold คือ fix ที่เกียร์ 2 Honda ใช้มานานแล้ว
ตั้งแต่ Accord รุ่นแรกที่เข้ามาเมืองไทย
เข้า 2 ออกตัวด้วย 2 ขับขึ้นห้างไม่ไหว คนก็คิดว่า เกียร์เสีย
ผมบอกว่าไม่เสีย เป็นของดีที่ Honda แถมมาให้พิเศษ
ถ้าเกียร์ฝรั่งจะต้องเพิ่มเงินเป็น extra option

>แต่ว่าถ้าลงภูเขาที่ชัน อยากใช้ เกียร์ช่วยจะทำไม่ได้ใช่ฤเปล่าคะ
>เพราะว่า auto ของ Type Z ไม่มี 1 จึงต้องใช้ break ช่วย
>จึงทำให้มีโอกาสเบรกไหม้มากกว่ารถที่มี เลข 1 ที่ คันเกียร์

รถรุ่นเก่า Civic บ่นกันมาก
แต่ปัจจุบันนี้ Honda มี grad logic ช่วย คนขับไม่ต้องเข้าเกียร์ต่ำ
ใช้ D ได้ตลอด
grad logic จะทำหน้าที่เข้าเกียร์ต่ำเป็น engine brake
ช่วยเบรคตอนลงเขาครับ


จากคุณ : ช่างกล - [ 17 ส.ค. 46 04:57:13 A:203.113.37.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 135

>1. เกียร์ การเข้าดี+เบรกไว้ เกียร์จะอายุยาวกว่าเข้าเอ็นกับดีสลับกันบ่อยๆ ไหม
>ถ้าปลดมาเอ็นบ่อย เกียร์จะอายุสั้นลงเพราะอะไร สั้นลงประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
>-------- อันนี้คุณช่างกลตอบครับ-----

ที่จริงเรื่องนี้เคยคุยกันนานแล้ว โรงงานเขาทดลองแล้วว่า เกิดการสึกหรอ
ทุกครั้งที่ engage เหมือนเราปล่อยคลัช ก่อนคลัชจับ แผ่นหนึ่งหมุน
อีกแผ่นยังไม่หมุน จะต้องเกิดการ slip ทำให้สึกหรอทุกครั้ง
เป็นการสึกหรอที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับยางรถยนต์ "ใช้ผิดหรือใช้ถูก"
ยางรถก็จะสึก แต่จะมากถ้าใช้ผิด บางคนเติมยางอ่อน ใช้ยาง 5 ปีก็ใช้ได้
เพราะเขาไม่รู้ว่า ถ้าเติมลมถูกจะใช้ได้ดีกว่า
คนที่บอกว่าเข้า N ทุกครั้งที่รถจอด ก็ใช้ได้หลายปี
แต่ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่า ยางที่เติมลมผิด จะใช้ได้ดีเท่ากัน

เมื่อรถวิ่ง หรือ kick down การสึกหรอไม่เหมือนกัน เพราะ
1) synchronize speed ของแผ่นคลัช ให้หมุนด้วยความเร็วใกล้เคียงหรือเท่ากัน
การสึกหรอก็น้อย, line pressure สูง จะจับตัวได้เร็ว
2) kick down จึงกำหนดให้ทำงานที่ตำแหน่งเฉพาะเพียงตำแหน่งเดียว
คือ beyond full throtlle or 15/16 full throtle
ที่ตำแหน่งนี้จะติดตั้ง kick down switch เอาไว้
Benz เอาไว้ใต้คันเร่ง รถอื่นอาจจะติดตั้งร่วมกับ modulator หรือ สายคันเร่ง
"เหยียบจบ แช่นิ่ง เสียงเร่ง อย่าถอน" รถจะเร่งอย่างถูกต้อง
ไม่ใช้ OD-off ในการเร่งแซง ครับ
3) เหยียบนิดเดียว แล้ว shift down ไม่ใช่การ kick down
เกิดจาก modulator pressure สั่งให้เกียร์เปลี่ยนตามปกติ
เป็นผลมาจาก load/rpm ที่เปลี่ยนแปลง

ผมเห็นด้วยกับคุณวรพล ออโต้ เขาทำให้ขับสบาย ไม่ใช่ขับไปแล้ว ต้องคอยดูแลเหมือนเด็กอ่อน
เพียงแต่เรารู้ว่า เติมลมยางถุกต้องจะดีกว่า เติมผิด
ยางที่ลงดินแล้ว ใช้ผิดใช้ถูกมันก็ต้องสึกทุกเส้น
ไม่ควรกังวลกับการเข้า D หรือ N ให้มากเกินไป


จากคุณ : ช่างกล - [ 17 ส.ค. 46 05:40:38 A:203.113.37.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 136

เอ้อ ถามหน่อยได้ไหมครับ

พอดีผมใช้รุ่นเก่า อ่านมานาแล้ว ก็เห็นว่าข้อมูลทาง technic ของ คุณช่างกลเนี่ย อื่นแล้ว รวมทั้งคุณธเนศร์ ด้วย ผมก็อ่านมานานมากๆ แต่ไม่ค่อยได้อยู่ห้องนี้ครับ

เครื่องยน RB 20E 6 สูบ 12 Value ที่วางอยู่ใน Cefiro รุ่นเก่านะครับ

ผมเอามาวางใหม่

ตอนแรกๆ ผมก็ ใช้ขับแบบ ติดเข้า N ตลอด เพราะเมื่อย พอมาอ่านแล้ว ก็ลองเปลี่ยนดู

ปรากฎว่า อัตราการกินน้ำมันของรถ เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
จาก 6 กม ลิตร เหลือประมาณ 5 กม ลิตร ???

และก็ความร้อนก็เพิ่มขึ้นด้วย จากที่เข็มประมาณ 1/2 ก็จะเพิ่มขึ้นอีก 5% โดยประมาณ

อยากทราบว่าเครื่องรุ่นนี้ สามารถเหยียบแบบที่บอกได้ไหม หรือว่าเป็นรุ่นเก่า ที่ ต้องทำใจครับ แต่เรื่องน้ำมันเนี่ย ผมรับไม่ไหวจริงๆ เลยต้องดูว่าถ้าติดนานเกิน 1 นาที ก็ยังคงปล่อยลงไปเกียร์ว่าง แหละครับ สำหรับเรื่องโดนไล่หลังเนี่ย ผมไม่เป็นครับ

เพราะตอนขับรถ จะดูไปล่วงหน้า 3 คัน(โดยประมาณ) ถ้าเห็นเริ่มขยับ ก็จะเริ่มเหยียบเบรค แล้วค่อยเข้าเกียร์ จนรู้สึกว่ามันสมบูรณ์แล้ว ถึงจะเริ่มไปนะครับ

พอดีไม่ถนัดเรื่องเครื่องยนต์ถนัดแต่อุปกรณ์ elec

ค่าทางทฤษฎี กับ ค่าทางปฎิบัติ ของทาง Electronic มันต่างกันมากเลยในบางทีครับ ไม่ทราบว่าทาง กล เนี่ยเหมือนกันไหม

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความรู้ครับ

รถผมก็เก่าแล้ว คงไม่มีปัญญาเปลี่ยนใหม่ ทำงานหาเช้า กิน ค่ำ ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือ ก็อยากจะรักษามันไว้ให้ดีที่สุดนะครับ

ขอบคุณอีกครั้งครับ


จากคุณ : Zatan - [ 17 ส.ค. 46 13:33:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 137

วันที่ 17 แล้วนะครับ ผ่านไปแล้ว 4 วัน ยังไม่มีอะไรคืบหน้าจากเจ้าของกระทู้เลย
นอกจากมีไวรัส ส่งทาง email ถึงผมหนึ่งราย เป็นเรื่องแปลก เพราะผมเพิ่งเคยได้รับไวรัสทาง email ครั้งนี้เป็นครั้งแรก
ไม่แน่ใจว่า เจ้าของกระทู้พลาดไป ส่งผิดไปให้ผมหรือเปล่า

พยายามติดต่อหน่อยน่า อย่าหนีหน้าเลยครับ เก่งอยู่แล้ว ส่ง Email แบบไม่มีที่อยู่ส่งกลับได้ด้วยซี แล้วผมจะทราบได้อย่างไร ว่าคุณอยู่ที่ไหน แถมไม่บอกอะไร มีแต่แฟ้มไวรัสสกุล .exe แนบไปเท่านั้น อย่าเล่นอย่างนี้ครับ ไม่ดีหรอก
ส่งเรื่องขายเกียร์ของคุณไปถึงผมดีกว่าครับ จะได้หมดเรื่องหมดราวกันไป
แล้วก็ไม่ต้องส่งไวรัสไปหรอกครับ โปรแกรมจับอยู่ครับ

ผมไม่ได้เก่งคอมพิวเตอร์นะ ดังนั้น ผมจึงหมายถึงแต่ผู้ตั้งกระทู้นี้เท่านั้น เซียนไวรัสหรือคอมพิวเตอร์ท่านอื่นกรุณาเข้าใจด้วย ว่าผมไม่ได้ท้าทายท่าน หรือเอาท่านมาล้อเล่น เขาส่งไปจริงจริงครับ

หวังว่า กระทู้จะอยู่เลยวันที่ 20 ที่ครบกำหนดนัดระหว่างผม กับเจ้าของกระทู้นะครับ


จากคุณ : ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา - [ 17 ส.ค. 46 22:10:19 A:203.209.12.93 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 138

ผมแค่สงสัยน่ะครับ ใครตอบก็ได้ครับ
- อย่างการเหยียบเบรค+เกียร์ D เพื่อไม่ให้รถวิ่ง
แล้วถ้าเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นล่ะครับ แล้วรถยังไม่วิ่งนะครับ ทำไมรถมันเหมือนจะลอยตัวขึ้น มีอะไรที่ทำงานเพิ่มขึ้นครับ ยกเว้นเครื่องยนต์
ตอนอยู่เกียร์ N เหยียบคันเร่ง รถไม่เห็นลอยตัวขึ้นเลย
มีอีกข้อครับ เท่าที่ได้ดูอัตราทดเกียร์ด้านบนแล้วสงสัยครับ
- บ.ผู้ผลิตทำเกียร์ธรรมดา 5 สปีดออกมาทำไมครับ ในเมื่อทำ auto 4 speed แล้วประหยัดกว่า แล้วทำไมไม่เอาอัตราทดของ auto 4 speed มาทำเป็นเกียร์ธรรมดาล่ะครับประหยัดกว่าแน่นอน
แค่สงสัยน่ะครับ
โดยส่วนตัวนะครับ เปลี่ยนมาเป็น N เสมอครับ และเชื่อว่าพวกลูกยางต่างๆ คลัชท์ หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับระบบเกียร์ จะสึกหรอมากตอนช่วงที่เกียร์เปลี่ยนมากกว่าครับ เช่นจาก 1-2-3-4 เพราะรอบของเครื่องจะสูงมากกว่า รอบเดินเบาหลายเท่าตัว การสึกหรอก็ต้องมีมากกว่า อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณนะครับ


จากคุณ : มะขามป้อม.. - [ 17 ส.ค. 46 22:17:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 139

แล้วรถ Type Zแบบของหนู มี grad logic หรือเปล่าคะ หรือว่าลงเขาหนูต้องทำยังไ เข้า 2 ไว้หรือว่า D แล้วรถมันรู้เองว่าชันขนาดนี้แล้วควรใช้ เกียร์ อะไร


แล้วที่บอกว่าฮอนด้ามีแต่ เกียร์ 2 เป็นของดียังไง ช่วยอธิบายด้วยค่ะ


ขอบคุณมากค่ะ


จากคุณ : JoeTim+ - [ 17 ส.ค. 46 22:30:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 140

ผมเคยอ่านหนังสือเจอว่าเกียร์ at ของ honda จะมีลักษณะเหมือนเอาเฟืองเกียร์
แบบเกียร์ธรรมดาเอามาประกบกับ Torque Converter
ซึ่งไม่เหมือนเกียร์ at ของยี่ห้ออื่นๆที่จะใช้เฟือง Stator Planary Sun ฯลฯ

จะทำให้การใช้งานเกียร์ at ของ honda จะเหมือนเกียร์ at ทั่วๆหรือเปล่าครับ


จากคุณ : ton99 - [ 17 ส.ค. 46 22:40:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 141

ท่านทั้งหลายเกียร์ N เค้ามีให้ใช้ โปรดใช้มันด้วยครับ เพราะท่านจะได้ไม่ต้องมาเมื่อยน่อง ยางแท่นเครื่องไม่เสื่อมไว้ รถไม่บริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้น คลัชท์เปียกในห้องเกียร์ไม่สึกหรอก่อนกำหนด

จากคุณ : Mr.Good Wrench - [ 17 ส.ค. 46 23:32:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 142

ถ้าเป็นที่ยุโรปนะครับ คู่มือของรถทุกยี่ห้อจะกำชับมาว่าถ้ากรณีที่รถติดหรือต้องจอดติดเครื่องนาน ๆ ห้ามเข้า D แล้วแตะเบรคเนื่องจากจะทำให้น้ำมันเกียร์ร้อน ส่งผลถึงเฟืองเกียร์และระบบสมองกลในเกียร์ด้วยนะครับ

อยากจะบอกว่า โดยเฉพาะรถยุโรปแล้วที่นั่นเค้าจะมีข้อความกำชับไว้เลยว่าห้ามเข้า D แล้วเหยียบเบรกเป็นเวลานาน ก็อย่างที่รู้แหละครับ รถยุโรปเกียร์พังง่ายอยู่แล้ว

แต่ไม่ว่ารถอะไรก็ตามก็อย่าประมาทนะครับ อย่าแตะเข้า D แล้วเหยียบเบรคนานจนเกินไปจะดีกว่านะครับ

นี่คือวีธีการใช้รถที่ถูกต้องนะครับ


จากคุณ : Liberator (ดยุคแห่งออสเตรีย) - [ 17 ส.ค. 46 23:36:50 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 143

เข้า D แล้วน้ำมันเกียร์ร้อน ?

แล้วตอนวิ่งเข้า D น้ำมันเกียร์ไม่ร้อนกว่าเหรอครับ
เพราะอะไรๆในเกียร์ก็หมุน ก็เสียดสี ก็เกิดความร้อน

ในขณะที่เข้า D แต่เหยียบเบรก เฟืองเกียร์ไม่ได้หมุนเลย ไม่มีอะไรเสียดสี มันจะร้อนมากกว่าตอนเกียร์หมุนเหรอครับ


จากคุณ : กล้วย910 - [ 18 ส.ค. 46 01:33:55 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 144

ถ้าพูดว่าร้อนขึ้น ต้องพูดทั้งระบบ
เพราะความร้อนที่จุดหนึ่ง เกิดจากการนำพลังความร้อนจากอีกส่วนหนึ่งมาใช้งาน

เมื่อคิดทั้งระบบแล้ว ==> ไม่เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น
heat balance ก็เหมือนกับ บ/ช ต้องดูทั้งสองด้าน
จะดูเฉพาะรายรับ แล้วไม่ดูรายจ่าย ไม่ได้


จากคุณ : ช่างกล - [ 18 ส.ค. 46 06:09:57 A:203.113.36.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 145

>ผมเคยอ่านหนังสือเจอว่าเกียร์ at ของ honda จะมีลักษณะเหมือนเอาเฟืองเกียร์
>แบบเกียร์ธรรมดาเอามาประกบกับ Torque Converter
>ซึ่งไม่เหมือนเกียร์ at ของยี่ห้ออื่นๆที่จะใช้เฟือง Stator Planary Sun ฯลฯ
>จะทำให้การใช้งานเกียร์ at ของ honda จะเหมือนเกียร์ at ทั่วๆหรือเปล่าครับ

ใช่ครับ เกียร์ Honda ไม่ใช้ planetary gear เหมือนรถ AT อื่นๆ
การใช้งานโดยทั่วไปเหมือนกัน
เข้า D + brake เป็นการจับด้าน output ของ torque converter
ให้หยุดหมุน เหมือนกัน ภายในเกียร์จะเป็นเฟืองแบบไหนก็ได้


จากคุณ : ช่างกล - [ 18 ส.ค. 46 06:21:37 A:203.113.36.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 146

>แล้วรถ Type Zแบบของหนู มี grad logic หรือเปล่าคะ หรือว่าลงเขาหนูต้องทำยังไ
> เข้า 2 ไว้หรือว่า D แล้วรถมันรู้เองว่าชันขนาดนี้แล้วควรใช้ เกียร์ อะไร

grade logic มีตั้งแต่ปี 199x ดูรุ่นรถของเราแล้วสอบถาม 0
รถญี่ปุ่นค่ายอื่นก็มีระบบนี้ เข้า D ไว้ มันจะรู้และเลือกเกียร์ให้เอง

>แล้วที่บอกว่าฮอนด้ามีแต่ เกียร์ 2 เป็นของดียังไง ช่วยอธิบายด้วยค่ะ

Exta option ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน = ของดี
ใช้ทำอะไร: ตามที่คุณบอก... ป้องกันล้อลื่น
ถ้าออกตัวด้วย 1 แรงบิดมีมาก traction มากเกินไป ล้อจะลื่น

ตามปกติเขาออกแบบให้ลูกค้ารายใหญ่ ในประเทศที่หิมะตก
บ้านเราไม่มีหิมะ แต่พื้นถนนลื่นในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นได้
===>มีโอกาสได้ใช้

เกียร์ 2 นี่แหละ ทำให้คนเข้าใจผิดว่า รถออโต้ ขับขึ้นเขาไม่ไหว
ไปช่วยเปลี่ยนเกียร์ 2 เพราะเข้าใจผิดว่ารถจะมีแรงมากขึ้น
เหมือนเกียร์ธรรมดาที่เข้าเกียร์ต่ำ
แล้วขับขึ้นดอยไม่ค่อยไหว

ที่ถูกจะต้องเอาไว้ที่ D / D4 แล้วขับขึ้น จะขึ้นได้อย่างสบาย
หรือจะหยุดค้างบนเนิน ชมวิวทิวทัศน์ระหว่างทางให้สบายใจก่อน
แล้วออกตัวใหม่ก็ไม่ผิดกติกา

สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้
เกียร์ออโต้ มีแรงบิดออกตัวสูงกว่าเกียร์ธรรมดา (มาก)
จึงออกตัวบนเนินชันได้ดีกว่าเกียร์ธรรมดา
ขับขึ้นเขาสบายมาก


จากคุณ : ช่างกล - [ 18 ส.ค. 46 07:04:39 A:203.113.36.12 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 147

คุณมะขามป้อมครับ ผมยกมา//- อย่างการเหยียบเบรค+เกียร์ D เพื่อไม่ให้รถวิ่ง
แล้วถ้าเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นล่ะครับ แล้วรถยังไม่วิ่งนะครับ ทำไมรถมันเหมือนจะลอยตัวขึ้น มีอะไรที่ทำงานเพิ่มขึ้นครับ ยกเว้นเครื่องยนต์
ตอนอยู่เกียร์ N เหยียบคันเร่ง รถไม่เห็นลอยตัวขึ้นเลย//

ผมเข้าใจว่าเป็นที่ระบบช่วงล่างครับ ถ้ารถคันนั้นออกแบบช่วงล่างด้านหลังให้มีลักษณะป้องกันท้ายยุบตัว เวลาออกตัวแรงๆ(ซึ่งก็มีผลทำให้เวลาเบรคแรงๆ ท้ายรถก็ไม่ยกขึ้น แต่ยุบตัวลง)...มันก็มีผลอย่างที่คุณบอกครับ


จากคุณ : Ont - [ 18 ส.ค. 46 07:56:10 A:202.133.132.100 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 148

ถึงคุณ Ont (147) หรือท่านอื่นๆก็ได้ตรับ

อันนี้ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน รถ Benz BMW เวลาเข้าเกียร์ D-N ตอนรถจอดอยู่เหยียบเบรคไว้ เห็นท้ายรถมันขยับขึ้นลง ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องแรงบิดส่งมาที่ล้อหลังเพราะเป็นรถขับหลัง แต่พอลองดู Cefiro รุ่นขับหลัง ไม่เห็นเป็นเลย เลยอยากทราบคำอธิบายที่กระจ่างหน่อยครับ ท่านใดทราบช่วยบอกด้วย

ส่วนที่คุณ Ont บอกไว้
// ผมเข้าใจว่าเป็นที่ระบบช่วงล่างครับ ถ้ารถคันนั้นออกแบบช่วงล่างด้านหลังให้มีลักษณะป้องกันท้ายยุบตัว เวลาออกตัวแรงๆ(ซึ่งก็มีผลทำให้เวลาเบรคแรงๆ ท้ายรถก็ไม่ยกขึ้น แต่ยุบตัวลง)...มันก็มีผลอย่างที่คุณบอกครับ //
ผมสงสัยอยู่หน่อยว่าเกี่ยวกันด้วยเหรอครับ ยังนึกเหตุผลตามนั้นไม่ออก ถ้ามีคำอธิบายเพิ่มรบกวนด้วยนะครับ

และที่สงสัยหนักเลยคือมีด้วยเหรอครับที่ ช่วงล่างที่เวลาเบรคแรงแล้วท้ายรถยุบตัวได้ ที่ว่าท้ายไม่ค่อยยกพอนึกออกบ้าง แต่ที่ท้ายยุบตอนเบรคนี่ นึกเหตุผลไม่ออกจริงๆครับ ว่ามันออกแบบหรือทำงานอย่างไร มีอยู่ในรถรุ่นไหนบ้าง ช่วยอธิบายหรือยกตัวอย่างรถให้ด้วยครับ อยากทราบจริงๆ


จากคุณ : 1-9 - [ 18 ส.ค. 46 10:29:02 A:203.113.35.10 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 149

ส่วนที่คุณ Ont บอกไว้
// ผมเข้าใจว่าเป็นที่ระบบช่วงล่างครับ ถ้ารถคันนั้นออกแบบช่วงล่างด้านหลังให้มีลักษณะป้องกันท้ายยุบตัว เวลาออกตัวแรงๆ(ซึ่งก็มีผลทำให้เวลาเบรคแรงๆ ท้ายรถก็ไม่ยกขึ้น แต่ยุบตัวลง)...มันก็มีผลอย่างที่คุณบอกครับ //
ผมสงสัยอยู่หน่อยว่าเกี่ยวกันด้วยเหรอครับ ยังนึกเหตุผลตามนั้นไม่ออก ถ้ามีคำอธิบายเพิ่มรบกวนด้วยนะครับ

และที่สงสัยหนักเลยคือมีด้วยเหรอครับที่ ช่วงล่างที่เวลาเบรคแรงแล้วท้ายรถยุบตัวได้ ที่ว่าท้ายไม่ค่อยยกพอนึกออกบ้าง แต่ที่ท้ายยุบตอนเบรคนี่ นึกเหตุผลไม่ออกจริงๆครับ ว่ามันออกแบบหรือทำงานอย่างไร มีอยู่ในรถรุ่นไหนบ้าง ช่วยอธิบายหรือยกตัวอย่างรถให้ด้วยครับ อยากทราบจริงๆ
---------------------------------------
เบนซ์เริ่มเอาระบบป้องกันท้ายยุบมาใช้กับรถรุ่น S-class ปี 197x
ทำอย่างนี้ทำให้คนนั่งสบาย ไม่ผงกหน้าผงกหลังเวลาออกตัว
รายการแฟนพันธ์แท้วันนั้น คุณปัญญาเขาถามหรือเปล่า :-)

รุ่นนี้มี 280 350 450 เกียร์เมื่อเข้า D จะออกตัวด้วยเกียร์ 2
E230 ก็เป็นอย่างนี้
ผมขับ 350 ครั้งแรก ยังบ่นว่ารถเยอรมันไม่มีแรง
มารู้ตอนหลังว่าจะให้ออกตัวเกียร์ 1 ต้องเหยียบจม เหมือน kick down แล้วจะออกตัวอย่างรุนแรง
มีช่างรับแก้ให้ออกตัวเกียร์ 1


จากคุณ : ช่างกล - [ 18 ส.ค. 46 10:53:27 A:203.113.37.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 150

ปัจจุบันเกียร์โตโยต้า และฮอนด้า เข้า D ไม่ได้ออกตัวด้วยเกียร์ 1
โตโยต้าออกเกียร์ 2 ฮอนด้า ออกเกียร์ 3


จากคุณ : ช่างกล - [ 18 ส.ค. 46 10:58:38 A:203.113.37.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 151

ได้ความรู้ดีจัง..:)
ผมใช้D-เหยียบเบรก odysseyรุ่นแรก เกือบ180,xxx กม. ไม่มีปัญหาครับ
คือถ้าเข้า N ตอนติดไฟแดงกลัวรถไหล และต้องพะวงกับดึง-ไม่ดึงเบรกมือ


จากคุณ : moonrabbit - [ 18 ส.ค. 46 12:22:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 152

ที่แน่ๆ เจ้าของกระทู้ วิ่งหนี่ อุนจิแตก อุนจิแตน
ไปไหนแล้ว มิทราบได้


จากคุณ : kiniku14 - [ 18 ส.ค. 46 12:55:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 153

กระทู้นี้เหมือนกับตอนเด็กๆเถียงกันว่า ไก่ กับ ไข่ ใครจะเกิดก่อนกัน จะเหยียบหรือไม่ผมว่าขึ้นอยู่กับสถานะการ์ณและสามัญสำนึกว่าควรจะใช้ตอนไหนผมเองก้อใช้อยู่ทั้งสองอย่างไม่เห็นเป็นอะไร แต่ตอนกลางคืนไม่ควรใช้อย่างยิ่งเหมือนกับว่าใครจะแสบตาก้อชั่งขออย่าให้รถ ตูเป็นอะไรไปเลย

จากคุณ : ping - [ 18 ส.ค. 46 13:53:17 A:202.183.229.235 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 154

การที่รถลอยตัวขึ้นเมื่อเข้า D+Brake
มันก้เหมือนกับการ ติดเครื่องเรือให้ใบพัดหมุนขับดันตัวเรือแต่ มีสมอเรือมาฉุดไว้อยู่กับที่
รถขับหน้า ล้อหน้าจะดึงไปข้างหน้าแต่ ล้อกลับมีเบรคมาฉุดรั้งไว้อยู่ ล้อหลังก้เหมือสมอเรือฉุดไว้อีก
และจะมีแรงบิดบางส่วนเป็นไปในทิศทางเสริมแรงดีดพยุงของปริงล้อ ทำให้มีแรงเอาชนะน้ำหนักตัวรถเข้าไปอีก ส่วนจะยุบหรือจะลอยที่ล้อไหน ชนิดรถขับหน้า ขับหลัง และแบบของช่วงล่างจะทำให้มีอาการแตกต่างกันออกไป ที่แน่ๆจะไม่เหมือนตอนจอดเข้า N หรือดับเครื่องจอดแน่ๆ


จากคุณ : M - [ 18 ส.ค. 46 18:33:24 A:169.210.103.138 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 155

ผมเห็นด้วยกับคุน M นะครับ......แต่ ตรงนี้ครับ

>สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้
>เกียร์ออโต้ มีแรงบิดออกตัวสูงกว่าเกียร์ธรรมดา (มาก)
>จึงออกตัวบนเนินชันได้ดีกว่าเกียร์ธรรมดา
>ขับขึ้นเขาสบายมาก
>จากคุณ : ช่างกล

คุณช่างกล ช่วยอธิบายหน่อยสิครับว่า เพราะอะไรเกียร์ AT ถึงได้มีแรงบิดเวลาออกตัวมากกว่าเกียร์ MT ที่เนินสูง ???


จากคุณ : malldeff - [ 18 ส.ค. 46 19:09:32 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 156

ตอบคุณ 1-9 ครับ
รถที่มีช่วงล่างชนิดเทรลลิ่งอาร์ม เช่นเปอร์โยต์ 305,405 จะเห็นได้ชัดเลยครับว่า เวลาเบรคแล้วท้ายรถจะยุบลง
เซมิเทรลลิ่งอาร์มก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ส่วน MB ก็เช่นเดียวกัน แต่ MB เป็น multilink ผมก็สังเกตเห็นเทรลลิ่งลิงค์อยู่ตัวนึงในแต่ละข้าง ซึ่งมันคงเป็นตัวทำให้เกิดอาการเช่นที่ว่าได้ครับ

ส่วนให้อธิบายกลไกการเกิดอาการที่ว่า ผมยังไม่รู้จะอธิบายยังไงเลยครับ เอาไว้ให้ท่านช่างกลมาอธิบายดีฝ่า



จากคุณ : Ont - [ 18 ส.ค. 46 19:24:27 A:210.86.200.219 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 157

No.142 Liberator (ดยุคแห่งออสเตรีย)

Your messages would be valid IF and ONLY IF all of European Makers say that in their owner's manual.

Sorry but atleast in my '94 Saab CSE '95 Aero and '98CSE didn't say that, at all!

Next time trying not to be too "over" stating your argument!


จากคุณ : 9K - [ 18 ส.ค. 46 20:19:04 A:152.1.99.234 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 158

เจ้าของกระทู้ก็ยังไม่มา
เอิ๊ก



จากคุณ : ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง - [ 18 ส.ค. 46 20:20:32 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 159

เรื่องรถ AT มีแรงบิดดีเมื่อออกตัวบนเนินชัน

วันนี้ไปห้างมา ลองสังเกตดู
คำอธิบายของท่านช่างกลน่าจะเข้าเค้าครับ ว่าที่แรงบิดดีเพราะ torqe converter มันจัดการเปลี่ยนอัตราทด เมื่อทำท่าจะเร่งขึ้นเนินไม่ไหว
ผมสังเกตดูวันนี้ขึ้นที่จอดรถ รอบเครื่องจะค่อนข้างสูง แต่รถเคลื่อนที่ได้นิดเดียว==>อัตราทดมาก แรงบิดที่ล้อดีครับ


จากคุณ : Ont - [ 18 ส.ค. 46 20:27:43 A:210.86.202.144 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 160

คุณ Ont ผมยัง งงๆ อยู่ครับ รถผมขับหน้า diskเบรค4ล้อ ครับ มันลอยจากช่วงล่างได้ไงครับ
ส่วนที่คุณ M ว่าเหมือนเรือนั้น ใบพัดเรือหมุนอยู่ครับ แต่ติดตรงสมอ เรือเลยเกิดการลอยตัวขึ้นมา
แต่ในกรณีรถ ไม่มีอะไรหมุนเลยนะครับ ทุกอย่างนิ่งอยู่กับที่ มีแต่ตัวถังลอยขึ้นมาเท่านั้นเลย งงๆครับ มันเหมือนตอนน้ำท่วมแล้วรถติดไงครับ พอมีรถอีกคันสวนมาคลื่นน้ำมาทำให้รถเราลอยขึ้นมาหน่อยเลยครับ


จากคุณ : มะขามป้อม.. - [ 18 ส.ค. 46 20:52:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 161

ถึงคุณ Ont

เรื่องกันท้ายยุยขณะออกตัว พอเข้าใจและนึกออกอยู่บ้าง แต่ที่คุณ Ont บอกเกี่ยวกับเรื่องเบรคแล้วท้ายยุบ ก็ยังนึกไม่ค่อยออก เมื่อก่อนผมก็เคยใช้ 405 ตอนนี้ก็ใช้ MB อยู่ ก็ไม่เห็นว่ามันจะทำได้ขนาดเบรคแล้วท้ายยุบได้ครับ ดูมันฝืนธรรมชาติการเบรคมากไป ผมว่าอย่างมากที่สุดถ้าเกิดจากเรขาคณิตของการออกแบบช่วงล่าง ก็น่าจะทำได้แค่ให้ท้ายไม่ยกขณะเบรค แต่ขนาดให้ยุบเลยนี่ ผมว่าไม่น่าจะทำได้ขนาดนั้นนะครับ นอกจากจะมีระบบควบคุมเพิ่มเติมอย่างอื่น ซึ่งเท่าที่ดูก็เห็นว่าไม่น่าจะมี

ส่วนที่คุณช่างกลช่วยอธิบายไว้ในความเห็น 149 นั้น เกี่ยวกับระบบกันท้ายยุบนั้น เกิดจากการทำงานของชิ้นส่วนของช่วงล่างเอง หรือว่าเป็นพวก Hydrolic Assist ครับ

และที่อธิบายเกี่ยวกับการออกตัวที่เกียร์2 นี่มันมีผลเกี่ยวกับการที่ท้ายยุยยกขณะเข้าเกียร์ D-N หรือไม่,อย่างไร รบกวนช่วยขยายความเพิ่มให้ด้วยครับ

อีกอย่างที่บอกว่า Honda ออกตัวที่เกียร์ 3 เลยหรือครับ มันมีแรงบิดพอที่จะออกตัวและไม่ทำให้อัตราเร่งเสีบไป ไหวเหรอครับ


ขอบคุณครับ


จากคุณ : 1-9 - [ 18 ส.ค. 46 21:31:24 A:203.113.34.11 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 162

แต่ที่รู้ๆคือ Civic Ek ถ้าดึงเบรคมือ ด้านหลังของรถจะยุบ
ลองไปโยกๆดูกันนะครับ


จากคุณ : ton99 - [ 18 ส.ค. 46 22:35:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 163

เกียร์ลูกเก่ายังเก็บไว้เป็นหลักฐานที่บ้าน
ใครต้องการ ขายในราคา4000บาท


จากคุณ : โคโรนา95 - [ 9 ส.ค. 46 12:35:46 A:203.149.16.205 X:unknown ]

คนเรานี่ มันก็แปลก
มาประกาศขายของปาวๆ พอมีคนจะซื้อ กลับหายจ้อย
เฮ้อ....


จากคุณ : กรุณาใช้บริการช่องถัดไป - [ 19 ส.ค. 46 04:33:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 164

>ส่วนที่คุณช่างกลช่วยอธิบายไว้ในความเห็น 149 นั้น เกี่ยวกับระบบกันท้ายยุบนั้น
>เกิดจากการทำงานของชิ้นส่วนของช่วงล่างเอง หรือว่าเป็นพวก Hydrolic Assist ครับ

ผมจำไม่ค่อยได้ รู้สึกจะทำงานด้วย torque rod
แต่มีช่วงล่างรุ่นหนึ่งใช้ hydrolic แทนสปริงครับ

>และที่อธิบายเกี่ยวกับการออกตัวที่เกียร์2 นี่มันมีผลเกี่ยวกับการที่ท้ายยุยยก
>ขณะเข้าเกียร์ D-N หรือไม่,อย่างไร รบกวนช่วยขยายความเพิ่มให้ด้วยครับ

ออกตัวด้วยเกียร์ 2 มีแรงบิดน้อย traction ต่ำ มีผลกับการท้ายยุบจังหวะออกตัว รถจะออกได้นิ่มกว่า

>อีกอย่างที่บอกว่า Honda ออกตัวที่เกียร์ 3 เลยหรือครับ มันมีแรงบิดพอที่จะออกตัวและ
>ไม่ทำให้อัตราเร่งเสีบไป ไหวเหรอครับ

ใช้เกียร์ 3 ขยับตัวพอให้รถเคลื่อนได้เล็กน้อย เกียร์ก็เปลี่ยนลงต่ำ
เริ่มขยับรถออกตัวด้วยเกียร์3 รถจะออกตัวได้นิ่มกว่า ท้ายรถไม่ยุบ

เกียร์เบนซ์ รุ่นที่ออกตัวด้วยเกียร์ 2 ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน
เมื่อออกตัวบนหิมะ ล้อจะไม่ลื่น ได้ผลเหมือนเกียร์ snow

ทางขึ้นเขาในยุโรปส่วนมากเป็นทางคดเคี้ยว วนเวียน เป็นทางโค้งมาก
เมื่อเข้า D ต้องเหยียบจม รถจึงจะออกด้วยเกียร์ 1 ทำให้ขับขึ้นเขาลำบาก
เมื่อเหยียบจม รถก็พุ่งเร็ว อาจเกิดอันตรายได้ง่าย
คู่มือรถเบนซ์จึงแนะนำให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำ หรือ L
L มาจากภาษาเยอรมันว่า Last แปลว่า Load อนุโลมให้เป็น Low ก็ได้


จากคุณ : ช่างกล - [ 19 ส.ค. 46 05:58:43 A:203.113.36.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 165

>คุณช่างกล ช่วยอธิบายหน่อยสิครับว่า เพราะอะไรเกียร์ AT ถึงได้มีแรงบิดเวลาออกตัวมากกว่าเกียร์ MT
>ที่เนินสูง ???
>
>จากคุณ : malldeff -

Torque converter ทำหน้าที่ 2 อย่าง
1) fluid coupling
2) torque multiplier เมื่อความเร็วด้านขับ input สูงกว่า ด้านถูกขับ output
มันจะเกิดอัตราทด เหมือนเกียร์ทดชนิดหนึ่ง นั่นเอง
อัตราทดแปรผันได้ตั้งแต่ 1 ถึง 3 .. 3.5 โดยประมาณ ==> เป็น variable speed transmission
อัตราทดยิ่งสูง เมื่อ output ยิ่งหมุนช้า

จะเห็นได้ว่า
อัตราทดสูงที่สุด เมื่อ output หมุนช้าที่สุด คือ หยุดนิ่ง
ตรงนี้เป็นคำตอบที่ว่า .. เข้า D ทำไมรถมีแรงฉุดมาก จนสามารถออกตัวได้โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง
ก็เพราะ torque converter มีอัตราทด=สูงสุด ที่ความเร็ว(output)=ต่ำสุด นั่นเอง

แรงบิดที่ส่งไปรออยู่ที่ล้อ คือ = Q potential ซึ่งเป็นพลังร้อนที่รอจะทำงาน
ที่คุณ M เปรียบเทียบกับระบบไฮดรอลิก เมื่อเราอัดอากาศเข้าถัง ก็เป็น potential-energy
ที่รอจะทำงาน
รายการทีวีนร.แข่งจรวดน้ำ.. แรงอัดที่คนสูบลมเข้า ก็เป็น potential heat

Break point:
เมื่อความเร็ว output = input ชิ้นส่วนทุกชิ้นจะหมุนไปด้วยกันเป็นชิ้นเดียวกัน
จุดนี้ torque converter จะเปลี่ยนหน้าที่ กลายเป็น fluid coupling หรือ คลัช

เหตุผลสำคัญทางเทคนิด:
ในทางปฏิบัติ ความเร็วรอบของ input จะเท่ากับ output ไม่ได้ !!
ความเร็วของ output จะต้อง "ช้ากว่า" input เสมอ

เนื่องจาก torque converter ส่งกำลังโดย centrifugal pump (impeller)
มี centrifugal force ออกทางปลายใบพัด ทำให้น้ำมันเกิดการไหล
ถ้าใบพัดทั้งสอง คือ impeller และ turbine หมุนด้วยความเร็วรอบเท่ากัน
centrifugal force ที่เกิดจาก turbine จะออกมาเท่ากันด้วย ==> ทำให้เกิดแรงต้านกันเอง
impeller ไม่สามารถขับน้ำมันให้ไหลไปขับเคลื่อนหรือส่งกำลังได้

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถทำให้ .... output หมุนเร็วเท่ากับ input ได้
ความเร็วจะแตกต่างประมาณ 2-3%

เมื่อใช้ lock up clutch ต่อตรง ทำให้ความเร็วรอบเท่ากัน


จากคุณ : ช่างกล - [ 19 ส.ค. 46 06:17:05 A:203.113.36.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 166

ผมขอถามนิดหนึ่ง ผมใช้ Honda Civic อยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นำรถไปขึ้นทางขึ้นเขามีความลาดชันมาก แม้ว่าจะใช้เกียร์ L และเหยียบคันเร่งจนสุดแล้ว ผมสามารถที่จะทำให้รถเคลื่อนที่ขึ้นได้ โดยตอนแรกรอบเครื่องจะอยู่ประมาณ 2500 รอบ พอสักพักหนึ่งรอบเครื่องขึ้นไปอยู่ที่ 3500 รอบ แต่รถกลับเคลื่อนที่ได้ช้าลงจนหยุด ในกรณีนี้เกิดอะไรขึ้นกับระบบเกียร์ และจะเกิดความเสียหายอะไรบ้าง

จากคุณ : Cessna182 (cessna182) - [ 19 ส.ค. 46 08:06:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 167

ลองนึกภาพระบบเทรลลิ่งอาร์มของ 405 นะครับ
ถ้าล้อหมุนอยู่ มันก็ไม่มีอะไร วิ่งไปเรื่อยๆ ความสูงก็ปรกติ
แต่เมื่อมีเบรคมาจับให้ล้อเป็นชิ้นเดียวกับตัวเทรลลิ่งอาร์ม(แหงล่ะ ก็เบรคนี่นา) จะเห็นว่า แรงเสียดทานระหว่างยาง(ล้อ) กับพื้น จะทำให้เกิดโมเมนต์ส่งไปถึง"จุดหมุน(เชื่อม)ของเทรลลิ่งอาร์ม กับตัวถังรถ"
ทำให้แขนของเทรลลิ่งอาร์มพยายามที่จะฟาดลงพื้น ดึงตัวถังรถให้เตี้ยลงครับ

ส่วนที่บอกว่า เคยใช้ 405 แล้วไม่เห็นผลชัดเจนอะไร
ถ้าคุณใช้รถอื่นมาก่อน อาจบอกความแตกต่างได้นะครับ

เวลาเบรคเจ้า 405 แรงๆ ถ้ายังสังเกตอยู่บ้าง จะพบว่า หน้าไม่ทิ่มมากครับ เพราะ ด้านหลังจะยุบตัวลง แต่เนื่องจากยังมีการถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้าอยู่ดี ด้านหน้าก็ยุบลงด้วย และอาจยุบมากกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ...สรุปว่ารถเตี้ยลงทั้งคันครับตอนเบรค แต่ด้านหน้าเตี้ยลงมากกว่า.....
แต่ถ้าคุณอยากเห็นผลชัดเจนมากขึ้น ลองใช้เบรคมือสิครับ ท้ายเตี้ยลงเห็นๆเลย...


จากคุณ : Ont - [ 19 ส.ค. 46 12:07:22 A:203.118.86.193 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 168

แรงบิดที่มาคารอไว้ที่ล้อแต่ เบรคจับหยุดไว้ แรงบิดของเพลาจะทำปฏิกิริยาดีดตัวเองขึ้นได้ ด้วยการยันตัวเองด้วยแรงบิดของเพลา โดยมีจุดค้ำแรงคือ ล้อที่ถูกจับให้นิ่ง
แรงบิดนี้จะไปเสริมแรงพยุงตัวของสปริงและโช้คแก้ส ทำให้ระดับตัวถังล้อยขึ้น หรืออาจจะยุบลง ในรถบางแบบ ช่วงล่างบางแบบ แล้วแต่ว่า แรงบิดที่มาจากเพลาขับ จะไปเสริมแรงพยุงตัวของสปริง หรือไปเสริมแรงกดลงบนสปริง ซึ่งบวกกับน้ำหนักตัวรถแล้วจะทำให้สปริงยุบตัวลงไปอีก ตัวถังจึงยุบลงไป
แล้วแต่ ชนิดรถและชนิดช่วงล่างครับ ขับหน้า ขับหลัง มีอาการไม่เหมือนกัน
ขับหน้ามักจะทำให้โช้คหน้ายืดตัวออกเวลาเร่งแรงๆ
ส่วนขับหลัง จะทำให้ตัวถังล้อหลังยุบตัว
ลองไปดูรถที่แข่ง แดรก ควอเตอร์ไม้ลกันดูสิครับ ขับหลังเวลาออกตัว ช่วงท้ายมันจะยุบตัวลง ทั้งนี้เป็นเพราะแรงบิดที่ล้อหลังไปเสริมแรงกดลงบนสปริงหลัง สปริงจึงยุบตัวมากขึ้น ท้ายรถจะยุบตาม
คงพอจะเข้าใจนะครับ


จากคุณ : M - [ 19 ส.ค. 46 12:11:48 A:203.113.51.103 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 169

คุณ M ...พวกรถแดร็กที่ใช้ช่วงล่างโฟร์ลิงค์ มันก็เทรลลิ่งอาร์มดีๆนี่เอง ออกตัวท้ายไม่ยุบหรอกครับ ถ้าเซ็ทให้พอดีๆ

จากคุณ : Ont - [ 19 ส.ค. 46 14:53:48 A:202.133.132.210 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 170

เย้ ! 170

จากคุณ : 701ls - [ 19 ส.ค. 46 15:01:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 171

มายืนยันว่า ช่วงล่างหลังแบบเซมิเทรลลิ่งอาร์ม "Semi Trailing Arm" อย่างที่ Alfa Romeo 155 ที่ผมใช้อยู่ เวลาเข้าเบรคมือ ท้ายรถจะยุบลงหน่อยๆ ครับ เพราะวงล้อ มันจะหมุนทำแรงให้ ปลายแขนของอาร์มมันกดลงหาพื้น

อธิบายด้วยภาษาเชิงช่างไม่เก่งครับ
.......
ว๊า แย่จัง ........... อธิบายยาก แต่ยืนยันว่า ช่วงล่างแบบนี้ ทำให้ท้ายรถ ยุบตัวลงนิดๆครับ รู้สึกว่า ซีตรอง AX ก็เหมือนๆกัน ครับ


จากคุณ : วิ ช ช า - [ 19 ส.ค. 46 15:57:19 A:203.121.173.122 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 172

รถแดรกจะเซ้ตปริงหลังค่อนข้างแข็ง เพราะน้ำหนักในการออกตัวเกือบทั้งหมดจะตกลงบนล้อหลัง สปริงที่รับแรงกดที่ว่าจะต้องแข็งมากๆ โช้คก็เป็นแบบหนืดสุดๆ
หากไม่เช่นนั้นแล้วรถจะยุบตัวเกินไป การทรงตัวตอนออกตัวจะเลื้อยค่อนข้างมาก
น้ำหนักรถทั้งคันจะตกลงสู่ล้อหลังทั้งหมด ในกรณีรถขับหลังพวกแดรกล้อโตๆของไอ้กัน ออกตัวทียกหน้าเลยล่ะครับ บางคันหงายไปเลยก็มี


จากคุณ : M - [ 19 ส.ค. 46 17:51:00 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 173

สมควรแล้วที่เป็นกระทู้แนะนำ ให้ความรู้ดีจริงๆ

จากคุณ : %0.05 - [ 19 ส.ค. 46 18:29:02 A:202.183.191.212 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 174

ยอดเยี่ยม
ขอชมเชย
ทุกคนตอบแบบมีน้ำใจและความรู้

ว่าแต่ว่าเจ้าของกระทู้หายไปใหนอ่ะ
สงสัยว่ายังหาโซลินอยด์ไหม้ๆไม่เจอ


จากคุณ : Land Speed - [ 19 ส.ค. 46 21:46:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 175

ขอถามหน่อยนะครับ

คือว่าผมไปเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ออโต้มานานแล้วเหมือนกัน พอดีล้างรถถ ล้างห้องเครื่อง เลยดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมาดู ลองเช็ดแล้วเช็คใหม่อยู่หลายหน ปรากฎว่าเกินกว่าขีดสูงสุดอยู่มากพอสมควรเลย (เกินขีด Hot ประมาณ 1.5 เซนติเมตร ขณะที่ยังเย็นอยู่)

ขอถามว่าการที่มีน้ำมันเกียร์เกินไปมากๆในเกียร์ออโต้ จะมีผลกระทบอะไรบ้างไหมครับ มีผลเสียอะไรไหมครับ


จากคุณ : 7890 - [ 20 ส.ค. 46 03:53:34 A:203.113.34.13 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 176

>Hot ประมาณ 1.5 เซนติเมตร ขณะที่ยังเย็นอยู่)

เกินมากนะครับ ทำเองได้ง่ายๆ ใช้ท่อพลาสติกตู้ปลา ดูดออก

>ขอถามว่าการที่มีน้ำมันเกียร์เกินไปมากๆในเกียร์ออโต้ จะมีผลกระทบอะไรบ้างไหมครับ
>มีผลเสียอะไรไหมครับ

เรื่องเติมน้ำมันเกินเกียร์ยุโรปกลัวมาก รถที่เกียร์พังเข้าอู่ ส่วนมากจะบอกว่า น้ำมันไม่ขาด
เพราะเติมเผื่อเอาไว้ให้เกิน
ตอนหลัง รง.ไม่ทำที่เติมไว้ข้างบน คนคิดว่าไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันตลอดชีวิต
เป็น Lifetime ที่จริงต้องเปลี่ยนครับ เขาให้ 0 คอยดูแลแทนเจ้าของ

น้ำมันเกินจะเกิด internal friction เพิ่ม ส่วนบนถูกตีเป็นฟอง เหมือน Aerater
เครื่องตีน้ำ เติมอากาศบ่อเลี้ยงกุ้ง
ตามปกติน้ำมันเป็นฟองยาก เพราะมี additve ป้องกัน
ฟองอากาศที่ผสมในน้ำมันทำให้แรงดันไฮดรอลิดลด แรงกดแผ่นคลัชลดลง
เกิดความร้อนจากการเสียดสี ==> คลัชลื่น

ในคู่มือเยอรมัน..
Zu viel Oel fuehrt durch seine erhoert Innenreibung ebenfalls
zu einer starken Erwaermung.

Zu viel Oel = น้ำมันเกิน
Innenreibung= internal friction
stark=รุนแรง
Erwaermung=ความร้อน

เกียร์ญี่ปุ่นไม่ค่อยมีปัญหา ที่วัดของ Honda ดูยาก ควรระวังให้ดี


จากคุณ : ช่างกล - [ 20 ส.ค. 46 08:04:02 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 177

เบนซ์ของน้องผมก็เพิ่งซ่อมเกียร์เหมือนกัน ช่างซ่อมหาว่าถูกแกล้งอุดรูระบายแล้วเติมน้ำมันเกียร์ให้เกิน
ที่จริง..
เป็นรูระบายอากาศ เขาไม่ได้ทำไว้ให้เป็นรูน้ำมันล้น อย่างที่ช่างเข้าใจ ถ้าน้ำมันเกินถึงระดับนั้น รูนี้ ก็ช่วยไม่ได้


จากคุณ : ช่างกล - [ 20 ส.ค. 46 08:12:37 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 178

ปัญหาโซลินอยด์ไหม้ หรือเสื่อมจากความร้อน เป็นการวิตกเกินเหตุ
API เขาทดสอบน้ำมันเครื่อง ค่า HT/HS high temperature , high shear
เขาทดสอบที่อุณหภูมิ 150C
น้ำมันต้องทนความร้อนถึงระดับนี้ได้โดยไม่เสียหาย จึงจะผ่านมาตรฐาน

น้ำมันเกียร์ มี viscositiy index สูงกว่า มี anti oxidation สูงกว่า มันทนความร้อนได้ดีกว่าน้ำมันเครื่องมาก
อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ทำงาน จะต้องใช้ insulator Class สูงๆ ทนความร้อนระดับ 150 ได้ดี
แล้วรถที่ไหนจะร้อนถึงขนาดนี้


จากคุณ : ช่างกล - [ 20 ส.ค. 46 08:29:41 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 179

ผมขอถามนิดหนึ่ง ผมใช้ Honda Civic อยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นำรถไปขึ้นทางขึ้นเขามีความลาดชันมาก แม้ว่าจะใช้เกียร์ L และเหยียบคันเร่งจนสุดแล้ว ผมสามารถที่จะทำให้รถเคลื่อนที่ขึ้นได้ โดยตอนแรกรอบเครื่องจะอยู่ประมาณ 2500 รอบ พอสักพักหนึ่งรอบเครื่องขึ้นไปอยู่ที่ 3500 รอบ แต่รถกลับเคลื่อนที่ได้ช้าลงจนหยุด ในกรณีนี้เกิดอะไรขึ้นกับระบบเกียร์ และจะเกิดความเสียหายอะไรบ้าง
-------------------------------------------------

Civic เข้า 2 หรือ L ???
ตอนที่หยุด รอบควรจะหยุดที่ 2xxx rpm ไม่ควรเป็น 3500 rpm
ลองเข้าเกียร์นี้ เหยียบเบรค(ให้ดี) แล้วเร่งเต็มที่ว่าได้ความเร็วรอบ = ?? rpm

หลังจากรถขึ้นต่อไม่ได้ คุณทำอะไรต่อไป ไม่เล่าให้จบหรือครับ ;-)


จากคุณ : ช่างกล - [ 20 ส.ค. 46 08:40:13 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 180

เกียร์เบนซ์รุ่นเก่าที่แนะนำให้เข้า L ตอนขับขึ้นเขา ทางขึ้นเขามีโค้งมากนั้น
เกียร์รุ่นนี้ใช้ Vacuum Modulator ไม่ใช่เกียร์ไฟฟ้าแบบรุ่นใหม่

Modulator ทำหน้าที่สั่งให้เกียร์ shift up / down โดยวัดจาก
vacuum ในท่อไอดี
(เกียร์รุ่นใหม่ใช้ไฟฟ้าวัด rpm/load-Map จากขาคันเร่ง)

ข้อเสียของ vacuum modulator คือทำงาน sensitive เกินไป
แค่ยกคันเร่งนิดเดียว ค่า vacuum เกิดการเปลี่ยนแปลงวูบวาบ
ทำให้รถ shift-up เกียร์สูง เมื่อเร่งอีกครั้ง รถจะ shift-down เกียร์ต่ำลงอีก
เกิดการเปลี่ยนเกียร์สลับไปมาโดยไม่จำเป็น

ขณะที่กำลังขับรถขึ้นเขา เมื่อถึงทางโค้ง คนขับถอนคันเร่ง
เมื่อเกียร์ต้องเปลี่ยนสลับไปมา รถจะไม่มีกำลังขับที่ต่อเนื่อง
การขับขึ้นเขาก็ไม่ดี


แต่รถ Honda ไม่ใช้ vacuum ใช้ mechanical modulator
เป็นสายต่อกับคันเร่ง ที่รู้จักกันดีเรียก สาย kick down นั่นแหละ

Allison เกียร์ชั้นนำของอมก. เห็นว่า mechanical modulator
ทำงานได้ดีกว่า จึงเลือกใช้ระบบนี้เป็นมาตรฐาน
ส่วนฝั่งยุโรป เขานิยม vacuum modulator
รถ Volvo ที่ติดเกียร์ Allison จึงใช้ vacuum modulator ของเขาเอง


จากคุณ : ช่างกล - [ 20 ส.ค. 46 09:01:47 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 181

ดูพฤติกรรมเจ้าของกระทู้ได้ที่

http://www.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V2403164/V2403164.html

ป่วนประจำ


จากคุณ : อาฮ่า - [ 20 ส.ค. 46 10:00:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 182

----อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ทำงาน จะต้องใช้ insulator Class สูงๆ ทนความร้อนระดับ 150 ได้ดี
แล้วรถที่ไหนจะร้อนถึงขนาดนี้ ------
คุณช่างกล ผมไม่แน่ใจนะครับว่า อัตราการเสียจากการทำงานด้วยตัวมันเอง กับการแผ่ความร้อนจากเกียร์มาสู่ตัวโซลินอยด์ อย่างไหนจะหนักหนากว่ากัน
คือเข้าใจว่า ตัวโซลินอยด์มันอยู่ติดกับเกียร์ออโต้ หากตัวมันเองร้อนนิดหน่อย บวกกับความร้อนที่เกียร์ Radiate มาสู่ตัวโซลินอยด์ อาจจะทำให้มันเสื่อมไวขึ้นใช่ไหมครับ
แต่หากเกียร์มันไม่ร้อน เมื่อเข้า N อัตราการเสียของโซลินอยด์น่าจะลดลงไป เพราะความร้อนของเกียร์ออโตเมื่อเข้า D จะสูงกว่าเข้า N จริงไหมครับ


จากคุณ : M - [ 20 ส.ค. 46 12:11:43 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 183

ผมขอถามนิดหนึ่ง ผมใช้ Honda Civic อยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นำรถไปขึ้นทางขึ้นเขามีความลาดชันมาก แม้ว่าจะใช้เกียร์ L และเหยียบคันเร่งจนสุดแล้ว ผมสามารถที่จะทำให้รถเคลื่อนที่ขึ้นได้ โดยตอนแรกรอบเครื่องจะอยู่ประมาณ 2500 รอบ พอสักพักหนึ่งรอบเครื่องขึ้นไปอยู่ที่ 3500 รอบ แต่รถกลับเคลื่อนที่ได้ช้าลงจนหยุด ในกรณีนี้เกิดอะไรขึ้นกับระบบเกียร์ และจะเกิดความเสียหายอะไรบ้าง
-------------------------------------------------

Civic เข้า 2 หรือ L ???
ตอนที่หยุด รอบควรจะหยุดที่ 2xxx rpm ไม่ควรเป็น 3500 rpm
ลองเข้าเกียร์นี้ เหยียบเบรค(ให้ดี) แล้วเร่งเต็มที่ว่าได้ความเร็วรอบ = ?? rpm

หลังจากรถขึ้นต่อไม่ได้ คุณทำอะไรต่อไป ไม่เล่าให้จบหรือครับ ;-)

----------------------------------
คุณช่างกลต้องขอโทษในความผิดพลาด พอดีอ่านกระทู้ข้างบนพูดถึงเกียร์ L เลยติดมา จริงๆแล้วเป็นเกียร์ 2 ครับ ตอนรถหยุดผมกำลังตกใจเลยไม่ได้ดูรอบเครื่องครับ สุดท้ายก็ต้องถอยหลังลงเขาครับ (เข้าเกียร์ถอยหลังและเหยียบเบรกไว้) โชคดีที่ไม่มีรถตามขึ้นมา แต่ผมสงใสว่าทำไมพวกรถตู้ รถปิกอัพ ที่มีแรงม้าน้อยกว่า แต่เป็นเครื่องดีเซล ถึงสามารถขึ้นไหวครับ (เส้นทางขึ้นพระธาตุดอยตุง)


จากคุณ : Cessna182 (cessna182) - [ 20 ส.ค. 46 12:22:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 184

ผมไม่มีรถครับ

จากคุณ : โน้ต - [ 20 ส.ค. 46 13:43:10 A:203.154.220.97 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 185

ขอถามอีกหน่อย

เกียร์ออโต้จำเป็นต้องมี Oil Cooler มาใช้ระบายเสมอรึเปล่าครับ ผมใช้ Cefiro รุ่นขับหลัง เคยเปลี่ยนเกียร์เชียงกงมา พึ่งมาลองดูไม่เห็นมีเลย เลยไม่แน่ใจว่าเดิมมันมีแล้วช่างไม่ใส่ให้ หรือว่ารุ่นนี้ไม่มีอยูแล้วครับ ถ้ามันออกแบบมาไม่มี ถ้าอยากใส่เพิ่มคงทำไม่ได้ใช่ไหมครับเพราะมันไม่มีรูวนของน้ำมัน


จากคุณ : 7890 - [ 21 ส.ค. 46 00:31:56 A:203.113.35.13 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 186

ตกลงนี้ก็วันที่ 21 แล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้คุณอานั่งแกะเกียร์ออโตเล่น หรือนั่งแกะคอมเพราะไวรัสกินตับ กันแน่

แต่ผมคิดว่า เค้าคงหนีหน้าอาหมูไปแล้วหล่ะครับ น่าเสียดายนะเกียร์พังๆ ขายได้ตั้ง 4 พัน ไม่ยักกะเอา อิอิอิ
แต่อย่างน้อยๆ เค้าก็ทำให้ pantip กลับมาคึกครื้นด้วยสาระเชิงช่างเหมือนแต่ก่อนสมัยผมเด็กๆ คิดแล้ว ก็ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้อะครับ


จากคุณ : ธนูไฟ - [ 21 ส.ค. 46 04:48:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 187

คุณช่างกลต้องขอโทษในความผิดพลาด พอดีอ่านกระทู้ข้างบนพูดถึงเกียร์ L เลยติดมา จริงๆแล้วเป็นเกียร์ 2 ครับ ตอนรถหยุดผมกำลังตกใจเลยไม่ได้ดูรอบเครื่องครับ สุดท้ายก็ต้องถอยหลังลงเขาครับ (เข้าเกียร์ถอยหลังและเหยียบเบรกไว้) โชคดีที่ไม่มีรถตามขึ้นมา แต่ผมสงใสว่าทำไมพวกรถตู้ รถปิกอัพ ที่มีแรงม้าน้อยกว่า แต่เป็นเครื่องดีเซล ถึงสามารถขึ้นไหวครับ (เส้นทางขึ้นพระธาตุดอยตุง)
------------------------------------------------
อย่าเปลี่ยนไป 2 ให้อยู่ที่ D หรือ D3 จะขับขึ้นได้
เกียร์ 2 ของ Civic ล็อคไว้ที่เกียร์ 2 เกียร์เดียว ไม่มีเกียร์ 1
ใช้เกียร์ 2 จึงไม่มีกำลังขับขึ้น
ดอยตุงไม่เคยไป แต่ทางดอยอินทนนท์เคยลองแล้วครับ


จากคุณ : ช่างกล - [ 21 ส.ค. 46 05:46:14 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 188

เกียร์ออโต้จำเป็นต้องมี Oil Cooler มาใช้ระบายเสมอรึเปล่าครับ ผมใช้ Cefiro รุ่นขับหลัง เคยเปลี่ยนเกียร์เชียงกงมา พึ่งมาลองดูไม่เห็นมีเลย เลยไม่แน่ใจว่าเดิมมันมีแล้วช่างไม่ใส่ให้ หรือว่ารุ่นนี้ไม่มีอยูแล้วครับ ถ้ามันออกแบบมาไม่มี ถ้าอยากใส่เพิ่มคงทำไม่ได้ใช่ไหมครับเพราะมันไม่มีรูวนของน้ำมัน
------------------------------
จำเป็นต้องใช้ Oil cooler
เพราะความร้อนมีผลกับความหนืดของน้ำมัน
ความหนืดเปลี่ยนแปลงมากน้อย ตามค่า viscosity index ของน้ำมัน
น้ำมันเกียร์จะมี viscosity index สูงกว่าน้ำมันเครื่องมาก
ช่วยป้องกันความหนืดเปลี่ยนแปลงมาก แต่ร้อนมากก็ไม่ไหว

Cefiro ไม่ติด Oil cooler วิ่งในเมืองอาจไม่มีปัญหาความร้อนมากนัก
แต่วิ่งเร็วจะมีปัญหาความร้อน

ให้ร้านหม้อน้ำใส่เพิ่มก็ได้ แต่ผมไม่ชอบทำแบบนี้ เขาไม่มีท่อสองชั้น
แบบของแท้ ผมใช้ Oil cooler ของ Isuzu มาติดข้างนอก ไม่มีพัดลม
บางคนเขาติดพัดลมด้วย ใช้ได้ดีกว่าติดตั้งในหม้อน้ำ


จากคุณ : ช่างกล - [ 21 ส.ค. 46 06:13:15 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 189


ความคิดเห็นที่ 178

น้ำมันเกียร์ มี viscositiy index สูงกว่า มี anti oxidation สูงกว่า มันทนความร้อนได้ดีกว่าน้ำมันเครื่องมาก

จากคุณ : ช่างกล - [ 20 ส.ค. 46 08:29:41


จริงเหรอครับ ?? ตามความเข้าใจของผม น้ำมันเครื่องซึ่งต้องทำหน้าที่สารพัดแทบไม่ต่างกับน้ำมันเกียร์และอยู่ในภาวะเผาไหม้ ด้วยซ้ำ

อยากได้ความกระจ่างนะครับ ไม่ได้ก่อกวน
thanks....



จากคุณ : ชอบกระทู้นี้ ("ศิระ") - [ 21 ส.ค. 46 07:17:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 190






D-N พังกี่คันในโลกนี้ ทั้งชาติประหยัดน้ำมันได้เท่าไร
D-Break พังกี่คันในโลกนี้ ทั้งชาติประหยัดน้ำมันได้เท่าไร


สรุปว่าไม่มีความแตกต่าง

ที่แน่ๆ เหยียบเบรค ไฟไม่แยงตาชาวบ้าน ไม่เหมื่อย ปลอดภัย



จากคุณ : ห - [ 21 ส.ค. 46 13:56:39 A:203.107.153.46 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 191

ู^
^
^
แก้คำผิด เป็นเข้า N ไว้ ดีกว่า

ส่วนตัวชอบขับ MT w123 benz ทัศนะวิศัยเยี่ยมมากรอบตัว
ไม่ชอบพวกรถใหม่ๆ มองไม่ชัดเลย


จากคุณ : s - [ 21 ส.ค. 46 13:59:22 A:203.107.153.46 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 193

ถามต่ออีกหน่อยครับ

// Cefiro ไม่ติด Oil cooler วิ่งในเมืองอาจไม่มีปัญหาความร้อนมากนักแต่วิ่งเร็วจะมีปัญหาความร้อน //

แล้วรุ่นนี้ปกติแล้วมีมาจากโรงงานหรือเปล่าครับ ผมก็ว่ามันร้อนจริงๆครับเวลาวิ่งทางไกล ขาซ้ายพิงไว้กับอุโมงค์ ร้อนมากเลยดรับร้อนทะลุพรมออกมาเลย

คือถ้าสมมุติว่ารุ่นนี้ไม่มี Oil cooler จากโรงงานอยู่แล้ว ถ้าต้องการใส่เพิ่มจะรู้ได้อย่างไรครับว่าจะให้น้ำมันไหลเข้า-ออกจากตรงไหนครับ และเกียร์ออโต้ทุกยี่ห้อต้องมีรูท่อน้ำมันเข้า-ออกเพื่อระบายความร้อนรึเปล่าครับ ถ้ามีรูเข้าออกอยู่แล้วคงหาง่ายหน่อย แล้วถ้าไม่มีนี่หมดสืทธิเลยใช่ไหมครับ

ขอบคุณครับ


จากคุณ : 7890 - [ 21 ส.ค. 46 22:59:43 A:203.113.35.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 194

ถ้าเป็น CVT จะต้องเข้า D-Break ด้วยหรือเปล่าครับ
เพราะเท่าที่เคยดูโครงสร้างของเกียร์ CVT
มันต่างจากเกียร์ at ทั่วไปอยู่พอสมควร

และพวกเกียร์ mt แบบ automatic อย่างพวกเกียร์ F1,SMG และ Selespeed
ต้องปฎิบัติเหมือนกันหรือเปล่าครับ


จากคุณ : ton99 - [ 21 ส.ค. 46 23:09:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 195

ผมขอนอกเรื่องนิดนะครับ
ผมรู้สึกคุ้น ๆ กับคำพูดของคุณ ช่างกล มาก

อยากทราบว่า คุณช่างกล เคยเล่น Falcon BBS
ในสมัยก่อนหรือเปล่าครับ
ที่ใช้ชื่อว่า s.... k....

ผมเองเคยได้รับคำแนะนำ ดี ๆ เกี่ยวกับ เกียร์ออโต้
จากคุณ s.... k.... ครั้งสมัย Falcon BBS ยังมีคนเล่นอยู่
(ตอนนั้น คุณหมอ พันธุิดิส ทอง.... ก็ยังเล่นอยู่ แล้วก็หายไป)

โดยคุณ s.... k.... จะคอยโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์
บน Falcon BBS อยู่เสมอ

เชื่อหรือไม่ว่า ผมยังเก็บเรื่องที่คุณโพสต์ไว้บนเมล์ใน FTSN (Free Thailand
SysOp nodes) อยู่จนถึงทุกวันนี้


ถ้าไม่ใช่ ก็ขออภัยครับ

แก้ไขเมื่อ 21 ส.ค. 46 23:23:38

จากคุณ : ศิษย์ falcon bbs (jsc) - [ 21 ส.ค. 46 23:11:02 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 196

Falcon BBS เป็น BBS ที่เปิดบริการมานานที่สุดในเมืองไทย
SysOp คงจะดีใจมากที่คุณศิษย์เก่าคิดถึง เช่นเดียวกับสมาชิกทุกคนที่เคยติดต่อกัน


จากคุณ : ช่างกล - [ 22 ส.ค. 46 04:54:43 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 197

>ถ้าเป็น CVT จะต้องเข้า D-Break ด้วยหรือเปล่าครับ
>เพราะเท่าที่เคยดูโครงสร้างของเกียร์ CVT
>มันต่างจากเกียร์ at ทั่วไปอยู่พอสมควร

ถ้า CVT ของ Fiat Punto ใช้คลัชแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่ใช้ torque converter
เหมือนเกียร์ออโต้ทั่วไป ถ้าเหยียบเบรคนาน คลัชจะเสีย

ส่วนเกียร์ CVT ของ ฮอนด้า มิตซู ใช้ Torque converter ตามปกติ แต่
แต่ระบบภายในต่างกัน ถ้าเหยียบเบรค สายพานโลหะจะต้องหมุนฟรี
เบรคนานๆก็ไม่ดี

>และพวกเกียร์ mt แบบ automatic อย่างพวกเกียร์ F1,SMG และ Selespeed
>ต้องปฎิบัติเหมือนกันหรือเปล่าครับ

F1 ยังไม่อนุญาตให้ใช้เกียร์ออโต้ เกียร์ที่ F1 ใช้เป็นเกียร์ธรรมดา
คลัชใช้เฉพาะตอนสตาร์ท หลังจากออกตัวแล้ว ไม่ใช้คลัช
เทคนิคตอนออกตัว ตั้งใจให้ล้อหมุนฟรี แทนที่การเลี้ยงคลัช
เพื่อลดความร้อนที่ผ้าคลัช

รถ Truck ขนาดใหญ่ใช้เกียร์แบบนี้มานานแล้ว
มีระบบ pneumatic ช่วยเปลี่ยนเกียร์
รถ Wabco คันเกียร์ เลื่อนไปหน้าหรือหลังเท่านั้น
มันจะเลือกเกียร์ที่เหมาะสม
อาจจะ skip ข้ามไปเกียร์สูงหรือต่ำกว่า ตามโหลด

Selespeed เป็นเกียร์ออโต้ธรรมดา
SMG ไม่รู้จัก


จากคุณ : ช่างกล - [ 22 ส.ค. 46 05:35:47 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 198

จริงเหรอครับ ?? ตามความเข้าใจของผม น้ำมันเครื่องซึ่งต้องทำหน้าที่สารพัดแทบไม่ต่างกับน้ำมันเกียร์และอยู่ในภาวะเผาไหม้ ด้วยซ้ำ
-------------------
น้ำมัน ATF ทำจาก base stock Group 3 ซึ่งเป็น
unconventional base oils (UCBOs) or
very high V.I. (VHVI) base oils.
1999 National Advertising Department of the Better Business Bureau ยินยอมให้เทียบเท่า Synthetic


จากคุณ : ช่างกล - [ 22 ส.ค. 46 05:51:36 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 199

FYI:
F1 technical disssusion: Wheel Spin, Traction Control

In 93 the Williams team and others used Traction Control and later ABS braking. However even with traction control implemented Prost and Hill were still able to spin the rear wheels leaving black rubber marks behind them. I noticed on one of Prost's starts the tyre marks he lay down did'nt simply fade away, they faded initially but then began to stutter with increasingly smaller gaps between each mark.
I link this phenomenon to the TC system, but why is it that this system could'nt prevent the wheels
spinning in the first place?, is it because the system could'nt cope with the power or the speed with which the wheel were spinning?.

--------------------------------------------------------------------------

I don't 100% know why a certain amount of wheel spin = best start. If you don't spin the wheels at all the engine will stay in the low revs where they don't have much by way of power and torque compared to the higher range (hence why they always try to keep the revs as high as possible when they want to go as fast as possible) and the car will bog down and you get a slower start.

On the other hand too much wheel spin and the car doesn't move, the inertia is too great compared to the grip between spinning wheel and road so the start is slow again.
To get the best start you obviously want to get just the right amount of wheel spin to make a compromise between the two sides.

I would only assume this is why the Traction Control systems didn't stop the wheel's spinning on the start


จากคุณ : ช่างกล - [ 22 ส.ค. 46 11:42:45 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 200

ใครรู้ปี 200x Traction control มีการพัฒนาอะไรบ้าง เห็นออกตัวไม่ค่อยสปินเหมือนสมัยก่อน

จากคุณ : ช่างกล - [ 22 ส.ค. 46 11:50:34 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 201

จริงครับ ยืนยันความเห็นของคุณช่างกล
สำหรับเกียร์ CVT โดยเฉพาะของฮอนด้า ผมเคยพูดคุยกับวิศวกรฮอนด้า จากญี่ปุ่นแล้ว เรื่องการทิ้งไว้ที่ D แล้วเหยียบเบรกว่าจะได้หรือไม่

วิศวกรเขาคิดและพูดจากันกับพรรคพวก และกับผมอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลงความเห็นกันว่า ไม่น่าจะทิ้งไว้ที่ D นานนัก เพราะเกียร์จะตัดที่ด้านนอกของชุดเกียร์ คือมีคลัทช์อีกชุดหนึ่งอยู่ระหว่างเกียร์ กับเฟืองท้าย
เป็นเหตุให้ภายในเกียร์หมุนอยู่ตลอดเวลาที่ใช้ D แล้วเหยียบเบรก สู้ปลดเป็น N ไม่ได้ จะได้ไม่เกิดการเสียดสีของระบบภายในเกียร์

ผมเคยนำมาพูดไว้ในรายการวิทยุ และในบทความที่มติชนแล้วว่า เกียร์ CVT ของฮอนด้า ซิตี้รุ่นใหม่ ไม่ควรจะทิ้งไว้ที่ D เมื่อต้องจอดรถ
คือปลดเป็น N เลย จะดีกว่า
แต่ก็สุดแต่คนจะพิจารณากันเอง ผมไม่ได้สั่ง ผมเพียงแต่แนะนำ

นอกจากเข้ามายืนยันความเห็นของคุณช่างกลแล้ว
ก็ขอเรียนให้ทุกท่านทราบทั่วกันว่า ...

จนบัดนี้ วันที่ 22 สิงหาคม แล้ว ยังไม่มีการติดต่อใดใดจากเจ้าของกระทู้ ไปถึงผมไม่ว่าทางกระทู้ หรือทาง Email ที่ผมให้ไว้ครับ

เกินเจ็ดวันแล้วด้วบซ้ำ

ผมเสียใจที่จะต้องแสดงความคิดเห็นว่า

ผมถือว่า เจ้าของกระทู้ ไม่มีเกียร์ลูกที่อ้างว่าเสียจริง
เจ้าของกระทู้ เพียงแต่ต้องการต่อว่าต่อขานผม อันเป็นผู้จัดรายการทางวิทยุ และวิทยากรในรายการ รวมทั้งผม เสนอแนะให้ทิ้งคันเกียร์อัตโนมัติแบบทั่วไป(ยกเว้น CVT)ไว้ที่ D ขณะติดไฟแดงอยู่ตามแยกสัญญาณไฟจราจร
รวมทั้งอ้างว่า คนที่จัดรายการ--ส่วนใหญ่สอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่ได้---น่าจะหมายถึง"ผม" ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เพราะผมไม่ได้เรียนจบขั้นสูงสุดของผม ในประเทศไทย
แม้ว่าผมจะเคยสอบเข้าวิทยาลัยครูจันทร์เกษมได้ แต่ผมก็ไม่เคยประกาศให้ทราบ และไม่เคยบอกใคร เพราะไม่เห็นความสำคัญอะไร
เมื่อกล่าวกันแบบดูหมิ่นถิ่นแคลนอย่างนี้ ก็เลยขอเรียนไว้เพื่อทราบบ้างเท่านั้น
ผมไม่เคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยใดในประเทศ นอกจากที่วิทยาลัยครูจันทร์เกษม แต่ไม่ทันได้ศึกษา ก็ถูกส่งตัวไปอยู่ Singapore เสียก่อนน่ะครับ
แล้วกลับมาลอยชายอยู่ในไทย จนพรรคพวกในกลุ่ม 2500 หรือ 2499 เริ่มถูกจับส่งตัวไปลาดยาว ก็เลยถูกทางบ้านส่งไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อเรียนต่อ หรือให้พ้นคุกกับเขาบ้าง เท่านั้นเอง หาได้เป็นเกียรติประวัติอันจำเป็นจะต้องยกย่องแต่อย่างไร เป็นเพียงประวัติของคนคนหนึ่งเท่านั้น
ในด้านดี หรือด้านร้าย ก็แล้วแต่การมองของผู้คนทั่วไป
ผมไม่เกี่ยว เพราะผมไม่ทราบว่าจะมองอย่างไร เพียงแต่ผมมีโอกาส เพราะพ่อแม่ผมมีฐานะดีค่อนข้างมากในสมัยนั้น ก็แล้วกัน

พูดให้คนหมั่นไส้เล่นเสียหน่อย แล้วสบายใจผมดี

แต่ผมไม่รวยอย่างคุณพ่อคุณแม่ผมนะครับ
ผมทำงาน หาเงินผ่อนบ้านเอง ผ่อนรถเอง ได้มาจากความรู้ที่คุณพ่อคุณแม่ส่งไปเรียนมาทั้งนั้น จนปัจจุบันนี้ เริ่มตั้งแต่สูญขึ้นมาใหม่ หลังการล่มสลายของธุรกิจครอบครัวผมเองเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนหน้านั้นแล้ว

ก็ขอเรียนชี้แจงเรื่องส่วนตัวผม อันอาจจะเป็นข้อครหาอื่นใดขึ้นมาได้อีกเท่านั้น
ว่าผมไม่เคยรับเงินจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ เพื่อเชียร์สินค้าของใครเลยสักสตางค์แดงเดียว
ผมทำงาน ด้วยความรักในผู้อ่านของผม และผู้ฟังของผม เท่านั้น
งานที่ทำ หากเป็นงานเขียนหนังสือ ผมไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน ให้เท่าไร เอาเท่านั้น
แม้กระทั่งงานพูดในโรงภาพยนต์ SFX วันนี้ ที่มิชลินจัด ผมยังบอกเขาว่า แล้วแต่จะให้ ไม่กำหนดกฏเกณฑ์อะไร เพราะผมเห็นว่า ทำเพื่อท่านผู้อ่านและท่านผู้ฟังของผม

ยกเว้นงานโฆษณา อย่างของบริษัทรถยนต์หลายบริษัท ที่ผมเรียกร้องตั้งแต่พูดในการอัดสปอดโฆษณา ออกในรายการวิทยุ ห้าหมื่นบาท ต่อครั้ง พูดและปราฏกตัว แสนบาทต่อครั้ง ถ่ายภาพทำโฆษณาลงหนังสือพิมพ์ สองล้านบาทต่อครั้ง แค่นั้นครับ

เอาละ ทีนี้ มาเรื่องของการที่มีปัญหานี้ขึ้นมา คือกระทู้นี้
ผมไม่ติดใจอะไรกับผู้ตั้งกระทู้แล้วละครับ เพราะเขาได้แสดงตัวออกมาแล้วว่า ไม่ใช่สุภาพชนที่มีเกียรติพอกับการเชื่อถือ

ดังนั้น เมื่อคุณธนูไฟ บอกว่า ดีที่มีกระทู้นี้ ให้ได้มีการถกเถียงทางเทคนิค เป็นสีสันให้กับรัชดา ที่ผมเคยให้ความสนใจ และสนุกสนานในนี้มาก่อน
ผมก็ถือว่า ไม่เป็นไร

ขอให้ท่านที่เข้ามาร่วมกันในกระทู้นี้ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ มีความสุขความสบายใจในการอ่านก็พอแล้ว

เมื่อไม่มีหลักฐานจะขาย แต่ขอเข้ามาอ้างเพื่อต่อว่าผม แค่นั้น ก็ไม่แปลกอะไร
เพราะทำอะไรผมไม่ได้อยู่ดี
ผมเป็นของแท้อยู่อย่างเดิม
อย่างน้อย ความเห็นของคุณ"ช่างกล" ที่ผมไม่ทราบว่าเป็นใครในโลกแห่งความจริง ก็ยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผมเป็นฝ่ายถูกต้อง

และขอขอบพระคุณทุกท่าน และพันทิปดอทคอม ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ชี้แจงตรงนี้ ว่าผมทำหน้าที่แนะนำทางด้านเทคนิค
ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เพราะคำแนะนำนั้น ถือว่าเป็นแค่คำแนะนำ ไม่ใช่คำสั่งสอน หรือสั่งการแม้แต่น้อย

ก็ขอให้ทราบกันตรงนี้ว่า
ผมยังคงแนะนำต่อไป เท่าที่ผมจะทำได้
และผมไม่ถือสาหาความอะไรกับเจ้าของกระทู้ผู้ที่ผมไม่ถือว่าน่าเชื่อถืออีกต่อไป
ไม่เอาเรื่องเอาราว ไม่ขอให้พันทิปชี้แจงอะไรอีกแล้ว
ดีใจครับ ที่ไม่มีใครใช้อารมณ์ หรือใช้ความไม่มีหน้าตา มาตำหนิต่อว่าผมอย่างรุนแรงเช่นที่เคยปรากฏมา หลังจากการย้ายกระทู้ เข้ามาอยู่ในส่วนที่ต้องลงทะเบียน
และดีใจอย่างยิ่ง ที่เราให้ความเห็นกันอย่างสุภาพ ไม่กระแนะกระแหนกันอีก

พร้อมกับขอขอบคุณคุณช่างกล และหลายท่านในนี้ เอาไว้ตรงนี้เป็นอย่างสูง ที่ได้ให้ความเห็น อันเป็นประโบชน์แก่งานของผมอย่างมาก หลายอย่างที่ผมไม่ทราบมาก่อน ก็ได้ทราบจากคุณช่างกล และหลายท่านในนี้

ขอบพระคุณอย่างสูง สำหรับทุกท่าน
ขอให้ทุกท่าน ใช้รถยนต์ของท่านอย่างมีความสุขตลอดไปครับ

ผมกราบลา และจะไม่เข้ามาอีกแล้ว ทั้งในนี้ และในห้องรัชดา โปรดปล่อยผมไปตามทางของผมเถิดครับ

กรุณาอย่ากล่าวถึง ไม่ว่ากล่าวร้าย หรือกล่าวดี กับผมอีกเลย
หากอยากเยี่ยมเยียนผม หรือตำหนิต่อว่าอะไรผม เสนอแนะนำการทำงานอะไรของผม เชิญที่เวบไซด์ผม หรือใช้ Email ที่ผมให้ไว้ ดีกว่าครับ
-------------------------------


จากคุณ : ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา - [ 22 ส.ค. 46 12:23:57 A:203.209.12.152 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 202

สวัสดีค่ะ คุณอาธเนศร์ หนูว่าอย่าไปสนใจกระทู้แบบนี้เลยเจ้าค่ะ ในโลก internet มันจะมี 2 ด้านเสมอค่ะ ทั้งคนที่ชอบแล้วก็เกลียด หนูว่า webboard นี่ยังต้องการคนมีความรู้(จริงๆ) มาช่วยกันตอบทำให้รู้สึกอบอุ่นเวลาคนเข้ามาช่วยๆกันให้ความรู้ที่ถูกต้องไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง กว่าจะได้ผลที่ต้องการบางทีหมดเงินไปหลายบาท

และกระทุ้นี้อ่านๆดูก็รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ความเห็นหลังๆ ก็ไม่มีใครสนใจคุณเจ้าของกระทู้แล้ว คิกคิกๆ และนานๆจะเจอกระทู้ให้ความรู้แบบนี้ หนูเองเมื่อก่อนและตอนนี้ก็อยู่ประจำที่ Blueplanet เรียนรู้การถ่ายรูปจากที่นั้นแต่ปัจจุบัน คำถามและคนที่มาตอบที่ให้ความรู้ก็น้อยลงแต่ยังพอเห็นบ้าง

ปล. หนูโทรถาม 0 honda แล้วค่ะพี่ช่างกล เค้าไม่รู้ว่า TypeZ เป็น gear แบบ logic control ฤเปล่า(อาจจะต้องถามฝ่าย technic ของ honda แต่ไม่รู้ติดต่อยังไง) ไม่ก็คงต้องลอง D4 แล้วลงเขาชันๆดูเอาเองละมั้งว่ามันลดเกียร์ลงไปที่ 1 ฤเปล่า

แก้ไขเมื่อ 22 ส.ค. 46 14:42:41

จากคุณ : น้องปูเล่ - [ 22 ส.ค. 46 14:35:22 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 203

อ่อ ยังมีเกียร์อีกแบบ ไม่รู้ว่าจะมีใครเคยเห็นบ้าง หนูเห็นแต่ รถเต่า เป็น semi auto ที่ต้องเข้าเกียร์เอง มี 1 2 3 และถอย เท่านั้น ใช้หม้อลม(มั้ง)ในการทำให้ คลัชทำงาน ขับมันส์มาก(เข้าเกียร์เองไม่ต้องเหยียบคลัช เพราะว่ามี สวิชไฟฟ้าอยูที่คันเกียร์ เข้าเกียร์เหมือนมอเตอร์ไซด์ผู้หญิง) แต่ว่าคงไม่มีโอกาสได้ใช้มันอีกแล้วเพราะว่าขายไปแล้วค่ะคิดถึงมันเหมือนกัน cry

จากคุณ : น้องปูเล่ - [ 22 ส.ค. 46 14:50:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 204

โห! สองร้อยกว่าแล้ว เป็นกระทู้ขายของที่ได้ รับความสนใจมากที่สุด

กระทู้หนึ่ง เลยเชียว

แต่ผมว่า ไม่ถึง 240 ใครจะพนันกับ ผมบ้าง


จากคุณ : 701ls - [ 22 ส.ค. 46 17:09:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 205

// F1 ยังไม่อนุญาตให้ใช้เกียร์ออโต้ เกียร์ที่ F1 ใช้เป็นเกียร์ธรรมดา คลัชใช้เฉพาะตอนสตาร์ท หลังจากออกตัวแล้ว ไม่ใช้คลัช เทคนิคตอนออกตัว ตั้งใจให้ล้อหมุนฟรี แทนที่การเลี้ยงคลัชเพื่อลดความร้อนที่ผ้าคลัช //
// Selespeed เป็นเกียร์ออโต้ธรรมดา SMG ไม่รู้จัก //

> Selespeed, SMG เป็นเกียร์ MT คลัทช์แห้งครับ แต่ใช้ Electronic Shifter Control ครับ ตัว Shifter มีทั้งที่คุมด้วย Pneumatic และ Solinoid

F1 ปี 2002-2003 ใช้ Automatic Shifter แล้วครับ ไม่ต้องใช้ปุ่ม Shift Up-Down แล้ว แต่ปี 2004 อาจจะไม่ให้เป็น Auto แล้ว

และ F1 รู้สึกจะตั้งแต่ปี 2001 ไม่ใช้คลัทช์เท้าในการออกตัวในรอบจริงแล้วครับ แต่ใช้ในการออกตัวในรอบ Formation Lap ที่ยังมี Wheel Spin, ในการออกตัวในรอบจริงใช้ Launch Control ครับคุมการออกตัว คนขับกดปุ่มอย่างเดียวครับ

// In 93 the Williams team and others used Traction Control and later ABS braking. However even with traction control implemented Prost and Hill were still able to spin the rear wheels leaving black rubber marks behind them.//

> F1 ในปีนี้แทบจะออกตัวเต็มที่โดยไม่มี Wheel Spin ได้เลยครับ อยู่ที่ว่าจะตั้งโปรแกรมให้ยอมมี Wheel Spin กี่เปอร์เซนต์ (Wheel Spin ยอมให้มีบ้าง ดีกว่าไม่มีเลย) และระบบ Traction Control ของปีนี้ กับปี 93 แตกต่างกันไกลมากครับ Sensor ที่ใช้จับ Wheel Spin มีความละเอียดและรวดเร็วขึ้นมาก Signal มี Sampling Rateละเอียดกว่าเป็น 10เท่า Cpu ของ ECU ก็เร็วขึ้นมากๆ สั่งให้ Miss Firing ได้ละเอียดยิบครับ

Traction Control ของ F1 ใครดีที่สุดตอบยาก แต่ Launch Control ที่ถือว่ามีประสิทธิภาพที่สุดตอนนี้ก็ Renualt ครับ(เจ๋งมาตั้งแต่ปี 2001แล้ว) คนออกแบบตอนนี้อยู่ใน Shopping List ของ Ferrari, McLaren, William เป็นที่เรียบร้อย


จากคุณ : Aey17 - [ 22 ส.ค. 46 23:19:51 A:203.113.34.9 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 206

มีประโยชน์มาก แต่ใครก็ได้สรุปสั้นๆให้อ่านหน่อย

จากคุณ : สายลมแสงแดด - [ 23 ส.ค. 46 15:27:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 207

ไว้ว่างๆจะสแกนรูปการทำงานของเกียร์ Allison Transmission ให้นะครับ คิดว่าหลักการทำงานคงคล้ายๆกัน จะเห็นภายในซึ่งประกอบด้วย Pump Turbine & Stator จะได้รู้กันไปซะทีว่าใครถูกใครผิดแต่ผมคิดว่าคุณ ช่างกลถูกนะครับ
ปล.ผมเองก็จบวิศวะ เครื่องกล


จากคุณ : Athlons - [ 23 ส.ค. 46 16:09:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 208

เฮ้อ...เหนื่อย

จากคุณ : .แฮ่กๆ - [ 24 ส.ค. 46 12:39:27 A:203.170.145.66 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 209

เสริมสุดท้าย ไปเห็น BMW 701li เวลารถหยุดมันจะเข้าเกียร์ N และดึงเบรกมือเองโดนที่เราไม่ต้องทำอะไร แต่พอแตะคันเร่งเบาๆมันก็ปลดไปไปเกียร์ D เอง สุดยอดจริงๆ

จากคุณ : สายลมแสงแดด - [ 24 ส.ค. 46 23:13:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 210

ชาวเยอรมันไม่นิยมเกียร์ออโต้ รถส่วนใหญ่ใช้เกียร์ธรรมดา นานๆจึงจะได้เห็นรถเกียร์ออโต้
แม้ในปี คศ.นี้คนเยอรมันจำนวนมากยังไม่นิยมขับเกียร์ออโต้
เมื่อเป็นอย่างนี้ เยอรมันจึงหาความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ได้ยาก
ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญคงเทียบกับชาวอมก.ไม่ได้

ก่อนปี 198x Skyline มี Lockup เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ขณะนั้นผู้ใช้ BMW ในเมืองไทยยังไม่มีใช้ จะเห็นได้จากยนตกิจเพิ่งโฆษณา Lockup ภายหลัง

สภาพภูมิศาสตร์เยอรมัน ทำให้คนขับเคยชินกับการใช้เบรคทุกครั้งที่จอด ไม่หยุดรถโดยไม่ใช้เบรค

เมื่อมีเกียร์ ZF รุ่นนี้ออกมา
คนมักเข้าใจผิดว่า เข้า D ไว้เกียร์จะปลด N ให้เอง ความจริง คงไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ผู้ผลิตเกียร์ รู้ดีว่า
ทุกครั้งที่ engage / disengage จะเกิดการสึกหรอเพิ่มขึ้น และมีผลเสีย
จึงไม่ปลด D ไป N .... (นอกจากมีความจำเป็นบังคับ)

BMW รุ่นนี้ ก็ไม่ใช้วิธีปลด D ไป N


จากคุณ : ช่างกล - [ 25 ส.ค. 46 06:07:12 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 211

เยอรมันนิยมเครื่องดีเซล รถเก๋งดีเซลบางรุ่นเมื่อเหยียบเบรค ติดไฟแดงสักพักจะดับเครื่องเอง
เช่น VW รุ่นหนึ่ง ปล่อยเบรคเครื่องจะสตาร์ทอีกครั้ง


จากคุณ : ช่างกล - [ 25 ส.ค. 46 06:13:51 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 212

ลองเทียบอัตรากินน้ำมันเกียร์ MT กับ AT ของ BMW ข้างบน
จะเห็นได้ว่าเกียร์ AT ของเยอรมันยังกินน้ำมันมาก

เมื่อดูอัตรากินน้ำมันของ Civic 1.7 จะเห็นว่า AT กับ MT กินน้ำมันเท่ากัน

ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นภาระสำคัญของเจ้าของรถ ที่ไม่มีใครเถียง
การพัฒนาด้านประหยัดน้ำมัน เป็นการพัฒนาที่ดีกว่า


จากคุณ : ช่างกล - [ 25 ส.ค. 46 06:27:14 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 213

Civic 1.7 AT กับ MT กินน้ำมันเท่ากันหรอครับ
ผมว่าถ้าเท่ากันจริง Honda คงเอามาโฆษณายกใหญ่แล้ว
"เครื่อง 1.7 เกียร์อัตโนมัติ ประหยัดน้ำมัน 27km/L "

ปกติวิ่งในเมือง at กินกว่าประมาณ 1km/L
วิ่งนอกเมือง ก็ประมาณ 2km/L


จากคุณ : ton99 - [ 25 ส.ค. 46 22:37:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 214

แน่จริงไปพิสูจนืเลย จะได้ไม่ต้องเถียงกันอีกต่อไป คนไทยจะได้รู้จริงๆกันสักที แน่จริงป่าว กล้าจริงป่าว ใครมั่วนิ่ม

จากคุณ : อย่าดีแต่ปาก - [ 26 ส.ค. 46 01:33:47 A:203.146.244.93 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 215

อ่า BM ข้างบนมันมิได้เครื่อง 1.7 นี่ครับท่าน

จากคุณ : อากง (อากง) - [ 26 ส.ค. 46 13:10:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 216

แล้วในรถ Zafira ทำไมเวลาเข้าเกียร์D แล้วเหยียบเบรคเกิน3วินาที ระบบเกียร์จะทำการปลดมาที่N แปลว่าเข้าเกียร์ที่Dแล้วหยุดนิ่งน่าจะมีผลกระทบบางอย่างสิครับ

จากคุณ : zafira (amata) - [ 26 ส.ค. 46 14:03:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 217

ไหนๆก็ว่าด้วยเกียร์ออโต้แล้ว ผมใช้ฟอร์ดออโต เขามีHold Mode ไม่ทราบคุณช่างกลพออธิบายวิธีใช้ที่ถูกต้อง ได้ไหมครับ คนขายอธิบายผมยิ่งงงครับ
ขอบคุณมากๆครับ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวิชาการครับ


จากคุณ : รักการอ่าน - [ 26 ส.ค. 46 15:43:39 A:202.57.166.25 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 218

ผมคิดเหมือนคุณ ton99 ครับ ว่า AT ต้องกินน้ำมันมากว่า MT
เพราะผมดูสเปครถรุ่นใหม่ๆในอเมริกาเองซึ่งหลายคนอ้างว่าเป็น
ผู้เชี่ยวชาญด้านเกียร์ออโต้มากกว่าที่อื่น ก็ยังระบุสเปคว่า ATกินมากกว่า MT ครับ ผมก็เรียนวิศวะเครื่องกล ม.รัฐในกทม.เอง อาจารย์ทุกท่านระดับ ป.เอก หรือป.โทนอก ม.ดังในอมเริกาเองก็ยังพูดเหมือนกันว่า
AT กินมากกว่า MTครับ


จากคุณ : 123 - [ 26 ส.ค. 46 17:24:23 A:203.149.14.202 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 219

คุณ123
อัตรากินน้ำมันของ MB ข้างบน เป็นของจริงในปัจจุบัน
ไม่ใช่เรื่องราวในอดีต

วิศวกรต้องเอาเรื่องที่เรียนมาต่อยอดพัฒนาโดยไม่สิ้นสุด
ถ้าวิศวกรมัวแต่อ้างว่าครูสอน เราจะไม่มีรถรุ่นใหม่ออกมา


จากคุณ : ช่างกล - [ 27 ส.ค. 46 05:15:13 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 220

>แล้วในรถ Zafira ทำไมเวลาเข้าเกียร์D แล้วเหยียบเบรคเกิน3วินาที
>ระบบเกียร์จะทำการปลดมาที่ N

ลองยกล้อขึ้นดูว่าล้อยังหมุนหรือไม่


จากคุณ : ช่างกล - [ 27 ส.ค. 46 05:20:44 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 221

EPA mileage est capacity : 2003 Civic Highway

5MT= 38 mpg
4AT= 38 mpg


จากคุณ : ช่างกล - [ 27 ส.ค. 46 05:24:47 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 222

สำหรับรถzafira ไม่ได้ลองยกล้อดูครับ แต่คาดว่าน่าจะไม่หมุน เพราะเวลาจอดในที่เอียงเล็กน้อยแล้วแตะเบรคเกิน3วินาทีสังเกตได้ว่ารถจะไหลถอยหลัง แต่ถ้าไม่แตะเบรคต่อให้พื้นที่เอียงมากๆรถยังคงเดินหน้าหรือไม่ก็อยู่กับที่

จากคุณ : zafira (amata) - [ 27 ส.ค. 46 14:15:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 223

ไม่ใช่อ้างว่าครูสอนเท่านั้นครับ ถ้าครูไม่พัฒนาตัวเองก็คงเป็นอาจารย์ใน ม.ดังของรัฐในกรุงเทพไม่ได้ครับ และในหนังสือรถของไอ้กันเองก็ยังแสดงรายละเอียดรถ
และการกินน้ำมันของทั้ง AT และ MT ของรถแต่ละคันให้เห็นชัดๆว่าใครกินกว่ากันครับ ไม่ใช่พูดลอยๆขึ้นมาเอง
ทำให้ผมต้องเชื่อว่าอาจารย์พูดจริงมากกว่าพวกช่างกลเทคนิค
และข้อมูลหนังสือมันก็ปัจจุบันไม่ได้เอารุ่นเก่าๆมาลง
พวกช่างกลเทคนิครู้จริงแต่ไม่ทั้งหมด เขาจึงใช้วิศวกรในการออกแบบทางทฤษฎี


จากคุณ : 123 - [ 27 ส.ค. 46 16:08:35 A:203.149.47.123 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 224

เรื่องเอา Zafira ตอนที่รถมันปลดเป็น N อัตโนมัติแล้วมายกล้อ
ผมว่าล้อมันก็หมุนนะครับ แต่แทบไม่มีแรงบิด
เหมือนกับเอารถเกียร์ออโต้ธรรมดาๆ มาเข้า N แล้วยกล้อน่ะครับ ล้อมันก็หมุนครับ แต่ผมเอามือจับ มันก็หยุด

เอาเป็นว่า กรณี Zafira นะครับ พอเกียร์มันปลดมา N แล้ว ลองปล่อยเบรคดูครับ ว่ารถมันเคลื่อนรึเปล่า


จากคุณ : Ont - [ 27 ส.ค. 46 20:27:29 A:210.86.200.109 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 225

สำหรับรถzafira ไม่ได้ลองยกล้อดูครับ แต่คาดว่าน่าจะไม่หมุน เพราะเวลาจอดในที่เอียงเล็กน้อยแล้วแตะเบรคเกิน3วินาทีสังเกตได้ว่ารถจะไหลถอยหลัง
---------------------------
ไม่ได้ปลดไป N หรอกครับ ยังเป็น D อยู่ครับ
คุณ Ont คุณ Zafira ดูนี่ดีกว่า
Honda / Camry ก็เป็นเหมือนกัน
เข้า D จะถอยหลังลงเนิน โดยไม่ได้ปลดเกียร์ N ตามที่ผมบอกข้างบน

Vehicle may not hold its position when stopped on an incline in gear
(may roll backward when the brake pedal is released).
This can occur on most Honda-made vehicles


จากคุณ : ช่างกล - [ 27 ส.ค. 46 21:38:29 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 226

เรื่อง Civic คุณช่างกล น่าจะบอกเงื่อนไขการทดสอบมาด้วย ว่าใช้ความเร็วเท่าไหร่
ถ้าวิ่งบน highway ด้วยความเร็วคงที่ ก็มีโอกาสที่ at และ mt จะกินเท่ากัน
เพราะCivic รุ่นนี้ตัว at จะเซ็ทอัตราทดเกียร์ O/D ไว้ค่อนข้างต่ำ
ส่วนตัว mt นี้ เกียร์ 5 ทดไว้สูงพอสมควร และ topspeed ก็อยู่ที่ 5 ด้วย
ที่ความเร็วเดียวกัน mt ใช้รอบสูงกว่าพอสมควร โอกาสที่ขับช้าๆนิ่งๆ 80-100km/h
แล้วกินเท่ากันก็พอเป็นไปได้ แต่ถ้าขับสัก 160km/h ขึ้นไป at คงกินกว่ากันแบบเห็นๆ


จากคุณ : ton99 - [ 27 ส.ค. 46 22:45:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 227

>ทำให้ผมต้องเชื่อว่าอาจารย์พูดจริงมากกว่าพวกช่างกลเทคนิค

คุณช่างเป็นเด็กดีหัวอ่อน เถรตรงเสียจริง :-)

>และข้อมูลหนังสือมันก็ปัจจุบันไม่ได้เอารุ่นเก่าๆมาลง

ตำราเอาไว้เป็นแนวทาง ไม่ได้ให้ยึดติดครับ
ตำรานั้น เขาเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต มาเขียนกัน
ยังไม่มีหนังสือเล่มไหน จะเขียนขึ้นจากข้อมูลอนาคตหรอกครับ

>พวกช่างกลเทคนิครู้จริงแต่ไม่ทั้งหมด เขาจึงใช้วิศวกรในการออกแบบทางทฤษฎี

ความรู้ทั้งหลายในโลก ไม่ได้เป็นของใคร จะเอามาแบ่งแยกไม่ได้
เพียงแต่ใครพบก่อน ก็นำมาสอนกัน

ทำไมช่างกลเทคนิคจึงจะรู้ทั้งหมดไม่ได้ครับ อะไรคือข้อจำกัด ??

ก่อนที่วิศวกรจะออกแบบได้ ต้องมีความรู้พื้นฐานว่า ทำไม impeller กับ turbine
จึงหมุนเร็วเท่ากันไม่ได้ ครูสอนตรงกับผมไหมครับ ;-)


จากคุณ : ช่างกล - [ 27 ส.ค. 46 22:45:43 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 228

>เรื่อง Civic คุณช่างกล น่าจะบอกเงื่อนไขการทดสอบมาด้วย ว่าใช้ความเร็วเท่าไหร่
>ถ้าวิ่งบน highway ด้วยความเร็วคงที่ ก็มีโอกาสที่ at และ mt จะกินเท่ากัน

ผมบอกไปแล้วเป็นการทดสอบตาม EPA
เมื่อผมลองแปลงเป็น km/lit เทียบกับของจริง
เมื่อขับทางไกลในเมืองไทย เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน


จากคุณ : ช่างกล - [ 27 ส.ค. 46 23:03:41 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 229

หนังสือนิตยสารรถยนต์ของไอ้กันฉบับปัจจุบันออกรายเดือน
ไม่ใช่หนังสือตำรานะครับ ฉะนั้นข้อมูลจึงปัจจุบันครับ
สิ่งที่คุณพูดถูกในบางเรื่องไม่ใช่ว่าเรื่องอื่นๆจะต้องถูกไปด้วย
จริงไหมครับ เรื่องอื่นๆคุณไม่ตรงตามนักวิชาการแล้วผมก็ต้องไม่เชื่อ
รวมทั้งหนังสือนิตยสารรถด้วยที่บอกอัตราสิ้นเปลืองมา
แบบเห็นชัด ถ้านักวิชาการเชื่อไม่ได้ คงต้องไปเรียนช่างกลไม่ต้องมีวิศวกรให้เปลืองงบการศึกษา
เพราะสมัยนี้ช่างกลคงเก่งกว่าอาจารย์วิศวฯ ม.ดังของรัฐในกรุงเทพทุกท่านแล้วครับ
คุณจะถูกในสายตาคนอื่นแต่ในความคิดผมมันไม่ถูกครับ
ตามสิ่งที่ผมเห็นจากนิตยสารและสิ่งที่ผมถามอาจารย์ทั้งหลายมา
:-)


จากคุณ : 123 - [ 28 ส.ค. 46 16:08:50 A:203.149.42.244 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 230

เชื่อหรือไม่เป็นเรื่องของคุณ ผมไม่ได้บังคับให้คุณเชื่อ
ผมเพียงแต่นำเรื่องจริงมาเล่า
อยากจะขัดคอ ตรงไหน พุดด้วยตัวเอง แสดงเหตุผลมาซิครับ
ไปลากครุบาอาจารย์มาอ้างทำไม

สิ่งที่ทำให้งบการศึกษาเสียเปล่า ก็วิศวกรที่เรียนแล้วคิดเองไม่ได้นี่แหละ ดูซิครับ
พูดกี่ครั้งๆได้แต่อ้างว่าไปถามอาจารย์มา เรียนมายังไง ถึงคิดไม่เป็นหรือว่ายังเรียนไม่จบ

ที่ผมถามว่า ทำไม impeller กับ turbine หมุนเร็วเท่ากันไม่ได้
ยังไม่ได้ไปถามอาจารย์อีกหรือครับ แล้วอาจารย์ทั้งไทยและเทศที่ยกมาอ้าง ไปอยู่ไหนล่ะครับ
ไปถามซิครับว่าเหมือนกับช่างกลบอกหรือเปล่า ?
พื้นฐานแค่นี้ ถ้าไม่รู้แล้วจะคุยเรื่อง design ทำไมให้ไกลตัว


จากคุณ : ช่างกล - [ 28 ส.ค. 46 19:35:09 A:203.113.36.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 231

ผมพูดเรื่องอัตราสิ้นเปลืองครับ คุณเด็กช่างกล
ที่ว่าAT มันกินมากกว่า MT แบบที่คุณ ton99 ก็บอก
ผมไม่ต้องการอธิบายรายละเอียดตามที่คุณท้ามาหรอก
เพราะผมพิมพ์ไม่เก่งเหมือนคุณ คุณจะเก่งกว่าใครก็ตามในสายตาคนอื่น แต่ไม่เก่งกว่าและไม่ถูกในสายตาของผมและท่านอาจารย์ทั้งหลาย
ที่ยืนยันมาแบบนั้น (ในสายตาของผมในนี้ครับส่วนคนอื่นก็แล้วแต่ดุลยพินิจแต่ละคนในเน็ตครับ)
แล้วแต่ละคนก็แล้วกันครับว่าใครจะเชื่อใครในเน็ตนี้เพราะพื้นฐานความรู้ของคนทั่วไปมันต่างกันครับ
จะให้คิดแบบมีเหตุผลถูกต้องเหมือนกันคงไม่ได้ทุกคน ทั้งจากประสบการณ์ ความใฝ่รู้ และการศึกษครับ
ผมคงไม่ต่อแล้วนะครับ บาย :-)


จากคุณ : 123 - [ 28 ส.ค. 46 23:14:44 A:203.149.14.158 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 232

ทำไมรู้สึกเหมือนคุณดูถูกคุณช่างกลอย่างไรก็ไม่รู้สิ

ถ้ามีคนมาดูถูกภาควิชาของคุณที่ RBAC บ้างจะรู้สึกยังไง?


จากคุณ : bUzZ - [ 29 ส.ค. 46 01:29:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 233

ถ้าคุณรู้จักตัวจริงของคุณช่างกล คุณจะไม่มานั่งเถียงอย่างนี้
ผมติดตามผลงานของคุณช่างกลมานาน
ตั้งแต่สมัยที่ท่าน โพสต์ไว้บน FTSN (สมัยที่ internet
ยังไม่แพร่หลายในเมืองไทย)

เอาเป็นว่า คุณช่างกล มีความรู้ และ ประสบการณ์
ทั้งต่างประเทศ และ ในประเทศมากกว่า
อาจารย์ตามมหาลัยก็แล้วกัน อายุอานามก็คง
น้อง ๆ อาหมูล่ะมั้ง (อาจแก่กว่าอาจารย์ของพวกคุณ
ด้วยซ้ำ)

อย่าเห็นแค่ท่านใช้ชื่อช่างกล แล้วจะเป็นแค่เด็กช่างกล
(ผมคิดว่า ท่านน่าจะเป็น Mechanical Engineer เลย
ใช้ชื่อว่า ช่างกล ไม่เกี่ยวกับเด็กช่างกลแต่ประการใด)


จากคุณ : jsc (อดีต Falcon BBS member) (jsc) - [ 29 ส.ค. 46 16:18:08 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 234

"ใครจะเชื่อใครในเน็ตนี้เพราะพื้นฐานความรู้ของคนทั่วไปมันต่างกันครับ
จะให้คิดแบบมีเหตุผลถูกต้องเหมือนกันคงไม่ได้ทุกคน ทั้งจากประสบการณ์ ความใฝ่รู้ และการศึกษครับ"

อ่านความเห็นที่ 231 แล้วได้แต่หวังว่าคุณคงไม่ได้เป็นรุ่นน้องผมที่คณะนะครับ ทำไมดูถูกคนอื่นจังเลยก็ไม่ทราบ
"มหาวิทยาลัยดัง" "มหาวิทยาลัยรัฐในกรุงเทพ" "อาจารย์จบเอกจบโทอเมริกา" ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย ถ้าคุณดูถูกดูแคลนผู้อื่นเสมอ

จากวิศวกรเครื่องกลคนหนึ่ง


จากคุณ : prometheus - [ 29 ส.ค. 46 21:56:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 235

อ่านกระทู้อยู่ตั้ง 2 ชม.ยอมรับว่ามันส์มากเลยครับ
นี่ถ้าเป็นหนัง ก็มีครบทุกรสชาติเลย
แอ็คชั่น ดราม่า คติสอนใจ(คนใช้เกียร์ออโต)
เข้าใจและเรียนรู้ชีวิตดีครับ(รถ)

"The best way to get people to think out of the box
is not to create the box in the first place."
^_^!


จากคุณ : นายหัวครก - [ 1 ก.ย. 46 18:58:32 A:203.107.208.218 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 236

ฝากถึงคุณ Ont ในความเห็น 77 ครับ

Urban หมายถึง ในเมือง ครับ
Rural หมายถึง นอกเมือง ครับ


จากคุณ : 999 - [ 2 ก.ย. 46 02:20:26 A:203.113.34.11 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 237

รถติดไฟแดงให้ใส่เกียร์Dแล้วเหยียบเบรค คงหมายถึงเกียร์รุ่นเก่า

เกียร์รุ่นล่าสุด จะเข้าเกียร์N โดยอัตโนมัติเมื่อรถหยุดและไม่ต้องโยกคันเกียร์ เช่นใน BMW series7(ZF6HP26) หรือ City Bus ของ Volvoหรือ Scania(5HP552
NBS - neutral on bus stop. หรือVoith D864.3 ANS - auto)
neutral at stop

ส่วนเกียร์4ECTของโตโยต้า เป็นเกียร์รุ่นกลางเก่า-ใหม่ออกแบบตามconceptแบบคนมีมรรยาทใช้รถใช้ถนน

'Park' or neutral?

From time to time you will stop in traffic. On these occasions you need to make sure that the car is secure. Whether driving a manual or automatic, it's a good idea to use the handbrake to secure the car when you stop for more than a moment. This helps to prevent the car from being shunted forward if hit from behind. (The footbrake is not effective for this because your foot will come off it if you are hit + brake lights can dazzle the driver behind, especially at night and in wet weather.)

In an automatic it's even more important to use the handbrake; if you are hit from behind the car will try to take off! Stay in drive so that you are ready to move and apply the handbrake firmly.

If waiting a long time, apply the handbrake and then select neutral. This removes the chance of 'creep' if the handbrake is not securely applied (nobody's perfect!).

When parking use the 'park' position as soon as you stop. This locks the transmission.

อ่านได้ใน
http://www.smartdriving.co.uk/Driving/DefensiveDriving/Automatics/Driving%20with%20Automatic%20Transmission.html#park

หมายเหตุ จากการสอบถามวิศกร และศึกษาวงจรไฮดรอลิก และการใช้งาน(coronaรุ่นนี้มี4คัน) พบว่าติดไฟแดงเข้าเกียร์Nเกียร์ทนทานกว่า เพราะรถออกตัวด้วยเกียร์ 1,2,3,4ตามลำดับ
ถ้าติดไฟแดงเกียร์Dแล้วเหยียบเบรคชิ้นส่วนภายในจะสึกหรอมากกว่า เพราะรถออกตัวด้วยเกียร์ 2,1,2,3,4ตามลำดับ มีคันหนึ่งชอบขับวิธีนี้ปรากฎว่าเพิ่งเปลี่ยนเกียร์ที่สหเฮงเมื่อเมษานี้เอง (260000กม.) รถมีอาการออกตัวด้วยเกียร์ 1,4 ลอคอัพคลัทช์ไม่ทำงาน เจ้าของอู่บอกรื้อเกียร์เพื่อเปลี่ยนโซลินอยด์วาวล์ไม่คุ้มค่าแรง



จากคุณ : ฮา - [ 3 ก.ย. 46 09:44:07 A:203.149.16.204 X:unknown ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 238

จอดแล้วปลดเกียร์ว่างใส่เบรคมือบ้านเราไม่ค่อยเวิร์คหรอก กว่าจะออกตัวเดี๋ยวท่านข้างหลังรำคาญบีบแตรไล่อีก

จอดเหยียบเบรคก็ว่าแสบตาท่านข้างหลัง, จอดเกียร์ N ใส่เบรคมือก็ออกตัวช้าไม่ทันใจท่าน, ไม่ใส่เบรคมือก็เดี๋ยวรถไหลไปโดนรถท่านเข้า

...เฮ้อ....


จากคุณ : bUzZ - [ 4 ก.ย. 46 05:42:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 239

ใครไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว บอกว่าไม่ถึง 240 ความคิดเห็น
เอ้า มาใส่ให้ใกล้ถึง 239 ความคิดเห็นแล้ว
อีกความเห็นเดียว ก็ครบ 240


จากคุณ : มาเพิ่ม Rating - [ 4 ก.ย. 46 19:21:57 A:203.155.94.157 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 240

จ๊ะ

.


จากคุณ : เซียวลี้ปังตอ Z4t4nGuru (Z4t4nGuru bofh) - [ 5 ก.ย. 46 05:38:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 241

stoplight ไฟห้ามล้อรถยนต์
traffic lights สัญญาณจราจร เป็นโคมตามถนนที่ใช้ควบคุมยวดยาน


จากคุณ : อย่าสับสน - [ 5 ก.ย. 46 16:41:12 A:203.149.16.201 X:unknown ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 242

stoplight ในที่นี้ ไม่ใช่ไฟห้ามล้อครับ

MBenz:
For brief stops,(at stoplight) , leave selector lever in D position and use the service brake to stop the car moving

มีพวกขี้สงสัยถามว่า
"เบรคนานๆ ไม่ได้หรือ ?"

ฝรั่งมันหัวเราะงอหงาย หลายตลบ เสียก่อนจึงตอบว่า

"หยุดนาน จะไปเหยียบให้เมื่อย ทำไม"


จากคุณ : ช่างกล - [ 7 ก.ย. 46 06:09:44 A:203.113.36.14 X: ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ความคิดเห็น :
ชื่อ / e-mail : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
 
PANTIP Toys