ตัวอย่างคอรัปชั่นเชิงนโยบายที่ชัดเจน คือ โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์

    จากประชาติธุรกิจ

    http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat.php?show=1&selectid=02com07190447&sectionid=0209&select_date=2004/04/19

    ทัน "ทักษิณ" วิพากษ์คอร์รัปชั่นนโยบาย (ตอนจบ)

    บทความของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ตอนที่แล้วได้หยิบเรื่องการเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมมาเป็นกรณีศึกษาแรกของการคอร์รัปชั่นในเชิงนโยบายในธุรกิจโทรคมนาคม ฉบับ นี้ซึ่งเป็นตอนจบจะต่อด้วยตัวอย่างที่ 2 ดังนี้

    ตัวอย่างที่สอง

    การส่งเสริมการลงทุนดาวเทียมไอพีสตาร์

    พอตกถึงเดือนพฤศจิกายน 2546 ในช่วงปลายปีที่สามของรัฐบาลทักษิณ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือที่รู้จักกันในชื่อของบีโอไอ ก็ได้มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียม "ไอพีสตาร์" ของบริษัทชินแซทเทลไลท์ ซึ่งให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ (ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่างประเทศ เช่น สถานีโทรทัศน์ หรือบริษัทโทรศัพท์มือถือในประเทศในเอเชีย) โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี หรือเทียบเท่ากับสิทธิประโยชน์สูงสุดที่บีโอไอให้กับนักลงทุนที่ลงทุนในเขต 3 ซึ่งเป็นเขตท้องที่ห่างไกล

    รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจแจ้งว่า มูลค่าเม็ดเงินที่บริษัทชินแซทเทลไลท์ได้รับการยกเว้นภาษีนี้สูงถึง 22,165 ล้านบาท แต่กฎหมายส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดมูลค่าภาษีเงินได้ที่จะได้รับการยกเว้นไว้ไม่เกินเงินลงทุนของโครงการ ซึ่งอยู่ที่ 16,459 ล้านบาท โดยสรุปบริษัทจึงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 16,459 ล้านบาท

    การอนุมัติดังกล่าว ทำโดยบอร์ดบีโอไอที่มี นายกฯ เป็นประธานโดยตำแหน่งตามกฎหมาย (ถึงนายกฯ จะไม่เป็นประธานในที่ประชุม รองนายกฯ ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมก็เป็นเพียงผู้แทนของนายกฯ) มีกรรมการหลายคนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ซึ่งเป็นลูกน้องของนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม และนักธุรกิจซึ่งใกล้ชิดกับรัฐบาลเกือบทั้งสิ้น ตลอดจนข้าราชการประจำซึ่งไม่อาจขัดขืนได้ ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินแซทฯที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนก็คือ ลูกๆ ของนายกฯ ทักษิณนั่นเอง

    รายงานข่าวแจ้งว่า บีโอไอให้เหตุผลว่าโครงการนี้มีประโยชน์ต่อประเทศทางด้านสังคมและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การแพทย์ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ฯลฯ

    แต่ในฐานะนักวิชาการ ผมไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า ทำไมโครงการไอพีสตาร์จึงสมควรได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอด้วยเหตุผลดังนี้ ?

    หนึ่ง การส่งเสริมการลงทุนมีความมุ่งหมายเพื่อชักจูงให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ถ้านักลงทุนกำลังลังเลว่า จะลงทุนดีหรือไม่ ก็จะถูกโน้มน้าวใจให้ลงทุน ถ้าลังเลว่าจะลงทุนมากหรือลงทุนน้อย ก็จะลงทุนมาก และถ้าลังเลว่า จะลงทุนในประเทศไทยหรือประเทศอื่นดีก็จะลงทุนในประเทศไทย เป็นต้น

    แต่ไอพีสตาร์เป็นโครงการที่มีการตัดสินใจลงทุนไปแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะ 2-3 ปีก่อนหน้านั้น วงเงินลงทุนก็กำหนดไปแล้ว กู้เงินจากเมืองนอกก็กู้กันไปแล้ว เวลาจะให้บริการก็กำหนดไปแล้ว กิจกรรมด้านการตลาดก็ทำกันไปนาน จนมีข่าวว่าหาลูกค้ามาได้ส่วนหนึ่งแล้ว

    การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอจึงยากที่จะมีผลโน้มน้าวให้เกิดการลงทุนใดๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อขีดความสามารถดาวเทียมจะให้บริการได้ขึ้นอยู่กับความจำกัดของตำแหน่งวงจรดาวเทียม และคลื่นความถี่ที่ได้รับ ถ้าบีโอไอไม่ส่งเสริมชินแซทจะเลิกยิงดาวเทียมไอพีสตาร์หรือลงทุนน้อยลงหรือไม่ ???

    คำตอบก็คือ น่าจะไม่

    สอง ผู้บริหารของบริษัทเคยให้สัมภาษณ์นิตยสาร Far Eastern Economic Review ว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ มีประสิทธิภาพดีกว่าดาวเทียมแบบเดิมถึง 30 เท่า ซึ่งแปลว่า ไอพีสตาร์สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ได้สบายด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงไม่มีความจำเป็นเลย เพราะบริษัทมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอยู่แล้ว

    สาม ต่อให้ยอมเชื่อว่า การส่งเสริมการลงทุนจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อช่วยให้ไอพีสตาร์ "มีความสามารถในการแข่งขัน" มากขึ้น คนที่จะได้ ประโยชน์ในกรณีนี้ก็คือ ผู้ใช้ต่างชาติ เช่น บริษัทโทรคมนาคมพม่า อินเดียหรือจีน ที่ได้ลดค่าบริการ ในขณะที่คนไทยในประเทศ ซึ่งก็ใช้ดาวเทียมดังกล่าวไม่ได้ใช้ดาวเทียมถูกลง ทำไมบีโอไอต้องเอาภาษีที่รัฐบาลไทยพึงได้รับไปอุดหนุนคนต่างชาติ ???

    ส่วนการอ้างว่า โครงการนี้มีประโยชน์ต่อประเทศไทยทางด้านสังคมและเทคโนโลยีนั้นจะฟังขึ้นก็ต่อเมื่อดาวเทียมนี้ให้บริการฟรี หรือบริการราคาถูกมากๆ แก่คนไทย ซึ่งก็คงไม่ใช่แน่ เพราะบริษัทเป็นธุรกิจไม่ใช่องค์กรการกุศล

    รายงานข่าวแจ้งว่า สิ่งที่คนไทยจะได้ฟรีก็มีเพียงช่องสัญญาณดาวเทียมช่องเดียวเท่านั้น ซึ่งคิดมูลค่าอย่างไรก็ไม่มีทางถึง 16,459 ล้านบาทแน่

    สี่ ต่อให้ยอมเชื่อว่า คนไทยในประเทศได้รับค่าบริการถูกลง ก็ต้องแปลว่า ชินแซทเทลไลท์ไปทุ่มตลาดตัดราคาคู่แข่งในประเทศ ซึ่งหมายความว่า ต่อไปเจ้านี้ก็จะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมหาศาล โดยคู่แข่งอื่นๆ ในประเทศไทยไม่มีทางสู้ได้ นอกจากจะได้รับ "การส่งเสริมการลงทุน" ในลักษณะเดียวกัน

    วิธีนี้จึงสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ซึ่งจะทำให้ตลาดโทรคมนาคมของไทยยิ่งผูกขาดมากขึ้นไปอีก ผมพยายามคิดตั้งนาน ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่า การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอต่อโครงการนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ ได้อย่างไร

    เพราะมันเป็นเพียงการ "แจกเงิน" 16,459 ล้านบาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท หรืออาจมีประโยชน์บางส่วนตกไปกับคนต่างชาติที่ใช้บริการไอพีสตาร์บ้าง แต่สำหรับคนไทย ทั้งในฐานะผู้บริโภคหรือผู้เสียภาษี มีแต่เสียกับเสีย

    สรุป ทั้งสองเรื่อง ล้วนเกี่ยวข้องกับการมีส่วนได้ส่วนเสีย (conflict of interest) ในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้าน

    แน่นอนว่า ประชาชนเสียหายมหาศาล จะรู้ตัวหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะใช้วิธีการอันแยบยล ไม่มีการจ่ายเงินสดให้เอกชนตรงๆ ทั้งสองกรณี

    กรณีแรก เป็นเพียงการเก็บภาษีปิดกั้นไม่ให้เกิดคู่แข่ง ส่วนกรณีหลัง เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้ให้เฉยๆ ถามว่า การแสวงหาประโยชน์แบบนี้ผิดกฎหมาย ไหม? ก็น่าจะไม่ แต่ถ้าถามว่า ชอบธรรมไหม?

    วิญญูชนทุกคนคงจะรู้แก่ใจกันดี

    "คอร์รัปชั่นนโยบาย" จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง มาก และถือเป็น "อภิมหาอทินนาทาน" อย่างแท้จริง! ถ้าคนไทยไม่เข้าใจ เราก็คงจะต้องเสีย "ค่าโง่" กันต่อๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยวิธีที่แยบยลขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าคิดให้ดีๆ สองเรื่องนี้ จะให้บทเรียน (ราคาแพงมาก) แก่เราหลายอย่าง เช่น

    1.คนที่บอกว่ารวยแล้วไม่ต้องเอาอีกอาจจะไม่ได้พูดความจริง เพราะความรวยหรือความจนไม่ได้อยู่ที่ "ความมี" แต่อยู่ที่ "ความพอ" อย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า เรามีทรัพยากรพอเลี้ยงคนทั้งโลก แต่อาจไม่สามารถสนองความต้องการของคนโลภเพียงคนเดียวได้

    2.ความสำเร็จทางธุรกิจอาจไม่ได้มาจาก "วิสัยทัศน์" หรือ "ความสามารถในการบริหารธุรกิจ" อย่างเดียว แต่อาจมาจากความสามารถในการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยวิธีการอันแยบยลต่างๆ ที่ไม่ชอบธรรม และเอาเปรียบประชาชน

    3.นโยบายเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะนโยบายใดๆ ล้วนสร้างผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์เสมอ บ่อยครั้งที่กลุ่มทุนผู้ผลักดันนโยบายเป็นผู้ได้แต่ประชาชนเป็นผู้สูญเสีย

    ดังนั้น ประชาชนทั้งในฐานะผู้บริโภค และผู้เสียภาษี จึงต้องจับตาดูเนื้อหาสาระ และขั้นตอนการกำหนดนโยบายต่างๆ ให้ดี

    เพราะเราจะปล่อยให้มีเพียงภรรยาของนักการเมืองคอยถ่วงดุลสามี หรือปล่อยให้เป็นภาระของพระสยามเทวาธิราชอย่างเดียว คนไทยก็คงหมดตัว!!!

    --------------------------------------

    นายกเป็นประธานบีโอไออนุมัติเอง

    นี่แหละไม่มีใบเสร็จ แต่การกระทำชัดเจน

    จากคุณ : north - [ 19 เม.ย. 47 16:25:02 A:211.30.40.103 X:211.29.136.13 ]


 
 


>


คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys