อะไรคือเหตุผลที่แท้จริงเรื่องการแต่งตั้งสังฆราชซ้อนกัน2องค์!!!

ผมไม่ใช่ลูกศิษย์หลวงตาบัวหรอกน่ะครับ....และก็ไม่เคยจาบจ้วงสมเด็จเกี่ยวด้วย.ผมไหว้ทุกคนที่ปฏิบัติดี แม้นแต่แม่ชีหรือฆราวาสธรรมดา.

เพียงแต่สงสัยว่าทำไมพระเถระผู้ใหญ่(ขนาดนั้น)บางท่าน....ถึงไม่ทักท้วงฝ่ายการเมืองที่เข้ามาแทรกแซง"แต่งตั้ง"พระสังฆราชองค์ที่2 ในขณะที่พระสังฆราชองค์ปัจจุบันท่านก็ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่!!!และโปรดอย่าลืมว่าพระสังฆราชองค์ปัจจุบันนี้เป็น"สุปฏิปันโน"ที่ได้รับความเคารพอย่างสูงสุดจากพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จย่าของเรา-ท่านทั้งหลาย.....มันมีความจำเป็นอะไรถึงขนาดจะต้อง"ลุกลี้ลุกลน"แต่งตั้งสังฆราชซ้อนกันขึ้นมา.ถ้าจะอ้างเรื่องสุขภาพของท่านด้วยเจตนาจะแบ่งเบาภาระให้ท่านก็ควรถวายความเห็นต่อท่านให้เข้าใจแจ่มแจ้งและ"สมควรอย่างยิ่ง"ที่จะถามความเห็นและข้อชี้แนะจากสำนักพระราชวัง.....

.......เรื่องนี้มีความไม่ปกติอยู่ในหลายๆอย่าง.......

.......ชาวพุทธต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ.....

.......เป็นความจริงที่พระธรรมเป็นอกาลิโก ไม่สลายไปตามกาลเวลา ไม่มีใครทำลายได้. เป็นความจริงตามธรรมชาติที่ไม่มีใครสร้าง พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบและเมตตาถ่ายทอดมากว่า2000ปี.... แต่!!!ถ้าเปลือกหรือกระพี้(พระวินัยและคัมภีร์)ถูกทำลายอย่างรุนแรง กุลบุตร-กุลธิดาในอนาคตกาลภายภาคหน้าย่อม"ยากอย่างยิ่ง"ที่จะรู้เห็นธรรมได้ด้วยตนเอง.....ผมกังวลตรงนั้น.


จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 11 ก.พ. 47 00:17:13 A:202.183.135.60 X: ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1


เรียนเว็บมาสเตอร์ที่นับถือ....

วิกฤตการณ์การแต่งตั้งพระสังฆราชซ้อนในครั้งนี้เป็นเรื่องที่อันตรายต่ออนาคตของพระธรรม-วินัยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย.....มันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นให้สังคมรับทราบข้อมูลในวงกว้าง.สื่อในด้านอื่น ไม่สามารถทำได้เหมือนอินเตอร์เน็ต.ในเรื่องนี้ผมมีความรู้สึกว่าทางเว็บมาสเตอร์ลบกระทู้บางกระทู้เร็วเกินไป....อีกหลายความเห็นที่เป็นกลางและสุภาพเลยโดนลบไปด้วย.ความจริงก็คือความจริง ผู้อ่านข้อความทั้งหลายย่อมควรมีวิจารณญาณที่เหมาะสมด้วยตนเอง.ถ้าหากท่านเว็บมาสเตอร์จะลบข้อความหยาบคายหรือใส่ร้ายกันโดยไร้เหตุผล ก็ขอทำการลบเฉพาะความเห็นที่สมควรลบทิ้ง โปรดอย่าได้ลบทั้งหมดในกระทู้นั้น.ความเห็นบางอย่างที่"จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ประชาชนรับทราบ"....เพราะนี่คือวิถีทางที่ตรงและสั้นที่สุดในการยุติวิกฤตการณ์ในครั้งนี้.

ขอวิงวอน โปรดเห็นแก่อนาคตของการสืบทอดพระธรรม-วินัยไปสู่อนุชนคนรุ่นหลัง.....ความจริงเท่านั้นที่จะทำให้เรื่องที่คลุมเครืออยู่ในขณะนี้ยุติลง.ขออภัยทางเว็บมาสเตอร์ในคำท้วงติงที่เสนอมานี้ หากคำพูดของผมล่วงเกินทำให้ท่านไม่สบายใจ....

ขอบคุณมากครับ.


จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 11 ก.พ. 47 00:37:21 A:202.183.135.60 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

นายทองก้อน ชะตาจะขาดเสียแล้ว กรณียุยงสงฆ์ให้แตกแยก

ใครได้ดูรายการกรองสถานการณ์บ้างครับ เรื่องการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนองค์สมเด็จพระสังฆราช ดูแล้วถึงบางอ้อเลย ที่แท้สังฆราชองค์ปัจจุบันเป็นอัลไซเมอร์นี่เอง คือท่านหลงลืมจำใครไม่ได้แล้วไม่สามารถปฏบัติงานได้แล้ว ( นี่ไม่ใช่เป็นการลบหลู่สังฆราชนะครับ เป็นการพูดความจริง ) เลยทำให้บุคคลใกล้ชิดองค์พระสังฆราช กระทำเหตุการณ์ต่างๆนำมาซึ่งความเสื่อมเสียพระเกรียติยศ อาทิ การปลอมแปลงพระลิขิต กว่า 100 ฉบับ, การยักยอกทรัพย์กว่า 23 ล้านบาท,ฯลฯ งานนี้คงได้ยึดทรัพย์จับศึกกันยกใหญ่แน่พวกเหลือบศาสนา

ส่วนนายทองก้อน ศิษย์เอกหลวงตาอรหันต์ รู้ทั้งรู้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร กลับทำเป็นไม่รับรู้เพราะเหตุผลประการณ์ใด เดี๋ยวได้กระชากหน้ากากออกแน่ ข่าวผู้จัดการเขาบอกว่านายทองก้อน นับถือคริสต์มาแฝงตัวเข้าใกล้ชิดอยู่กับหลวงตาอรหันต์ เพื่อต้องการสร้างฐานอำนาจบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาโดยดึงชาวพุทธ ( ก็รู้กันอยู่ว่าส่วนใหญ่ชาวพุทธไม่ค่อยศึกษาพระไตรปิฎก ชอบเข้าวัด นั่งฟังธรรม แต่ปฏิบัติธรรมแค่หางอึง ) พวกนี้ทำกันเป็นขบวนการเลยเหิมเกิมกันยกใหญ่ ท้าทายอำนาจรัฐ

ส่วนหลวงตาอรหันต์ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนยกท่านเป็นอรหันต์ ผมไม่เคยฟังท่านเทศน์เลย เมื่อดูรายการหนึ่งจำไม่ได้แล้วไปสัมพาย์หลวงตาเกี่ยวกับชีวประวัติ ที่จำได้แม่นๆหลวงตาชอบบอกว่าเคยฝึกปฏิบติกับเกจิอาจารย์รูปต่างๆ พิธีการยิงคำถามอะไรจำไม่ได้แล้ว หลวงตาอรหันต์ กลับเก็บความอรหันต์ไม่อยู่คือฉุนและยัวะ ( นี่ผมไม่ได้ลบหลู่หลวงตานะครับ ผมพูดความจริง )

ประเทศไทยยังโชคดีอยู่ ที่มีนายกทักษิณ ท่านรู้ว่านิพพา เป็นอนัตตา คนที่รู้ธรรมชั้นสูงได้ย่อมไม่ธรรมดาแน่ๆ คุณวิษณุนี่ก็ใช่ธรรมดาที่ไหนไปพูดบรรยายให้พระสงฆ์องค์เจ้าฟัง พระสงฆ์ชอบคุณวิษณุมากที่เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างแจ่มแจ้งถึงกับอัดเทปแจกจ่ายกัน ส่วนท่าน พล.ต.ต.อุดม ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา เห็นท่านทำงานแล้วอดชื่นชมไม่ได้ อย่างนี้ไม่เสียชาติเกิดจริงๆ

ทองก้อนคิดผิดเสียแล้วที่ออกมาเคลื่อนไหวปุกระดมพระป่าก่อม็อบ ไปว่าคุณวิษณุเขาว่าทรยศแผ่ดิน แต่ตัวเองแท้ๆกำลังทำอะไรอยู่ พวกเราชาวพุทธจะเรียกนายทองก้อนว่าอย่างไรดี


จากคุณ : โลกียะ - [ 11 ก.พ. 47 01:42:07 A:202.57.168.46 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

เรียนถามคุณโลกียะ

เพียงแค่ดูทีวีช่อง 11 ซึ่งคุณวิษณุ กำกับดูแลอยู่ ในรายการดังกล่าวก็มีแต่ฝ่ายคุณวิษณุทั้งสิ้น คุณก็ออกมาบอกกับคนที่นี่ว่าสมเด็จพระสังฆราชเป็นโรคความจำเสื่อม

เอาเป็นว่าฉันไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับคุณทองก้อน เป็นประชาชนธรรมดา ติดตามข่าวทั้งสองฝ่ายมาตลอด ฉันมีคำถามที่อาจจะทำให้คุณหยุดคิดได้คือ

1 เหตุใดในคำแถลงการณ์ของคณะแพทย์จึงไม่ได้ระบุว่าสมเด็จพระสังฆราชทรงป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมชนิดนี่ยังไม่สามารถปฎิบัติพระราชกิจได้ต่อไป แต่ในแถลงการณ์ดังกล่าวกลับระบุว่าพระองค์ท่านทรงงานได้เป็นครั้งคราวแล้วแต่พระอาการจะอำนวย

2 สมมติว่าสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นโรคดังที่คุณเชื่อและกล่าวหาจริง เหตุใดการแต่งตั้งผู้แทนจึงไม่ปฎิบัติให้ถูกจารีตเนื่องด้วยสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งโดยรัชกาลปัจจุบันภายใต้กฎหมายฉบับเก่าที่ให้อำนาจในหลวงแต่งตั้งได้แบบสมบูรณ์และตามพระราชอัธยาศัย เนื่องด้วยพระองค์ท่านยังไม่ทรงสิ้นพระชนม์ อย่างน้อยคุณวิษณุก็ควรมีหนังสือแจ้งเรื่องการแต่งตั้งผู้แทนไปยังสำนักพระราชวัง ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะไม่ได้บังคับด้วยข้อกฎหมายก็ตาม เพราะการแต่งตั้งผู้แทนในกฎหมายฉบับใหม่ที่ให้อำนาจ มส นั้น ไปแต่งตั้งผู้แทนทับพระสังฆราชที่ถูกตั้งในกฎหมายฉบับเก่าโดยพระราชอำนาจ คุณวิษณุต้องเกรงพระทัยบ้าง ไม่ใช่เอาแต่กฎหมายอย่างเดียว

3 เข้าใจว่าประชาชนต้องการทราบความจริงมาโดยตลอดว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระอาการเป็นเช่นใดกันแน่ ต้องการคำยืนยันจากทางคณะแพทย์ที่ลงชื่อในประกาศ ว่าพระองค์ท่านไม่สามารถปฎิบัติงานได้อีกต่อไป แค่นี้ฉันคนนึงจะสนับสนุนการกระทำของคุณวิษณุ ที่ได้ลงนามและใช้อำนาจตามกฎหมาย เพราะไม่มีทางเลือก แต่ที่ผ่านมาไม่มีการเปิดเผยความจริงเกรงจะเสื่อมพระเกียรติยศ ซึ่งแม้ในหลวงท่านป่วย สน พระราชวังก็มีการรายงานอย่างละเอียด เหตุใดพระสังฆราชป่วย จึงทำไม่ได้

3 การแก้ปัญหาพระลิขิตปลอม นั้นต้องจับคนที่ปลอมให้ได้ ปัญหาก็จบ แต่การแต่งตั้งผู้แทน นั้นเป็นการประกาศว่า ต่อไปนี้ พระราชบัญชาไม่ว่าทั้งของจริงของปลอมจะไม่มีผล แต่จะต้องเป็นลายเซ็นของผู้แทนเท่านั้น ถามว่ากะอีเรื่องลิขิตปลอม ทำไมต้องใช้กระบวนการนี้แก้ปัญหา ฉันคิดว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหามันอยู่ที่ การใช้อำนาจสมเด็จท่าน จัดการเรื่องศาสนสมบัติและการอวยยศอวยสมณศักดิ์ต่างหาก ที่เป็นผลประโยชน์ของการกระทำในครั้งนี้

สุดท้ายฉันก็ลองมาคิดดูว่า แล้วงานนี้หลวงตาบัวได้อะไร ทำไมถึงต้องให้คนชื่อทองก้อนออกมาโวยวายให้คนไทยหมั่นไส้อีกเป็นรอบที่สาม คิดไปคิดมาถึงแม้ประกาศนี้ยกเลิก หลวงตาก็ไม่สามารถไปช่วงใช้หรือมีอำนาจอะไรใน มส ได้เลย ท่านไม่สามารถอวยยศให้ใครได้ ท่านไม่สามารถจัดการศาสนสมบัติได้เลย แต่ถ้าประกาศนี้ไม่ได้ยกเลิกสิ จะมีใครบางคนสามารถทำการดังกล่าวได้แทนสมเด็จพระสังฆราชองค์นี้

ทางออกพอมีไหม ก็พอมีคือให้คุณวิษณุ ยกเลิกประกาศดังกล่าวแล้วขอพระราชวินิจฉัยจากสมเด็จท่านให้เรียบร้อย หากสมเด็จท่านไม่ได้ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมขั้นที่ลงนามอะไรไม่ได้แล้ว หากท่านป่วยจริงมีหลักฐานยืนยัน คนทั้งประเทศก็จะสนับสนุนสิ่งที่คุณวิษณุทำลงไป พระป่าที่เคยสวดคว่ำบาตรก็คงจะหงายบาตรยอมรับสิ่งที่คุณทำเพราะได้เชื่อแล้วว่ามันไม่มีทางออกที่ต้องทำแบบนั้น

แต่ถ้าคุณวิษณุไม่มีหลักฐานที่ว่าดังกล่าว ฉันก็ได้แต่บอกว่าเสียใจที่คุณได้ทำกรรมหนักมากกกกอันหนึ่ง

ส่วนคุณโลกียะนั้น ก็รับผลกรรมนั้นต่อๆ ไป เพราะเชื่อในแบบเดียวกัน

ขอให้ท่านเจริญในธรรม


จากคุณ : อุษาวดี - [ 11 ก.พ. 47 02:10:55 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

เรียนสมาชิกขาประจำราชดำเนินทุกท่าน ที่เข้ามาอ่านช่วยกันโหวตเพื่อให้กระทู้ติดอันดับ จะได้มาพิจารณากันว่า สิ่งที่คุณวิษณุทำถูกหรือผิดอย่างไร ฉันยินดีที่จะถกกันด้วยเหตุผล มากกว่าความเชื่อและศรัทธาและความลำเอียงเข้าข้าง

จากคุณ : อุษาวดี - [ 11 ก.พ. 47 02:21:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

เห็นด้วยกับกระทู้บางส่วน

อือ.. แต่ก่อนนี้มีคนเล่นข่าวเรื่องแต่งตั้งสังฆราชสอง
องค์ผมนึกว่า จะทำได้อย่างไร ที่แท้มันเป็นเรื่องนี้นั้นเอง
ข่าวนี้ออกมาเพื่อ สยบการแต่งตั้งรักษาการสังฆราชนั่น
เอง

ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ควรเร่งร้อนแต่งตั้งรักษาการณ์
สังฆราชเพราะ เท่าที่ทำนี่ถึงสังฆราชยังไม่ มรณะภาพแต่
ก็กลายเป็นเสมือนมรณะภาพ คือไม่มีหน้าที่อะไรรอวัน
มรณะภาพอย่างเดียว บางทีก็เหมือนกับการทำผิดเหมือน
กัน

แต่กรณีนี้มันไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนะ เพราะว่า
มันเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว ที่ต้องมีผู้รักษาการณ์แทน
ไม่ได้หมิ่นอย่างไร เพราะถ้าหากว่าสังฆราชกลับมาทำ
งานได้ท่านก็ทำงานต่อไป คือรักษาการณ์ชั่วคราว ที่อื่น ๆ
วัดอื่น ๆ เมื่อเจ้าอาวาสป่วย รองเจ้าอาวาสก็ปฏิบัติหน้าที่
แทน โดยเฉพาะสังฆราชหน้าจะมีอาการเกิดจากความ
ชราภาพและโรคแทรกซ้อนมาก

มันน่าจะมีประเด็นขัดแย้งกันแค่นี้

- สังฆราชป่วยแค่ไหน ? จนบัดนี้ไม่มีแพทย์ยืนยัน
ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ท่านไม่สามารถฟื้นกลับ
มาทรงงานได้อีกในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะว่ามีการ
นำพระสังฆราชมาออกทีวีให้ได้เห็นกัน

- อีกเรื่องเป็นเรื่องความอ่อนทางด้านกฏหมายที่มี
การตีกลับบ่อย ๆ ของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะคุณวิษณุ มี...
ความรู้เรื่องกฏหมายระดับสูงจริง แต่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับ
ศาสนาหรือพระธรรมวินัยสักเท่าไร จึงหาสาเหตุที่เขาต่อ
ต้านไม่ได้


สรุปแล้ว ประชาชนอย่างเราท่านไม่หน้าจะรู้อะไรมาก
นักในเรื่อง การแต่งตั้งสังฆราชจึงควรรอดูไปก่อน

คิดว่าเรื่องนี้ที่เป็นปัญหาเพราะนายวิษณุเป็นนักกฏฯ
หมายจริงแต่ ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับศาสนามากนักเรื่องนี้
ต้องยอมรับ เรื่องการแต่งตั้งนั้นให้สงฆ์จัดการกันเองโดย
นายวิษณุพยายาม รับสนองงานของฝ่ายศาสนาอย่างเดียว
หน้าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง


จากคุณ : อยากบอก - [ 11 ก.พ. 47 03:32:33 A:210.0.210.117 X:203.113.44.71 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

เอาแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมนะ

เราปล่อยให้เงินทำบุญไหลเข้าวัดมากไป

เป็นกฎตายตัวอยู่แล้วว่า เงินไปที่ไหน  ตัวชั่วไปที่นั่น

ดังนั้นเมื่อปล่อยให้เงินไหลเข้าไปในวัดมากๆ

ตัวชั่วในวัดมันจึงมาก

ตัวชั่วมันไม่ได้โง่

ดังนั้นเวลาอยู่ในวัด มันก็โกนหัวห่มผ้าเหลือง

และรู้จักใช้เงินซื้อโน่นนี่ แม้แต่นักการเมือง

ของแบบนี้มันเรียนรู้กันเร็ว
==

พระสังฆราชพระองค์นี้ เป็นพระที่สูงส่งและดีงาม จึงมีแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหานี้มาตลอด  ดังนั้น พวกที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในวัด ย่อมไม่ชอบ

อีกทางหนึ่ง ที่ยังเป็นสายที่ยังสามารถยึดถือได้ คือสายวัดป่า ซึ่งไม่เอาด้านวัตถุเลย ไม่จับต้องเงิน ไม่ให้มีเงินเข้าไปในวัด  ซึ่งเราเองก็นับถือมาก ในพระสายนี้  

ผู้นำของวัดสายนี้ คือ พระอาจารย์ชา ซึ่วมีลูกศิษย์เก่งๆหลายรูป อย่างท่านชยสาโรภิกขุ เป็นต้น

อีกทางหนึ่ง ที่ยึดเป็นหลักได้  ถือว่าเป็นปราชญ์ รัตนโกสินทร์ในยุคนี้ คือ พระธรรมปิฎก

ลองฟังความเห็นของท่านเหล่านี้ดูแล้วจะเข้าใจ
===

ทางแก้ที่ถูกจุด คือ อย่าให้เงินไหลเข้าไปในวัด เท่านั้นเป็นจบ

พระพุทธเจ้า มองเห็นปัญหานี้ ถึงให้พระ อยู่โดยอาศัยปัจจัยที่น้อยมาก  ถ้าถือหลักตรงนี้ได้ วงการสงฆ์จะสงบ

แก้ไขเมื่อ 11 ก.พ. 47 04:46:43

จากคุณ : Cool (Venus & Mars) - [ 11 ก.พ. 47 04:43:56 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 7

อ่าน นสพ ตามคำให้สัมภาษณ์ของคุณทองก้อนฯ ก็มีเหตุผลพอสมควร หากพระสังฆราชประชวร ทำไมไม่มีแถลงการณ์จากคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาเป็นทางการ
ดู Pope กรุงวาติกัน เป็นตัวอย่าง จนถึงวันนี้ยังปฎิบัติงานได้


จากคุณ : bonner (บอนเนอร์) - [ 11 ก.พ. 47 05:09:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

อะไรกันนักหนา ของนายทองก้อน และ ท่านหลวงตามหาบัว วางตัวไม่เหมาะสม วุ่นวายจริงๆ

เหมือนต้องการก่อกวนให้ประเทศชาติวุ่นวาย สร้างเงื่อนไขให้ศาสนาพุทธเกิดวิกฤตศรัทธา

ศาสนาเสื่อมถอย แล้วท่านทั้งสองได้อะไร



จากคุณ : พุทธชน (chprivate) - [ 11 ก.พ. 47 06:07:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

มาตามดูค่ะ
ไปถกกันกับธรรมโกยมา เหนื่อยอยู่อะค่ะ


จากคุณ : อะฮั้นเอง - [ 11 ก.พ. 47 06:30:55 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

3 ข้อผิดพลาดของ'วิษณุ เครืองาม' กรณีแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช



โดย เซี่ยงเส้าหลง

•• บุคลากรในวงการกฎหมายต่างสงสัยกันว่า วิษณุ เครืองาม ที่ถือกันว่าเป็น นักกฎหมายระดับปรมาจารย์ เหตุไฉนจึงมา พลาด ง่าย ๆ ในกรณี แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เมื่อ วันที่ 14 มกราคม 2547 และยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่งยิ่งผูกมัดรัดตัวเป็น ลิงแก้แห เรื่องจะไม่เป็นปัญหาเลยแม้แต่น้อยหากนำความเข้า กราบทูลสมเด็จพระสังฆราช – ให้พระองค์ทรงทราบและเห็นชอบ โดยให้พระองค์ แสดงเจตนา (ไม่ว่าจะโดยวิธี ลงพระนาม หรือ วิธีอื่น) ใน พระบัญชา ไม่ใช่ออกเป็น ประกาศของภาครัฐ โดยอ้าง มติ ของ มหาเถรสมาคม ป่วยการมาอ้างเหตุผลเรื่อง พระอาการประชวร ให้เหม็นขี้ฟันเพราะนอกจากในประกาศฉบับปัญหาจะระบุไว้อย่าง กำกวม (จนเข้าลักษณะ ขัดแย้ง ต่อ มาตรา 10 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535) ในลักษณะที่ ยอมรับว่าพระองค์ยังทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ – แต่เนื่องจากมีพระภารกิจมากเกรงจะกระทบพระพลานามัย เมื่อไม่นานมานี้ ลิง(แก้แห) ยังแก้ปัญหาด้วยการนำเอกสารให้สมเด็จพระสังฆราช ลงพระนามเห็นชอบ ก็ยิ่งยืนยันถึง ความผิดพลาด และอาจจะถึง ความเหิมเกริม ที่ใช้ อำนาจรัฐ ของ ฝ่ายอาณาจักร สวมเสื้อคลุม มติมหาเถรสมาคม เข้าไปล่วงล้ำ ฝ่ายศาสนจักร หากพิจารณามติของ พระวัดป่า ที่ประชุมออกแถลงการณ์เมื่อ วันที่ 28 มกราคม 2547 ไม่ใช่ คัดค้านในทุกกรณี หากแต่ถ้า วิษณุ เครืองาม ทำให้ถูกต้องเสียตั้งแต่ต้นหรือยกเลิกความผิดที่ทำไว้แล้วกลับมาทำใหม่ให้ถูกต้องคือ “...นำเรื่องการแต่งตั้งดังกล่าวเข้าเฝ้า เพื่อให้พระองค์ทรงทราบ และให้ความเห็นชอบเสียก่อน.” ก็จะ ไม่มีปัญหา แม้แต่น้อย

•• เอาละ – มาดู ความผิดพลาด ของ วิษณุ เครืองาม ในช่วงก่อนที่จะสวมบท ลิงแก้แห กันดีกว่าว่ารวม ๆ แล้วมีอย่างน้อยที่สุด 3 ครั้ง ด้วยกันและมีโอกาสที่จะมี ครั้งที่ 4 ขึ้นในอนาคตอีก

•• เริ่มต้นจาก ความผิดพลาดที่ 1 เป็นประเด็นที่ “เซี่ยงเส้าหลง” เคยชี้ให้เห็นหลายครั้งแล้วว่า มาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ว่าด้วย การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วรรคแรกของมาตรานี้ขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า “...ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช.” โดยสามัญสำนึกของคนที่แม้จะไม่เคยเรียนทางกฎหมายมาก่อนก็ต้องเข้าใจว่าหมายถึง สิ้นพระชนม์ ในขณะนี้จึงจะถือว่า ไม่มี ไม่ได้ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชยังทรง มีอยู่, ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ จึงจะไปปฏิบัติตามวรรค 2 ในทันทีที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ มหาเถรสมาคม แต่งตั้งสมเด็จพระราชาคณะที่มี อาวุโสทางสมณศักดิ์ ขึ้นเป็น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน หาได้ไม่เพราะจะต้องไปปฏิบัติตามวรรค 3 และวรรค 4 ที่ว่า “...ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน.” และ “...ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม หรือสมเด็จพระราชคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชได้ ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม.” กรณีจะเห็นได้ว่า ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ในวรรค 3 จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปปฏิบัติตามวรรค 4 เพราะสมเด็จพระสังฆราชทั้ง ทรงประทับอยู่ในประเทศไทย และแม้จะ ทรงประชวร แต่ก็ยัง ทรงปฏิบัติศาสนกิจได้ เรื่องนี้ในประกาศฉบับปัญหาเองที่ลงนามโดย วิษณุ เครืองาม เองก็ กล่าวรับรอง ถึงพระอาการไว้ดังนี้ “...ตามที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก มีพระอาการประชวรหลายระบบ และเสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ต้นปี 2545 นั้น คณะแพทย์ได้ถวายการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนพระอาการบางระบบดีขึ้น สามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลไปทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว แต่...” โปรดสังเกตตรงคำว่า ทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว นั้น ไม่เข้าด้วยเงื่อนไข ในวรรค 3 ที่ว่า “...ไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้.” ได้เลย สรุป ประกาศปัญหาฉบับวันที่ 14 มกราคม 2547 ไม่เข้าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 10 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ไม่ว่า วรรคแรก หรือ วรรคสาม จึงไม่เป็นเหตุที่จะปฏิบัติตาม วรรคสอง หรือ วรรคสี่ ได้

•• โปรดสังเกตความพยายามที่จะ แก้ไข, เยียวยา ความผิดพลาดที่ 1 โดยพากัน วิ่งพล่าน ชนิด ฝุ่นตลบ ไปที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (เหมือนที่ได้วิ่งไปแล้วหลายครั้งในรอบ 2 ปีมานี้) ให้ออก แถลงการณ์ มา รองรับความชอบธรรม จนปรากฏออกมาเป็นเอกสารชื่อ สรุปรายงานพระอาการประชวรของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก มาแจกจ่ายที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ วันที่ 27 มกราคม 2547 ในนามของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แม้จะดูเหมือน มีน้ำหนักมากขึ้น แต่ก็ยังคงไม่อาจพิจารณาได้ว่า เข้าเงื่อนไข-หลักเกณฑ์ ของ มาตรา 10 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 แต่ประการใด

•• ประการหนึ่งเมื่อ กระทำผิดไปแล้ว จะมาแสวงหา เหตุผลรับรอง เพื่อแปรเปลี่ยน ผิดเป็นถูก เห็นจะ ไม่ถูกต้อง ทางแก้ไขคือ ยกเลิกการกระทำที่ผิดไปแล้วเสียก่อน เท่านั้น

•• อีกประการหนึ่ง แถลงการณ์ของโรงพยาบาล หาใช่ ใบรับรองแพทย์ ที่จะนำไปใช้เป็นหลักฐานได้ตาม กฎหมาย เรื่องนี้คงต้องพูดความจริงกันว่า ไม่มีแพทย์คนใดยินยอมออกใบรับรองตามกฎหมายให้ เพราะอ่อนน้อมถ่อมตนว่าล้วนเป็นผู้ที่ ไม่รู้ เนื่องจากมีภูมิธรรม ต่ำกว่าสมเด็จพระสังฆราช ไม่อาจตัดสินพระอาการของพระผู้มีภูมิธรรมสูงกว่าได้แต่เพียง สายตา, หลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วไป เท่านั้น

•• ดังนั้น แถลงการณ์ของโรงพยาบาล จึงระบุไว้แต่เพียงอย่างกว้าง ๆ ว่า “...คณะแพทย์มีความเห็นว่าเนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระชนมายุถึง 90 พรรษา ประกอบกับมีพระอาการประชวรหลายโรค การที่สมเด็จพระสังฆราชทรงได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่และไม่สมควรจะทรงงานหนักร่วมกับการได้รับการถวายการรักษาจากคณะแพทย์ในโรงพยาบาล น่าจะส่งผลดีต่อพระอาการประชวรของพระองค์.” ยังห่างไกลกับเงื่อนไข “...ไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้.” ของ มาตรา 10 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 หลายโยชน์ “เซี่ยงเส้าหลง” เห็นว่านี่คือ ความผิดพลาดที่ 2 ที่ไม่ว่าขึ้นศาลไหนก็จะเป็น พยานหลักฐาน ใช้ยืนยันปรักปรำ ความผิดพลาดที่ 1 ของ วิษณุ เครืองาม โดยแท้

•• เท่านั้นยังไม่พอยังมี ความผิดพลาดที่ 3 เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับที่ พระวัดป่า มีแถลงการณ์ออกมา วิษณุ เครืองาม ยืนยันเมื่อ วันที่ 29 มกราคม 2547 ว่า “...สมเด็จพระสังฆราชทรงรับทราบประกาศแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์แล้ว โดยพระเจ้าคุณเลขาฯเป็นผู้อ่านถวายให้ฟัง ซึ่งท่านพยักหน้ารับทราบ และพยายามลงพระนามเพื่อรับทราบ แต่ไม่สามารถจรดปากกาลงพระนามได้ เพราะเขียนได้แค่ส.เสือกับด.เด็ก แล้วก็เขียนต่อไปไม่ได้.” เรื่องนี้ชวนให้คิดว่าผู้กระทำการ ใจร้ายมาก ด้านหนึ่งพยายามทำให้เห็นว่าสมเด็จพระสังฆราช ทรงเห็นชอบ – ไม่ทรงคัดค้าน เพื่อให้เสมือนว่าจะเป็นไปตามกฎหมายคณะสงฆ์ มาตรา 10 วรรคสาม แต่อีกด้านหนึ่งที่พูดเรื่อง ไม่สามารถจรดปากกาลงพระนามได้ ก็เพื่อจะบอกในทำนองว่าขณะนี้พระองค์ “...ไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้.” เรียกว่า เอาประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง (ไม่ต่างกับที่ หลวงตาบัว ญาณสัมปันโน ท่านเทศนาว่า สมเด็จพระสังฆราชถูกรุมกินโต๊ะ) ด้านหนึ่งบอกว่า พระอาการปกติ อีกด้านหนึ่งบอกว่า พระอาการไม่ปกติ เพื่อใช้เป็นเหตุผล รองรับความผิดพลาด จากคนละมุม

•• ในส่วนของ ความผิดพลาดที่ 3 นี้ถ้าแยกพูดเฉพาะด้านที่มุ่งแสดงว่าสมเด็จพระสังฆราช พระอาการปกติ การที่สมเด็จพระสังฆราช ทรงรับทราบ (ไม่ว่าจะโดย พยักหน้า หรือ ลงพระนาม) ก็ไม่ได้แปลว่าพระองค์ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตาม มาตรา 10 วรรคสาม เพราะความในมาตราดังกล่าวจะต้อง เป็นไปตามพระอัธยาศัย – ไม่ต้องด้วยบังคับอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ตาม มาตรา 10 วรรคสอง แต่ประการใด

•• การประกาศออกไปล่วงหน้าเพื่อ อาศัยกฏเกณฑ์อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ (ตาม มาตรา 10 วรรคสอง) แล้วนำไปอ่านให้สมเด็จพระสังฆราชฟังเพื่อ ทรงรับทราบ ไม่ต่างกับ มัดมือชก แล้วยังนำพระอาการ พยักหน้า มา อ้างอิง ทั้ง ๆ ที่ได้ ปิดช่องทาง ที่พระองค์อาจจะตั้งสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ ตามพระอัธยาศัย (ตาม มาตรา 10 วรรคสาม) ไปแล้ว

•• ที่พูดมาหลายครั้งนี้ไม่ใช่ “เซี่ยงเส้าหลง” ไม่เห็น จุดอ่อน ของ สมเด็จพระญาณสังวรพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก โดยเฉพาะ คณะผู้แวดล้อม และไม่ได้ยืนยันแข็งขันว่า พระพลานามัยสมบูรณ์เหมือนเมื่อ 10 – 20 ปีก่อน ตรงกันข้ามกลับเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะต้อง ขจัดจุดอ่อน แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการ รวบรัด, มัดมือชก ชนิด ขัดกฎหมาย เมื่อมีผู้ท้วงติงด้วยบริสุทธิ์ก็แก้ไขให้ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยเฉพาะหันมา เล่นกับกระแส โดยไม่เกรงอนันตริยกรรม



จากคุณ : ....... - [ 11 ก.พ. 47 06:57:30 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

•• จนถึงวันนี้ไม่ว่าใน ประกาศฉบับวันที่ 14 มกราคม 2547 ที่เป็น ต้นเหตุ หรือการพยายามแก้ไขครั้งต่อ ๆ มาคือ แถลงการณ์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 27 มกราคม 2547 และคำกล่าวอ้าง สมเด็จพระสังฆราชทรงรับทราบ 29 มกราคม 2547 ล้วนเป็น หลักฐาน ที่ยืนยันว่าพระองค์ ยังทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ (แม้อาจจะ ไม่สมบูรณ์) เมื่อเคารพสักการะพระองค์ไม่ประสงค์จะให้ ทรงงานหนักเกินไป ก็ต้อง หาทางออกตามกฎหมาย อย่าง เคร่งครัด คือ มาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ไม่ใช่ รวบรัด, มัดมือชก ตาม มาตรา 10 วรรคสอง กฎหมายฉบับเดียวกัน

•• ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า “...ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน.” ขอเน้นตรง สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง ที่หมายความว่าเป็นไปตาม พระอัธยาศัย นั่นเอง

•• เหตุผลที่ไม่ใช้ ทางออก ตาม มาตรา 10 วรรคสาม นั้นใช่หรือไม่ว่าไม่ต้องการให้ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็น สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง จึงรวบรัดไปหา มาตรา 10 วรรคสอง (หรือ มาตรา 10 วรรคสี่) ที่แก้ไขใหม่เมื่อ ปี 2535 ให้เป็น อำนาจ ของ มหาเถรสมาคม ที่จะต้องแต่งตั้ง สมเด็จพระราชคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์รองลงมา เพื่อให้ลงล็อกที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) โดย ไม่มีทางผิดพลาดเป็นอื่น เรื่องนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” ไม่สนใจเท่ากับว่านี่เป็นเรื่องของ สถาบัน ที่เป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของชาติ จะต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะจะเป็น ตัวอย่าง ไปสู่เหตุการณ์ในอนาคตได้

•• คนไทยทั้งหลายไม่ต้องเชื่อ หลวงตาบัว ญาณสัมปันโน ยิ่งไม่ต้องเชื่อ ทองก้อน วงศ์สมุทร ขอให้ยึดหลัก กาลามสูตร แล้วถามใจตัวท่านเองว่าจะ ยินยอม ได้หรือไม่ที่การปฏิบัติต่อ สถาบันหลักของชาติ โดย ขาดความเคร่งครัดต่อกฎหมายชนิดปราศจากข้อสงสัย ใช้วิจารณญาณให้ดี

•• มิพักต้องกล่าวว่า วิธีปฏิบัติ ที่ ขาดความเคร่งครัดต่อกฎหมายชนิดปราศจากข้อสงสัย มองจากอีกมุมหนึ่งไปต่างไปจาก การยึดอำนาจ หรือ Coup d’Etat เลย

•• ถ้าใช้วิจารณญาณดีแล้ว ยินยอม หรือ วางเฉย เพราะคิดเพราะเชื่อว่า ธุระไม่ใช่, ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ ประกาศปัญหาฉบับวันที่ 14 มกราคม 2547 ก็จะเป็น เอกสารประวัติศาสตร์ ที่ได้สร้าง ประเพณีปฏิบัติ เกี่ยวกับ สถาบันหลักของชาติ ขึ้นมาใหม่ “เซี่ยงเส้าหลง” ขอใช้ภาษาอีกอย่างหนึ่งว่า ประกาศ 14 มกราคม 2547 ได้สถาปนาประเพณีปฏิบัติอย่างใหม่ต่อสถาบันหลักของชาติที่จะเป็นตัวอย่างอ้างอิงต่อไปในอนาคตขึ้นมาในราชอาณาจักรไทยแล้ว โปรดใช้วิจารณญาณซ้ำอีกครั้ง

•• ยังมีแนวโน้มที่ต้องจับตาว่าจะเกิด ความผิดพลาดที่ 4 ขึ้นในอนาคตหรือไม่อีกแต่ขอยังไม่กล่าวถึง ณ ที่นี้เนื่องจากข้อความใน 3 ย่อหน้าก่อนหน้านี้ถือเป็น ประเด็นหลัก ที่ต้องการนำเสนอแล้ว


มาตรา 10 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่ เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน
ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม หรือสมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้นำความวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา



จากคุณ : ............ - [ 11 ก.พ. 47 06:57:51 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

มาตรา 10 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่ เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน
ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม หรือสมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้นำความวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา







ข่าวอื่นๆ ในหมวด






จากคุณ : ......... - [ 11 ก.พ. 47 07:00:27 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

เรื่องใหญ่ ๆ เช่นนี้ น่าจะให้ชาวพุทธมีสิทธิ์มีเสียงด้วย ด้วยการทำประชาพิจารณ์

อย่าทึกทักกันเอาเองเพียงไม่กี่คนแล้วสรุปผล

ทุกวันนี้ศาสนาเสื่อมไปมากแล้วก้เพราะ "กิเสลและการช่วงชิง" ในหมู่สงฆ์นี่แหละ

ผมโหวตให้ครับ เพื่อให้คนราชดำเนินได้มีจิตสำนึกในเรื่องของศาสนาบ้าง


จากคุณ : *bonny - [ 11 ก.พ. 47 08:18:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

ผมนับถือพระพุทธศาสนา แต่บอกตรงๆว่า ผมเลิกสนใจข่าวนี้แล้ว ทั้งเบื่อและอายมาก เพราะว่าจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องของการบริหารและปกครองสงฆ์ ซึ่งมันมีกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าเห็นรัฐบาลทำไม่ถูกต้องก็ควรจะไปดำเนินการทางศาลตามกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ไม่ต้องมาชุมนุมประท้วงอะไรกันให้วุ่นวาย ดูแล้วมันไม่เจริญใจเลย
................การสอนตนเองนั้นยากยิ่งนัก..............


จากคุณ : บัวใต้ตรม - [ 11 ก.พ. 47 09:11:31 A:202.133.168.27 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

>>>>ประเทศไทยยังโชคดีอยู่ ที่มีนายกทักษิณ ท่านรู้ว่านิพพา เป็นอนัตตา คนที่รู้ธรรมชั้นสูงได้ย่อมไม่ธรรมดาแน่ๆ คุณวิษณุนี่ก็ใช่ธรรมดาที่ไหนไปพูดบรรยายให้พระสงฆ์องค์เจ้าฟัง พระสงฆ์ชอบคุณวิษณุมากที่เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างแจ่มแจ้งถึงกับอัดเทปแจกจ่ายกัน ส่วนท่าน พล.ต.ต.อุดม ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา เห็นท่านทำงานแล้วอดชื่นชมไม่ได้ อย่างนี้ไม่เสียชาติเกิดจริงๆ
จากคุณ : โลกียะ - [ 11 ก.พ. 47 01:42:07 A:202.57.168.46 X: ]


โอ้ พระเจ้า.....ทักสินรู้(บรรลุ)ธรรมชั้นสูง





จากคุณ : บ้าไปแล้ว - [ 11 ก.พ. 47 09:51:54 A:203.149.37.175 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

พยามเบี่ยงเบนกันจัง แต่งตั้งสังฆราชองค์ที่สอง
ทั้งๆที่เขาก็ประกาศอยู่ปาวๆ ว่าแต่งตั้งรักษาการ เพื่อมาช่วยงาน แล้วก็ไม่ได้ตั้งองค์เดียว แต่ตั้งมาถึง5องค์ในการช่วยงานด้านต่างๆ ในระหว่างที่องค์จริงทรงประชวรอยู่
หรือว่า...........อยากจะเป็นซะเองexclaim


จากคุณ : varada - [ 11 ก.พ. 47 09:52:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

แล้วเรื่อง ที่นักข่าวสัมภาษณ์ (มีลงแทบทุกฉบับ) ล่ะครับ ว่า พวกคุณ ไปจ้างชาวบ้าน สูงอายุมา พอนักข่าวถามว่ามาทำไม ก็ บอกว่า ไม่รู้เรื่อง อะไรที่ประท้วง แต่เพราะได้เงิน ค่าจ้าง มา 300 บาท กับมาเที่ยวกรุงเทพฯ ตามข่าวว่า เกือบพันคน ก็เกือบสามแสนบาท ท่านเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะครับ ถ้าหากไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แล้วทำไม ต้องถึงขนาดจ้างคนมาชุมนุมประท้วงด้วยครับ เอาเงินที่ไหนมาดำเนินการกัน แค่นี้ ก็ตอบให้ได้ก่อนเถอะ

จากคุณ : intrepid - [ 11 ก.พ. 47 11:26:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

แล้วเรื่อง ที่นักข่าวสัมภาษณ์ (มีลงแทบทุกฉบับ) ล่ะครับ ว่า พวกคุณ ไปจ้างชาวบ้าน
========================
มีแต่ข่าวในนสพ หรือเปล่าครับ แล้วเห็นมีในทีวีบ้างหรือเปล่า หมายถึงสัมภาษณ์ชาวบ้านคนนั้นให้ดูขณะกำลังชุมนุมกันนะครับ

ผมถามเพราะไม่รู้จริงๆนะ

ปล.อย่าเพิ่งเชื่อขบวนการดิสเครดิตมากนัก


จากคุณ : apichan - [ 11 ก.พ. 47 11:37:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

I have the chance to meet The Royal Patriach before New Year .My feeling is I 'm so pity to the Royal Patriach ,because he can't do anything without the guidance by the people next to him.These people will advice The Patriach what to do ,when to do and how to do.Such as these people will whisper him who pay the homage to him,then who donate ,after that they will pass the paper to the Patriach to bless them good luck.I have 10 witness at that moment.So to appoint the highest rank &full of moral is the only way to protect the name sake of the Royal Patriach.

จากคุณ : Khon Thai - [ 11 ก.พ. 47 11:47:23 A:203.155.187.68 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

ก็น่าแปลกนะครับ ที่ หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ(แสดงว่า พวกที่คัดค้านทองก้อนอิทธิพลยิ่งใหญ่มากขนาดสั่งหนังสือพิมพ์ลงข่าวได้เหมือนกันหมด555) ผู้จัดการรายวัน ที่พวกคุณชอบอ่านและเชื่อถือขนาดเอาบทความมาลง ก็ยังลงเรื่องนี้เลยนะครับ เดี๋ยวเอามาลงให้อ่าน ไงทีนี้จะว่ากันยังไงครับ


".....ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามผู้ที่มาร่วมชุมนุมกับนายทองก้อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ปรากฎว่าหลายคนไม่เข้าใจในประเด็นการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชโดยยอมรับว่าการมาครั้งนี้ หลายคนได้รับเงินคนละ 300 บาทและจะได้เที่ยวกรุงเทพฯด้วย "
http://www.manager.co.th/daily/DailyView.asp?NewsID=4747166029214


จากคุณ : intrepid - [ 11 ก.พ. 47 11:51:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

ผมก็ยังถามเหมือนเดิมว่า แล้วเห็นการสัมภาษณ์ในทีวีบ้างหรือเปล่าครับ

จากคุณ : apichan - [ 11 ก.พ. 47 11:58:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

คิดดูที่ธรณีสงฆ์เท่าไหร่ที่ให้เช่าแถวบางลำภู หน้าวัดบวร ไม่ว่าฝ่ายไหนเข้ามามันก็เรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้น



จากคุณ : เฮ้อ - [ 11 ก.พ. 47 11:59:54 A:203.151.230.101 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

ถ้าดื้อตาใส เอาสีข้างเขาถูขนาดนี้ ก็จนปัญญาที่จะเสวนาด้วยแหละครับ บายล่ะ

จากคุณ : ขำว่าเราเป็นสาวกธรรมกาย (intrepid) - [ 11 ก.พ. 47 12:05:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

ก็ถามดีๆ แต่ทำไมไม่เห็นตอบละครับ ใครกันแน่ที่ถูสีข้าง smile

จากคุณ : apichan - [ 11 ก.พ. 47 12:28:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

ถ้าสิ่งที่ เซี่ยงเส้าหลง พูดมาเป็นจริง

วิษณุนั่นแหละ ที่สมควรตกนรก รัฐบาลนี้ชอบทำอะไรเหิมเกริม เพราะคิดว่าพวกตัวมีอำนาจมาก
ฉะนั้น ทำอะไรจึงเอาแต่ใจ หวังให้งานเสร็จเร็วเข้าว่า แต่ไม่ดูว่า สิ่งที่ทำมันจะไปกระทบกับสิ่งอื่นๆ จนเป็นผลเสียตามมา


จากคุณ : โต - [ 11 ก.พ. 47 12:36:56 A:203.118.84.164 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลอะไรที่ทำไมนายทองก้อนจึงร้อนตัว ต่อเรื่องนี้มาก และคิดว่าเหตุผลในการแต่งตั้งตัวแทนพระสังฆราช นั้น เป็นเป้าหมายรอง แต่เป้าหมายหลักคือ คุณวิษณุ ที่มีแนวคิดที่จะจัดระเบียบสาธารณะสมบัติของพระศาสนาทั้งระบบ แต่พอเริ่มเดินได้สองสามก้าวก็สะดุดขาตัวเองหกล้มก่อน เลยโดนพวกนายทองก้อนที่ร้อนตัวต่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้วลงเท้าซ้ำ(อย่าลืมว่านายทองก้อนที่เคยจับเงินก้อนโตจากการบริจาคที่เป็นเงินของพระศาสนา จะดำเนินการแบบไหน?ถูกต้องหรือไม่จะต้องโดนตรวจสอบจาก การจัดระเบียบใหม่อันนี้)


ผมมองแบบนี้เพราะคิดว่าถ้าแค่ประเด็นแต่งตั้งที่ไม่เขาน่าจะพลาดนั้น นายทองก้อนไม่น่าจะจิกไม่ปล่อยขนาดนั้น(เพราะตอนนี้มันเลยเป้าหมายนี้ไปแล้วเรื่องนี้สื่อเข้าถึงแล้วคนเริ่มชัดเจนแล้วป) มันก็น่าจะจบลงที่ยืนหนังสือผ่านสื่อให้เขารับเป็นพยานในข้อเรียกร้อง ส่งต่อให้ผู้มีหน้าที่ดำเนินการไปตามบทบาทหน้าที่ของใครของมันต่อไป


แต่ดูท่าว่าจะไม่อย่างนั้นจะมีการขยายผล เช่นมีภาพความรุนแรง เขียนหนังสือเลือด ตัดคอหุ่น เผาแช่ง (แต่ขาวว่ามีการขอไว้จึงหยุด เอาเป็นว่าผมอยากให้สังคมจับตาดูเจตนาของคนๆนี้ด้วย ส่วนตัวผมยังอยากเห็นภาพต่อไปที่ถูกต้องในการที่จะเข้ามาจัดระเบียบใหม่ให้กับ ผลประโยชน์วัดพระศาสนาทั้งระบบ ความหมักหม่มไม่ชัดเจนตรงนี้ทำให้มีผลส่งต่อไปยังปัญหาอื่นๆ ในศาสนาจนถึงวิกฤตศรัทธาต่อพระศาสนาได้



ผมว่าจุดเริ่มมันน่าจะมาจากการที่เราเอาแนวคิด วัตถุนิยม,บริโภคนิยม,สะสม ลลาภยศ,บรรดาศักดิ์ที่เป็กิเลสแบบฆารวาสเข้าไป เติมลงไปใน วัดในพระศาสนา เกินพอดี คือถ้าพอดีมันก็จะเป็น สีสันอุบายธรรม ไปจนถึงเป็นความงามของวัฒนธรรมที่หลอกล่อให้คนเข้าหา "พุทธะ"(จิตสงบแบบผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ด้วยไตรสิกขา ศิล,สมาธิ,ปัญญา) และความพอดีนี้สำหรับปุถุชน,ฆารวาสที่ต้องจัดสมดุลให้กับตัวเองให้อยู่ได้ในวัฎฎฯอย่างประณีประนอมต่อความเป็นไปของธรรมชาติของกิเลสด้วยทางสายกลาง และลึงลงไปถึงสมถะในบทบาทของพระนักบวชที่มีหน้าที่เผยแพร่ศาสนาและเป้าหมายนิพพานแบบอริยะ


แต่ทิศทางตอนนี้มันเกินพอดีจนสวนทางกับพระศาสนาที่เน้นลดละ แต่มันกับเป็นการเพิ่มเติมกิเลสแบบฆารวาสลงไปในวัดและพระศาสนา พอกความหนาให้กับสีสันหรือเปลือกจนมองไม่เห็นพทธธที่อยู่ข้างใน วัดพระศาสนาจนต่อไป(เดี่ยวนี้ก็มี) เราจะแยกไม่ออกว่า วัด,บ้าน,และสถานบันเทิง(ดูตอนมีงานสิ) ผมว่าต่อไปหนักเข้าก็จะมีกรณี ทริปท์นักร้อง คล้องพวงมาลัยพระที่ร้องเพลงแร็ฟมาหาชาติ ได้โหยหวลจับใจ?



นั้นคือปัญหาทางพระพุทธศาสนาเรา เมื่อมองลงมาที่ม.ศ(มหาเถระฯ) ที่เป็นองค์กรหลักโครงสรางหลักองค์กรหนึ่งที่มีบทบาทหหน้าที่โดยตรงต่อการจัดการต่อปัญหาเรื่องนี้ ก้มีปัยหาอย่างที่เห็นอย่างที่ทราบๆกัน เช่น การปลอมพระลิขิต จากคนใกล้ชิด ไปหาผลประโยชน์ใส่ตัว


แม้แต่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นแกนนำโดนผ่านนายทองขาว (วัตถุเงินๆทองๆทั้งนั้นป่วนศาสนา) นี่ก็ทองเป็นก้อนๆเลย ตอนนั้นมีการเดินขบวน(ม๊อบพระ) อยู่วัดดีๆ จะขอไปอยู่คอนโดฯ เพราะกิเลสแบบฆารวาสหรือเปล่า? หรือเพื่อความเหมาะสมกับพุทธศาสนาที่เป็นศาสนาประจำชาติหรือเห็นว่าคอนโดมันโก้ใหญ่โต แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาก็ต้องแบ่งให้เป็นห้องๆ แม้จะใหญ่กว่าคนอื่นแต่เขาก็ต้องกันห้องอื่นๆไว้ให้ศาสนาอื่นๆอีกแถมคนดุแลคอนโดก้เป็นฆารวาส(เจ้ากระทรวงเป็นอำนาจรัฐ) ตอนนั้นผมเคยเสนอให้ไปอยู่ที่เป็นอิสระ ขึ้นตรงต่อผู้มีอำนาจสูงสุดทางบริหาร จนสรุปได้สำนักงาน ที่เป็นบ้านเดี่ยว และมีงบส่วนตัวจัดการกันเองอิสระกว่า แต่ตอนแรกก้ยังจะไม่ยอมกันจะเอาคอนโดอย่างเดียวเพราะดูแล้วเป็นตึกใหญ่กว่า



นั้นมันเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนศักยภาพทางการบริหารจัดการขององค์กรหลักทางศาสนา มันมีภาพปัญหาอย่างที่เห็นผมไม่มีเจตนาจะล้อเลียนหรือกล่าวหาใครแต่ผมมองเห็นว่ามันมีปัญหาแบบนี้ที่จะส่งผลต่อความเสื่อม, และวิกฤตศรัทธา จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัทที่จะช่วยกันดูแล แต่เมื่อมองมาที่โครงสร้างหลักของพระศาสนาเราม.ศ(มหาเถระฯ) ที่ถือว่าเป็นโครงสร้างสำคัญโครงสร้างหนึ่ง ที่มีหน้าที่โดยตรงในการบริหารจัดการต่อเรื่องนี้ กลับมีสภาพอย่างที่เห็น


ผมจึงเห็นว่ามันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวพุทธและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพระศาสนาจะต้องให้ความสำคัญเข้ามาดูแล(คนละอย่างกับการก้าวก่ายงานพระสงฆ์ ) อย่างที่นายวิษณุพลาดเองโดนไปแล้ว ถึงจะถูกเด้งแต่จำเป็นต้องมีคนสานต่องานดูแล(ไม่ใช่ก้ายก่าย) เพราะเป็นหน้าที่ร่วมกันของพุทธบริษัท ที่จะจัดระเบียบใหม่ กะเทาะเปลือกหนาๆที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง และระวังเรื่องเงินทองๆ โดยเฉพาะทองๆทั้งหลายที่เป็นก้อนๆนั้นน่ะจับตาดูดีๆ


จากคุณ : ตอม - [ 11 ก.พ. 47 13:49:52 A:202.57.174.210 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

ขอบคุณ คุณตอมที่ช่วยแสดงความเห็นเบื้องลึก ๆ ครับ
เรื่อง คอนโด กับบ้านเดี่ยว คอนโด หมายถึง กระทรวงพุทธศาสนา บ้านเดี่ยวก็คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถูกไหมครับ เผื่อคนที่ไม่เข้าใจ


จากคุณ : intrepid - [ 11 ก.พ. 47 14:25:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

อ่านจากข่าว นสพ พวกที่ contra นายทองก้อนฯ ออกมาพูดว่า นายทองก้อนร่ำรวยมาจากไหน มีเงินหลายล้าน มีรถยนต์หลายคัน อยากให้ทางการเข้าไปตรวจสอบ
ทำให้นึกสงสัยว่า ทำไมไม่ว่า นักการเมือง มรรคทายกวัด คนธรรมดา เวลามีเรื่องขัดแย้งกัน จถึงจะเอาเรื่องที่ตัวเองคิดว่าฝ่ายตรงข้ามทุจจริต คดโกง ออกมาพูด มาเปิดเผย ต่อสาธารณชน หากไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน ก็ไม่นำมาพูด เก็บเงียบไว้ แสดงว่ารักตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของชาติหรือของส่วนรวม ใช่หรือไม่ หากสังคมเป็นแบบนี้ การทุจริตคอรัปชั่นจะไม่มีวันปราบหมด


จากคุณ : บอนเนอร์ - [ 11 ก.พ. 47 14:28:21 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

#19 คำแปล.....
ผมมีโอกาสเฝ้าพระสังฆราช องค์ปัจจุบันตอนก่อนปีใหม่ ก็รู้สึกสงสารท่านมาก เพราะท่านไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้นอกจากอาศัยคนที่อยู่ใกล้ พวกเขาจะคอยถวายคำแนะนำท่านให้ทำนั่น ทำนี่ ตอนไหน เมื่อไร เช่น คอยกระซิบเมื่อมีคนถวายความเคารพ ถวายปัจจัย และส่งคำถวายพระพรให้แก่ท่าน ผมมีพยานร่วมรู้เห็นถึง 10 คน ดังนั้นการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนจากพระสมเด็จองค์ถัดไปเท่านั้น ที่จะรักษาพระเกียรติของพระสังฆราชได้........

แก้ไขเมื่อ 11 ก.พ. 47 14:39:43

จากคุณ : อีคิวศูนย์ - [ 11 ก.พ. 47 14:34:06 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 30

เมื่อ พระ ไม่ละ จริง

การสมควร แล้ว กระมังครับ

สังฆราช เป็นเพียง ตำแหน่งสมมุติ ใน ประเทศ ที่ มี พระ สงฆ์ เท่านั้น
ไม่เกี่ยว กับ พระวินัย ครับ อย่า เอามา ผสมกัน


จากคุณ : vile_human - [ 11 ก.พ. 47 15:07:46 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

ทำให้นึกถึง ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ตอนนี้ไอ้คน(ขอเรียกว่าไอ้)ที่พูดคำนี้มันหายไปไหนแล้ว

จากคุณ : พุทธร้อยเปอเซนต์ (Alien From Mars) - [ 11 ก.พ. 47 15:09:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32


เรื่องที่เป็นสาระหลักของเรื่องนี้น่าจะมีดังนี้...

1."......ถ้าพระสังฆราชประชวรจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ พระองค์ท่านก็จะทรงแต่งตั้งพระราชาคณะ"รูปใดรูปหนึ่ง"(***ไม่จำเป็นต้องเป็นอาวุโสสูงสุด***)ปฏิบัติหน้าที่แทน...." ตรงนี้สำคัญเพราะฝ่ายการเมือง"รวบรัด"แต่งตั้งพระเถระรูปหนึ่งที่ตนไกล้ชิดสนทสนม"เป็นพระสังฆราช"อีกองค์หนึ่งแทนที่จะรอให้พระสังฆราชทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนด้วยพระองค์เอง....ทั้งที่องค์เก่าก็ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่!!!ซึ่งผิดจารีตประเพณีที่ไทยเราเคยทำมาอย่างฉกรรจ์....

2.ฝ่ายการเมืองแทรกแซงคณะสงฆ์โดยไม่ได้สอบถามความเห็นของสำนักพระราชวัง.โดยเฉพาะสมเด็จพระญาณๆ....ซึ่งอาจจะเกิดเหตุการณ์เหมือนการออกกฏหมายที่ผ่านมาไม่นาน.ระวังจะหน้าแตกต้องเอาปี๊บคลุมหัวอีกรอบ...

3.พระเถระรูปหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับลัทธิ"จานบิน-ขายบุญ"อย่างโจ่งแจ้ง....ในขณะที่พระสังฆราชทรงเคยมีพระวินิจฉัยให้หัวหน้าลัทธิจานบิน-ขายบุญพ้นจากความเป็นพระ แต่พระเถระรูปนี้กลับกางปีกปกป้องอย่างน่าเกลียด จนทำให้โล้นแว่นดำยังสามารถครองผ้ากาสาวพัตร์ได้อยู่จนทุกวันนี้....และลัทธินี้มีการบิดเบือนพระธรรมวินัยอย่างรุนแรงจนถึงขั้นถ้าหากลัทธินี้ยังคงสามารถฟื้นกลับมาอีกครั้ง....อาจเกิดหายนะกับพระศาสนาส่วนรวม.



ส่วนเรื่อง....อรหันต์-ไม่อรหันต์....
....การปลอมตัวจากศาสนาอื่นมาทำลายพุทธ เป็นลูกคนใช้ เนรคุณผู้มีพระคุณ ....
.....ผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ....
เป็นเรื่องมโนสาเร่ ใครจะกล่าวหากันอย่างไรก็ได้ ไม่ควรนำมาพิจารณา...



จากคุณ : สาระ-ไร้สาระ - [ 11 ก.พ. 47 15:17:19 A:202.28.21.4 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

http://larndham.net/index.php?showtopic=11213&st=530


แล้วไปอ่านดูนะคะ ว่าคนพุทธปฏิบัติน่ะ เขาพูดถึงคุณที่ลงชื่อว่า ตอมในกระทู้นี้ว่าอย่างไรน่ะค่ะ


จากคุณ : ............ - [ 11 ก.พ. 47 20:14:58 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

เห็นมีคนพูดว่าแต่งตั้งรักษาการเท่านั้น
ตอบว่า ไม่มีอำนาจในการกระทำ
เอาอำนาจไหนมาแต่งตั้ง
ฆราวาสตั้งสงฆ์ได้อย่างไร?????


จากคุณ : ............ - [ 11 ก.พ. 47 20:19:09 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

ทองก้อนให้สัมภาษณ์
**************************

"ตั้งใครขึ้นมาก็ไม่เกี่ยงขอให้สมเด็จพระสังฆราชลงพระนาม"

ทองก้อน วงศ์สมุทร

ผมเรียนมัธยมที่วัดบวรนิเวศวิหาร สมัยก่อนเรียกมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีที่ 4-8 แล้วชื่อ 'ทองก้อน' ผมก็ได้จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) ที่เป็นผู้ประทานให้

ผมก็เลือดเหลืองดำ คือเลือดวัดบวรฯ ผมจึงทนไม่ได้ที่จะเห็นผู้มีพระคุณของผม วัดบวรฯที่ผมร่ำเรียน และสมเด็จพระสังฆราชเจ้าที่ประทานชื่อผมครองวัดมาก่อน ถูกกระทำย่ำยีอย่างนี้ไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นผมก็พร้อม 24 ชั่วโมง ที่จะคอขาด พร้อมกับท่านพระอาจารย์มหาบัวที่เลิศเลอประเสริฐของผม

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเรื่องประกาศแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ฉบับวันที่ 13 มกราคม ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าไม่มีคำว่า 'แทน' นั้น ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผมซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธบริษัท 4 ซึ่งเป็นฆราวาสก็ออกมาเคลื่อนไหว ขอให้ยกเลิกคำประกาศดังกล่าว

ถึงอย่างนั้น ถ้าจะต้องแต่งตั้ง 'ตัวแทน' ขึ้นมาจริงๆ เรื่องกฎหมายที่เขียนไว้นั้น ก็ระบุไว้ว่า มีกรณีเดียวเท่านั้นที่จะแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราชได้ หรือปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราชได้ต้องเป็นไปตามวรรค 4 แห่งมาตรา 10 เมื่อต้องเข้า 2 กรณีเท่านั้น คือ

เมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่ทรงอาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรืออาณาจักรก็เข้าไปร่วมไม่ได้ ต้องมหาเถรสมาคมเท่านั้นที่จะเข้าไปจัดการได้

ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะเกิดขึ้น เวลานี้สมเด็จพระสังฆราชยังทรงลงพระอุโบสถได้ ไม่เสียสมณสารูปอะไร ลงอุโบสถนั่งตั้ง 4-5 นาที ท่านมาที่วัดบวรฯท่านก็ให้ศีลได้ ให้พรได้

เรื่องคณะแพทย์ที่ออกมาแถลง ดูแล้วมันไม่มีที่มาที่ไป เลขที่หนังสือก็ไม่มี สถานภาพไหนก็ไม่รู้ จริงๆ ต้องแถลงการณ์แต่งตั้งผู้ถวายการรักษา คณะแพทย์รักษาอาการพระประชวร สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย

พอคุณวิษณุประกาศเมื่อวันที่ 13 มกราคม ทีนี้วันที่ 18 มกราคม สมเด็จพระสังฆราชเสด็จวัดบวรฯ ก็ไม่มีใครได้ทำข่าว ให้คนได้เห็นว่าก่อนที่จะลงอุโบสถท่านก็เป็นผู้สมาทานศีล ท่านก็เป็นผู้ให้ศีล แล้วนั่งฟังอุโบสถ คือการสวดปาฏิโมกข์ ศีล 227 อยู่ประมาณ 5 นาที

พระองค์ท่านไม่ได้ล้มตึงตัง หรือชักอะไรเลย เสร็จแล้วก็ต้องพยุงท่าน เพราะท่าน 90 ปีแล้ว เสร็จแล้วหลวงพ่อคูณก็มากราบ ท่านก็ยังสนทนาธรรมกันเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็กลับไปที่โรงพยาบาล

มันขัดแย้งกับภาพที่เราๆ ท่านๆ เห็นว่าถ้าป่วย ปกติเท่ากับอัตภาพอย่างท่าน จะให้ท่านมาอยู่อย่างเราก็ไม่ได้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมจำไม่ได้ ตอนนั้นสมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธฯมีพระอาการประชวร พระองค์ท่านก็ออกอาการแถลงเองเลยว่าด้วยอาตมาภาพสมเด็จพระสังฆราชมีพระอาการประชวร ก็เลยขอตั้งสมเด็จวัดพระศรีมหาธาตุหรืออีกองค์หนึ่งไม่ทราบมาปฏิบัติหน้าที่แทน ท่านเขียนลงนามเอง แล้วในปีนั้นท่านก็สิ้นพระชนม์ ไม่ใช่อยู่ๆ คุณวิษณุ (วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี) จะไปเที่ยวตั้งมาอย่างนี้ไม่ได้

ต้องขอบอกเลยว่าเราไม่เคยเคลือบแคลงว่าคุณวิษณุมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร แต่เราเห็นว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมากกว่า เพราะว่าถ้าอย่างนี้ต่อไปถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเกิดสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นมาแล้วมีอาณาจักรไปยุ่งเกี่ยวอย่างนี้อีกจะทำอย่างไร

คุณวิษณุหรือใครก็ไม่ได้ในแผ่นดินนี้ที่จะยกใครขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญแน่นอน ผมยังไม่เปิดประเด็นนี้ ผมรอให้ท่านแก้ตัวก่อน

แต่ถ้ายังดึงดันต่อไปผมจะเปิดประเด็นนี้ แล้วรัฐธรรมนูญเขียนว่า 'ในหลวง' เท่านั้นที่เป็นผู้สถาปนาได้ แล้วคุณวิษณุเป็นใคร

0 0 0

จนถึงเวลานี้ ทางด้านคณะสงฆ์ ทั้งสายปริยัติและสายปฏิบัติอยู่ตามป่าตามเขาได้มาประชุมกันไปแล้ว เมื่อวันที่ 28 มกราคม ประมาณเกือบ 600 รูป แล้วก็มีมติกันเป็นที่ทราบโดยทั่วไปแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าทางคณะสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วได้พิจารณาตามหลักพระธรรมวินัยทราบว่า ประกาศดังกล่าวนั้นขัดต่อหลักพระธรรมวินัยอย่างไร และท่านไม่ยอมรับ

เมื่อไม่ยอมรับ เราก็ดำเนินการเคลื่อนไหวไปตามสิทธิที่เราพึงกระทำ ประการแรกเราก็พิจารณาแล้วว่าในความเห็นของกลุ่มคณะของผมว่าคุณวิษณุกระทำการในครั้งนี้ ขัดหรือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อคุณวิษณุมีตำแหน่งในทางการเมืองเราก็จะเข้าชื่อกันถอดถอนให้ได้ 50,000 ชื่อ เพื่อถอดถอนคุณวิษณุให้เป็นไปตามกฎหมายที่ให้สิทธิประชาชนไว้ ทางรักษาการประธานวุฒิสภา คือท่านสุชน ชาลีเครือ ได้รับคำแนะนัดหมายของเราในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00 น. ให้ไปแสดงตนเป็นผู้ริเริ่ม

หลังจากนั้นเราก็จะเป็นผู้ที่จะไปเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนที่พิจารณาแล้วเห็นด้วยกันกับเราว่าคำประกาศของคุณวิษณุไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วก็จะประกาศใหได้ 5 หมื่นชื่อ ยื่นให้วุฒิสภานำเข้ากระบวนการถอดถอนต่อไป

ส่วนทางด้านคณะสงฆ์เราก็จะนัดหมายเอามติดังกล่าวมาแก้เพื่อให้นายกรัฐมนตรีหรือว่าทางคุณวิษณุได้ทราบต่อไป ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปยิ่งกว่านี้

ปกติวิสัยสายวัดป่าไม่สนใจเรื่องอื่น บอกตรงๆ ในทีนี้มันมีถ่านแดงๆ มาวางลงบนศีรษะเรา เราไม่ลุกขึ้นปัดแล้วไปจัดการดับไฟเสีย มันก็จะกระไรอยู่

พระวัดป่าไม่เคยยุ่ง สายปู่มั่น แล้วก็สายปฏิบัติยังไม่เคยยุ่งเรื่องราวของท่านอื่นเลย จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของกิเลสที่หัวใจเท่านั้นเอง ที่จะต้องปฏิบัติกันไป ท่านจะเห็นได้ว่าไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการปกครอง แต่ที่ออกมายุ่งคราวนี้เป็นเพราะกระทบกระเทือนถึงท่าน

ที่วัดป่ารู้ข่าวได้นั้น ก็เพราะส่งข่าวกันไปลูกศิษย์ ลูกหา ที่พากันไปพบ ไปบอกกันว่าเกิดเรื่องอย่างนี้แล้ว ปรกติแล้วท่านจะไม่ออกมายุ่ง แต่นี่ท่านได้เอาธรรมขึ้นเป็นหลัก เมื่อผิดก็ต้องมารวมตัวกัน นี่เป็นการรวมตัวกันครั้งแรก เพื่อที่จะนำข่าวนี้ออกไปบอกในสังฆมณฑลของท่านด้วย ว่าในขณะนี้มันเกิดไฟขึ้นอีกแล้ว

เรื่องไม่พอใจสมเด็จเกี่ยว เพราะไปเกี่ยวข้องกับธรรมกายนั้น จะเห็นว่าท่านพระอาจารย์ (หลวงตามหาบัว) ท่านไม่เคยเทศน์ถึงธรรมกาย ไม่เคยเทศน์ถึงสันติอโศก มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ แต่คราวนี้ไม้ขีดที่คุณวิษณุจุดมันเป็นไฟขึ้นมาถึงกำแพงวัดแล้ว

วันนี้มีหลายฝ่ายเป็นกังวลว่าทำไปทำมา แนวโน้มจะถึงขั้นสังฆเภท ถึงขั้นแตกแยกของสงฆ์ อันนี้เราคงยังตอบไม่ได้ เพราะเหตุการณ์นั้นมันยังมาไม่ถึง ให้มันมาถึงเสียก่อน ทางเราจะไม่ไปพูดล่วงหน้า เพราะพูดล่วงหน้าแล้วจะหาว่าเราขู่

ทุกอย่างแล้วต้องถามคุณวิษณุว่า อยู่ที่ผู้ก่อจะดับไม้ขีดก้านนี้ไหม ผมถามอย่างนี้ ฝากบอกให้คุณวิษณุพูดความจริง ความจริงก็คือ คุณวิษณุรู้ดีว่าพูดอย่างนั้นจริงหรือเท็จ

เพราะที่ผ่านมาพบกับคุณวิษณุไม่เคยได้คุยกันเลย ที่สำคัญคุณวิษณุก็รู้ดีว่าทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ คุณวิษณุพูดความจริงต่อสื่อมวลชนสิ ทำไมไม่พูด ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ถ้าคุณวิษณุพูดความจริงออกมาว่าทำไมผมจะไม่พบคุณวิษณุ แล้วผมจะยืนยันว่าคุณวิษณุพูดถูกไหม อย่างนี้แล้วค่อยมาว่าทองก้อน

เขาก็รู้ ผมก็รู้ แต่ทำไมคุณวิษณุต้องมาพูดแบบนี้ เดี๋ยวผมเปิดเผยไปบ้าง คุณวิษณุจะเสียหาย ไม่มีเรื่องอื่นไปยิ่งกว่านี้ เพราะคุณวิษณุเขาไม่ยอม เขาเป็นมือหนึ่ง เขาจะเสียหน้าไม่ได้

0 0 0

หนทางเดียวที่จะให้เชื่อเรื่องพระประชวร ต้องประกาศให้ชัดไปเลยว่า ด้วยสมเด็จพระสังฆราชมีพระอาการประชวรด้วยโรคนั้นนี้ รัฐบาลจึงได้หารือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ประกาศคณะแพทย์ผู้แต่งตั้ง ซึ่งดูแลอาการรักษาว่าคณะแพทย์ได้ตรวจการรักษาแล้วมีอาการ ดังนี้ จึงได้แถลงมาเพื่อทราบ หัวกระดาษก็ต้องเป็นของโรงพยาบาลจุฬาฯ เลขที่ วันที่ เซ็นชื่อลงนาม

จะให้ยอมรับได้ก็ต่อเมื่อต้องเข้าข่ายที่กล่าวมาเท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ประชวรแบบที่แพทย์ลงความเห็นว่าไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วก็ตาม คุณวิษณุก็ยังตั้งใครขึ้นมาไม่ได้ ต้องเอาเรื่องนี้ไปเข้ามหาเถรสมาคม (ม.ส.) นี่กฎหมายเขียนว่าต้องเป็นมติ ม.ส. ว่าจะเลือกสมเด็จพระราชคณะขึ้นมารูปหนึ่งแล้วส่งชื่อไปยังคุณวิษณุ อย่างนี้ถึงจะได้ เป็นใครก็ได้ ขอให้เป็นไปตามกฎหมาย

ถึงเวลานั้น ถ้าเป็นสมเด็จเกี่ยวก็ไม่เกี่ยง ผมพูดตรงไปตรงมาเลย ไม่ต้องอ้อมค้อม แม้ตั้งหลวงตาผมก็ไม่ยอม เพราะผิดกฎหมายจะมีอำนาจไปทั่วบ้าน ทั่วเมืองไปได้ยังไง ทุกอย่างต้องว่ากันตามลำดับ

ตั้งใครขึ้นมาก็ไม่เกี่ยง ขอให้สมเด็จพระสังฆราชลงพระนามฯ เท่านั้น
------------------------------------------------------

สรุปประเด็นที่ ทองก้อนต้องการคือ
- ถึงแม้ตั้งสมเด็จเกี่ยวเขาก็ไม่ขัด และไม่มีใครขัดหากการแต่งตั้งนั้นกระทำด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง ลฃนามโดยสมเด็จพระสังฆราช
- หากพระสังฆราชทรงหมดสภาพจริงก็ควรมีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน ทางคุณทองก้อนก็จะเลิกประท้วง
----------------------------------------------------

ฉันลองมาวิเคราะห์ดู ที่ผ่านมา คุณวิษณุไม่เคยออกมาแสดงหลักฐานที่ชัดเจนทางการแพทย์เลย นอกจาก ประกาศของคณแพทย์จุฬาที่ไม่ชัดเจนว่าพระองค์ทรงทำงานได้หรือไม่ นอกจากนี้ล่าสุดยังให้ คุณอุดม ผอ สนง พระพุทธฯ ออกมาบอกว่า สมเด็จท่านเป็นโรคความจำเสื่อม สร้างความตกใจให้กับสาธุชนอย่างมาก ว่าสรุปแล้ว สมเด็จท่านทรงประชวรด้วยพระอาการอะไร

แม้กระทั้งองค์สันตะปาปาแห่งโรม พระองค์ป่วยด้วยโรคพาคิสันและมีอาการอัลไซเมอร์ด้วยเช่นกัน ทาง สน วาติกัน ก็ประกาศพระอาการอย่างชัดเจน โดยไม่ได้จะต้องเกรงว่าจะเสื่อมพระเกียรติยศแต่อย่างไร เหตุใดเมืองไทยเรา มีอะไรตุกติก ทำแบบนี้ไม่ได้หรือ



จากคุณ : อุษาวดี - [ 11 ก.พ. 47 21:08:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

สิ่งที่รัฐบาลโดยคุณวิษณุ ได้ออกมาแก้ไข นั้น กลับไม่ได้คลายความสงสัย สร้างความเข้าใจให้กับฝ่ายหลวงตาและทองก้อน แต่กลับไปใช้ข่าวทำลายดิสเครดิต ผ่านสื่อ นสพ ต่างๆ จนกระทั้งเรื่องมันลุกลามและอาจจะนำไปสู่สังฆเภทได้ สิ่งที่คุณวิษณุทำอยู่คือ ทำลายความหน้าเชื่อถือของอีกฝ่ายมากกว่าจะมากางข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้ความสงสัยของอีกกลุ่มเข้าใจ ฉันลองมานั่งสังเกตว่าที่ผ่านมาคุณวิษณุทำอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความเข้าใจลองมาทบทวนกัน

- คุณวิษณุยอมแก้ไขประกาศจากการที่ใช้คำว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช เป็น ผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนสังฆราช
- คุณวิษณุออกมาให้ข่าวว่าพระรัดประคดซึ่งมีพระเบญจภาคีของสมเด็จพระสังฆราชหายไป //การให้ข่าวเช่นนี้ผ่านสื่อทั้งๆที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เป็นการทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าสมเด็จพระสังฆราชแวดล้อมด้วยภัยจากคนใกล้ชิด
-คุณวิษณุให้คณะแพทย์แถลงพระอาการประชวรหลายระบบ แต่คณะแพทย์ได้ให้ความเห้นว่า พระองค์ยังทรงปฎิบัติงานได้ เป็นครั้งเป็นคราว
- คุณวิษณุ ออกมาให้ข่าวว่า เขาไม่สามารถเข้าถึงสมเด็จพระสังฆราชได้เนื่องจากมีพระและคนใกล้ชิดคอยกันเขาอยู่ตลอดเวลา // การออกมาให้ข่าวในลักษณะนี้เพื่อต้องการให้ประชาชนเห็นว่า การที่เขาตั้งผู้แทนโดยมิได้กราบทูลสมเด็จท่านนั้น เพราะเขาเข้าถึงพระองค์ท่านไม่ได้ จึงต้องดำเนินการตามช่องทางกฎหมายที่เปิดอยู่
- คุณวิษณุออกมาให้ข่าวว่า ได้ให้พระราชเลขานุการ อ่านประกาศ แต่งตั้งผู้แทนให้สมเด็จท่านฟัง และ สมเด็จท่านก็ได้พยักหน้าเป็นการตอบรับรองประกาศนั้น นอกจากนี้ยังให้ข่าวอีกว่าสมเด็จท่านไม่สามารถลงพระนามได้ เพียงแต่ลงพระนามตัว ส และ ตัว ด เท่านั้น
- ล่าสุดคุณวิษณุให้คุณอุดมออกบอกประชาชนในช่อง 11 ว่าพระองค์ท่านเป็นโรคความจำเสื่อม ?????
*****************************************

จากการติดตามพฤติกรรมของคุณวิษณุมาจนถึงวันนั้น อุษาวดีจึงทนไม่ได้ที่จะต้องออกมาเขียนวิจารณ์ในราชดำเนินอีกครั้ง ว่าการดำเนินการครั้งนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล ฉันไม่นิยมวิจารณ์พระ เนื่องจากกลัวบาปและก็ไม่ควรยุ่งกับพระเลย เพราะเราอาจจะรู้จักคนที่เราศรัทธาเท่านั้นส่วนอีกท่านเราอาจจะไม่รู้ได้แต่เชื่อคนเขาบอกว่า ดี ก็ดี ชั่วก็ชั่ว ถ้าท่านดีเราบอกว่าท่านชั่วเราก็บาป เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ขอให้ชาวราชดำเนิน วิจารณ์แต่ฆราวาสอย่างเดียวพอ

อุษาวดีมองว่า กรณีพิพาทนี้นั้น เป็นเรื่องความไม่ชัดเจนที่คุณวิษณุทำขึ้น และ คนชื่อทองก้อนก็ออกมาประท้วงอีกครั้ง แต่ตอนนี้คุณวิษณุแทนที่จะชี้แจงให้ สาธุชนทราบว่าข้อเท็จจริงคืออะไร กลับไปใช้กระบวนการให้ข่าวทำลายความหน้าเชื่อถือของอีกฝ่าย ทำให้ประชาชนกัดกันตามศรัทธาเกิดความวุ่นวายไปทั่วแผ่นดิน ให้ข่าวว่าพระป่ามาที่วัดไม่ถึง 1000 บ้าง ทั้งที่พระท่านมา นัก นสพ ก็รายงานตรงกันทุกฉบับว่า 10000 กว่ารูป ให้ข่าวว่าพระที่มาได้เงินคนละ 300 บ้าง 1000 บาทบ้าง 3000 บาทบ้าง ทั้งๆที่พระป่ากรรมฐานท่านแตะต้องเงินไม่ได้ รถรา อาหาร ก็มีญาติโยมเขาก็ทำถวายท่านทั้งสิ้น กระบวนการทำลายฝ่ายตรงข้ามแบบนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความสามัคคีในชาติเลย

วันหนึ่งในอนาคตข้างหน้าหากปัญหานี้ไม่ได้แก้ หรือ ยังไม่ทำให้ชัดเจน พระส่วนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่ เป็นพระป่าพระกรรมฐานสายครูบาอาจารย์มั่นอาจจะต้องแยกตัวไม่ร่วมทำสังฆกรรมกับ พระส่วนใหญ่ ถึงเวลานั้น ศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาจะต้องสั่นคลอน เราต้องอย่าลืมว่า พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงศรัทธาหลวงตามหาบัวและครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นมากเพียงใด หากให้กาลอนาคตเกิดความขัดแย้งที่ไม่สามารถยอมรับซึ่งกันและกันได้แล้ว ประเทศชาติ ศาสนา จะอยู่ได้อย่างไร เรื่องพระที่ภาคใต้ก็ไม่ต้องพูดถึง

สุดท้ายปัญหานี้ไม่ใช่เกิดจากทองก้อน แต่มันเกิดเพราะคนชื่อวิษณุไม่ยอมรับความผิดพลาดไม่ยอมเสียหน้า ไม่ยอมเสียประวัติที่ว่า เขาคือนักกฎหมายมือหนึ่งของแผ่นดิน และชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ตกเป็นเหยื่อของการกระทำของเขา

สุดท้ายนี้ขอให้ชาวราชดำเนินถกกันในประเด็น อย่าได้นำพระนำเจ้าที่ตัวเองและคนอื่นนับถือว่าสาดกัน ว่ากัน

ปล ชัดเจนแล้วว่า หลวงตาสั่งทองก้อนให้ทองก้อนลุยแหลก เพราะฉะนั้นเลิกวิจารณ์กันได้แล้วว่า ทองก้อนหลอกหลวงตา หรือ หลวงตาโดนทองก้อนหลอก ส่วนพระป่าที่มาประชุมคว่ำบาตรท่านออกมาเพราะหลวงตา ไม่ใช่ทองก้อน ขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี่เลิกวิจารณ์กันได้แล้ว พระโดนฆราวาสหลอก พระท่านตั้งหมื่นรูปมีสติ ส่วนใหญ่ก็ลูกหลานคน กทม นี่แหละตั้งหลายคนไปบวชในสายนั้น ก็ออกมาประชุมกัน ชุมนุมกัน ฟังพระท่านคุยในที่ประชุมกันสิ มีตั้งหลายคนไม่ใช่สำเนียงอีสาน ใครที่ยังวิจารณ์ไม่ตรงประเด็น ฉันก็สงวนสิทธิที่จะไม่เถียงด้วย


จากคุณ : อุษาวดี - [ 11 ก.พ. 47 21:38:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37

เอ่อ..ก่อนอื่นอยากทราบว่า นายทองก้อนเอาเงินมาจากไหนในการเคลื่อนไหวม็อบ

ถ้าอันนี้ตอบไม่ได้ คำถามอื่นก็ไม่ต้องถามต่อไปแล้ว


จากคุณ : ช่างไฟ - [ 11 ก.พ. 47 21:47:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

ถึงตอบไป ก็ไม่สนใจฟังข้อเท็จจริง
เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว


จากคุณ : หน่าย - [ 11 ก.พ. 47 21:52:07 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

คุณ33 ,34ครับอ่านแล้วครับโดยเฉพาะเรื่องการป่วนการรวมบัญชีนั้นด้วยผมตอบช้าไปเลยฝ่ายชงข้อมูลฝั่งนั้นเขาถล่มผมข้างเดียวก้ตอบไปแล้วชงให้แล้ว


ชงให้ขนาดนี้แล้วคิดเองเป็นน่ะครับว่าอะไร?คืออะไร? ผมคงไปคิดแทนใครไม่ได้?


จากคุณ : ตอม - [ 11 ก.พ. 47 21:58:43 A:203.149.36.175 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

ตอบคุณช่างไฟ การชุมนุมที่ว่านั้นเป็นอย่างนี้

เมื่อหลวงตาท่านเทศน์ ครูบาอาจารย์ท่านก็ออกมาคุยกันก่อนแล้วนอกรอบที่วัดกกสะทอน หรือไม่ทราบ จำนวน 500 กว่ารูป หลังจากนั้น ลูกศิษย์ลูกหาก็แต่ละครูบาอาจาย์ก็ส่งข่าวกระจายกันออกไปทั่วทุกทิศและในที่สุดก็ได้มีการนัดแนะวันที่จะร่วมทำสังฆกรรมชำระอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น ลูกศิษย์ของท่านเหล่านั้นในแต่ละวัดก็ได้จัดเตรียมรถบัสเพื่ออำนวยความสะกวดครูบาอาจารย์ที่จะเข้ามาประชุมที่วัดอโศการาม บางส่วนก็เข้ามาจัดเตรียมโรงทานที่วัดเพราะถือว่าเป็นงานบุญของฆราวาส ที่นานๆครั้งจะได้ มีพระป่าที่ตนเคารพมารวมตัวกัน และมาช่วยงานบุญที่วัดอโศการามครั้งนี้ ก็ไม่ต้องไปเดินสายกราบพระป่าตามจังหวัดต่างๆ เงินที่ใช้ก็เงินส่วนตัวของญาติโยมเหล่านั้นแหละช่วยๆออกกัน อย่าไปดูถูกว่ามีแต่ชาวบ้านจนๆ ส่วนใหญ่ มีหน้ามีตา มีอาชีพทั้งนั้นแหละที่มาร่วมอำนวยความสะดวกให้ครูบาอาจารย์

นั่นเป็นความจริงส่วนคุณช่างไฟ จะเชื่อว่า คนชื่อทองก้อนเอาเงินหลวงตามาใช้เล่นเพื่อการนี้ ก็ตามใจ แต่ไปถามคนที่ไปร่วมงานครั้งนั้นได้เลย ว่ามีคนเอาเงินมาให้ใช้หรือเปล่า ไปถามได้เลย อย่าไปถามพวกตัวปลอมที่แฝงเข้ามาและจะคอยตามนักข่าวเพื่อให้ตัวเองโดนสัมภาษณ์อยู่ล่ะ

เพราะพวกเขาจะบอกว่า มาเที่ยวกทม จ้า


จากคุณ : อุษาวดี - [ 11 ก.พ. 47 22:11:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

ถ้าใครได้ดูรายการกรองสถานการณ์เมื่อวาน ก็น่าจะเข้าใจได้แล้ว น่าจะจบได้แล้ว

จากคุณ : apivus (apivus) - [ 11 ก.พ. 47 22:38:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 42

รายการกรองสถานการณ์วันนั้น เป็นการฟังความข้างเดียวจากฝ่ายที่เห็นด้วย ยังไม่จบหรอกครับ

จากคุณ : โทนี่ เมษาลาภ - [ 11 ก.พ. 47 22:49:17 A:210.86.188.64 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 43

ขอขอบคุณ พี่-น้องทุกท่านในราชดำเนิน

ที่ใช้เหตุผลวิเคราะห์พูดคุยกัน.ในส่วนตัวผมเห็นว่าเงื่อนปมที่สำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่เนื้อหาในมาตรา 10 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535....

ซึ่งอยู่ในหัวข้อที่".....ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน....".ซึ่งผู้ที่พระสังฆราชแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนไม่จำเป็นจะต้องเป็นพระเถระอาวุโสสูงสุด***ตามที่บางกลุ่มต้องการให้เป็น***.......

ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อาจนำไปสู่"มิคสัญญี-กลียุค"ครั้งสำคัญของพระธรรมวินัยของพุทธศาสนาเถรวาทในเมืองไทย ถ้าผู้จุดชนวนไม่ยอมลดท่าทีลงมาใช้เหตุผลและความจริงใจ แต่กลับเลือกใช้วิธีบิดเบือนข้อมูลและโจมตีฝ่ายคัดค้านแทน......


จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 11 ก.พ. 47 22:50:25 A:202.183.135.77 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44

นั่นสิ คุณตอมคงสักแต่ คิด...
และได้ไปเขียนอะไรแบบ หึหึหึ คิดๆ เอาเองในลานธรรม
จนคนปฏิบัติแก่กล้าเขาไม่สนทนากะคุณแล้ว

เพราะคุณ.....


จากคุณ : คิดเองว่า เป็นไง - [ 11 ก.พ. 47 23:05:09 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

สมเด็จสังฆราชท่านประชวร

พรรษาท่านก็มากแล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มาก

แต่งตั้งคณะทำงานก็เหมาะสมดีแล้ว

การตั้งคณะทำงานแทนพระสังฆราชก็ได้ปรึกษามหาเถระสมาคมปรึกษาพระชั้นผู้ใหญ่

ตั้งคณะทำงานไม่ได้ตั้งสังฆราชองค์ที่สอง ใครบิดเบือนเป็นตั้งสังฆราชสองพระองค์แสดงถึงเจตนาไม่หวังดี

การเคลื่อนไหวของทองก้อนโดยมีหลวงตาบัวอยู่เบื้องหลังจะเพื่ออะไรก็แล้วแต่ ถึงขนาดดึงพระป่าออกมาเคลื่อนไหว ถึงขนาดเคลื่อนไหวในลักษณะรุนแรง(จดหมายเลือด ตัดคอคุณวิษณุและอื่นๆ) บอกตรงๆว่ารับไม่ได้


จากคุณ : ระอา - [ 11 ก.พ. 47 23:09:08 A:161.246.50.208 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 46

ข้างบนนี่ สงสัยอ่านหนังสือไม่แตกอะ

ขี้เกียจพูดซ้ำจังเลย

วิษณุบอกว่าท่านประชวร แต่อีก 4-5 วันหลังจากที่วิษณุพูด
ทรงเสด็จออกไปงานได้

ไม่นับที่วิษณุกระทำไป ผิดกฎหมายชัดแจ้ง
ไม่อำนาจ แต่แฮ่นไปกระทำ

อ่านเสียบ้าง จะได้มาพูดรู้เรื่องไม่ใช่ว่า
สักแต่จะรับข้อมูลด้านเดียว



จากคุณ : ระอากว่า - [ 11 ก.พ. 47 23:50:32 A:203.149.29.130 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 47

สิ่งที่คุณ#2 พูดนั้น ผมเข้าใจว่าไม่ได้ตั้งใจลบหลู่ แต่การที่ยกย่องทักษิณขนาดนั้น คงมากเกินไปนะครับ ผมว่าถ้าคุณเข้าใจในตัวศาสนามากกว่านี้คงไม่เขียนสิ่งเหล่านี้ลงไป
หากคนเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ และคำพูดไม่ได้อย่าว่าแต่รู้ว่านิพพานเป็นอนัตตา เลยครับ แค่ศีล 5 ยังรักษาไม่ได้เลยครับ หากรู้แล้วไม่ปฏิบัติก็อย่ามาชมเลยดีกว่าครับ ศาสนาพุทธ ชื่นชมคนที่การประพฤติตนครับ


จากคุณ : N@T_nat - [ 12 ก.พ. 47 00:30:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 48

เหตุผลวิบัติ กรณีศึกษากลุ่มนายทองก้อน

โดย พิชัย ผกาทอง ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ปัจจุบันสังคมไทยกำลังมีแนวโน้มเกิดความแปลกแยกทางความคิดค่อนข้างรุนแรงโดยลำดับ

นับตั้งแต่ความคิดในเชิงกลุ่มผลประโยชน์(Interested Group) จนกระทั่งความคิดในเชิงศาสนา(Religious Group)

ซึ่งในกรณีกระแสความคิดเกี่ยวกับกลุ่มผลประโยชน์นั้น แน่นอนส่วนใหญ่มักมีสาเหตุหลักจากการพิทักษ์รักษาฐานที่มั่นของตน พวกพ้องบริวารหรือวงศ์วานว่านเครือของตน

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เกิดความโลภ(Greed) ที่ไร้พรมแดนของมนุษย์ในสังคมนั่นเอง อันเป็นที่มาของความทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน(Conflict) ในรูปแบบต่างๆ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อโดยทั่วไป

หลักความคิดพื้นฐานของมนุษย์

ความคิด(Thought) เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมภายใน(Covert Behavior) เมื่อคิดแล้วแปลงความคิดเป็นการกระทำ(Action) ซึ่งทางพระพุทธศาสนาจัดพฤติกรรมของความคิดเป็นการกระทำชนิดหนึ่งเรียกว่า "มโนกรรม" และให้ความสำคัญเรื่องความคิดเป็นเบื้องต้นของกระบวนการชีวิต ทั้งนี้เพราะความคิดเป็นเหตุให้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเคลื่อนไหว

หากจัดวางหรือลำดับความคิดอย่างเป็นระบบหรือเป็นเหตุเป็นผล การกระทำซึ่งเป็นผลลัพธ์ทางความคิดก็ย่อมจะเป็นระบบหรือมีเหตุผลตามมาด้วย

นักปราชญ์ทางปรัชญาและศาสนา จึงแบ่งความคิดพื้นฐานของมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภท

1.ความคิดดี(Wholesome Thought) เป็นความคิดที่สุจริต(Good Conduct) บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่คิดหรือคิดสุจริต จะมีพฤติกรรมในเชิงบวกต่อสังคม ทำให้สังคมสงบสุขและปราศจากปัญหา

2.ความคิดชั่ว(UNwholesome Thought) เป็นความคิดที่ตรงข้ามกับความคิดดี แต่มีผลกระทบต่อสังคมที่รุนแรงและล้ำลึกยิ่ง เพราะพฤติกรรมของบุคคลที่คิดชั่วนั้นมักมีมูลฐานหลัก 3 ประการในจิตใจคือ

2.1 ความโลภหรือโลภะ(Greed)

2.2 ความโกรธหรือโทสะ(Hatred)

2.3 ความลุ่มหลงหรือโมหะ(Delusion)

ศึกษากรณีกลุ่มนายทองก้อน

ความคิดของมนุษย์ปุถุชน(Ordinary Man) นั้นย่อมมีทั้งคิดดีและคิดร้าย คิดผิดและคิดชอบประกอบกัน แต่ความคิดดังกล่าวก็สามารถพัฒนาหรือยกระดับ(Upgrade) ให้ดีหรือสูงขึ้นได้ ดังที่ปุถุชนกลายเป็นพระอริยชน(Superman) รวมทั้งมนุษย์ที่ชื่อทองก้อน วงศ์สมุทร ด้วย ยิ่งเมื่อเป็นลูกศิษย์ของสำนักวัดป่าบ้านตาดด้วยแล้ว ยิ่งมิพักต้องสงสัยในเรื่องของความดี หรือคิดดี และทำดี

คำถามก็คือว่า "เมื่อบุคคลอย่างนายทองก้อนและกลุ่ม" มีพฤติกรรมและกิจกรรมที่งดงาม โดยเฉพาะด้านการระดมทุนในรูปของ "ผ้าป่าช่วยชาติ" จนเป็นกอบเป็นกำ จนสังคมแซ่ซ้องสาธุการเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องมีการระดมคนและพระสงฆ์คัดค้านกรณีการ "แต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ด้วยเล่า?

คำตอบก็คือ "การแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" นั้น รัฐบาลโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปฏิบัติผิดกฎหมาย

ถามว่า ผิดกฎหมายฉบับไหน?

คุณทองก้อน วงศ์สมุทร และกลุ่ม ดูเหมือนจะชี้แจงต่อสาธารณะว่า ผิดกฎหมายคณะสงฆ์และ/หรือผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ อะไรทำนองนั้น

ความจริงเรื่องกฎหมายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองแบบ "นิติรัฐ" คือใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐานในการบริหารราชการแผ่นดิน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าสมมติว่ารัฐบาลออกมาประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นั้นผิดกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สมควรอย่างยิ่งที่กลุ่มนายทองก้อนจะคัดค้าน และล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนผู้ที่ลงนามท้ายประกาศออกจากตำแหน่ง

แต่ถ้าประกาศดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย กลุ่มนายทองก้อน วงศ์สมุทร จะอธิบายแก่สังคมและพุทธศาสนิกชนอย่างไรเล่า?

เหตุผลวิบัติทางตรรกศาสตร์

ความรู้ทางตรรกศาสตร์(Logics) ทำให้มนุษย์ในสังคมใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา เพราะตั้งสมมติฐานว่า "มีปัญหาเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์จริง" แต่กรณีการคัดค้านของนายทองก้อนและกลุ่มนั้นเป็นการใช้หลักการทางตรรกศาสตร์แก้ปัญหาอย่างถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่ เพราะผู้ที่ลงนามท้ายประกาศมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายระดับศาสตราจารย์(ศ.) ผู้เขียนไม่เชื่อว่า "หมองูตายเพราะงู" แต่หมองูตายเพราะพิษของงูต่างหาก กล่าวคือ "คนที่รู้กฎหมายก็อาจทำผิดกฎหมายได้" แต่คนที่รู้กฎหมายดีก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องทำผิดกฎหมาย เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นต้องการให้สังคมปกติสุขและปราศจากปัญหา หากอ้างกฎหมายเพื่อสร้างปัญหา ก็ไม่แตกต่างอะไรกับโจรในคราบนักบุญ

หลักการแก้ปัญหานั้นต้องไม่สร้างปัญหา และจะมีประโยชน์อันใดหากการเรียกร้องหรือคัดค้านเป็นไปเพื่อความวิวาทบาดหมาง(Conflict) ผู้สงบสติอารมณ์และสวดมนต์แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลแก่พี่น้องทางชายแดนภาคใต้ให้อยู่เย็นเป็นสุข และสัตว์ปีกทั้งหลายที่กำลังถูกใช้หวัดนกเล่นงานไม่ดีกว่าดอกหรือ

อย่างน้อยก็ยังดีกว่า การหลอกหลวงพุทธศาสนิกชนให้หลงเชื่อว่า รองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม กระทำความผิดต่อสมเด็จพระสังฆราช อย่างร้ายแรงชนิดให้อภัยไม่ได้

ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย ซึ่งสักวันหนึ่ง เมื่อคุณทองก้อนและกลุ่มมีจิตใจที่สงบก็จะรู้เองแหละว่า "สิ่งที่กำลังดิ้นรนขวนขวายอยู่ขณะนี้เป็นกุศลหรืออกุศล" เป็นเหตุผลทางตรรกศาสตร์เชิงวิบัติ(Fallacy) หรือเป็นเหตุผลทางตรรกศาสตร์อย่างแท้จริง


จากคุณ : โลกียะ - [ 12 ก.พ. 47 01:13:30 A:202.5.86.48 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 49

ข้อความของคุณโลกียะ อ่านแล้วดูเหมือนดีเลยแต่สับสนทางจิตว่ะ เหมือนคนโพสเลย อ่านแล้วหาสาระไม่ได้อ่ะว่าต้องการแย้งประเด็นไหน

ไม่ทราบว่านี่คือการทำให้ เพื่อนราชดำเนินอ่านแล้วเกิดสับสนไปสนับสนุนคุณวิษณหรือเปล่าเนี่ย


จากคุณ : อุษาวดี - [ 12 ก.พ. 47 01:41:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 50

เขียนบทความแบบนี้ ถ้ามหาลัยนี้ให้จบ แสดงว่าคุณภาพของมหาลัยนี้ใช้ไม่ได้เลยน่ะ

จากคุณ : อุษาวดี - [ 12 ก.พ. 47 01:42:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 52



ใครจะเอือมหรือระอาตัวบุคคลใดๆ ก็ตามสะดวก...

แต่หลักการต้องแม่นยำ...กฏหมายระบุให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราชต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระสังฆราช...ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองมาแทรกแซงจนวุ่นวายกันทั้งศาสนจักร.คงกลัวกันว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราชจะไม่ใช่พระที่จะเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง เลยใช้เล่ห์อุบาย...ให้เป็นไปตามที่ใจตนเองต้องการ!!!

................HIDDEN AGENDA............



จากคุณ : สาระ-ไร้สาระ - [ 12 ก.พ. 47 10:48:07 A:202.28.21.4 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 53

คุณ44ครับ ลงชื่อหน่อยก็ดีน่ะ อย่างน้อยก็จะได้วัดเจตนาว่า เข้ามาคุยเอาสาระ ไม่ใช่ มาป่วนแบบมอร์ไซด์แซงซ้ายปาดหน้าแล้วยังด่าแม่รถใหญ่ ด้วยความคึกคะนอง(คิดว่า)ที่แคบๆแบบนั้นยังงัยก็ตามไม่ทัน?จริงๆจะไม่อะไรกับคุณหรอกแต่เห็นเจตนาปาดหน้าแบบจิกไม่ปล่อยจัง?

อ้ออีกอย่างเปิดกะลาด้วย ไอ้ที่ครอบไว้นานๆ(หมวกกันน็อคน่ะ) มันเห็นอะไร?ได้ไม่เกินรัสมี5-10เมตรหรอก ผมก็เข้าไปคุยไม่ทราบว่าใครปฎิบัติไม่ปฎิบัติ(เอาอะไร?ในนี้มาพิสูจน์) ผมอ่านแค่ลายมือทางสมองที่โพสกันออกมาเท่านั้นที่สัมผัสได้


และถ้าคุณรู้จักเป็นการส่วนตัวก็ช่วยถามเขาหน่อยแล้วกันว่า ไปถึงอาร์ซีไหน?กันแล้ว(แรลลี่พุทธศาสตร์) เท่าที่ผมอ่านจากลายมือ หลายคนน่าจะเป็นแรลลี่ฯเดินทนการกุศล(ถ้าเป็นคนที่ผมคุยด้วยได้อ่านลายมือทางสมองแล้วนั้น)คนอื่นผมไม่ทราบ?แต่ยอมรับว่าเป็นกลุ่มเข้าแถวตอนหนึ่งเรียงกันมาแบบกองร้อยตามระเบียบชก(ใครแปลกหน้าเข้าไป)



ฝากบอกด้วยว่าผมต่อให้ แล้วจะขึ้นเครื่องตามไป?


ส่วนเรื่องประเด็นในกระทู้ผมเป็นกลางไม่เคยเข้าข้างใครดูจากพฤติกรรมคำพูดการแสดงออกมาผมวัดเจตนาจากตรงนั้น ผมเลยเห็นว่าเรื่องนี้ผมอยากมองว่าใครมีเจตนาเป็นกุศลหรืออกุศลกรรมสร้างสรร หรือให้บรรลัย และผมค่อนข้างจะจับผิดในเจตนาทางที่จะทำให้สังคมบรรลัยนั้นมากกว่า


จากคุณ : ตอม - [ 12 ก.พ. 47 11:22:01 A:203.149.59.164 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 54

ท่านประชวรอยู่บ่อยๆ ที่เห็นออกงานนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหายประชวรเป็นปรกติ

ที่บอกว่าคุณวิษณุทำผิดกฎหมายนั้นช่วยบอกหน่อยว่าผิดมาตราไหนอย่างไรจะได้ชัดเจนเพราะฝ่ายทองก้อนก็พูดไปเรื่อย ทางคุณวิษณุและผอ.สำนักพุทธยืนยันว่าไม่ผิดเพราะได้ศึกษาข้อกฎหมายมาเป็นอย่างดีแล้ว


จากคุณ : เข้าใจไหมความคิดเห็นที่ 46 - [ 12 ก.พ. 47 12:44:30 A:203.148.159.61 X:203.148.156.56 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 55

หนทางเดียวที่จะให้เชื่อเรื่องพระประชวร ต้องประกาศให้ชัดไปเลยว่า ด้วยสมเด็จพระสังฆราชมีพระอาการประชวรด้วยโรคนั้นนี้ รัฐบาลจึงได้หารือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ประกาศคณะแพทย์ผู้แต่งตั้ง ซึ่งดูแลอาการรักษาว่าคณะแพทย์ได้ตรวจการรักษาแล้วมีอาการ ดังนี้ จึงได้แถลงมาเพื่อทราบ หัวกระดาษก็ต้องเป็นของโรงพยาบาลจุฬาฯ เลขที่ วันที่ เซ็นชื่อลงนาม

จะให้ยอมรับได้ก็ต่อเมื่อต้องเข้าข่ายที่กล่าวมาเท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ประชวรแบบที่แพทย์ลงความเห็นว่าไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วก็ตาม คุณวิษณุก็ยังตั้งใครขึ้นมาไม่ได้ ต้องเอาเรื่องนี้ไปเข้ามหาเถรสมาคม (ม.ส.) นี่กฎหมายเขียนว่าต้องเป็นมติ ม.ส. ว่าจะเลือกสมเด็จพระราชคณะขึ้นมารูปหนึ่งแล้วส่งชื่อไปยังคุณวิษณุ อย่างนี้ถึงจะได้ เป็นใครก็ได้ ขอให้เป็นไปตามกฎหมาย

ถึงเวลานั้น ถ้าเป็นสมเด็จเกี่ยวก็ไม่เกี่ยง ผมพูดตรงไปตรงมาเลย ไม่ต้องอ้อมค้อม แม้ตั้งหลวงตาผมก็ไม่ยอม เพราะผิดกฎหมายจะมีอำนาจไปทั่วบ้าน ทั่วเมืองไปได้ยังไง ทุกอย่างต้องว่ากันตามลำดับ

ตั้งใครขึ้นมาก็ไม่เกี่ยง ขอให้สมเด็จพระสังฆราชลงพระนามฯ เท่านั้น


จากคุณ : อันนี้ของคุณทองก้อน (B.F.Pinkerton) - [ 12 ก.พ. 47 14:10:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 56

ผมเรียนมัธยมที่วัดบวรนิเวศวิหาร สมัยก่อนเรียกมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีที่ 4-8 แล้วชื่อ 'ทองก้อน' ผมก็ได้จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) ที่เป็นผู้ประทานให้

ผมก็เลือดเหลืองดำ คือเลือดวัดบวรฯ ผมจึงทนไม่ได้ที่จะเห็นผู้มีพระคุณของผม วัดบวรฯที่ผมร่ำเรียน และสมเด็จพระสังฆราชเจ้าที่ประทานชื่อผมครองวัดมาก่อน ถูกกระทำย่ำยีอย่างนี้ไม่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นผมก็พร้อม 24 ชั่วโมง ที่จะคอขาด พร้อมกับท่านพระอาจารย์มหาบัวที่เลิศเลอประเสริฐของผม

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเรื่องประกาศแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ฉบับวันที่ 13 มกราคม ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ถ้าไม่มีคำว่า 'แทน' นั้น ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผมซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธบริษัท 4 ซึ่งเป็นฆราวาสก็ออกมาเคลื่อนไหว ขอให้ยกเลิกคำประกาศดังกล่าว

ถึงอย่างนั้น ถ้าจะต้องแต่งตั้ง 'ตัวแทน' ขึ้นมาจริงๆ เรื่องกฎหมายที่เขียนไว้นั้น ก็ระบุไว้ว่า มีกรณีเดียวเท่านั้นที่จะแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราชได้ หรือปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราชได้ต้องเป็นไปตามวรรค 4 แห่งมาตรา 10 เมื่อต้องเข้า 2 กรณีเท่านั้น คือ

เมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่ทรงอาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรืออาณาจักรก็เข้าไปร่วมไม่ได้ ต้องมหาเถรสมาคมเท่านั้นที่จะเข้าไปจัดการได้

ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะเกิดขึ้น เวลานี้สมเด็จพระสังฆราชยังทรงลงพระอุโบสถได้ ไม่เสียสมณสารูปอะไร ลงอุโบสถนั่งตั้ง 4-5 นาที ท่านมาที่วัดบวรฯท่านก็ให้ศีลได้ ให้พรได้

เรื่องคณะแพทย์ที่ออกมาแถลง ดูแล้วมันไม่มีที่มาที่ไป เลขที่หนังสือก็ไม่มี สถานภาพไหนก็ไม่รู้ จริงๆ ต้องแถลงการณ์แต่งตั้งผู้ถวายการรักษา คณะแพทย์รักษาอาการพระประชวร สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย

พอคุณวิษณุประกาศเมื่อวันที่ 13 มกราคม ทีนี้วันที่ 18 มกราคม สมเด็จพระสังฆราชเสด็จวัดบวรฯ ก็ไม่มีใครได้ทำข่าว ให้คนได้เห็นว่าก่อนที่จะลงอุโบสถท่านก็เป็นผู้สมาทานศีล ท่านก็เป็นผู้ให้ศีล แล้วนั่งฟังอุโบสถ คือการสวดปาฏิโมกข์ ศีล 227 อยู่ประมาณ 5 นาที

พระองค์ท่านไม่ได้ล้มตึงตัง หรือชักอะไรเลย เสร็จแล้วก็ต้องพยุงท่าน เพราะท่าน 90 ปีแล้ว เสร็จแล้วหลวงพ่อคูณก็มากราบ ท่านก็ยังสนทนาธรรมกันเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็กลับไปที่โรงพยาบาล

มันขัดแย้งกับภาพที่เราๆ ท่านๆ เห็นว่าถ้าป่วย ปกติเท่ากับอัตภาพอย่างท่าน จะให้ท่านมาอยู่อย่างเราก็ไม่ได้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมจำไม่ได้ ตอนนั้นสมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธฯมีพระอาการประชวร พระองค์ท่านก็ออกอาการแถลงเองเลยว่าด้วยอาตมาภาพสมเด็จพระสังฆราชมีพระอาการประชวร ก็เลยขอตั้งสมเด็จวัดพระศรีมหาธาตุหรืออีกองค์หนึ่งไม่ทราบมาปฏิบัติหน้าที่แทน ท่านเขียนลงนามเอง แล้วในปีนั้นท่านก็สิ้นพระชนม์ ไม่ใช่อยู่ๆ คุณวิษณุ (วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี) จะไปเที่ยวตั้งมาอย่างนี้ไม่ได้

ต้องขอบอกเลยว่าเราไม่เคยเคลือบแคลงว่าคุณวิษณุมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร แต่เราเห็นว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมากกว่า เพราะว่าถ้าอย่างนี้ต่อไปถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเกิดสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นมาแล้วมีอาณาจักรไปยุ่งเกี่ยวอย่างนี้อีกจะทำอย่างไร

คุณวิษณุหรือใครก็ไม่ได้ในแผ่นดินนี้ที่จะยกใครขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญแน่นอน ผมยังไม่เปิดประเด็นนี้ ผมรอให้ท่านแก้ตัวก่อน

แต่ถ้ายังดึงดันต่อไปผมจะเปิดประเด็นนี้ แล้วรัฐธรรมนูญเขียนว่า 'ในหลวง' เท่านั้นที่เป็นผู้สถาปนาได้ แล้วคุณวิษณุเป็นใคร

0 0 0

จนถึงเวลานี้ ทางด้านคณะสงฆ์ ทั้งสายปริยัติและสายปฏิบัติอยู่ตามป่าตามเขาได้มาประชุมกันไปแล้ว เมื่อวันที่ 28 มกราคม ประมาณเกือบ 600 รูป แล้วก็มีมติกันเป็นที่ทราบโดยทั่วไปแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าทางคณะสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วได้พิจารณาตามหลักพระธรรมวินัยทราบว่า ประกาศดังกล่าวนั้นขัดต่อหลักพระธรรมวินัยอย่างไร และท่านไม่ยอมรับ

เมื่อไม่ยอมรับ เราก็ดำเนินการเคลื่อนไหวไปตามสิทธิที่เราพึงกระทำ ประการแรกเราก็พิจารณาแล้วว่าในความเห็นของกลุ่มคณะของผมว่าคุณวิษณุกระทำการในครั้งนี้ ขัดหรือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อคุณวิษณุมีตำแหน่งในทางการเมืองเราก็จะเข้าชื่อกันถอดถอนให้ได้ 50,000 ชื่อ เพื่อถอดถอนคุณวิษณุให้เป็นไปตามกฎหมายที่ให้สิทธิประชาชนไว้ ทางรักษาการประธานวุฒิสภา คือท่านสุชน ชาลีเครือ ได้รับคำแนะนัดหมายของเราในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00 น. ให้ไปแสดงตนเป็นผู้ริเริ่ม

หลังจากนั้นเราก็จะเป็นผู้ที่จะไปเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนที่พิจารณาแล้วเห็นด้วยกันกับเราว่าคำประกาศของคุณวิษณุไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วก็จะประกาศใหได้ 5 หมื่นชื่อ ยื่นให้วุฒิสภานำเข้ากระบวนการถอดถอนต่อไป

ส่วนทางด้านคณะสงฆ์เราก็จะนัดหมายเอามติดังกล่าวมาแก้เพื่อให้นายกรัฐมนตรีหรือว่าทางคุณวิษณุได้ทราบต่อไป ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปยิ่งกว่านี้

ปกติวิสัยสายวัดป่าไม่สนใจเรื่องอื่น บอกตรงๆ ในทีนี้มันมีถ่านแดงๆ มาวางลงบนศีรษะเรา เราไม่ลุกขึ้นปัดแล้วไปจัดการดับไฟเสีย มันก็จะกระไรอยู่

พระวัดป่าไม่เคยยุ่ง สายปู่มั่น แล้วก็สายปฏิบัติยังไม่เคยยุ่งเรื่องราวของท่านอื่นเลย จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของกิเลสที่หัวใจเท่านั้นเอง ที่จะต้องปฏิบัติกันไป ท่านจะเห็นได้ว่าไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการปกครอง แต่ที่ออกมายุ่งคราวนี้เป็นเพราะกระทบกระเทือนถึงท่าน

ที่วัดป่ารู้ข่าวได้นั้น ก็เพราะส่งข่าวกันไปลูกศิษย์ ลูกหา ที่พากันไปพบ ไปบอกกันว่าเกิดเรื่องอย่างนี้แล้ว ปรกติแล้วท่านจะไม่ออกมายุ่ง แต่นี่ท่านได้เอาธรรมขึ้นเป็นหลัก เมื่อผิดก็ต้องมารวมตัวกัน นี่เป็นการรวมตัวกันครั้งแรก เพื่อที่จะนำข่าวนี้ออกไปบอกในสังฆมณฑลของท่านด้วย ว่าในขณะนี้มันเกิดไฟขึ้นอีกแล้ว

เรื่องไม่พอใจสมเด็จเกี่ยว เพราะไปเกี่ยวข้องกับธรรมกายนั้น จะเห็นว่าท่านพระอาจารย์ (หลวงตามหาบัว) ท่านไม่เคยเทศน์ถึงธรรมกาย ไม่เคยเทศน์ถึงสันติอโศก มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ แต่คราวนี้ไม้ขีดที่คุณวิษณุจุดมันเป็นไฟขึ้นมาถึงกำแพงวัดแล้ว

วันนี้มีหลายฝ่ายเป็นกังวลว่าทำไปทำมา แนวโน้มจะถึงขั้นสังฆเภท ถึงขั้นแตกแยกของสงฆ์ อันนี้เราคงยังตอบไม่ได้ เพราะเหตุการณ์นั้นมันยังมาไม่ถึง ให้มันมาถึงเสียก่อน ทางเราจะไม่ไปพูดล่วงหน้า เพราะพูดล่วงหน้าแล้วจะหาว่าเราขู่

ทุกอย่างแล้วต้องถามคุณวิษณุว่า อยู่ที่ผู้ก่อจะดับไม้ขีดก้านนี้ไหม ผมถามอย่างนี้ ฝากบอกให้คุณวิษณุพูดความจริง ความจริงก็คือ คุณวิษณุรู้ดีว่าพูดอย่างนั้นจริงหรือเท็จ

เพราะที่ผ่านมาพบกับคุณวิษณุไม่เคยได้คุยกันเลย ที่สำคัญคุณวิษณุก็รู้ดีว่าทำไมเราถึงคุยกันไม่ได้ คุณวิษณุพูดความจริงต่อสื่อมวลชนสิ ทำไมไม่พูด ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ถ้าคุณวิษณุพูดความจริงออกมาว่าทำไมผมจะไม่พบคุณวิษณุ แล้วผมจะยืนยันว่าคุณวิษณุพูดถูกไหม อย่างนี้แล้วค่อยมาว่าทองก้อน

เขาก็รู้ ผมก็รู้ แต่ทำไมคุณวิษณุต้องมาพูดแบบนี้ เดี๋ยวผมเปิดเผยไปบ้าง คุณวิษณุจะเสียหาย ไม่มีเรื่องอื่นไปยิ่งกว่านี้ เพราะคุณวิษณุเขาไม่ยอม เขาเป็นมือหนึ่ง เขาจะเสียหน้าไม่ได้



จากคุณ : B.F.Pinkerton - [ 12 ก.พ. 47 14:11:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 57

พ่อแม่ผมทำนา และที่บ้านยากจน พ่อกับแม่มีลูก 6 คน ผมเป็นคนที่ 3 สมัยเด็กๆ ไปเรียนหนังสือต้องผลัดกันใส่ชุดนักเรียนกับพี่ชายไปเรียน ผมต้องเรียนซ้ำชั้น ป.เตรียมถึง 3 ปี จึงมีความคิดจะบวชเรียน ก็ขอพ่อกับแม่บวช ท่านก็นำไปฝากกับหลวงพ่อที่วัดจำปี จ.สุพรรณบุรี และบวชเณรตั้งแต่อายุ 13 ปี แล้วมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2505 ผมอยู่วัดพระพิเรนทร์ ใกล้ๆ กับวัดสระเกศ เวลาที่วัดสระเกศมีงานก็จะนิมนต์พระที่วัดพระพิเรนทร์ไปร่วมงานด้วย ก็ถือว่าใกล้ชิดกับวัดสระเกศมาตลอด แล้วมาใกล้ชิดกับเจ้าคุณสมเด็จเกี่ยว อุปเสโณก็ตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเมื่อปี 2506 ท่านเป็นเลขาธิการ ตอนนั้นไม่เรียกว่าอธิการบดี เรียกว่าเลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก็คล้ายกับว่าเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์นั่นเอง

โดยส่วนตัวของผมกับท่านเจ้าคุณสมเด็จเกี่ยว อาจเป็นเพราะผมชอบทำกิจกรรม ท่านก็เมตตาเรียกใช้ตลอด เวลาผมต้องไปช่วยงานต่างๆ แล้วจะนิมนต์พระไปเทศน์ ผมก็อาราธนาท่านเจ้าคุณสมเด็จฯ ไปเทศน์ ไม่ว่าจะเป็นงานศพ หรืองานวัดอะไรก็ตาม แถวสุพรรณฯ ผมก็นิมนต์ท่านไป ท่านก็เมตตาไป

หลังจากที่ผมเรียนจบที่มหาจุฬาฯแล้ว ท่านบอกว่า ทองขาว ไม่ต้องไปไหนนะ ทำงานอยู่ที่มหาจุฬาฯ นี่ช่วยกัน ท่านก็ให้ผมเป็นพระอาจารย์สอนที่มหาจุฬาฯ

ตอนผมจะสึกก็ไปกราบลาท่าน จำไม่ได้ว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศหรือยัง ท่านบอกว่าอย่าสึกเลย ท่านจะให้ไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย แต่ผมก็รบเร้า เพราะพรรคพวกบอกว่าเขามีรับสมัครอนุศาสนาจารย์ในกองทัพบก จะไปสมัครสอบไหม ผมก็เอ.. ไปดีไม่ไปดี ก็ไปนึกถึงสุภาษิตที่ว่า ตื่นแต่ดึก สึกแต่หนุ่ม ก็หมายความว่าจะทำอะไรก็ทำตอนที่มีกำลังวังชาอยู่ก็เลยตัดสินใจสึก ตอนอายุ 28 ปี พรรษา 8 ตั้งแต่บวชเณรมาไม่เคยสึกเลย บวชเณรมา 7 พรรษา รวมทั้งหมด 15 พรรษาพอดี ก็ว่าจะทำงานเพื่อพระศาสนาไป พอเพื่อนมาชวนก็ตัดสินใจสึกมาสมัครสอบเป็นอนุศาสนาจารย์กองทัพบก ก็รับราชการมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ปี 2515 จนถึงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วก็ลาออกมาก่อนเกษียณราชการเพียง 1 ปี

โดยหน้าที่ของอนุศาสนาจารย์ก็คล้ายกับพระในกองทัพ คือเราสอนเขาอย่างไร เราต้องปฏิบัติให้ได้อย่างนั้น สอนทหารไม่ให้ดื่มเหล้า เราก็ไม่ดื่มเหล้า สอนให้เขาไม่สูบบุหรี่ เราก็ไม่สูบบุหรี่ สอนเขาไม่เล่นการพนัน เราก็ต้องไม่เล่นการพนัน

ธรรมะมีหลายหมวดหมู่ ทหารคือการปฏิบัติหน้าที่ เราพูดไม่ให้เขาไปฆ่าใคร แต่ไปปฏิบัติหน้าที่ ทหารมีหน้าที่อะไร อย่าให้บกพร่องต่อหน้าที่ ส่วนว่าเมื่อเข้าไปในสนาม เขาก็มีกฎมีเกณฑ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขาอยู่ เราก็สอนให้เขาอย่าประมาท เราไม่ได้สอนให้เขาไปฆ่าศัตรู แต่หน้าที่คือป้องกันประเทศ และถ้ามนุษย์เราไม่รบกันได้ ก็เป็นการดีที่สุด ระหว่างประเทศเราก็น่าจะพูดกันได้ เราก็เน้นเรื่องของการเป็นทูตในฐานะที่เป็นมนุษย์ เวลาทหารอยู่ชายแดนเราก็ไปเยี่ยมเขา มีหน้าที่อบรมทหาร แต่ละหน่วยก็มีสามกองพันกับหนึ่งกรม แต่ละเดือนก็ไปอบรมกองพันละครั้ง สามกองพันก็สามครั้ง ของกรมอีกครั้งหนึ่ง ถ้ามีทหารตาย เมียทหารตาย ลูกทหารตายเราก็ไปช่วยในเรื่องของพิธีกรรม หรือว่ามีงานทำบุญของหน่วยเราก็ดูแลตรงนี้ หรือมีการประสานงานกับศาสนาอื่นเราก็ตัวเชื่อมระหว่างหน่วยทหารกับศาสนาอื่นๆ จะประสานกัน

ช่วงที่เป็นอนุศาสนาจารย์ก็ติดต่อกับสมเด็จเกี่ยวตลอดเวลา เวลาผู้บังคับบัญชาเขาจะทำบุญ เราก็ถามว่าท่านจะให้นิมนต์พระวัดไหน เราก็ประสานมาทางวัดสระเกศ ข้าราชการทหารชั้นผู้ใหญ่ได้ทราบความเมตตาของท่านก็จะไปกราบท่าน แล้วติดต่อมาที่ผมให้พาไปพบท่าน ซึ่งท่านก็เมตตาทุกครั้ง ไม่ใช่เฉพาะทหารชั้นผู้ใหญ่ ลูกเด็กเล็กแดง ชาวบ้านอยากจะไปพบสมเด็จฯ บางทีเขาไม่รู้ว่าจะเข้าอย่างไร ก็ติดต่อผมพาไปหน่อย บังเอิญว่าเลขาฯของท่าน

เจ้าคุณสมเด็จฯ ผมเคยสอนท่าน ผมก็โทรศัพท์ไปหาว่าคนนั้นคนนี้อยากจะไปกราบท่านเจ้าคุณสมเด็จฯ ท่านก็เมตตาทุกครั้ง

ท่านเจ้าคุณสมเด็จฯ เป็นพระที่ดี พระที่ดีก็คือ 1.มีเมตตา รักทุกคน 2.มีกรุณา เมื่อทุกคนมีความลำบากก็ช่วยเหลือ 3.มีมุทิตา เมื่อมีใครเจริญก้าวหน้าก็ยินดีกับเขา 4.มีอุเบกขา คือถ้าช่วยเหลือได้ก็ช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ก็ต้องวางอุเบกขา ไม่ใช่ว่านี่รักมาก ก็สนับสนุนมาก คนนี้ไม่รักก็ไม่สนับสนุน ไม่ใช่

เรื่องของความเมตตาเป็นที่ชื่นชอบของศาสนิกชนทั่วไป ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า สมเด็จเตี่ย ถ้าไม่มีความสนิทใจ ไม่มีความเคารพอย่างลึกซึ้งเขาจะไม่เรียก มีสมเด็จฯ ตั้ง 8 องค์ แต่ใครๆ ก็เรียกท่านว่า สมเด็จเตี่ย คือว่าทุกองค์ก็ดีหมด แต่ชาวบ้านจะเรียกท่านเอง

อย่างตอนที่มีข่าวเรื่องธรรมกายออกมาก็เป็นเพราะความเมตตาของท่าน คือที่วัดของท่านมีพระรูปหนึ่งชื่อพระเฉลิมชัย ไปสร้างวัดอยู่ที่ดำเนินสะดวก ชื่อวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม แล้วพระเฉลิมชัยก็มาดูว่าที่วัดสระเกศมีที่ว่างอยู่ ก็ขอเปิดสอนแบบวัดปากน้ำไม่ใช่แบบวัดธรรมกาย ท่านก็เมตตาให้สอน แต่พอตอนหลังมีข่าวกรณีธรรมกายทางนั้นเขาก็เลิกไม่มาสอน ในส่วนตัวของสมเด็จฯท่านก็สอนหลักอานาปานัสสติตามปกติ

บรรดาเจ้าคุณสมเด็จฯ ผมก็ใกล้ชิดเกือบทุกองค์ แต่สำหรับท่านเจ้าประคุณสมเด็จเกี่ยว ผมจะใกล้ชิดเป็นพิเศษเพราะท่านเป็นอาจารย์สอนหนังสือผมมา ท่านสอนดี สอนสนุก จะอธิบายพระวินัยอย่างละเอียดลึกซึ้ง เราก็ชอบ

สมเด็จเกี่ยวท่านมีปฏิปทาอย่างหนึ่ง คือ ทำวัตรเย็นท่านจะทำสองหน คือตอน 5 โมงเย็นท่านจะลงทำวัตรเย็นกับพระที่อยู่ในวัด แล้วตอนสองทุ่ม สามทุ่ม พระที่ไปเรียนหนังสือที่มหามกุฏฯ หรือมหาจุฬาฯก็ดี กลับมาท่านจะร่วมทำวัตรเย็นอีกหนหนึ่ง

ผมได้ยินมามีองค์นี้องค์เดียวที่ทำวัตรเย็นสองรอบ ถ้าท่านไม่มีกิจนิมนต์ไปไหน ท่านเอาใจใส่ในการอบรมสั่งสอนพระเป็นอย่างดี นี่คือหลักของผู้ปกครองที่ดี คอยตักเตือน คอยดูแล นี่เป็นหน้าที่ๆ สำคัญ

0 0 0



จากคุณ : อันนี้ทองขาว (B.F.Pinkerton) - [ 12 ก.พ. 47 14:15:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 58

เมื่อสองปีที่ผ่านมา คือปี 2544 ท่านเป็นสมเด็จฯ แล้ว ท่านก็ให้เลขาฯ โทรศัพท์หาผม ท่านบอกว่าให้ไปพบหน่อย ท่านก็ปรารภงานทางศาสนาว่าท่านเป็นห่วงเรื่องวัด ท่านเป็นห่วงมาก ท่านตั้งสมมติฐานว่า ปัจจุบันคนไทยมี 63 ล้านคน มีวัด 35,000 วัด ถ้าต่อไปอีก 50 ปีประเทศไทยมีประชากร 100 ล้านคน วัดจะต้องเพิ่มขึ้นไหม หรืออย่างไร ฝากให้เอาไปช่วยคิด ช่วยเผยแพร่ความคิดตรงนี้ด้วย แสดงว่าท่านเป็นห่วงพระศาสนา

ท่านบอกว่า ทองขาว ตอนนี้เราก็อายุ 70 กว่าแล้ว คนอายุ 70 กว่าไม่มีอะไรแน่นอน ท่านอยากหาความสุขภายในของท่านบ้าง จะไปเต้นแร้งเต้นกาก็ไม่ได้แล้ว ที่ผ่านมา ท่านทำงานเพื่อคนอื่นมาโดยตลอด โอกาสที่จะไปหาความสงบทางจิตจริงๆ มันยาก ท่านก็ปรารภอยู่ การงานทั้งหลายในวัดท่านก็มอบหมายให้พระรุ่นหนุ่มรับผิดชอบ เดี๋ยวนี้วัดสระเกศจะไม่ค่อยมีพระหลวงตา ลองไปสังเกตดูได้ มีเหมือนกัน แต่ไม่มาก อย่างพระ 100 รูปอาจจะมีหลวงตาสัก 4-5 รูป ส่วนใหญ่เป็นพระอยู่ในวัยทำงาน แล้วเณรที่วัดสระเกศ สมเด็จฯท่านจะส่งเสริมให้เรียน อย่างมาเรียนที่มหาจุฬาฯ ท่านจะมีรถรับ-ส่งให้ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง

ท่านเป็นพระที่เอาใจใส่ในเรื่องพระพุทธศาสนา ท่านเน้นเรื่องการศึกษาปฏิบัติมาก ที่มหาจุฬาฯ นอกจากท่านจะสอนพระวินัยปิฎกแล้ว ท่านยังสอนปฏิบัติกรรมฐานด้วย โดยกำหนดอานาปานัสสติ หรือกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ตอนผมเป็นนิสิต ท่านก็พาเข้าห้องปฏิบัติตลอด มีชั่วโมงธรรมปฏิบัติทุกวัน

ท่านเป็นห่วงเรื่องการศึกษาของพระ-เณร โดยเฉพาะมหาจุฬาฯ ท่านจะรับผิดชอบตั้งแต่ตอนท่านหนุ่มๆ จนกระทั่งปัจจุบันท่านก็ยังเอาใจใส่ดูแลอยู่ โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ที่จบจากมหาจุฬาฯ ไปเป็นเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ ลองไปดูทางภาคใต้ เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด จะเป็นพระที่จบจากมหาจุฬาฯ เกือบทั้งสิ้น ท่านมองการณ์ไกลว่างานของพุทธศาสนานั้น พระที่มีอายุมากๆ ควรจะวางมือได้ ให้พระหนุ่มๆ เข้ามาทำงาน แม้แต่ตัวของท่านเอง ก็ยังปรารภว่าอยากจะพักผ่อน แต่ท่านก็ยังพักผ่อนไม่ได้ มันเป็นด้วยภาระหน้าที่

ขณะที่ท่านเป็นสมเด็จฯ กฎหมายบังคับว่า 1.ท่านจะต้องเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง พอเป็นโดยตำแหน่ง ภารกิจต่างๆ ก็มา ในกรรมการมหาเถรสมาคม 21 รูป ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช ในกฎหมายก็จะมีไล่ลำดับเอาไว้ว่า ถ้าสมเด็จพระสังฆราชไม่อยู่ ใครจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราชแทน ถ้าหากว่าองค์ที่หนึ่งปฏิบัติไม่ได้ องค์ที่สอง ที่สามจะต้องทำอย่างไรต่อไป กฎหมายเขาเขียนไว้ชัดเจน

การที่สมเด็จเกี่ยวฯ ท่านมาปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราช ก็เป็นเรื่องตามกฎหมาย หมายความว่า ท่านหนีไม่ออกแล้ว เพราะกฎหมายบังคับว่าถ้าพระสังฆราชไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ปี 2505 แก้ไขเพิ่มเติมปี 2535 มาตรา 10 วรรคที่ 3 บอกว่า เมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้สมเด็จพระราชาคณะรองลงมาและมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ปฏิบัติหน้าที่แทน อันนี้เป็นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครแต่งตั้ง เป็นโดยอัตโนมัติเลย

บังเอิญว่าสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์คือเจ้าคุณสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ แต่ขณะนี้เจ้าประคุณสมเด็จท่านมีอายุ 96 ปี แก่กว่าพระสังฆราชอีก แล้วก็ป่วยเหมือนกัน ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้

ในกฎหมายก็บอกว่าให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลือพิจารณาเลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์รองลงมา คราวนี้ก็มาถึงท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือสมเด็จเกี่ยว เมื่อมหาเถรสมาคมมีมติให้ท่านเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราช ตอนนี้ท่านหนีไม่ออกแล้ว ต้องรับ เมื่อมหาเถรสมาคมเลือกได้แล้ว ในกฎหมายก็บอกให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราช

เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ท่านไปธุระที่ไหนไม่ทราบ ผมก็ติดต่อไปทางเลขาฯ ว่าจะขอเข้ากราบในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ ทางเลขาฯก็บอกว่า ท่านอยู่ต่างจังหวัด อยู่มาสักพักหนึ่งทางเลขาฯ ก็โทรศัพท์มาบอกว่าสมเด็จเกี่ยวจะรีบกลับ แล้วก็นัดเวลา 17.30 น. ผมกับคณะก็ไปกราบท่าน ท่านก็ยังบอกว่า ทองขาว เรากับทองขาวรู้ใจกันดีนะ ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก แต่ก็คุยกันราวชั่วโมงหนึ่ง

สำหรับข่าวต่อต้านสมเด็จเกี่ยวฯ ที่ออกมานั้น ในหลักของพุทธศาสนาคือ 'ทิฐิ' หรือความเห็น ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิ คือเห็นผิดไปจากความเป็นจริง ถ้าทุกคน ทุกฝ่ายลดทิฐิของตัวเอง หันหน้าเข้ามาพูดคุยกัน ไม่ใช่ไปจับประเด็นคำพูดคำสองคำไปตีความ ทำไมคำพูดนี้ไม่ใส่ไว้ คำพูดนี้ใส่ไปทำไม ไปจับคำพูดเล็กๆ น้อยๆ เอามาทะเลาะกัน แต่ไม่ได้ดูเจตนาเรื่องราวทั้งหลายว่าเขาทำอย่างนี้เพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร ไม่ได้พูดกันตรงนี้ ทุกวันนี้ก็มาตีความกัน จะมาเอาชนะกันตรงนี้ ถ้าทุกคนลดทิฐิความเห็นของตัว เอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

การตั้งสมเด็จเกี่ยวมาปฏิบัติหน้าที่ตอนนี้ จริงๆ แล้วมันเลยเวลามาด้วยซ้ำ สมเด็จพระสังฆราชเราก็เคารพที่ท่านเป็นสังฆปริณายก เป็นปูชนียบุคคลที่สำคัญของประเทศชาติ รัฐบาลก็เคารพ ชาวบ้านก็เคารพ พระก็เคารพ แต่มาถึงยุคนี้ท่านอายุ 90 กว่า แล้ว 1.เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร 2.เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย 3.เป็นประธานกรรมการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย 4.เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต 5.เป็นประธานมหาเถรสมาคม 6.เป็นสมเด็จพระสังฆราช งานหลักสำคัญ 6 ประการ แล้วงานอื่นที่ชาวบ้านต้องมาเข้าเฝ้าพบปะสนทนา มีกิจนิมนต์อีกมากมายก่ายกอง

ถามว่า คนอายุ 90 จะทำได้มากมายขนาดไหน แล้วอายุ 90 ถ้าร่างกายสมบูรณ์ ก็ค่อยยังชั่ว แต่ก็เกินไปที่เราจะไปใช้คนอายุ 90 แล้วท่านยังเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย

ก็เป็นโอกาสดีที่ทางรัฐบาลได้ทำ ก็จริงๆ แล้วผมกับท่านเจ้าคุณพระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านเขียนบทความแล้วส่งให้ผมอ่านในรายการวิทยุ ว่าสมควรที่จะมีผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราชได้แล้ว พูดกันอยู่ 4-5 วัน ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมไปงานศพที่วัดสระเกศก็เจอกับคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ท่านก็มาหาผมว่า ขอบคุณมากอาจารย์ ที่พูดเปิดแนวทางให้รัฐบาลมองเห็นทาง เพราะมัวแต่ไปกลัวกันอยู่ รัฐบาลก็ไม่กล้า คนเขาจะว่ากันอย่างโน้นอย่างนี้ พอผมนำเสนอในรายการวิทยุปุ๊บ ท่านก็บอกว่าถึงเวลาแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วมันเลยเวลาแล้ว

0 0 0

แล้วพระสังฆราชทานท่านก็ประเสริฐสุด ท่านไม่ได้ยึดติดกับยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย อันนี้สำคัญ การแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ขึ้นรักษาการและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกนั้น จึงสมควร เพราะสมเด็จพระพุฒาจารย์นั้นมีอาวุโสเป็นลำดับที่สองรองจากเจ้าคุณสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ซึ่งท่านแก่กว่าพระสังฆราชอีก แล้วก็ป่วยเหมือนกันอย่างที่เล่าให้ฟัง จึงไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ สมเด็จเกี่ยวจึงมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดเอาไว้ทุกประการ

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ในช่วงระหว่างที่สมเด็จพระสังฆราชทรงไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ก็ทำหน้าที่ดังกล่าวแทนอยู่แล้ว


จากคุณ : ทองขาวต่อ.. (B.F.Pinkerton) - [ 12 ก.พ. 47 14:16:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 59

ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ทำดีก็ย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว ไม่มีใครหลีกหนีผลของกรรมที่ตนเองทำไว้ได้หรอก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม

บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมพระสงฆ์บางรูปถึงได้ปฏิบัติเช่นนั้น ลูกศิษย์บางคนทำไมถึงได้ทำเช่นนี้ เป็นไปตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีใช่หรือไม่ เคยอยากได้คำตอบ แต่ทุกวันนี้ก็ไม่อยากจะสนใจอีกต่อไป ตั้งไว้และปฏิบัติให้เพียงแค่เป็นคนที่ดีพอสำหรับสังคมนี้ เป็นพุทธมามกที่ดีถึงแม้จะปฏิบัติได้ไม่เท่ากับพระสงฆ์หรือฆราวาสบางคนก็ตาม แต่จะไม่สร้างความเดือดร้อนใดๆ หรือทำให้พุทธศาสนาต้องมัวหมองก็คงเพียงพอแล้ว และเชื่ออยู่เสมอว่ากาลเวลาจะพิสูจน์ถึงความถูกต้องทั้งหมดที่ใครทำอะไรไว้และด้วยความประสงค์เช่นไร


จากคุณ : Stereophony - [ 12 ก.พ. 47 15:14:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 60

ผมนับถือหลวงพ่อปัญญา และพระพยอม ทั้งสองท่านสอนคติธรรมที่ลึกซึ้ง ท่านไม่เพียงนำปลามาให้คนกินแต่ยังสอนให้รู้จักจับปลา หลวงพ่อปัญญานับเป็นน้องชายทางธรรมของหลวงพ่อพุทธทาส (และถ้าจำไม่ผิดพระพยอมจะเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพุทธทาสด้วย-หากผิดไปใครทราบช่วยบอกด้วย) ดังนั้นคุณคิดว่าผมควรจะเชื่อใครระหว่างนายทองก้อน (ที่ยังมีลับลมคมในอยู่) กับพระผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน และที่สำคัญผมก็ไม่เคยนับถือพระบางรูปที่มักจะอวดอ้างว่าตนเป็นลูกศิษย์ (ปลายแถว) ของพระเกจิที่ผู้คนนับถือกันมากองค์หนึ่ง เพื่อเสริมบารมี (เขียนหยั่งงี้จะบาปมั้ยเนี่ย)
แล้วนายทองก้อนล่ะ เป็นใครมาจากไหนกัน ไหนอวดสรรพคุณให้ฟังหน่อยสิ


จากคุณ : แมวเซา - [ 12 ก.พ. 47 16:14:51 A:169.210.30.60 X:192.168.0.7 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 61

ผมเข้ามาอ่านครับ ยังไม่ปักใจไปทางใหน

ลองหยิบยกประเด็นท่านปัญญา (วัดชลประทาน) ออกมาสนับสนุนรัฐบาลซีครับ

โดยสาระก็คือท่านเห็นด้วยที่มีคนมาช่วยงาน สนับสนุนรัฐบาลในกรณีนี้

แต่ในทางกฎหมายก็ต้องไปว่ากันอีกที ผมไม่ค่อยมีประเด็นโต้เถียง แต่เห็นด้วยว่าควรมีคนช่วยงานองค์สมเด็จพระสังฆราชครับ

ถอยกันคนละก้าว ทำแบบที่นายทองก้อนเสนอ ก็น่ารับฟัง

แต่ถ้าฝ่ายคุณวิษณุมีแง่มุมอื่น ที่คิดว่าเป็นอำนาจบริหารจะจัดการได้ก็ต้องหาเหตุผล ระเบียบ กฎหมายมาสู้กัน

ส่วนประเด็นของคุณตอมก็น่ารับฟังถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สมบัติของศาสนา

เพียงรู้สึกว่าทำไมปัญหามันเยอะจัง แต่ปัญหาก็มีไว้แก้.....คิดแบบนี้ก็เลยสบายใจ

หากคุณวิษณุจะถูกดำเนินการถอดถอนเพราะเรื่องนี้ ก็นับว่า..น่าเสียดาย

เพราะถึงยังไงผมก็ยังเชื่อในกฎแห่งกรรม ผลมาจากเหตุทั้งนั้น คุณวิษณุอยู่ฝ่ายบริหารยังมีโอกาสแก้ไขครับ

การดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามของความคิด ไม่น่ากระทำนะครับ เอาเนื้อหาของปัญหามาตีแผ่ให้คนเห็นดีกว่า


จากคุณ : can - [ 12 ก.พ. 47 17:04:17 A:202.5.88.145 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 62

ความพึงใจ สมประสงค์ ไม่มีเสียงร้องค้าน และ ต่อต้านจากผู้ที่ได้ประโยชน์
1.วัดพระธรรมกาย และ ผู้สนับสนุนศรัทธา ได้หลังคาคุ้มหัวไม่ต้องกลัวการถอดถอน หรือ โล่ะทิ้ง
2.พระสายใต้ หัวก้าวหน้าผู้สนับสนุนผลักดัน พรบ.สงฆ์ฉบับถูกต่อต้าน ได้มีโอกาสแทรกซึมเข้ายึดครองอาณาจักรสงฆ์ ได้รับโอกาสบทบาทสูงขึ้น
3.ฆราวาสผู้นั่งตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธศาสนา ได้ยิ่งใหญ่สมใจปรารถนา
4.รัฐบาล ไม่ถูกต่อต้านจากพระสายใต้ ที่ศรัทธาอดีตนายก แถมได้เสียงสนับสนุนชื่นชมว่า ทำถูกแล้วอีกต่างหาก
5.พระสังฆราชองค์แทนพระสังฆราชองค์แท้
ผู้ที่น่าเห็นใจ
1.พระสังฆราชองค์แท้ ถูกทอนอำนาจ(ชั่วคราว) หายพระประชวรเมื่อใด จะถวายอำนาจคืน(ตามคำบอกเล่า) มิอาจทำหน้าที่ได้ตามพระประสงค์ ถอดถอนปลดจีวร พระธรรมชโย
2.หลวงตาพระมหาบัว สามัญชนผู้ฝักใฝ่ธรรมะ รู้ธรรมอย่างลึกซึ้ง ถูกกล่าวหา ดูหมิ่นเสียดสีจากผู้สูญเสียประโยชน์จากที่หลวงตาได้คัดค้านมา เปลื่องตัวโดยไม่จำเป็น
3. นายทองก้อน ข้าวไม่ได้ร่วมกิน เสื่อไม่ได้รองก้น เสือกเอาแผ่นหลังไปรับเรียวหวาย เปลืองตัวเจ็บตัว ด้วยเพราะรู้เล่ห์ เห็นทันคน น่าสงสาร
ขอร่วมด้วยคน


จากคุณ : จิตวิญญาณ - [ 12 ก.พ. 47 21:19:58 A:169.210.48.186 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 63

ครับผมวัดเรื่องนี้ที่เจตนาครับ เรื่องนี้(ผมไม่อยากฟันธงว่า เจตนาใครดีไม่ดีอย่างไร? และข้อมูลประกอบการพิจารณาก็ได้มาต่างกัน) จึงจะสรุปคิดแทนอีกความคิดต่างไม่ได้



แต่ผมคิดอย่างนี้ครับ ผมมองที่ผลสัมฤทธิ์ของการปฎิบัติ อันไหน?มันจะบวกหรือลบสร้างสรรค์หรือบรรลัย ถ้าถูกผิดดีชั่วไปติดยึดที่รูปแบบหรือวิธีการเกินไป มันก็จะมีคนตายบูชายัญความผิด ทั้ง
ที่เจตนาดีคิดดี แบบพันท้ายนรสิงห์ ?


คนคิดดีเจตนาดีกลับต้องตายไปกับคำว่าหน้าที่หรือความรับผิดชอบ กับความผิดพลาดในรายละเอียดของการปฎิบัติ(อุบัติกรรม)ในเงื่อนไขของกฎหมาย แต่กับข้อหาหมั่นไส้กับได้ดี?



ผมว่าเรื่องนี้(พันท้ายฯ)สอนอะไรกับสังคมไทยที่ติดยึดกับรูปแบบหรือวิธีการเกินไปหรือเปล่าจนลืมมองภาพต่อไปของคำว่าสร้างสรรค์หรือบรรลัย?


จากคุณ : คิดเอง - [ 12 ก.พ. 47 21:46:36 A:203.149.41.227 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 64

วันนี้มีข่างน่าสลดใจมาอีก....

ทางฝ่ายคณะผู้มีอำนาจกำลังจะทำการสอบสวนพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุติในภาคอีสานที่เป็นผู้ปกครองสงฆ์ที่มาร่วมชุมนุมกันอย่างสงบและรวมถึงเจ้าอาวาสวัดอโศการามที่เป็นเจ้าของสถานที่.....นัยว่าโทษฐานกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจปกครอง.....

การชุมนุมแสดงความคิดเห็นคัดค้านด้วย"สันติวิธี"กลับถูกตีความหมายเป็นการก่อความไม่สงบ!!!....อ่านข่าวแล้วนึกว่ากำลังอ่านข่าวการประกาศกฏอัยการศึก"ห้ามชุมนุม"ของคณะปฏิวัติเลย...

พระที่ท่านมาชุมนุมนั้นท่านกระทำอย่างสงบตามหนทางที่เปิดโอกาสให้แสดงออกได้....จะไปเอาเรื่อง"บางเรื่อง"ที่ฆราวาสใจร้อน"บางคน"แสดงออกมาปนกับฝ่ายพระ แล้วจะไปลงโทษพระท่านไม่ได้. ถ้าพระท่านชุมนุมแสดงความคิดเห็นกันอย่างสงบแล้วถือเป็นความผิด จะต้องถูกสอบสวนลงโทษล่ะก็.....ท่านผู้มีอำนาจกำลังจะแก้ปัญหาด้วยการเอาน้ำมันราดเข้ากองไฟ......

ผมไม่ใช่ลูกศิษย์สายตรงของหลวงตาบัว เคยกราบท่านนานๆครั้ง....ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับคุณทองก้อน....ไหว้พระทุกสาย ทุกนิกายที่ปฏิบัติดี.....ยึดถือธรรมวินัยเป็นใหญ่ มากกว่าความสนิทหรือความชอบ-ไม่ชอบส่วนตัว.จะเรียกผมว่าพวก"พลังเงียบ"ก็ได้.พวกกลุ่มนี้มีมากเสียด้วย ในขณะนี้พวกพลังเงียบส่วนใหญ่ยังคงเพียงเฝ้าดูสถานการณ์อยู่....ถ้าฝ่ายผู้ครองอำนาจยังแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้อำนาจที่มีในมือ โดยไม่ยอมใช้ความจริงใจหรือเหตุผลเข้าพูดคุยกัน....โปรดระวังสถานการณ์จะบานปลาย เพราะคงไม่มีใครใจดำปล่อยให้พระเถระโดนเล่นงานอย่างไร้เหตุผลอย่างนั้นแน่.....

ขอวิงวอน.....อย่าทำให้สถานการณ์ลุกลามไปกว่านี้เลย.การแสดงออกในความคิดเห็นอย่างสันติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกรูป-ทุกนามพึงมีน่ะครับ.




จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 12 ก.พ. 47 22:30:18 A:202.183.135.122 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 65

สังฆราชป่วยจริงๆหรือเปล่า? มีแพทย์คนไหนรับรอง? แหม...นี่เขายึดตลาดหุ้นได้ ยึดกองทัพได้ ยึดกรมตำรวจได้ นี่ยังจะมายึดศาสนจักรอีกหรือ? ใครว่ารวยแล้วพอแล้ว ยิ่งรวยยิ่งกิเลสหนาว่ะ

จากคุณ : ชื่อนั้นสำคัญไฉน - [ 13 ก.พ. 47 00:11:15 A:203.209.106.36 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 66

ขอแยกประเด็นไปยังเรื่องการปิดกั้นสิทธิการแสดงออกขั้นพื้นฐาน....ที่ไม่สมควร ในกรณีที่จะสอบสวนพระเถระธรรมยุติหลายองค์...

ผู้มีอำนาจประกาศจะสอบสวนพระที่ชุมนุมอย่างสงบ....เหมือนกฏอัยการศึกเลย!!!
ประเด็นนี้แตกไปยังกระทู้ P2667347


จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 13 ก.พ. 47 00:47:53 A:202.183.135.77 X: ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 67

ข่าวจาก นสพ. ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 ก.พ. 2547


ลือกระหึ่มทำเนียบฯ "วิษณุ" ถูกคุณไสยเล่นงานทรุดหนักจน "หลวงพ่อคูณ" เรียกไปสะเดาะเคราะห์ แต่คนสนิทเผยป่วยเป็นความดัน-ลำไส้ กลุ่มหนุนรุมประณาม "ทองก้อน" ใช้วิชา "ฝังรูป ฝังรอย" เจ้าคณะภาคเตรียมลงโทษวินัยสงฆ์ที่ร่วมคัดค้าน "มหาโชว์" จวกเป็นพระแต่กลับให้ฆราวาสจูงจมูก

จากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ของกลุ่มนายทองก้อน วงศ์สมุทร แกนนำกลุ่มลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เพื่อคัดค้านประกาศแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ได้มีการนำหุ่นจำลองนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มาทำพิธีโดยระบุว่าเป็นการทำพิธี "ชาตะ-มรณะ" นั้น ทำให้ตลอดทั้งวันของวันที่ 12 กุมภาพันธ์ มีกระแสข่าวลือออกมาทั่วทำเนียบรัฐบาล ว่านายวิษณุโดนทำคุณไสยจนทำให้ล้มป่วย และข่าวลือดังกล่าวก็ได้ทราบไปถึงหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เกจิชื่อดังเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้ให้ลูกศิษย์ติดต่อเชิญนายวิษณุไปที่วัดบ้านไร่ เพื่อที่หลวงพ่อคูณจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ แต่จนถึงขณะนี้นายวิษณุก็ยังไม่ได้เดินทางไปตามที่หลวงพ่อคูณแนะนำแต่อย่างใด

แหล่งข่าวใกล้ชิดนายวิษณุเปิดเผยว่า แพทย์ประจำตัวของนายวิษณุได้ให้นายวิษณุพักโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากนายวิษณุมีอาการไม่ดีตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจู่ๆ ก็มีอาการทรุดหนัก แพทย์เชื่อว่าอาจเป็นเพราะเครียดจากงานหลายอย่าง และเวลานี้นายวิษณุก็ได้ไปพักฟื้นที่บ้านพักตากอากาศในจังหวัดแห่งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลได้ตั้งข้อสังเกตว่า นายวิษณุซูบผอมลง เมื่อสอบถามถึงสาเหตุนายวิษณุบอกว่าที่ร่างกายผอมลงเพราะแพทย์สั่งให้ลดน้ำหนัก เนื่องจากเป็นโรคความดันสูง โรคเบาหวาน และโรคลำไส้ จึงต้องลดปริมาณอาหารลง โดยรับประทานเพียงมื้อเดียวคือมื้อกลางวันเท่านั้น และตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 ก.พ.เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ นายวิษณุก็ไม่ได้เดินทางมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่กองงานโฆษกได้บรรจุวาระการเป็นประธานการประชุมในคณะต่างๆ ไว้ทุกวัน โดยให้เหตุผลว่าเดินทางไปราชการต่างประเทศ แต่เมื่อตรวจสอบไปยังเลขานุการส่วนตัวของนายวิษณุ ก็ทราบว่านายวิษณุไม่ได้ไปต่างประเทศแต่อย่างใด


จากคุณ : อุษาวดี - [ 13 ก.พ. 47 18:15:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 68

ไม่รู้ท่านวิษณุโดนเพราะตัวเอง หรือ เจอทองก้อนทำคุณไสย คนในนี้ก็ระวังตัวให้ดี อย่าเล่นกับพระกับเจ้า ได้ไม่มี มีแต่เสีย ทั้งสองฝ่ายนั้นแหละ ก็ขอให้พวกเราในราชดำเนินได้แผ่เมตตา ให้คุณวิษณุหายไวๆ กลับมาสำนึกผิดแล้วแก้ปัญหาความแตกแยก ได้ทำสิ่งที่ชอบๆให้ลุล่วงโดยไวๆด้วยกันเทอญ

โทษของการกล่าวโทษพระอริยะ ๑๐
๑. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
๒. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว
๓. สัทธรรมย่อมไม่ผ่องแผ้ว
๔. เป็นผู้เข้าใจว่าตนได้บรรลุในสัทธรรมทั้งหลาย
๕. ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์
๖. ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง

๗. ย่อมถูกโรคอย่างหนัก

๘. ถึงความเป็นบ้ามีจิตฟุ้งซ่าน
๙. เป็นผู้หลงไหลกระทำกาละ (ตายอย่างขาดสติ)
๑๐. เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก
(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๘๘)


จากคุณ : อุษาวดี - [ 13 ก.พ. 47 18:26:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 69

คนเราทำผิดพลาดก็ควรพยายามแก้ไข อย่าดันทุรังแก้ตัว

ทั้งเจตนาทั้งผลล้วนสำคัญ จะทำอะไรก็ต้องรอบคอบ

และก็ต้องให้โอกาสผู้อื่นด้วย เชื่อแบบมนุษยนิยมคือมนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงความดีความสูงส่งได้ เชื่อแบบพุทธคือสัตว์ทุกชีวิตเข้าถึงธรรมได้


จากคุณ : Hypoentropic - [ 14 ก.พ. 47 01:50:07 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 70

ผม
มี
คลิปมินิดีวี
เพื่อแคปเจอร์ลงตัดต่อวิดีโอ

งานหนึ่ง

เข้าเอามาให้ตัดคลิปนี้ลงในพิธีพุทธาภิเษกงานวัด......xxxx

ผมต้องตัดบางตอนของคลิปออกไป

เพราะ
อาการของพระองค์ท่านที่เห็นในคลิป



ช่วยอะไรตัวเองไม่ได้เลย

อยากเผยแพร่ให้ดูกัน

แต่

ผมไม่ใช่เจ้าของงานชิ้นนี้
จะถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์


จากคุณ : มังกรดำ - [ 14 ก.พ. 47 02:39:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 71

เห็นด้วยกับ คุณ 26 เพราะบางคนกลัวโดนจัดระเบียบ
คุณวิษณุเลยซวย
คุณทอนเป็นก้อนๆ เขาเป็นใคร มีประวัติอย่างไร มีเงินกี่ร้อยล้าน ทำไมพระบางกลุ่มจึงยอมให้นายทองเป็นก้อนเป็นผู้นำ น่าจะบวชนะจะได้เป็นสังฆราชเสียเอง
ผมเคารพรักสมเด็จพระสังฆราช และพระดีๆ ทุกองค์
****ใครรู้ช่วยบอกประวัติทองเป็นก้อนด้วยนะ****


จากคุณ : สันติ - [ 14 ก.พ. 47 07:38:53 A:203.113.45.196 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 72

ข้อความที่67 ที่คุณอุษาฯ อุส่าห์หาเรื่องแบบนี้มาโยง อาจจะเจตนาให้ผลในทางบวกกับกลุ่มนายทองก้อน แต่ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้า เป็นวิบัติทางพุทธศาสนา ที่มีคนแปลศรัทธาของพุทธ ที่เน้นธรรมะที่เป็นสัจจะธรรม เป็นเหตุเป็นผลและเป็นอกาลิโก จริงเหนือกาลเวลา


ให้ออกมามัวหมองลุ่มหลงด้วยคิดว่าเป็นสีสันในทางไสยศาสตร์ ที่อาจจะเป็นแค่ทางผ่านหนึ่งในแรลลี่พุทธศาสตร์เท่านั้น ผู้ที่แวะเยี่ยวข้างทางแล้วยังไปติดยึดกับเรื่องพวกนี้ ด้วยอัดตา(ปิดตา) หลงอยู่กับอภิญญาสีสันตรงนั้น จนไม่ไปต่อและอาจจะถึงขั้นสำคัญตัวเองผิดคิดว่าบรรลุแล้ว



ถึงปลายทางแล้ว อันนี้ไม่มีใครรู้ได้เท่าความไม่หลงแห่งตน(อนัตตา) อภิญญาด้วยอัตตาแม้อาจจะไปอยู่ในอาร์ซีท้ายๆของแรลลี่พุทธศาสตร์ ถ้ายังหลงอยู่กับอภิญญาที่เป็น อวิชามิจฉาฐิทิ(คุณไสย) แล้วยังหลงตัวอ้างตน เติมปฎิกิริยาขยายรัสมีเส้นรอบกรรม ด้วยศรัทธา จากอภิญญาในทางมิจฉาฐิทิ อกุศลกรรมนั้นก็ยิ่งหนักตามไปด้วย



ผมไม่ได้ชี้ชัดว่าใครทำ เพราะนี่เป็นการกล่าวอ้าง ที่บางที่ผู้ที่ถูกกล่าวอ้างไม่ได้รู้เรื่องหรือมีอะไร?ในแบบนั้น แต่ที่ผมยกเล่าให้ฟังเพราะพยายามจะชี้ให้เห็นว่า การกล่าอ้าง,หรือไม่อ้างเพราะก็ฟังมาอีกที? แต่หวังผลในทางสร้างศรัทธาในแบบนั้น ผมว่ามันไม่ได้ผล กับคนที่เข้าใจในหลักหรือแนวทางแห่งพุทธยึดมั่นในพุทธะที่ถูกต้อง


เขาจะมองในภาพเดียวกันคือทางแห่งความเสื่อมของพุทธ ถึงจะไปเจริญในลัทธิ,จากศรัทธาในศาสนาอื่นทางไสยศาสตร์อันนั้นผมไม่รู้ แต่ผมกลับเห็นว่าการแวะเยี่ยวข้างทาง แล้วไปติดกับสีสันตรงนั้นแล้วไม่ไปต่อ


แถมบูรณะขยายอาณาบริเวณ ให้กับอาศรมศาลาข้างทาง ให้น่าเที่ยวน่าแวะ แถมสุราอาหาร(อวิชาไสยสาสตร์)มาบริการ เป็นกับดักกิเลสไม่ให้คนที่ไม่มั่นคงไปต่อเป็นมิจฉาฐิทิ ศรัทธาในแบบนั้นมันเป็นการซ้ำเติมสาสนาเข้าไปอีก???


จากคุณ : ??? - [ 14 ก.พ. 47 13:19:43 A:202.133.172.205 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 73

ลองใช้???ดู เพราะตอมขอบัตรผ่านไม่ได้ เอ้าลองใหม่

จากคุณ : ตอม - [ 14 ก.พ. 47 13:27:15 A:202.133.172.205 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 74


ได้มีการวิเคราะห์พูดคุยกันมามากเกี่ยวกับวิกฤตการณ์นี้....

เรา-ท่านควรจะสลัดตัวตนออกจาก"กรอบยึด"ที่จำกัดมุมมองของตนเอง...

บางคน-บางท่านไม่ชอบหลวงตาบัวหรือคุณทองก้อนเป็นการส่วนตัว ก็จะกลายเป็น"เห็นด้วย"กับการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งไปโดยปริยาย....บางท่านที่ไม่ชอบฝ่ายที่มีอำนาจการปกครองเป็นการส่วนตัว ก็จะกลายเป็น"เห็นด้วย"กับการกระทำของฝ่ายคุณทองก้อนไปอีก!!!

ถ้าเรา-ท่านเอา ความรู้สึกที่เป็นฝักเป็นฝ่าย... ความรู้สึกศรัทธา-ไม่ศรัทธา... ความรู้สึกที่ชอบ-ไม่ชอบ... ออกทิ้งให้หมด.แล้วย้อนมองว่าปัญหานี้เริ่มจากจุดไหน ขณะนี้มีอะไรเป็นข้อขัดแย้ง และจะยุติข้อขัดแย้งด้วยวิธีการหรือกุศโลบายใด???ปัญหาก็จะยุติได้...

ในส่วนตัวผมมองปัญหานี้ว่ามีประเด็นดังนี้....

1.จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ"ที่มา"ของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราช ตามมาตรา10.
#ผมมองว่าตามมาตรา10 นั้นฝ่ายอื่นหรือหมู่สงฆ์อื่นไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปจัดการกันเองแล้วมาคยั้นคยอให้พระองค์ท่านลงพระนามตามหลัง....ผมเห็นด้วยกับบทความของคุณเซี่ยวเส้าหลง.

2.ในขณะนี้มีอะไรเป็นข้อขัดแย้ง.
#ทางฝ่ายคุณทองก้อนบอกชัดเจนว่ายอมรับการรวบรัดของฝ่ายที่มีอำนาจไม่ได้ เพราะขัดต่อตัวบทกฏหมายและจารีตประเพณีที่มีมาช้านานของสยามประเทศ....
ในขณะที่ทางฝ่ายที่ครองอำนาจก็มักจะกล่าวอ้างอาการประชวรของพระสังฆราช(เกี่ยวกับการอาพาธทางระบบประสาท ข่าวว่ามีการเสื่อมการทำงานของระบบประสาท) เป็นเหตุจำเป็นที่ต้องรวบรัดตัดความอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถให้เป็นไปตามขั้นตอนปกติตามตัวบทกฏหมายและจารีตประเพณีได้!!!โดยได้มีการโยงไปพูดถึงว่ามีคนทำพระลิขิตปลอมขึ้น และเอาเรื่องที่มีผู้ยักยอกพระเบญจภาคีที่สายรัดประคตของพระองค์ท่านเมื่อเกือบ10ปีก่อนมาสนับสนุนการกระทำของกลุ่มตนเอง....


3.จะยุติข้อขัดแย้งนี้ด้วยกุศโลบายใด???
#ผมมองว่าทางออกที่มีทางเป็นไปได้นั้นมีอยู่คือ....ขอเสนอให้ทำหนังสือถวายขอความเห็นจากสำนักพระราชวัง ว่าในกรณีเช่นนี้จะมีทางออกอย่างไรที่ทุกฝ่ายยอมรับได้.เหตุผลมีดังนี้
3.1พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์อุปถัมภกของทุกศาสนา.
3.2พระสังฆราชพระัองค์นี้ทรงเป็นพระพี่เลี้ยงในคราวที่พระเจ้าอยู่หัวทรงผนวช.
3.3พระสังฆราชพระองค์นี้เป็นที่เคารพอย่างสูงสุดจากสมเด็จย่าและพระราชวงค์ทุกๆพระองค์.
เรา-ท่านทั้งหลายไม่สมควรตัดสินใจโดยไม่ถามความเห็นจากสำนักพระราชวังก่อน ด้วยเหตุผลข้างต้น.

.....ขอสติและความสามัคคี จงกลับคืนสู่พุทธศาสนิกชนโดยเร็ว.....






จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 14 ก.พ. 47 16:05:07 A:202.183.135.26 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 75

คุณอุษาวดี จาก 67 อีกหน่อยคุณคงได้ไปนิพพานแน่เลย
ถ้ายังนับถือไสยศาสตร์แบบนั้น ตายจริงคุณเป็นพุทธแบบไหนกันเนี่ย ***จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด***


จากคุณ : สันติ - [ 14 ก.พ. 47 21:08:54 A:203.113.45.198 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 76

ขอโทษนะ คห 67 นี่ไม่ใช่ของฉัน ตัดเอามาให้อ่านกันจาก นสพ ไทยโพส เพื่อบอกกล่าวเล่าขานกัน นิพพานสำหรับฉันยังอีกไกล

ส่วนที่ตัดมาให้ดูกันนั้นก็เป็น การะบุโทษของการกล่าวล่วงพระอริยะว่าจะได้รับผลกรรมหนักเช่นไร ฉันนั้นมีพุทธธรรมในหัวใจ และเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และ เตือนหลายท่านในที่นี่ให้วิจารณ์อยู่ในขอบเขต อย่าไปวิจารณ์พระครูบาอาจารย์

ส่วนคุณสันติ นั้น ให้อภัยกันเพราะยังไม่ได้เอาสติอ่านให้ครบเลย ก็ปล่อยให้ โทสะจริตคุมเสียแล้ว



จากคุณ : อุษาวดี - [ 14 ก.พ. 47 21:50:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 77

ครับเจ้าของกระทู้ครับ ผมว่าสังคมเรายังขาดสัมมาสติในมิติของการแยกแยะ การแสดงออกถึงความคิดต่าตามบทบาทหน้าที่แม้ม็อบจะมีกันทุกประเทศ แต่นี่ไทยเมืองพุทธ ที่ศาสนาพุทธเน้นเรื่องสติ(จิตพุทธะ)


แต่เรากลับเลือกใช้วิธีแก้ปัญหากับทุกประเด็นปัญหาโดยม็อบ(หรือสัญชาตญานดิบของการต่อสู้ในอดีตตั้งแต่มนุษย์ไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีสัมมาสติ ที่เหนือกว่าที่ถูกพัฒนาในจติแบบพุทธะ) อันแรกเลยคือจจิตสำนึกในการเคารพกติกา หรือเลือกใช้กระบวนการอื่นๆก่อนไปตามกติกา แต่นี่เรานึกได้ก็ม็อบเลย



สังคมต้องรู้จักสัมมาสติในการแยกแยะฐานความผิดไปตามเหตุปัจจัยที่ส่งผลนั้น และต้องพิจารณาไปตามบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีอยู่นั้น เช่นบางกรณีผิดนี้แค่ตีก้น(หลานทำของแตก) หลานจึงไม่ใช่โจร แต่ถ้าข้างบ้านมาโขมยของชิ้นเดียวกันนั้นๆเรียกว่าโจร?ฐานความผิดต่างกันไปตามบทบาท หน้าที่ที่แสดง



ที่ผมยกตัวอย่างแบบนี้ไม่ได้บอกหรือสอนใคร? เพราะทุกคนรู้และน่าจะมีวุฒิภาวะกันพอ แต่ผมอยากให้ทุกคนมองในมิติของการแยกแยะโดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ อย่าไปเหมารวม แล้วเหมาเข่งรมควันลงโทษ แบบฆ่ายิว โดยข้อหาเดียวกันคือเป็นคนยิว?


การรู้จักแยกแยะออกมาตามบทบาทและหน้าที่ แล้วใช้สติปัญญาในหลักพุทธในการจัดหมวดหมู่ปัญหาให้เล็กลงแยกไปตามหน้าที่ใครหน้าที่มัน ปัญหาจะเล็กลงได้ตรงที่ความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง และเข้าใจในปัญหาความต่าง


หลักการประณีประณอมยืดหยุ่นให้กับการรวมกันของอัตตาคราวละมากๆจึงเกิดเป็นธรรมชาติของความขัดแย้ง การใช้สัมมาสติ,ปัญญาหันหน้าเข้าพุดจากกันยึดหลักทางสายกลางและความเข้าใจต่อกติกาเดียวกันร่วมกันไปตามหน้าที่ของใครของมัน?


ไม่ใช่ไหลไปเฮโล พวกมากลากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไป ?จนเป็นการขยายผลความขัดแย้งให้ปัญหามันมากออกไป เป็นการนำเสนอความคิดต่างที่ไม่มีลำดับขั้นตอนตามบทบาทหน้าที่ที่ถูกต้องเราก็จะใช้ประเพณีเดียวก็คือ ไม่พอใจอะไรก็ม้อบ ใช้กำลังการกดดันในการแสดงความคิดต่าง


ทั้งที่มีขบวนการนำเสนอความคิดต่างตั้งหลายทางเช่น รวบรวมความคิดต่างในกลุ่มความคิดเดียวกัน ผ่านเป็นมติในนั้นเป็นผลสรุปแนวคิดนั้นส่งผ่าน โดยอาจจะจำเป็นต้องใช้พยาน(สื่อ) หรือไม่ก็แล้วแต่กรณี ปัญหานั้นยื่นเรื่องผ่านสื่อ(เป็นพยาน) ส่งไปยังผู้มีหน้าที่พิจารณาในบทบาทหน้าที่ขั้นต่อไปจะพิจารณาเป็นอย่างไร? ทีสะท้อนผ่านเวที่ประชาชนมาแบบนี้


และต้องเข้าใจในมิติของบทบาทหน้าที่ ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นนายกได้ หรือรองได้ฯจึงต้องเข้าใจในกติกาผ่านบทบาทนั้น



สังคมเราเลือกใช้กันอย่างมีระบบตามกติกาหรือที่สำคัญอย่างมีสติกันแค่ไหน?ต่อประเด็นความขัดแย้งต่างๆของสังคม ไม่ว่าจะม็อบขอคอนโดฯ และเรื่องนี้?จากผู้นำทางจิตวิญญาน สติของสังคม(ผู้มีหน้าที่เผยแผ่ศาสนา)


โดยเฉพาะเวลานี้บ้านเมืองวิกฤตแบบนี้ แล้วยังจะมาซ้ำเติมด้วยวิกฤตศรัทธาต่อพระศาสนา ที่ถือเป็นจิตวิญญาน เป็นจิตสำนึกของคนในสังคมที่เป็นต้นตอ เป็นรากฐานที่จะสะท้อนปัญหาต่างๆในสังคม ที่จิตสำนึกที่มาจากจิตวิญญานที่ผ่านมาจากศรัทธาในศาสนาที่ถูกต้อง ถ้ามันวิกฤต มาพร้อมกับวิกฤตต่างๆตอนนี้ในสังคม แล้วเราจะเอาหลักที่ไหน?ยึด


โน่นภาคใต้กำลังร้อนเป็นไฟ ท่านใดที่มีอภิญญาแก่กล้าทำไม?ไม่ไปช่วยกู้ภัยใต้ มาทำคุณไสยอะไร? มาเย้วๆอะไรกับคนไทย กับคนทำงานคนตามบทบาทหน้าที่ด้วยกัน สร้างประเด็นความขัดแย้งในบ้านในเมืองตัวเองเพียงแค่ความคิดต่างที่มาจากอัตตา???



จากคุณ : ตอม - [ 15 ก.พ. 47 12:33:46 A:203.149.36.166 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 78

อ้อเดี๋ยวจะแย้งว่าไม่ใช่หน้าที่ของศาสนาอีก แล้วไอ้ที่มันไล่ฟันพระน่ะมันเกี่ยวข้องหรือไม่กับศาสนา แล้วจะเข้าไปแสดงบทบาทในหน้าที่ต่อเรื่องแบบนี้อย่างไร?


เอาเป็นว่าผมขอเป็นองกรทางศาสนาดีกว่า?ส่วนหน้าที่ในทางการพัฒนาจิตสังขาร ของคนในสังคมต่อปัญหาแบบนี้ให้เป็น บทบาทโดยหน้าที่ของผู้เผยแผ่ศาสนา นั้นถูกต้องแล้วเพราะทุกปัญหามันส่งผลในทางอิทัปปัจจายตาไปยังทุกคน วงกระเพื่อมของกรรมนั้นมันขยายไปกระทบ ไปยังทุกคนที่มนุษย์ทุกคนก็คือ"ผลรวมของการกระทำของคนๆนั้น"


ไม่ว่าผลรวมของการกระทำ(กรรม)นั้นอกุศลหรือ กุศลกรรมคนนั้นจะมีหยิ่นหย๋างตามหลักอตัมสกสูตร(หนึ่งคือในนั้น) บวกหรือลบหยิ๋น,หย๋างในคนๆนั้นอะไร?มากกว่ากัน?


แต่ละคนควรจะเก็บอกุศลกรรม ไม่ให้ไปร่วมวงไพบูลย์กับอกุศลกรรมที่ส่งผลในทางอิทัปปัจจฯออกมาสู่สังคม การใช้ผลรวมทางกุศลกรรมที่มีอยู่ในตัว ภายใต้จิตสังขารที่ผ่านการอบรมจากศาสนาที่ถูกต้อง เอาจิตที่เป็นกุศลและปัญญาจากสัมมาสตินั้นแหล่ะ ลดวงกระเพื่อมของปัญหาที่ส่งผลทางอิทัปปัจฯมายังเราและสังคมเรา


ไม่ใช่เอามิจฉาฐิทิ ส่งกรรมแม้จะเจตนาดีหรือไม่ดี หรือคิดดี แต่มันก็จะถูกกลืนจากผลรวมวงกระเพื่อมของอกุศลกรรมที่มาจากมิจฉาฐิทิ เป็นผลรวมของอกุศลกรรมดุดกลืน กุศลที่เราส่งลงไปในนั้นด้วยไม่เจตนาแต่เพราะมิจฉาฐิทิ จะดูดกลืนกรรมดีลงไปในหลุมดำของอกุศลกรรม เพิ่มแรงเหวียง แรงหมุน ส่งผลในทางอิทัปปัจจายตาไปเรื่อยๆ


ดังนั้นจิตสังขารที่มาจากจิตวิญานทางศาสนาที่ถูกต้องเท่านั้น จะป้องกัน แรงเหวี่ยงที่ส่งผลทางอิทัปปัจจายตาอกุศลกรรมมายังเราสังคมเราได้ สัมมาสติด้วยจิตสังขารแบบพุทธะ แนวทางแบบพุทธต้นฉบับของเรานั้นแหล่ะคือ เขื่อนหรือฝ๋าย หรือทางป้องกัน? วงกระเพื่อทของหลุมดำ ปัญหาอุปสรรค์ ที่กำลังพุ่งเข้ามาที่บ้านเมืองเราขณะนี้


จากคุณ : อะตอม - [ 15 ก.พ. 47 13:34:54 A:203.149.36.166 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 79

เรียน คุณอะตอม....

ก็คงเพียงมองต่างมุมกันเท่านั้น....

คุณเรียกพระป่าที่มาชุมนุมอย่างสงบเพื่อแสดงมติคัดค้านว่า"ม็อบ".....แต่ผมมองว่านั่นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกรูป-ทุกนาม ทุกสภาวะสมควรสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี"ภายใต้ขอบเขตของกฏหมาย".ถ้ามารวมตัวกันแล้วไปปิดถนน ไปตะโกนด่าโหวกเหวกจนหนวกหูชาวบ้าน หรือไปเผาประท้วง จนวุ่นวาย นั่นถึงน่าจะเรียกว่า"ม็อบ".คุณต้องแยกให้ออกว่ากลุ่มที่ไปแสดงท่าทีบางอย่างที่อาจจะดูเหมือนพิธีไสยศาสตร์ กับพระสงฆ์ที่ไปชุมนุมกันแสดงมติอย่างสงบที่วัดอโศการามนั้นคนล่ะกรณีกัน.....แต่ที่ผมทักท้วงเพราะปรากฏว่ามีการจะสอบสวนเอาความผิดกับพระเถระธรรมยุติหลายรูปที่ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของพระที่วัดอโศการาม.

ในวันนี้ผมได้อ่านบทความเรียกร้องจากฝ่ายครองอำนาจให้ฝ่ายคัดค้านยุติและหันกลับมาสามัคคีกันใน นสพ.....ผมว่ามันแปลกน่ะครับ ในขณะที่เรียกร้องการสมานฉันท์จากผู้คัดค้านแต่กลับจะสอบสวนเอาความผิดกับผู้ที่คัดค้านท่าน!!!

ส่วนใครจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรมขั้นไหนผมไม่ขอเกี่ยวข้องด้วย มันเป็นปัจจัตตัง....และผมเองก็ไม่ใช่ลูกศิษย์สายตรงของหลวงตาบัว นานๆครั้งถึงจะได้กราบนมัสการท่านเสียทีหนึ่ง....คงเป็นเพราะจริตนิสัยของผมไม่ตรงกับแนวทางคำสอนของท่าน.แต่ผมก็เชื่อว่าท่านเป็นพระแท้ที่ดีองค์หนึ่ง.....อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเอาความศรัทธา-ไม่ศรัทธาในตัวบุคคลมาเป็นหลักแล้ว ไม่สนใจ"สาระ"ที่สำคัญของเรื่องนี้ ปมของปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ไข.


จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 15 ก.พ. 47 15:56:27 A:202.183.135.70 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 80

คุณตรงประเด็นครับ ถ้าคุณอ่านข้อความที่78ให้เข้าใจคงจะเข้าใจส่ิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง หรือจะอธิบายแปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือ


ง่ายๆสั้นๆคือไม่ผิดตามที่คุณอ้างมา(แต่ต้องตรวจสอบอีกทีมีมากกว่านั้นหรือเปล่า?) แต่ "ไม่เหมาะสม" อันสงสัยต้องอธิบายยาว ยังงี้ครับ ผมว่าผลรวมของการกระทำของแต่ละคน(อัตตาที่มารวมกัน) เป็นผลรวมของการกระทำครั้งนี้(คัดค้านการแต่งตั้งฯ) นั้นมันมีทั้งมาจากจิตบริสุทธิ์เจตนาบริสุทธิ์และอกุศลกรรม แต่เมื่อมาเป็นผลรวมแห่งการกระทำ ที่อาจจะไม่เหมาะสมต่อบทบาทหน้าที่(ตรงๆเลยพระออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งดูไม่เหมาะแน่นอนกับพระที่ยึดถือแบบเถรวาสอย่างเราและการประกาศตัวเป็นพระปฎิบัติสายวัดป่า)ถ้าวัดตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ


ถ้าชุมนุมอย่างสงบก็ถือว่าไม่ผิด? แต่เหมาะสม กับพระผู้ทรงศิล ที่มีสัญลักษณ์ ทางสติผู้นำทาง สมาธิจิต แต่ออกมาเคลื่อนไหวกับสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนนัก ยังเป็นข้อกล่าวหากันไปกันมาแบบนี้ และทุกฝ่ายก็มีเหตุผลส่วนตัวในทางยึดมั่นถือมั่นแต่สวนทางกับ บทบาท ที่พระป่ากำลังแสดงอยู่คือ ผู้นำทางสัมมาสติ ถ้าฆารวาส นั้นก็อาจจะเป็นสิทธิ์ที่ไม่ต้องไปห่วงมากเรื่องเหมาะสมไม่เหมาะสม?



และถ้ายิ่งมาจากมิจฉาฐิทิ จากการเข้าใจไม่ครบถ้วน แม้เจตนาจะบริสุทธิ์แต่ความไม่รู้ในอีกมิติความต่างหนึ่งก็อาจจะเป็นเครื่องมือของ คนที่จะอาศัยศรัทธาแบบนั้นเป็นตัวสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้หวังผลทางใดทางหนึ่งได้ แม้จะเจตนาดี แต่ถ้ามันไปรวมอยู่กับหนึ่งในนั้น(อวตัมฯ) หรือสถานที่อโคจร?(การเขียนหนังสือเลือด ,สวดคว่ำบาตร,เผาสาปแช่ง จะตัดคอ(หุ่น) ลงไปถึงข่าวลือเรื่องคุณสงคุณไสยอะไร?ขนาดนั้น


นั้นแม้ส่วนใหญ่จะเป็นฆารวาสทำ แต่พระป่าก็อยู่ในนั้นและร่วมกระทำการในบางเรื่อง ซึ่งอาจจะไม่ถือแค่การไปในที่อโคจรแต่อาจจะเป็นเจตนาร่วมกระทำการด้วยซ้ำ ?แม้แต่จะเจตนาในทางบริสุทธิ์ตามเหตุผลความคิดต่างส่วนตัว อย่างไรก็ตามแต่ไม่ควรสวนทางจากบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง จนถูกเอาไปเหมารวมกับภาพความรุนแรงมิจฉาฐิทิอย่างอื่นๆแบบนั้น


ด้วยผลรวมของการกระทำที่รวมมาเป็นผลของ มิจฉาฯอกุศลกรรมวงกระเพื่อมของกรรมในทางอิทัปปัจฯจิตบริสุทธิ์หรือกุศลกรรมเมื่อเข้าไปรวมในกรรมที่เป็นมิจฉาฯมันก็คือมิจฉาฯ(แล้วยิ่งถ้ามันไปมีผลเสียหรืออย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะด้านศรัทธา,วิกฤตศรัทธา) อันนี้ต้องถือว่าเป็นกรรมร่วมกันแยกตามผลต่างของใครโยนลงไปเท่าไหร่?เจตนาอย่างไร?


มันคุ้มกันหรือไม่ กับการที่มีใครไปลากลงมาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน เป็นโลกียะ? และยังมีความเป็นมายาไม่ชัดเจนอยู่หลายอย่าง ท่ามกล่างความคาดหวังต่อพระศาสนา แต่กับยิ่งทำให้สังคมสับสน


ที่สำคัญคือบทบาทหน้าที่ของพระวัดป่ามันไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคาดหวังและเข้าใจกันแล้วหรือ? ใครสับสนในบทบาทและหน้าที่ของตัวเองระหว่างพระสายวัดป่ากับประชาชน ถ้าเรื่องนี้มันไม่อัดตา(ปิดตาพูดจากกันทุกทางก็ไม่ชัดเจนที่เดียว)ผมคงไม่ตั้งคำถามแบบนี้กับการประท้วงครั้งนี้


ส่วนเรื่องการตรวจสอบการก่อการครั้งนี้ หรือไม่นั้น ถ้ามองในบทบาทและหน้าที่ผมคิดว่า ต้องทำ? เพราะถ้าไม่ทำก็จะเข้าข่ายละเว้นปฎิบัติ ส่วนใครจะถูกจะผิดก็อยู่ที่เหตุผล ความเกี่ยวข้องในทางไหน? เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันรัฐธรรมนูญเดียวกัน ที่รวมถึงนายวิษณุ(ผมว่าสังคมใด้พิพากษา ไปตามกรรมส่วนหนึ่งแล้ว ในส่วนอื่น ก็ให้เป็นไปตามหน้าที่ ของผู้ที่รับผิดชอบส่วนน้ั้น แต่ในเมื่อ กรอบของบทบาทและหน้าที่ของตัวเองมีอยู่(พระป่า) ในความเหมาะสม และเป็นที่ยอมรับตรงนั้น แล้วอยู่ๆ แหย่ขาออกมา อย่างไม่ปกติวิสัย และยังมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อการกระทำที่ไม่ปกตินั้น


ฝ่ายที่ดูแลความเป็นปกติจึงต้องออกมาตรวจสอบดูสิว่าที่ไม่ปกติน่ะมันไม่ปกติจริงๆหรือไม่ ถ้ามันปกติแต่พูดกันเสียงดังไปนิดก็ไม่ต้องดำเนินการอะไร?แต่ถ้าผิดปกติและผิดวินัย(การทีพระออกมาชุมนุมโดยละทิ้งหน้าที่เจ้าคณะสมณะศักดิ์ทางการปกครองสงฆ์) ทางวินัยสงฆ์ก้ต้องดำเนินการไปตามกฎกติกาแห่งสงฆ์


หรือถ้ามีละเมิดกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกติกาของสังคม กำอย่างอ่อนทางพุทธศาสนา ยังพูดไว้ในเรื่องของศิล ถ้ามากกว่านั้นก็คือนิติฯทางฆารวาส และรัฐศาสตร์การปกครองสงฆ์เพราะทุกสังคมมีกฎมีกติการ่วมกัน???


จากคุณ : ตอม - [ 15 ก.พ. 47 18:16:25 A:203.107.203.142 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 81

เรียนคุณตอม ผมขออธิบายสั้นๆ...

1.พระป่ามาชุมนุมนั้นเหมาะสมหรือไม่???
#ถ้าท่านมาชุมนุมกันบ่อยๆ ประมาณว่า ถ้าว่างๆก็จะมารวมกันประท้วงบ่อยๆก็คงไม่เหมาะสม....แต่ถ้ามีเหตุอันอาจจะเกิดเภทภัยที่ร้ายแรงต่อพระศาสนาส่วนรวม แล้วท่านยอมสละเวลา แถมเสี่ยงต่อการถูกสอบสวนจากฝ่ายครองอำนาจอีก... อันนี้คุณกับท่านคงจะคิดกันคนล่ะแบบแล้ว....อธิบายอบ่างไรก็คงจะเข้าใจยากแล้ว.
โปรดอย่าลืมว่าการชุมนุมใหญ่เพื่อสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก ผู้เป็นประธานชุมนุมในครั้งนั้นก็คือ ยอดของพระป่า"พระมหากัสสปะ"!!!....สรุปว่า"พระป่าชุมนุมได้แน่นอนถ้ามีเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้".

2.พระป่าออกมาเคลื่อนไหวในสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนหรือ???
#บางคนอาจจะมองว่าไม่ชัดเจน....แต่สำหรับบางคนชัดเจนมาก.ตรงนี้ขึ้นกับความยาวไกลของสายตา คนตาสั้นก็จะมองเห็นใกล้ คนตายาวก็จะมองเห็นไกล.....

3.ส่วนเรื่องการสอบสวน"การก่อการ"!!!ที่คุณว่าเหมาะสม???(จากข้อความ....ส่วนเรื่องการตรวจสอบการก่อการครั้งนี้....)
#คือคุณไปเรียกการที่ท่านเหล่านั้นมาชุมนุมแสดงมติไม่เห็นด้วยอย่างสงบเสียรุนแรงว่า"การก่อการ" คุณก็เลยบอกว่ามันเหมาะสม!!!ที่จะสอบสวน.....แต่ผมมองว่าท่านชุมนุมกันอย่างสงบผมเลยว่าไม่เหมาะสมที่จะไปสอบสวนอะไรท่าน ....

3.จากข้อความ"........แต่ถ้ามันไปรวมอยู่กับหนึ่งในนั้น(อวตัมฯ) หรือสถานที่อโคจร?(การเขียนหนังสือเลือด ,สวดคว่ำบาตร,เผาสาปแช่ง จะตัดคอ(หุ่น) ลงไปถึงข่าวลือเรื่องคุณสงคุณไสยอะไร?ขนาดนั้น....."???
#การเผาสาปแช่ง การจะตัดคอหุ่น ข่าวลือเรื่องคุณไสย เป็นการกระทำของฆราวาสไม่ใช่หรือ...คุณจะเอาไปรวมกันชุมนุมอย่างสงบของพระที่วัดอโศการามไม่ได้.ถ้าจะสอบสวนก็ไปสอบสวนคนที่ทำเถิด.




จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 15 ก.พ. 47 20:12:07 A:202.183.135.71 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 82

ครับถ้าคุณตรงประเด็น ตรงประเด็นเหมือนชื่อกลับไปอ่านไทยคอร์สอ่านเอาเรื่องใหม่?(ไม่แน่ใจว่าคุณจะตีความคำว่าอ่านเอาเรื่องในแบบไหน?อีก ผมล่ะกลัวคุณลากไปยาว)


แล้วกลับมาอ่านหลายข้อความอีกที หรืออ่านข้อมูลทีคุณได้มานั้น อีกที ถ้าสรุปอย่างไร?ยังงัยผมก็ขอให้เป็นส่วนของอัตตาคุณแล้วกัน?


เอาเป็นว่านานาจิตตัง ?สำหรับเวทีแบบนี้ผมคงไม่ชี้แจงเพิ่มขอบคุณครับที่มาร่วมให้ข้อมูล(แม้จะแค่อ่านเพลินสำหรับผมก็ดีที่ได้เห็นความคิดต่างมีสีสันดีครับ)


จากคุณ : ตอม - [ 16 ก.พ. 47 11:54:31 A:203.149.46.64 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 83

ในขณะที่ หลายท่าน ถกกันว่า แต่งตั้งถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง หรือออกมาก่อกวนหรือไม่ก่อกวน
มันน่าจะเพิ่มประเด็นคิด นี่เป็นการประลองกำลังระหว่างพระป่า (สายอีสาน) กับ พระบ้าน (สายใต้) หรือ ไม่
สิ่งที่เกิดก่อนหน้า คือ พรบ.สงฆ์ฉบับถูกค้าน (ฉบับหนังตลุง) ที่ต้องการควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองสงฆ์ และ ลงโทษสงฆ์ที่มีปัญหา สาเหตุก็มาจาก พระป่า(สายอีสาน) ออกมาค้าน รัฐบาลเก่า (สายใต้) จนล่มสลายไป ทำให้รัฐบาลใหม่ (สายอีสานเป็นแกนนำ) เข้ามาปกครองแทน และได้รับการสนับสนุนจากพระป่า (สายอีสาน) พระบ้าน (สายใต้) ขุ่นเคืองอย่างมาก ได้สร้างสะสมกำลังอยู่ทั่วทุกวัดใน กทม และใกล้ชิดพระเถระผู้ใหญ่ (พระบ้าน) กองกำลังถูกวางอยู่ทั่วไปในมหาเถระสมาคม วันหนึ่งอำนาจก็ต้องตกอยู่ในมือ หรือ ในกลุ่มของตน พระป่า มีพระสังฆราช หลงเหลือเป็นร่มโพธ์ร่มไทร อยู่องค์เดียว ต่ำกว่านั้นยังมองไม่เห็นใครที่จะคุ้มกำบังหัวได้ หากภายภาคหน้าทำอะไรไม่ถูกใจ พระบ้าน (สายใต้) ที่เป็นใหญ่ อาจถูกถอนหรือถูกปลดได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พระป่าเกรงจะเกิด คือการตัดตอนคุมกำเนิดพระป่า ด้วยการไม่แต่งตั้งพระป่าเป็นพระอุปัชฌาย์ พระป่าก็จะหดหายสูญสิ้นหมด
การร้องค้านจึงต้องเกิดขึ้น
น่าจะมาตั้งโจทย์ วิเคราะห์ดู พระป่ามีใครบ้าง พระบ้านมีใครบ้าง แบ่งสายแบ่งกลุ่มดู แล้วจะรู้ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก


จากคุณ : จิตวิญญาณ - [ 16 ก.พ. 47 13:42:17 A:203.170.142.80 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 84

คุณคห.83ครับ....

คุณพูดซ่ะฟังน่ากลัวเลย.ในความเป็นจริง ผมมองว่าปัญหามันไม่ได้เกี่ยวกับสายอีสาน หรือสายใต้ อะไรขนาดนั้นหรอกครับ....ปัญหามันคือฝ่ายครองอำนาจไม่ยอมรับฟังคำท้วงติงของฝ่ายคัดค้านด้วยวิธีการ"บอกผ่าน"อย่างที่เคยกระทำกันมา จนฝ่ายคัดค้านต้องรวมตัวแสดงสังฆมติ แต่ฝ่ายครองอำนาจมองว่าเป็นการ"ก่อการ"เลยตอบโต้ด้วยการประกาศจะสอบสวนพระเถระธรรมยุติหลายองค์.....ไฟเดิมก็ยังดับไม่ได้แล้วดันเอาน้ำมันไปราดอีก เรื่องมันเลยไปกันใหญ่.

พระสงฆ์ถ้าท่านเป็นผู้สงบเข้าถึงธรรมแล้วมันไม่มีสายไหนๆหรอก ล้วนแต่เป็นผู้เดินตามทางที่พระพุทธองค์แนะไว้ทั้งนั้น.....ลองดูอย่างท่าน อ.พุทธทาสกับหลวงปู่ชา ท่านอ.พุทธทาสกับหลวงปู่บุดดา ท่านอ.พยอมกับหลวงปู่บุดดา หลวงตาบัวกับหลวงปู่ชา.....ท่านเหล่านั้นล้วนแต่มาจากคนล่ะทิศทาง บางท่านก็คนล่ะนิกายเลยด้วยซ้ำ แต่ท่านเหล่านั้นก็ล้วนแต่เคารพนับถือ"ซึ่งกันและกัน" เพราะเห็นชัดและเข้าใจในสิ่งเดียวกัน....ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สายไหนๆหรอก ปัญหามันอยู่ที่การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่ถามความเห็นของฝ่ายต่างๆ ใครไม่เห็นด้วยกับข้าพเจ้าต้องถูกสอบสวน.......เรา-ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็มาช่วยกันเฝ้าดูต่อไปว่าจะมีเรื่องอะไรตามมาอีก....



จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 16 ก.พ. 47 14:21:09 A:202.183.135.21 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 85

คุณตรงประเด็น
หลังธรรมคงสอนไว้เช่นนั้น คุณกล่าวถูกแล้ว
แต่หลักความจริง การแบ่งกลุ่ม แบ่งชั้น ยังมีอยู่
ที่ผ่านมาต้องแบ่งกันเป็นใหญ่
พระป่า เป็นใหญ่ สมัยหน้าต้องพระบ้าน
ความจริงเช่นนี้มีอยู่มานาน แต่ วันนี้ มีข้อแตกต่างเพิ่มเติม คือ
พระป่า ไม่ใฝ่หาความรู้ทางโลก ไม่มีปริญญาประดับตัว
จึงดูด่อยค่ากว่าพระบ้าน ที่มีปริญญาทั้งทางโลก และ ทางธรรม
การชิงดี ชิงเด่น ชิงเป็นผู้นำ จึงต้องเกิดขึ้น และ คงเป็นเช่นนี้อีกนาน


จากคุณ : จิตวิญญาณ - [ 16 ก.พ. 47 16:52:32 A:203.170.141.216 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 86

ชอบตรงนี้ของคุณจิตวิญญาณจังเลย
"พระป่า ไม่ใฝ่หาความรู้ทางโลก ไม่มีปริญญาประดับตัว
จึงดูด่อยค่ากว่าพระบ้าน ที่มีปริญญาทั้งทางโลก และ ทางธรรม
การชิงดี ชิงเด่น ชิงเป็นผู้นำ จึงต้องเกิดขึ้น และ คงเป็นเช่นนี้อีกนาน"

ผมเชื่อว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม......

ตั้งผู้ทำหน้าที่แทนสมเด็จฯท่าน ผมเห็นด้วย 100% แต่อยากให้ถูกให้ควร ให้เป็นตามธรรมวินัย

อันนี้ผมคิดเอง ถ้าทางคุณวิษณุ ทำเรื่องนี้สำเร็จ ต่อไป ผมคิดว่า
พรบ.คณะสงฆ์ที่ยังอยู่ในขั้นตอนของ กฤษฎีกา ตั้งแต่ปี 35 นั้น( โดยคุณวิษณุมีส่วนร่วมในกฏหมายฉบับนั้น ) คงจะผ่านฉลุยโดยการผลักดันในคราวนี้แน่ๆ....

ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดา
.....หรือว่า
กฏหมายพรบสงฆ์จะเป็นองค์แทนศาสดา....

ก็ต้องดูกันต่อไป haha


จากคุณ : Underground - [ 16 ก.พ. 47 17:13:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 87

ละครเรื่องนี้มีตัวละคร 3 ตัว

ก)ฝ่ายประกาศแต่งตั้ง มีนายวิษณุ นายอุดม พระราชกวี มหาโชว์ มหาถาวรและคณะศิษย์ มีเป้าหมายที่จะแต่งตั้งสมเด็จเกี่ยวเป็นสังฆราช โดยมีลัทธิจานบินอยู่เบื้องหลัง
ข)นักข่าว - คือสื่อทั้งหลาย
ค)ฝ่ายคัดค้านประกาศแต่งตั้ง - คณะศิษย์หลวงตามหาบัวและพระป่าหมื่นกว่ารูป
ง)คนดู - ก็อย่างพวกเราๆในกระทู้ ที่ขโมยเวลางานของเจ้านายมาแสดงความคิดเห็น :-)

การตัดสินใดๆที่ให้ผลดีที่สุด แม่นยำที่สุด เป็นกลางที่สุด คือการตัดสินที่ไม่เอนเอียง คือผู้ตัดสินไม่มีผลประโยชน์ร่วม และได้ข้อมูลจริงที่เป็นข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและที่ไม่บิดเบี้ยว

ข้อมูล มีสองประเภท 1)ข้อเท็จจริง ความจริงที่เกิดขึ้น และ 2)ความเห็น - สร้างขึ้นมาจากความคิดคน ไม่ใช่ของจริง 3)ข้อมูลเท็จ - ข่าวลวงที่ถูกทำให้ดูเสมือนว่าเป็นข้อเท็จจริง

การตัดสินที่ถูกต้องแม่นยำ ผู้ตัดสินต้องสามารถแยกได้ ว่านี่คือข้อเท็จจริง นี่คือความเห็น

สถานการณ์จริงที่เกิดในขณะนี้คือ ฝ่าย(ก)นั้นกุมอำนาจการให้ข่าว ควบคุม(ข)คือนักข่าวส่วนมากไว้ได้ จึงเป็นผู้ให้ข่าวลวง ข่าวเท็จ โดยอาศัยความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ ตำแหน่งหน้าที่ของแหล่งข่าวเช่นตัวนายวิษณุหรือนายอุดม ใช้ความเป็นพระ เช่นพระราชกวี และมหาโชว์ ออกมาให้ข่าวที่โจมตีฝ่ายคัดค้านให้หมดความชอบธรรม และฝ่ายนี้ไม่มีขอบเขตหรือข้อจำกัดใดๆ จะพูดเท็จใส่ใคล้เมื่อใดและอย่างไรก็ได้ ด่าเบาด่าแรง สาดโคลนได้ทุกรูปแบบ และมีขีดความสามารถถึงขนาดส่งเจ้าหน้าที่ผู้อยู่ใต้อำนาจไปข่มขวัญฝ่าย(ค)

ฝ่าย(ค)หรือผู้คัดค้านนั้น กระทำภายใต้ศีล ๕ คือไม่มีการสาดโคลน ไม่มีเสนอข้อมูลเท็จ ไม่มีการด่าแบบสาดเสียเทเสีย(เหมือนมหาโชว์ที่ประกาศทางวิทยุให้ไปเผาโรงแรมรัตนโกสินทร์) และไม่มีสื่ออยู่ในมือ จึงดำเนินการคัดค้านด้วยความยากลำบาก ก็ต้องมีความคับแค้นใจมากเป็นพิเศษ

ด้วยเหตุดังกล่าว เท่าที่พบเห็นมากับตัว ขอให้ทุกท่านผู้ได้อ่านความคิดเห็นนี้ อย่าได้ฟังความข้างเดียว เพราะฝ่าย(ก)นั้นคุมสื่อเกือบทั้งหมดในมือ ข่าวที่ท่านจะได้ในการตัดสินใจ จึงเป็นข่าวที่ไม่เป็นจริงเสียส่วนมาก เริ่มตั้งแต่

-นายวิษณุประกาศว่าสมเด็จพระสังฆราชไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่พระองค์ยังสามารถลงอุโบสถในวันปาติโมกข์ ยังสนทนากับหลวงพ่อคูณและหลวงพ่อสูงเป็นเวลานาน นอกจากนั้นยังสามารถทรงดำเนินไปรอบๆบริเวณเพื่อออกกำลังได้ด้วยตนเองโดยมีผู้ประคองเล็กน้อย แบบนี้จะบอกได้อย่างไรว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้

-มหาโชว์ ทัสสนีโย ประกาศทางวิทยุให้กระชากคอนายทองก้อน กระชากไม่ได้ให้ตีหัว ตีหัวไม่ได้ให้เผาโรงแรม(รัตนโกสินทร์) ในการประชุมวันเสาร์ที่ 24 ม.ค. 2547 ขอให้ลองพิจารณา ว่าพระที่ประกาศอย่างนี้ออกทางสื่อ ประกาศเป็นสาธารณะได้ ยังคงความเป็นพระหรือไม่ ทำไมไม่มีใครไปจัดการ พระชนิดนี้ยังมีสมณสารูปหรือไม่ และผู้ที่มหาโชว์สนับสนุนนี้ น่าจะเป็นผู้มีคุณธรรมหรือไม่ รวมไปถึงหมู่สงฆ์ที่แวดล้อมมหาโชว์นี้ ที่ปล่อยให้มีสงฆ์ชนิดนี้อยู่ในหมู่ของตนโดยไม่จัดการจับสึกนั้น ควรแก่การเคารพนับถือหรือไม่? วกกลับมาประเด็นเดิม ... ใครดูแลเรื่องสื่อ นายวิษณุหรือเปล่า?

-คณะที่ไปประท้วงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเดิมกับที่เคยไปประท้วงรัฐบาล ด่ารัฐบาล และยื่นฟ้องตัวแทนรัฐบาลในครั้งที่จะบีบบังคับให้ผ่านเรื่อง พรบ.สงฆ์ฉบับมหาโจรปล้นพุทธศาสนา แต่คราวนี้กลับมาอยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาล(เฉพาะเรื่องนายวิษณุ) นี่มันอะไรกัน?

-ผมเห็นกับตา ได้ยินกับหู มีคุณลุงปากจัด(ไม่แน่ใจว่าเป็นนายเสถียร พรหมวิหาหรือไม่) ไปถือโทรโข่งยืนหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ด่านายทองก้อน ถือป้ายผ้าเขียนด่า "ก้อนขี้" อย่างหยาบคายตลอดเวลาหลายชั่วโมง และที่ไปยืนหน้าทำเนียบในวันที่ไปยื่นหนังสือคัดค้าน ก็คือคุณลุงคนเดียวกันนี้ คุณลุงคนนี้แกนำพระไปด้วย ประเด็นที่ควรสังเกตคือ พระทำไมถึงไปประท้วงริมถนน หมดสมณสารูปอีก

-กลุ่มคนที่ไปยืนประท้วงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ในวันที่ 24 ม.ค. 2547 นั้น พนักงานในโรงแรมจำหน้าได้ ว่าเป็นพวกที่ชอบไปกินขนม กินน้ำ กินอาหารฟรีในงานในโรงแรม พนักงานทางโรงแรมบอกว่า พวกนี้มีอาชีพรับจ้างประท้วง อาศัยอยู่แถวๆนั้นนั่นแหละ อยากรู้ลองสืบถามกันดู

-มหาโชว์กับพระราชกวี ประกาศทางวิทยุ ว่าพวกที่ไปร่วมในงานที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในวันที่ 24 ม.ค.2547 นั้น ถูกนายทองก้อนจ้างมา และหลอกให้มาดูการโดดร่ม ซึ่งเป็นการพูดสองครั้งที่ไม่เกี่ยวกัน ซึ่งผู้มีสมองทั้งหลายลองคิดดู ว่าถ้าชาวบ้านที่จะมาดูการโดดร่ม แมวที่ไหนจะเดินไปให้เจาะเลือด เอาเลือดไปเขียนหนังสือให้ยื่นต่อนายวิษณุกันครับ? และถ้าถูกจ้างมา ก็ไม่ต้องให้สูบเลือดหรอก แถมยังสาธุกันลั่นห้อง ในตอนที่นายทองก้อนประกาศสัจจะวาจาต่อนหน้าพระรัตนไตร ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ต่อหน้าคนเกือบพันคน ว่าจะไม่แสวงหาผลประโยชน์จากงานนี้ และจะไม่ลงเล่นการเมืองอย่างเด็ดขาด ถ้าผิดสัจจะ ขอให้มีอันเป็นไปในสามวันเจ็ดวัน และหากถึงตาย ขอให้ลงนรก อย่าได้ผุดได้เกิด

-มหาโชว์และพระราชกวี สาดโคลนนายทองก้อนต่อ ว่าหวังผลประโยชน์บ้าง เป็นศิษย์โพธิรักษ์บ้าง เป็นคริสต์บ้าง NGO จ้างมาบ้าง มั่วไปนัวเนียแบบไม่มีรูปแบบ นี่หรือพระ? ตกลงนายทองก้อนนี่เจ๋งมากนะครับ รับงานได้จากทั้ง NGO ทั้งคริสต์ ทั้งท่านโพธิรักษ์ในเวลาเดียวกัน... ทั้งพระราชกวีและมหาโชว์นี่แต่งนิยายได้เก่งมากๆ

-ทั้งนายอุดมและมหาโชว์ ประกาศว่าหลวงตามหาบัวอยากเป็นพระสังฆราช เลยออกมาเต้นแร้งเต้นกา ตรงนี้ ท่านทั้งหลายลองใช้สะดือตรองดู ว่ามหาโชว์เป็นพระ และท่านอุดมเป็นหัวหน้าใหญ่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ มีหรือที่จะไม่ทราบว่า พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัวนั้น มีสิทธิ์เป็นพระสังฆราชได้ด้วยหรือ ผู้ที่จะเป็นได้นั้น มีสมเด็จเกี่ยวหรือพระราชาคณะระดับเจ้าคุณสมเด็จรูปใดรูปหนึ่งในมหาเถรสมาคมเท่านั้นนะครับ ท่านสาธุชน และการที่ออกมาประกาศแบบนี้ มีจุดมุ่งหมายอะไร พูดมั่วหรือว่าสาดโคลนเละเทะจนสติเลอะเลือน น่าสงสัยยิ่งนักแล้ว...

-วิทยุอสมท. GG News Network ออกอากาศตอน 6.30 น.ของวันที่ 29 ม.ค. 2547 ว่าตรวจสอบกับนักข่าวทางจังหวัดอุดรธานีแล้ว ไม่มีการประชุมพระ 596 รูปที่วัดป่ากกสะทอนแน่นอน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมี ลองดูว่า นายวิษณุเป็นผุ้กำกับดูแลอสมท.หรือไม่?

-นายเทพพนม ศิริวิทยารักษ์ ที่ไปแจ้งความว่านายทองก้อนยักยอกเงินผ้าป่าช่วยชาติ โดยอ้างว่ารู้ดีเพราะเคยบวชในวัดป่าบ้านตาดถึง 3 พรรษา แต่พอคณะกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกือบยี่สิบคนไปตรวจสอบรายชื่อพระที่เคยบวชที่วัดป่าบ้านตาดย้อนกลับไปถึงปี 2530 ก็ไม่มีชื่อนายเทพพนม ศิริวิทยารักษ์แต่อย่างใด และที่อ้างว่านายทองก้อนยักยอกเงินผ้าป่า ในความเป็นจริง นายทองก้อนไม่เคยจับเงินผ้าป่าเลย เพราะเป็นกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ใครเป็นผู้พานายเทพพนม ศิริวิทยารักษ์ไปแจ้งความ? พวกนายวิษณุหรือเปล่า?

-นายอุดมกล่าวในรายการกรองสถานการณ์ทางโทรทัศน์ช่อง 11 ว่ามีพระป่าไปชุมนุมที่วัดอโศการามไม่ถึง 1000 รูป ทั้งที่จริงๆแล้วมี 10,359 รูป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 น่าจะสามารถฟ้องนายอุดมที่ให้ข่าวเท็จ ทำลายความน่าเชื่อถือของทางสถานีลงจนหมดสิ้น

ยกตัวอย่างมาคร่าวๆครับ ถ้าจะตัดสินใจ อย่าเชื่อข่าวจากฝ่ายที่คุมการข่าวให้มากนักครับ ลองดูให้ทั่วถึงเสียก่อน

เรียนมาด้วยความเคารพและห่วงใยทุกท่านครับ

แก้ไขเมื่อ 16 ก.พ. 47 19:00:25

จากคุณ : นายโจโจ้ (นายโจโจ้) - [ 16 ก.พ. 47 18:57:41 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 88

คำเตือน ท่านทักษิณ
อย่าปล่อยข้าศึก ยืมดาบขุนศึก ฆ่าม้าขุนศึก
บอก ท่านวิษณุ ไปดูแล สมเด็จพระสังฆราชองค์แท้
หากหายป่วยแล้ว ให้คืนพระอำนาจกลับไป
แล้วเริ่มต้นใหม่ ตามที่นายทองก้อน เสนอไว้
อย่าหลงทาง เพราะเชื่อว่ารู้มาก
บางครั้ง อาจหลงกลเสียโดยง่าย
ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ยิ่งใหญ่นัก
อย่าปล่อยให้ คนซื่อ กระทำการ จนเสียงานใหญ


จากคุณ : จิตวิญญาณ - [ 17 ก.พ. 47 00:53:40 A:203.170.141.240 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 89

จากเรื่องทั้งหมด ผมสรุปว่า ทั้งนายวิษณุ เครืองาม นายอุดม เจริญ(อยากเติมคำว่า "ไม่" ข้างหน้านามสกุลนายคนนี้จังเลย...) พระราชกวี มหาโชว์ ทัสสนีโย และนายเสถียร พรหมวิหา ร่วมกันให้ข่าวที่เป็นเท็จต่อมวลชน (แถมยังมีผู้ขาดวิจารณญาณเชื่อตามพวกไม่มีศีลพวกนี้ไปอีกครึ่งค่อนประเทศ แม้แต่นักหนังสือพิมพ์) สังเกตดูดีๆนะครับ แม้แต่พระในกลุ่มนี้ก็ไม่มีศีล ขอให้เชื่อมโยงด้วย ว่าพระที่ทั้งกลุ่มนี้สนับสนุนนั้น จะมีศีลหรือไม่ ที่ไม่ออกมาคัดค้านการกระทำที่ผิดศีลอย่างชัดแจ้งโดยคนเหล่านี้เลย

ท่านทั้งหลายเห็นประเด็นหรือไม่ว่า ถ้าชาวไทยและพุทธศาสนิกชนปล่อยให้พระอย่างนี้ขึ้นไปปกครองสงฆ์ จะวายป่วงมากขึ้นหรือน้อยลงจากที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งก็วุ่นวายน่าดูอยู่แล้ว

สมควรส่งข้อมูลให้สถาบัน S&P (Standard & Poor) ปรับลดชั้นความน่าเชื่อถือของบุคคลเหล่านี้ให้เป็นระดับ เชื่อถือไม่ได้ หรือถ้าเป็นกรณีตลาดหุ้นก็คงต้องปลดออกจากตลาดหลักทรัพย์ไปเลย หมดความชอบธรรม แบบเดียวกับ Enron

สมเด็จที่นายวิษณุประกาศสนับสนุนนั้น รับพระลิขิตจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ให้สึกเจ้าลัทธิธรรมกายไปตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมาแล้ว แต่สมเด็จเกี่ยวท่านนี้ก็เพิกเฉย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ท่านทั้งหลายเห็นว่าอย่างไร สมควรได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาเป็นผู้รักษาการแทนสังฆราชหรือไม่อย่างไร?

และขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลายลองใช้ลูกตาข้างขวาหรือซ้ายก็ได้ ไตร่ตรองดู ว่าที่นายวิษณุ เครืองามแต่งตั้งสมเด็จเกี่ยวขึ้นมาเป็นผู้รักษาการสังฆราชนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะท่านเป็นคนบ้านเดียวกัน และเป็นบุตรบุญธรรมของสมเด็จเกี่ยวแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ ว่ามีประโยชน์ร่วมกันในทางลึกและทางลับอีก...

ก็ลองตรองดูครับ


จากคุณ : นายโจโจ้ - [ 17 ก.พ. 47 19:48:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 90

ลองดูประวัติสมเด็จเกี่ยว... นายโจโจ้ ลอกมาให้อ่าน

ใครจะเป็นอรหันต์หรือไม่ผมไม่รู้แต่ที่ผมรู้ก็คือทั้งหมดคือวิบากกรรม

เมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อนเกิดกรณีพระพิมลธรรมทำให้เกิดการแตกแยกในวงการสงฆ์สำทับด้วยการก้าวก่ายจากเผด็จการในสมัยนั้น พระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ)ถูกอำนาจรัฐสั่งสึก

แต่ท่านไม่ยินยอมเปล่งวาจาสึกทั้งนี้ก็ด้วยความจริงที่ว่าไม่มีความผิด

ครั้งนั้นจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามมีพระลูกศิษย์องค์หนึ่งได้บังอาจกระชากจีวรออกจากกายพระพิมลธรรม จวบจนท่านออกจากคุกอยู่ในชุดผ้าขาว เดินเข้าไปในอุโบสถ์วัดมหาธาตุ พระทั้งหลายก็สวดต้อนรับท่านด้วยถือว่าท่านยังอยู่ในเพศบรรพชิต(มิได้เปล่งวาจาสึก) มีใช่นายอาจ

จอมพลสฤษดิ์ก่อนจะตายต้องการไปขอขมาท่านด้วยตัวเองแต่เสียดายตายเสียก่อนที่จะได้เจอท่าน ท้ายสุดพระพิมลธรรมก็ได้สมณศักดิ์เป็นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนองค์สังฆปรินายกเป็นเวลาประมาณ 15 ปี
สมดังคำทำนายของสมเด็จพระสังฆราชในอดีตที่ทำนายไว้ว่า ยุคหนึ่งประเทศไทยจะมีสังฆราชที่มาจากคุก

กาลผ่านเลยมาจนถึงปัจจุบันพระลูกศิษย์องค์ที่กระชากจีวรของครูบาอาจารย์ของตัวได้ดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ)เช่นเดียวกับผู้เป็นอาจารย์ วิบากกรรมอันหนักหนาที่ท่านได้กระทำแก่อาจารย์ของตัวเองกำลังจะย้อนกลับมาหาตัวท่านแล้ว เหล่าสานุศิษย์ของท่านทั้งพระและฆราวาสกำลังร่วมกันสร้างเพทภัยให้กับท่านแม้แต่พระฝ่ายอรัญวาสีก็ออกมาต่อต้านพลังอวิชาของศิษย์ท่าน

มันเป็นเรื่องของเวรของกรรมแท้ๆ
spiraldyn


จากคุณ : นายโจโจ้ - [ 18 ก.พ. 47 06:18:01 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 91

บังเอิญว่าเป็นห้องที่ผมผ่านมาประจำ เรื่องนี้ตกหน้าไปแล้ว ยังวกหมุนกลับมาอีกรอบ พอดีว่าผมก้เคยร่วมแสดงความคิดเห็น


เหมือนเสนอแนะหาทางออก(มันก็ลมๆนั้นแหล่ะเวทีแบบนี้จะไปคาดหวังหรือหวังผลอย่าใดอย่างหนึ่งต่อเวทีสาธารณะที่คนอ่านแค่กลุ่มเดียวคงไม่ได้



ผมเข้ามาเป็นประจำเลยต้องค่อนข้างจะรับผิดชอบคำเสนอข้อคิดเห็นส่วนตัวมากหน่อย ผมว่าจะจบตั้งแต่คุณตรงประเด็น แล้ว พอดีมาเห็นคุณโจโจ้(ผมไม่อธิบายต่อดีกว่าเจอกันในนั้นครั้งหนึ่งแล้ว ก้ดีครับที่ข้ามมานี่)



เนื้อหาสาระผมฟังแล้วอ่านแล้วทุกด้าน ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าจะพูดในภาพรวมแล้ว(เจตนาส่วนตัวในรายละเอียดนั้นเอาไว้ก่อนเพราะมันยังไม่ได้รวม) ภาพรวมนั้นทั้งสองฝ่ายเจตนาดี ร่วมกันเป็นเบื้องต้นที่จะ ดูแลพระศาสนา มันติดแค่ว่าในรายละเอียดของวิธีการ หรือวิธีทำวิธีปฎิบัติ นั้นมันอาจจะขัดแย้งในรายละเอียด


คือฝ่ายหนึ่งติดยึดในรูปแบบหรือวิธีการเกินไป(ซึ่งค่อนข้างจะสับสนโดยเพาะในบทบาทของผู้ที่ไม่ติดยึด,สติ) และอีกฝ่าย มองปัญหาในภาพรวม และการเร่งแก้ปัญหาหรือใส่วิธีบริหารจัดการ ไปตามบทบาทและหน้าที่ของเขา แต่ขาดความละเอียดรอบคอบในขั้นตอนการปฎิบัติ โดยเฉพาะมองข้ามความละเอียดอ่อนความต่างในมิติของระบบอาวุโสอุปถัมภ์หรือใครมีผลประโยชน์แอบแฝงยังงัย(อันนั้นเป็นเรื่องของการกล่าวหาขยายผลความขัดแย้งไม่พุดดีกว่า )


แม้ทางนิติอาจจะดิ้นได้ในความเชี่ยวชาญวิชาศรีธญชัย จึงขึ้นอยู่กับจะตีความเข้าข้างใครทั้งที่ถูกผิดมันมีอยู่นิดเดียว คือความจริงมันมีอยู่ แต่ติดอยู่ที่ว่า จะยอมรับหรือปฎิเสธ ถ้ายอมรับ ก็จบง่าย แต่ถ้าไม่ยอมรับ มันก็จะกลายเป็นว่าถูกผิดดีชั่วใครจะหาข้อแก้ตัวได้ดีกว่ากัน เรื่องอย่างนี้มันเป็นปัญหาความต่างปัญหาโลกแตก?

ดังนั้นวิธีการแสดงออกถึงความคิดต่างเพื่อยืนยันความคิดของตัวเองจึงมีหลายอย่าง และกำหนดไว้ในระเบียบ,กฎแบบอ่อน คือศิล,วินัย จนมาเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญทั้งในแบบนิติ,รัฐศาสตร์


นั้นคือมีวัวัฒนาการไปตามความซับซ้อนของสังคม แต่ที่เป็นแบบดั้งเดิม ที่ถือเป็นสัญชาตญานดิบของมนุษย์ที่ถูกใช้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก่อนมีวัฒนธรรมก็คือ"กฏหมู่"

แบ่งพวกแสดงความคิดต่างกัน โดยที่ทั้งสองฝั่งอ้างว่าอีกฝั่งไม่ยอมเคารพกติกาที่ว่าไว้ ทางที่จะทำให้เรื่องนี้ปัญหามันเล็กลงจนกลายเป็นทางออกของปัญหา


นั้นก็คือกลับไปที่ปรัชญาของพุทธ ที่ทั้งสองฝ่ายก็อ้างกันว่าทำเพื่อพุทธศาสนา อีกฝั่งว่าเป็นผู้นำการปฎิบัติตามการอ่านแผนที่นำทาง ที่พระพุทธองค์กำหนดไว้ อีกฝ่ายก็อ้างว่าเป็นคนคอยดูความไม่ชอบมาพากลแลระหว่างการเดินทางที่รวมอัตตาคราวละมากๆ


แต่พอมีปัญหาการเบียดเสียดยัดเยียดกันระหว่างทางจากการรวมกันของอัตตาอย่างเรื่องนี้ กลับจะหันกลับไปใช้วิธี ยกพวกตีกัน แบบก่อนที่ยังไม่เข้ามาในร่มกาสาวพัตร เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า


คราวนี้แม้แต่ผู้มีหน้าที่เป็นผู้นำการอ่านแผนที่(พระป่า) ก็ยังแหย่ขาลงมา"สหบาทากับเขา" ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติมากจนต้องถามว่ามันเกิดอะไร?ขึ้น



ทำไมเราจึงไม่ใช้หลักปรัชญาหลักของพุทธมาแก้ไขปัญหานี้ ที่ ศิล(วินัย,บทบาท,หน้าที่) สมาธิ(สัมมาสติ) ปัญญา ยึดหลักทางสายกลาง การประณีประณอมการเข้าหาธรรมชาติของอัตตา(ความต่าง)


ทำปัญหาให้เล็กลงที่การเร่งหาความเข้าใจไม่ใช่สาดโคลนกันคนละที่ แล้วก็บลิ้วอารมย์ที่ขยายมาจากอัตตาของผู้นำการชุมนุม ฟังมาแบบครึ่งบ้างจับมาแค่หางบ้างแล้ว อัดตา(ปิดตา) ชกกันผ่านสื่อหรือเหตุผลจริงของความขัดแย้งที่มีจริง แต่คุยกันผิดกาละเทศะ ความไม่เหมาะในแบบนั้นบวกความเป็นสมณะของพระที่ถูกดึงลงมาเกี่ยวข้อง


แถมสื่อก็ช่วยขยายผลความขัดแย้ง ด้วยการเติมแรงหมัดที่อีกฝ่ายส่งมาถล่มอีกฝัง ทั้งที่ถ้าทั้งสองฝ่าย เลิกอัดตา(ปิดตา) หันหน้าเข้ารีบทำความเข้าใจกันในวงใน ไปตามบทบาทหน้าที่ของใครของมัน เช่น ใช้สติจากสมาธิ


ด้วยปัญญาทำหนังสือรวบรวมความคิดต่าง เหล่านั้นเสนอส่งผ่านไปยังผู้มีอำนาจหน้าที่ ตามบทบาท ขั้นตอน(ศิล) ไปยังผู้มีอำนาจหน้าที่ ผ่านสื่อ รับทราบ ส่วนจะดำเนินการอย่างไร ก็ต้อง ฟังก่อนว่าเขาตอบรับไปตามบทบาทหน้าที่อย่างไร?



และต้องเข้าใจว่าทางออกในแบบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แบบประชาธิปไตย(ฉัน)นั้น มันมีแค่สรุปไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ใด้ว่ามันจะเป็นไปได้ทุกทางตามใจฉันแบบนั้น รวมทั้งบทบาทในตำแหน่งหน้าที่ด้วย ทุกคนเป็นนายกไม่ได้การเข้าใจยอมรับในความต่างตามกติกานั้นก็คือประชาธิปไตย ที่จะต้องเคารพกติกาที่เป็นไปตามหลักไตรสิกขา (ศิล,บทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย),สมาธิ(สติ , ความสงบความสุขุมคิดให้รอบคอบหาวิธีการที่เหมาะสมกว่านี้ก่อนทำ) ปัญญา( หาทางออกร่วมกันด้วยปัญญา



ไม่ใช่ อ้างกันแค่นิติฯแต่ขาดการเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตัวเองในมิติของทางรัฐศาสตร์การดูแลคนส่วนมากในภาพรวม



ความสงบเรียบร้อย หรือการเคารพความคิดต่าง หรือมองภาพรวมของคำว่าประชาธิปไตย แต่เข้าใจแบบประชาธิปไตย"ฉัน"

ดังนั้นเกิดมีกรณีความขัดแย้งทางความคติดขึ้นเมื่อไหร่? ก็จะใช้ประเพณีเดียวคือประท้วงๆๆๆ ผมมองเห็นว่านั้นมันไม่น่าใช่เมืองพุทธ และวิธีการของผู้ที่อ้างว่ามีการอบรมทางจิตหรือปฎิบัติ แก้กล้า ภาวนาอยู่ทุกวันหางสติจะเลือกใช้ ข้อหาก็แค่นั้น(ถ้าไม่ติดยึดในรูปแบบหรือวิธีการเกินไป)



แต่ถ้าเป็นตาสีตาสาผมจะถือว่าเหมาะสมเป็นปกติในความต่างของคน(ดอกบัวสี่เหล่า) ฮ้อส่วที่คุรตรงประเด็นอ้างเรื่องการชุมนุม เพื่อสังฆายณา นั้น คุณต้องไปทำความเข้าใจในการตีความคำว่าชุมนุมกับการประท้วง คนละอย่างกันเจตนาต่างกัน ผลบวกลบ วัดปริมาณอคติที่มาจากอัตตาผลตรงข้ามกันเลย แค่นี้ก้คนละอย่างแล้ว ถ้าภาษาไทยมีปัญหา?





จากคุณ : ตอม - [ 18 ก.พ. 47 13:38:41 A:203.107.209.198 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 92

มองข้างหน้าดีกว่าครับเรื่องนี้ควรจะจบให้เร็วที่สุด หรือได้แล้ว ? ฝ่ายดูแลฯเขาก็มีเหตุ(สังฆราสป่วย)เป็นปัจจัยในการประทำอย่างนั้น


ส่วนเกียรติ หรือความก้าวล่วงหรือไม่นั้นผู้ที่ถุกกระทำท่านก็คงไม่ได้ไปตึดยึดกับเรื่องที่ใครไปปรุงแต่ง ขัดแย้งกันไปเอง หรือยังงัย นั้นถ้าตีความอีกอย่างก้อาจจะถือว่าเป็นการขัดพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านก้ได้ ทั้งหมดเราปรุงแจ่งกันไปเองทั้งนั้นหรือเปล่า?ส่วนความถูกต้องนั้นก็ค่อยๆคุยกันหาทางออกร่วมกัน



งานการจัดระเบียบพระศาสนานั้นยังมีเป้าหมายที่จะต้องทำอีกเยอะที่สร้างสรรค์กว่านี้ ผมว่าคุณวิษณุนั้นเดินเรื่องนี้มาแค่สองสามก้าวเองก็เหยียบขี้หมา เป็นปัญหากลิ่นไม่โสภาไปทั่วประเทศ เสียภาพไทยเมืองพุทธ และเขายกย่องให้เป็นศาสนาแห่งสันติจากสหประชาชาติ



ภาพแบบนี้มันจะสวนทางไหม? คนที่อ้างว่าเพื่อพระศาสนานั้นควรจะต้องคิดให้รอบคอบหลายมิติ อย่าลงไปแคะอัตตากับเรื่องที่มันควรจะคุยกันได้มาขยายแผลอีกเลยและกระทู้นี้วานเจ้าของกระทู้มาช่วยปิดที



แล้วจะตั้งเป็นกระทู้ใหม่ที่สร้างสรรค์กว่าที่ "เราสมควรจัดระเบียบ ผลประโยชน์พระศาสนาอย่างไร? จะดึงศรัทธาทางศาสนาที่ถุกต้องมาด้อย่างไร? ดีกว่า แล้วจะมาช่วยคุยและเลกเปลี่ยนกันหาทางออก



การเดินวนอยู่แต่กับเรื่องนี้หลายๆรอบ นอกจากจะไม่เจอทางออกทางแก้ปัญหาแล้วยัง ไปต่อไม่ได้? จริงไหม?คุณโจโจ้ เห็นคุณวนอยู่ที่ลานธรรมนั้นจะเกือยเดือนแล้วนิ แผ่นเสียงหรือ ซีดี ก็ตกร่องแล้วตกร่องอีก?


ดีที่อยู่แคในห้องนั้น ไม่สาธารณะเท่าไหร่?ไม่ใช่อะไรหรอกผมสงสารซีดีมัน เหนื่อยแทน?


จากคุณ : ตอม - [ 18 ก.พ. 47 15:01:40 A:203.107.209.198 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 93

คุณ ตอม เท่าที่ดู คุณพยายามดีนะครับ แต่จะยอมรับตัวเองหรือเปล่าว่า เอาความคิดตัวเองเข้าไปจัดการ และออกมานำเสนอเรื่องอยู่เหมือนกัน


ขอยกมา “เนื้อหาสาระผมฟังแล้วอ่านแล้วทุกด้าน ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย”

***** ^_^ ยิ้มให้ความคิดคุณ หนึ่งที ค่อยๆ ศึกษานะครับว่า พ.ร.บ. เจ้าปัญหามีปัญหาอะไรบ้าง ถ้าบอกว่าไม่เกี่ยวคงไม่ใช่เพราะ เจ้าของเรื่องที่ดันออกมา เอาเรื่องนี้มาเล่น .. ดูว่า เมื่อ พ.ร.บ. นี้ผ่านแล้ว “พุทธศาสนา” ในไทย ที่ใช้กฎหมายนี้ จะมีอะไรเหลือบ้าง ถ้าไม่ใส่ใจจะศึกษาก็ช่าง ไม่มีปัญหา เพราะการที่คุณออกมาบรรยายตามเวปแบบนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ใบตองแห้งมันไหวๆ จริงไหม


ขอยกมา “คือฝ่ายหนึ่งติดยึดในรูปแบบหรือวิธีการเกินไป(ซึ่งค่อนข้างจะสับสนโดยเพาะในบทบาทของผู้ที่ไม่ติดยึด,สติ) และอีกฝ่าย มองปัญหาในภาพรวม และการเร่งแก้ปัญหาหรือใส่วิธีบริหารจัดการ ไปตามบทบาทและหน้าที่ของเขา แต่ขาดความละเอียดรอบคอบในขั้นตอนการปฎิบัติ โดยเฉพาะมองข้ามความละเอียดอ่อนความต่างในมิติของระบบอาวุโสอุปถัมภ์หรือใครมีผลประโยชน์แอบแฝงยังงัย(อันนั้นเป็นเรื่องของการกล่าวหาขยายผลความขัดแย้งไม่พุดดีกว่า )”

***** เก่งจังเลยครับ แต่ความคิด ยังมองในมุมแคบมากๆ ทั้งที่พยายามบอกว่าตนเองคิดในมุมกว้าง


ขอยกมา “ดังนั้นวิธีการแสดงออกถึงความคิดต่างเพื่อยืนยันความคิดของตัวเองจึงมีหลายอย่าง และกำหนดไว้ในระเบียบ, กฎแบบอ่อน คือศีล ,วินัย จนมาเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญทั้งในแบบนิติ,รัฐศาสตร์”

***** เฮ่อ… จับแพะ ชนแมลงสาปยังไงไม่รู้ ไม่รู้ว่าอันไหน โลก อันไหน ธรรม … ศีลเนี่ยนะอ่อน คุณตอมถือได้หรือเปล่า ตัวหักเสียกระมัง


ขอยกมา “คราวนี้แม้แต่ผู้มีหน้าที่เป็นผู้นำการอ่านแผนที่(พระป่า) ก็ยังแหย่ขาลงมา"สหบาทากับเขา" ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติมากจนต้องถามว่ามันเกิดอะไร?ขึ้น”

***** คิดเองหรือเปล่า ชี้แจงสิครับว่า ตรงไหนเรียกว่า “สหบาทา” ปากเปาะพาไปเรื่อยเปื่อย


ขอยกมา “ทำไมเราจึงไม่ใช้หลักปรัชญาหลักของพุทธมาแก้ไขปัญหานี้ ที่ ศิล(วินัย,บทบาท,หน้าที่) สมาธิ(สัมมาสติ) ปัญญา ยึดหลักทางสายกลาง การประณีประณอมการเข้าหาธรรมชาติของอัตตา(ความต่าง)”

***** ยิ่งยกยิ่งเห็นชัด พุทธศาสนา ไม่ใช่ปรัชญาครับ จะจับเอาแค่ปรัชญาก็ได้ แต่มันจะไปลดความเป็นจริงเอา แต่ไม่เป็นไรเรื่องนี้ไม่มีปัญหาเพราะมองต่างมุม แต่สิ่งหนึ่งชี้ได้ชัดเลยว่า คุณศึกษาพระพุทธศาสนาน้อยมาก มิต้องพูดถึงการปฏิบัติธรรม (ไม่ต้องนั่งหลับตาหรอกครับ นำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันเขาก็เรียกปฏิบัติแล้ว แต่การคิดๆๆๆ แบบนี้แบบคุณตอม นี่ยังไม่ใช่) เห็นว่ายก สัมมาสติ เอ้า เข้าใจไหมว่า สัมมาสติเป็นไง อันนี้มั่วไม่ได้ครับ (เคยสัมผัสหรือไม่ก็ไม่รู้) และที่บอกปัญญาและอธิบายมานั้น เฮ่อ… ไปทำความเข้าใจใหม่ครับ อย่ายกมาและอธิบาย “เอง” แบบนี้


ที่จริงคุณตอมเอง ต้องทำความเข้าใจการรวมตัวของพระป่าเสียใหม่นะครับ ว่า มารวมตัวได้อย่างไร ใครบ้าง อย่างไร มารวมกันที่ไหน อาการรวมเป็นอย่างไร กิจที่ทำคืออะไร ในพระธรรมวินัยมีระบุไว้ไหม แล้วเอามาเทียบเคียงกับนิยามที่คุณตั้งเป็นบรรทัดฐานในตัวคุณเองหรือเปล่า


ส่วนเรื่องข้างหน้า นั้น ดูคุณพูดเหมือนว่าเป็นคนสำคัญที่จะจัดการอะไรได้เนอะ … ล้อเล่น … ก็เป็นเสียงหนึ่ง แต่ทางที่ดี เรามาคุยกันโดยเอาข้อมูลที่ต่างเข้าใจมา แจกแจง ดีกว่า ส่วนใครจะเห็นด้วยอะไรอย่างไร ก็เป็นเรื่องของบุคคลไป ไม่ควรมาดูถูกเขา จริงไหมๆๆๆ



จากคุณ : ^_^ - [ 18 ก.พ. 47 16:29:10 A:203.145.3.2 X:203.145.2.82 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 94

หลายคนที่กล่าวหา หลวงตาพระมหาบัว ทั้งพระทั้งฆราวาส
ที่ใช้วาจาต่ำต้อย ย่อมเห็นแล้วว่า ด้อยธรรมะในจิตใจ แม้ศีลห้า ก็ยังไม่ผ่านพ้น แล้วจะโอ้อวดรู้หลักธรรมคำสอนได้อย่างไร
ธรรมะ มิได้มีไว้ให้อ่าน ท่อง สวด พร่ำบ่นไปวันๆ แล้วคุยโว ว่าฉันรู้แล้ว เข้าใจแล้ว แล้วไปอวดคุยโวสั่งสอนผู้คน
หรือ ปกครองพระสงฆ์ องค์อื่น
ศาสนา จะเสื่อมทรุด หากมีพระที่หลงตน กล่าวสามหาวต่อหน้าผู้คน เราเฝ้ามองหลายครั้งหลายครา มหาฯ ที่อวดกล้า
หาได้เข้าใจหลักธรรมไม่ ตราบใดใจไม่สงบ ย่อมไม่ผ่านพบเห็นธรรม
ธรรม เกิดจากการปฎิบัติ หาได้เกิดเพราะท่องจำ หรือสอบนักธรรม นะท่าน


จากคุณ : จิตวิญญาณ - [ 19 ก.พ. 47 00:41:09 A:203.170.141.241 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 95

บางส่วนของเทศน์ หลวงตามหาบัว :

“..... ความชอบธรรมตามหลักของนักบวชและนักปฏิบัติ ต้องเป็นนักไตร่ตรองดูเหตุดูผล และดูความประพฤติของตัวอยู่เสมอ บกพร่องตรงไหน รีบแก้ไขเป็นลำดับ ไม่ยอมนอนจมอยู่กับความหมักหมมนั้น และไม่คำนึงว่ายาก หรือ ง่าย เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงงานที่ดำเนิน จะยากหรือง่ายก็ทำให้ถูกต้องตามธรรม และสมบูรณ์ขึ้นตามเจตนาที่ตั้งไว้ ไม่ยอมถอยหลังให้กิเลสหัวเราะเยาะเป็นอันขาด เพราะเราเคยอยู่ใต้อำนาจของเขามานานแสนนานแล้ว พอจะทราบผลดี ชั่ว สุข ทุกข์จากเขา ไม่เป็นที่น่าสงสัย โปรดใช้ความสังเกตตัวเองอย่างใกล้ชิด

จิตถ้าได้รับการบำรุงในทางที่ชอบ จะนับวันเจริญก้าวหน้าไม่ถอยหลัง เพราะคำว่าจิต ไม่ว่าจิตใครที่ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมาในโลก ต้องเป็นจิตที่มีกิเลสอาสวะเป็นเครื่องดองเหมือนกัน อย่าเข้าใจว่าจิตของใครจะเก่งกล้าสามารถไปเองโดยที่ไม่ได้รับการอบรม จะฉลาดแค่ไหนก็ฉลาดอยู่ในวงของกิเลสเป็นผู้ควบคุมนั่นแล เหมือนนักโทษในเรือนจำจะเป็นประเภทลหุโทษหรือครุโทษ ก็นับเข้าในจำนวนบุคคลผู้ต้องโทษและถูกคุมขัง ทั้งเป็นบุคคลประเภทที่หมดความหมายในความเป็นอิสระแก่ตนเองเช่นเดียวกัน“


จากคุณ : ^_^ - [ 19 ก.พ. 47 12:55:25 A:203.145.3.1 X:203.145.2.82 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 97

ขอชี้แจงกับทุกท่าน ว่าผมไม่มีเจตนาสนทนากับคุณตอมอีก จนกว่าคุณตอมจะลดความ "หนา" ลง

ที่มาชี้แจง คือเอาข้อมูลให้ผู้อื่นทั้งสิ้นครับ ผมไม่มีความสามารถเจาะผ่านความหนาของคุณตอมไปได้ และจะไม่เสียแรงและเวลาคุยกันคุณตอมอีก


จากคุณ : นายโจโจ้ - [ 19 ก.พ. 47 13:12:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 98

ยศช้าง ขุนนางพระ

..................................................

ละกิเลศกันแล้วหรือยัง


จากคุณ : Steeringwheel Father - [ 19 ก.พ. 47 15:45:17 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 99

ยศช้าง ขุนนางพระ

..................................................

ละกิเลสกันแล้วหรือยัง


จากคุณ : Steeringwheel Father - [ 19 ก.พ. 47 15:45:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 100

เอ้ายังอยู่อีกเหรอ ยังอยู่ก็คุยต่อ(ต้อนรับผู้มาเยือน) ยินดีต้อนรับครับ?

ตอบใครดีก่อนหล่ะ (พอดีผมได้ทุกแนว) ปุถุชนมาก็ผมก็ปุถุชนกลับ เหตุก็ว่าไปตามเหตุผลก็ว่ากันไปตามผล แต่ถ้าระดับอริยะบุคคล ก็คงไม่ต้องมาชี้แจงเหตุและผล เพราะสูงกว่านั้นในความ"เป็นเช่นนั้นเอง"??? กับ0(ไม่ได้อ่านว่าศูนย์) อ่านได้ตามภูมิธรรมและอัตตาของใคร ผมก็ปุถุชนเลยอ่านค่านี้ยังไม่ได้???


ตอบคุณ#93 ก่อนแล้วกันกับข้อหาผมปากเปาะกล่าวหาพระป่า ผมได้เสนอความคิดเห้นไว้ใน#ที่78กับ80ประกอบเหตุ ,ผลที่แสดงทรรศนะไปแบบนั้น


ส่วนหาว่าผมมั่วอันไหน?โลกอันไหน?ธรรม ผมตอบตามหลักของ อิทัปปัจจายตา,อตัมสกสูตร ความเกี่ยวเนื่อง ,หนึ่งคือในนั้น ทุกศาสตร์เกี่ยวโยงกัน จากการมารวมกันของจิตอัตตาระดับปัจจเจกรวมกันเป็นพหุฯสังคม

ธรรมมะหรือศิลก็คือกฎกติกา ของการจัดสมดุลให้กับอัตตาหลายๆอัตตาที่มารวมกัน ตามหลักการประณีประณอมกับธรรมชาติของความต่าง คือรากเหง้าหรือจิตสำนึก การเคารพสิทธิหน้าที่ ของตัวเองและผู้อื่นตามแบบประชาธิปไตย มีผลบังคับทางจริยธรรม



เป็นมาตรการทางจิตสำนึก การบังคับใช้ จึงใช้ หลักจริยธรรมจิตสำนึก หรือวินัยในการควบคุม การกระทำ(ผลกรรม)ในทางเบียดเบียน แบบอ่อนไม่มีบทลงโทษรุนแรงแบบนิติฯ แต่ความต่างของมนุษย์ได้พัฒนาความหนาของกิเลสจากสังคมที่ซับซ้อนด้วยโลกาภิวัฒน์ของมัน


มาตรการแบบอ่อนทางศาสนาจึงไม่สามารถใช้ไม้บรรทัดทางศาสนาขีดกรอบเป็นกระด้ง(กิเลสที่หนาๆ แบบที่โจโจ้ว่าน่ะ) อยู่ การเบียดเบียนกัน ขยายวงกระเพื่อมของกรรมตามหลักอิทัปปัจจายตาไปยังอัตตาอื่นๆ ที่รุนแรงและหยาบมากเกินกว่ามาตรการทางศาสนาจะรับได้


จึงต้องส่งต่อให้เป็นหน้าที่ทางนิติฯ ที่เป็นมาตรการแบบแข็ง(บางอ้อหรือยังคุณ93นกบิน จะคุยกับผมชื่อยังไม่กล้าลง)ช่วยกักบริเวณ(จำคุกคุมประพฤติ หรือประหาร ที่มาตรการทางศาสนาจับคนมาฆ่าไม่ได้ผิดศิล) กับอกุศลกรรมในทางเบียดเบียนผู้อื่นที่หยาบขึ้นรุนแรงขึ้น รวมทั้งมาตรการทางรัฐศาสตร์ และ การบริหาร จัดการกับความต่าง


ดังนั้นมิติทางพหุฯสังคมจึงไม่ได้ใช้มาตรการทางสาสนาอย่างเดียว ยังตั้งประกอบไปด้วยหลายศาสตร์ ตาม อวตัมสกสูตร(หนึ่งคือในนั้น) และความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวโยง ตามหลักอิทัปปัจายตา หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ที่ผมใช่คำว่าปรัชญานั้น เพราะปัญหาความต่างของมนุษย์(ดอกบัวสี่เหล่า)



มันรวมความต่างในระดับความละเอียด ในแต่ละอาร์ซี ของแรลลี่พุทธศาสตร์ การพูดถึงปรัชญาก็คือการพูดให้สั้นให้คอบคุมในภาพทั้งหมดหรือภาพรวม พูดง่ายๆก็คือคล้ายแก่น หรือแก่นนั้นแหล่ะอันเดียวกันแต่อยู่ที่ความลึ้กซึ้งละเอียดในการเข้าถึง จึงเรียกต่างกันตามความต่างของสภาวะนั้น?


ปุถุชนจึงเรียกว่าปรัชญา ศาสนาอาจะใช้คำว่าแก่น ผมจึงยก"ไตรสิขา"มาประกอบการนำเสนอปรัชญาแห่งพุทธ เพื่อให้เข้าใจง่ายและส่วนตัวผมก้ไม่ค่อยชอบแกะมาม่าไวไวควิ๊ก ความรู้กึ่งสำเร็จรูปมาแปะให้ใครอ่าน


ผมจะทำความเข้าใจ แล้วเสนอออกไปตามความเข้าใจในแบบของผมคุณก็จะอ้างว่าผิดผมจึงบอกว่า เนือ้หาสาระเอาว่าอันเดียวกันไหม? เพราะพุทธ แท้คือพุทธะ (จิตประภัสสร ที่ได้มาจากการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา มีอริยสัจสี่เป็นแผนที่ในรายละเอียด ประกอบการฝึก)พุทธเดียว แต่ความเหนียวของเปลือกวิธีการสีสันเท่านั้นที่ทำให้ต่างออกไป


พุทธจึงมีสภาวะเรียบง่าย แต่"สัมบูรณ์"เป็น"อกาลิโก"( จริงเหนือกาลเวลา) ดังนั้นภาษาในการสื่อผมจึงยึดหลัก เรียบง่าย ถ้าบังเอิญว่าพระพุทธเจ้าใช้ภาษาไทยสมัยพุทธกาลนั้น พระไตยปิฎก แปดหมื่นพระคาถาคำสอนนั้น เด็กอนุบาลก็น่าจะอ่านได้ ไม้ต้องเปรียญสูงๆ แล้วออกมาพูดจาไม่รู้เรื่อง


คนฟังก็ไม่รู้คนพูดก็ไม่รู้(คนพูดตั้งใจจะไม่ให้รู้จะได้รู้สึกสูงกว่าคนฟัง) สรุปเป็นการสื่อสารที่ขาดคนฟังอย่างเข้าใจ แต่ได้เฉพาะ ภาวนาให้เกิดศรัทธาและสติเท่านั้น แต่ปัญญาไม่เกิด???


ดังนั้นธรรมมะ ที่เป็นอกาลิโก (จริงเหนือกาลเวลา) จึงไม่ควรไปติดยึดว่าใครพูด เพราะบางที่เด็ก ปฐมฯท่องศิล ห้ามเล่นการพนัน ขณะที่พ่อกำลังจะเอาเงินร้อยบาทสุดท้ายแทงไฮโล ฉุกคิดขึ้นถึงเงินค่ากับข้าวลูกได้ แถมลูกก้แค่ท่องไม่ตั้งใจ บางทีกุศลในทางให้สติยังแรงกว่า ตอนที่พ่อเมาๆแล้วเข้าวัดรับศิล จากเจ้าอาวาส


จริงไหม?ครับ 94 95

ส่วนคุณ โจโจ้ บ้ายบ่าย โมหจริต แบบนี้ไม้หน้าสามยังเรียกสติคืนไม่ได้ ผมปุถุชนคนธรรมดาวิเศามาจากไหน?จะพูดให้เข้าใจได้


จากคุณ : ตอม - [ 19 ก.พ. 47 16:24:00 A:202.176.90.142 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 101

เอ้า ก็ ok ครับ อธิบายแบบนี้ ในวงจำกัดแบบนี้
ต้องเอาสิ่งที่ต้องจากความคิดตนเอง ออกมาเป็นกติกากันก่อนแบบนี้ก่อน ถ้าคุยกันใน "วง" แบบนี้ ก็ ok ... แต่

๑. อย่าเอาไปตัดสิน ความถูกต้องทั้งหมดที่ย่อมกันลงมาพูด
เพราะจำกัดจำเขี่ย ความจริง จนเหลือแค่สิ่งที่ปุถุชนอัน "หนา" อันนี้คุณก็จำเขามาใช้ ผมจำจากคุณอีกที)
**** เพราะฉะนั้นยกกลับไปตัดสินจากจุดเดิมไม่ได้

๒. จะสนใจไปใยชื่ออะไร แต่สำหรับผมก็ไม่มีปัญหาถ้าจะบอก ที่ตั้งไปตามเรื่องตามราว ก็เพราะจะได้รู้สึกดีๆ ไม่เครียด ^_^ อันนี้คือ หน้ายิ้มครับ ไม่ใช่นกบิน เห็นไหมๆ ความคิดคนเราไม่ถูกเสมอไป

๓. เรื่องพระป่าที่มานั้น บอกแล้วให้ไปหาข้อมูลที่เป็นความจริง ด้วยตัวของคุณเอง จะวิธีไหนก็สุดแล้วแต่ … ผิดพระวินัยไหม อาการเป็นอย่างไร มาที่ไหน มากันเพราะอะไร มากันได้อย่างไร … สมควรไหมกับคำว่า “สหบาทา” และ/หรือ “ม๊อบ”

จาก นาย "ฬ" .. ตามหาได้ การแสดงความคิดเห็นของผม ไอพีแอดแดรสก็มิได้ต้องการปกปิด เป็นตัวเดิมตลอดแถมมีปรากฎทุกความคิดเห็น


จากคุณ : ฬ - [ 19 ก.พ. 47 18:20:45 A:203.145.3.1 X:203.145.2.82 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 102

ดังนั้นธรรมมะ ที่เป็นอกาลิโก (จริงเหนือกาลเวลา)
**********
แปลทำนองว่าปฏิบัติเมื่อไหร่ ก็ให้ผลเมื่อนั้น ไม่มีเวลาเฉพาะของมัน ไม่ล้าสมัย

ส่วนคุณ โจโจ้ บ้ายบ่าย โมหจริต
********
นายตอมคงต้องการพูดว่า โทสจริตมากกว่า
โมหจริต

โมหะ แปลว่า หลง ไม่ได้แปลว่าโกรธ

และโจโจ้น่ะ ไม่ได้ใช้โมหะ
นายไม่รู้จักเขาอะดิ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
ขำ

คนอย่างนายจะรู้อะไร?
ฮ๊วยmad




แบบนี้ไม้หน้าสามยังเรียกสติคืนไม่ได้
********
บุญนายน่ะ หึหึหึ อย่าไปยุ่งกับโจโจ้เขาเลย
เขาเก่งกว่าใครหลายคนที่ชั้นรู้จัก
ถ้านายรู้ว่าเขาปฏิบัติได้แค่ไหน
อาจเอาหน้าถูพื้น แก้อาย

ผมปุถุชนคนธรรมดาวิเศามาจากไหน?
******
คนหนามากกว่ามั้ง กิเลสหนามากน่ะ
นายจับไม่ออกว่าโจโจ้เขาเบา
แต่นายหนา-หนัก ไม่รู้ด้านด้วยเป่า


จะพูดให้เข้าใจได้
******
หยั่งนายอะ?
ปทปรมะ นำพระสัทธรรมมาบิด มาตัดปะ
แค่กรรมนี้ ปัญญาก็จะทรามต่อไปอีกมาก
ดังนั้น คงหวังไรกะนายไม่ได้หรอก ในเรื่องทางธรรม


จากคุณ : หน่าย - [ 20 ก.พ. 47 03:29:50 A:203.149.29.227 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 103

เป็นกระทู้ที่ให้ทั้งข้อมูล ข้อคิด
ทั้งทางกว้าง ทางรก เอ้ย! ทางลึก
แนวตื้น ด้านสูง ระนาบต่ำ ฯลฯ
ช่างหลากหลายดีแท้ ขอขอบคุณทุกท่าน
แต่สิ่งที่ผมเห็นเด่นชัด และประทับใจที่สุด
คือความเป็นตัวตน และทิฐิ ของบางท่าน
ขอบคุณยิ่ง ที่เอาอะไรมาให้พิจารณา
55555


จากคุณ : อวสาน - [ 20 ก.พ. 47 05:16:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 104

ดูรายการ ถึงลูกถึงคนแล้วอยากพูดต่อ จริงๆแล้วเรื่องนี้ถ้ากลุ่มนายทองก้อนออกมาเคลื่อนไหว ในประเด็นอื่น และไม่ลากเอาสัญญาลักษณ์แห่ง สติ, สันติ,ความสงบ,ความศรัทธาบวกความคาดหวัง ของพุทธศาสนิกชน ต่อพระศาสนา และที่สำคัญผู้นำทาง อย่างพระวัดป่า ลงมาเกี่ยวข้อง แบบ สวนทางต่อบทบาท ,หน้าที่, สร้างความสับสนในภาพแบบนั้น แต่เพื่อตอบสนองอัตตาของตัวเอง แบบประชาธิปไตย"ฉัน" ผมก้จะเห็นความมุ่งมั่นกล้าหาญในการพิทักษ์สิทธิของตัวเอง(เรื่องนี้มันอิทัปปฯไปถึงทุกคน)และสังคม



แต่ผมยังเห็นว่าคุณทองก้อนเข้าใจในหลักประชาธิปไตยในภาพเดียวคือสิทธิ ? แต่ไม่เข้าใน คำว่าบทบาทและหน้าที่ เพราะโดยสภาพความเป็นจริงของประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้ตอบสนอง ความคาดหวัง ไปตามความต้องการของทุกๆสิทธิ์ ทุกๆคำเรียกร้องแต่ประชาธิปไตยคือภาพรวม ของความถูกต้อง,พอดี,พอใจ,และเป็นการจัดสมดุลของความต่าง ยึดหลักความถูกต้อง(ถูกต้อง)ของเสียงส่วนใหญ่


ถ้านายทองก้อนจะอ้างสิทธิ์และมุ่งไปที่นิติฯ (ข้อกฎหมาย) สิ่งที่คุณทองก้อนอ้างมาก็มีส่วนถูก คุณวิษณุ ก็ ทำได้ในข้อกฎหมาย ดังนั้นข้ออ้างหลักๆในทางนิติฯข้อกฎหมายที่เป็น ไฮไล้ท์เป็นประเด็นหลัก ของคุณทองก้อนต่อความผิดของคุณวิษณุก็ไม่ได้ชัดเจนยังต้องพิสูจน์ในหลายๆกระบวนการ เรื่องแบบนี้ในมิติทางพุทธศาสนา ที่ว่าด้วยเรื่องเหตุ,ผล,สติ,สันติ แล้วทำไมถึงดึงเอาสัญญษลักษณ์ตรงนี้ไป แสดงออกถึงความคิดต่างในภาพที่สุดโต่งรุนแรงลามปาม( เบื้องสูง)ขนาดนั้น???


ดังนั้นการพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องใช้ ศาสตร์อื่นในความเกี่ยวเนื่อง และเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการต่อความต่างของอัตตาปัจเจก ที่ขัดแย้งในทางพหุฯสังคม ทั้งรัฐศาสตร์ การบริหารจัดการต่อความต่างในภาพที่กว้างออกไป ลงไปจนถึงมิติของฐานรากของมวลชน ผู้ที่ถูกวงกระเพื่อมในทางอิทัปปัจฯ จากผลการกระทำ(กรรม)ครั้งนี้


ก็คือการสะท้อนเสียงจากประชาชน ประชาชนส่วนใหญ่เขามีปฎิกิริยาอย่างไร? เขาคิดอย่างไร? เมืองไทยประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอ? แบบนั้นเขาเรียกประชาธิปไตย(ฉัน) ควรจะยึดประชาชนเขาคิดอย่างไร?เห็นด้วยหรือคัดค้านนายทองก้อน? ไม่ใช่อ้างใคร???



แต่เท่าที่ดูในรายการแทนที่นายทองก้อนจะเขาใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสะท้อนในมิติของประชาชน แต่นายทองก้อนกลับ ไปอ้างเบื้องสูง(อาจจะประจวบเหมาะกับการที่กลุ่มนายทองก้อนมีแนวคิดที่จะเสนอกฎหมายใหม่ต่อการแต่งตั้งฯเป็นโดยพระราชอำนาจ)


โดยขาดความเข้าใจในมิติทางรัฐศาสตร์การปกครองแบบประชาธิปไตย(ไม่ใช่สมบูรณ์ฯ)อย่างในประวัติศาสตร์หรือพุทธกาล การที่นายทองก้อนกล่าวอ้าง เบื้องสูงผ่านรายการแบบนั้น เพื่อดึงน้ำหนักจากศรัทธามวลชน ไปใส่ หรือตอบสนองอัตตาแนวคิดของกลุ่มพวกตนนั้น


อันนั้นยิ่งขยายแผลขยายผลปัญหาไปกันใหญ่ """ถ้าเกิดมีคนคิดจะตรวจสอบคำกล่าวอ้างเบือ้งสูง"""อันนั้นของนายทองก้อน (เหมือนกับที่นายทองก้อนไปกล่าวหาว่าฝ่ายรัฐอ้าว่าสังฆราสประชวร) อันนี้ผมว่าถ้าศรัทธาที่มีต่อในหลวงจริงทำไม? สังคมไทยยอมให้ใครกล่าวอ้าง อะไร?ง่ายๆแบบนั้น


ส่วนตัวผม เรื่องนี้จะจริงไม่จริงอย่างไร? แม้จะจริงแต่ผมไม่เชื่อ???(คำนี้ตั้งใจพิมพ์) ผมขยายความเป็น เรื่องเล่า ,นิทาน(จำชื่อไม่ได้)ยักษ์ เฝ้าประตูเมืองตนหนึ่งที่คอยล้างเท้าให้เทวดาก่อนเข้าเฝ้าองค์อิศวร และโดนเทวดาแกล้งบ้างแหย่บ้างจนกลายเป็นความเก็บกด แล้ววันหนึ่งองค์อิศวร เห็นถึงความเป็นผู้รักรักษาหน้าที่ ปฎิบัตหน้าที่ ด้วยความท้อถอยอดทนจึงทรงจะให้พร


ยักษ์ตนนั้นด้วยความคับแค้นใจเทวดา จำได้ว่าของพระอิศวร ให้นิ้วนั้นชี้ใครเป็น ใครตายได้ ตั้งแต่นั้นมาเหล่าเทวดาก็เดือดร้อน เพราะการเอาคืนของยักษ์ตนนี้จากการหลงตัวเองแปรเจตนา ที่ดีขององค์พระอิศวรเป็นการแก้แค้น สำคัญตัวเองผิด คิดว่าตัวเองได้รับความไว้วางใจ


เพราะตอนนั้นในเงื่อนไข,ปัจจัย,ตัวแปรการ(ผมไม่อยากลึกไปถึงข้อมูลที่ประจบด้านเดียว)ต่อการให้พรต่อยักษ์ตนนั้นการหลงตนของยักษ์ตนนั้นนั้นแหล่ะที่ผมว่า ไม่เชื่อในเจตนาอะไร??? ที่นายทองก้อนเอามากล่าวอ้าง โดยสำคัญตัวเองผิดไป อะไร?หรือเปล่า


ผมยิ่งเห็นนายทองก้อนชี้แจงยิ่งเห็นวิธีการนำเสนอความคิดต่าง ที่ไม่เหมาะสม ออกมาในภาพกร่างรุนแรงเติมความสับสนขัดแย้งลงไป ที่นอกจาก พระ ผู้ไม่น่าจะลงมาได้ขนาดนั้นแล้วนี่ยังจะดึงเบื้องสูงลงมาอีก แล้วศรัทธาที่ถูกต้องต่อ พระศาสนา ,พระสงฆ์ ,พระมหากษัติย์ ของคนไทยอยู่ไหน? ทำไมปล่อยให้ กลุ่มนายทองก้อนลากไปลากมาแบบนี้


ทั้งที่ความผิดต่อประเด็นรองวิษณุนั้น มันแค่เรื่องนั้น มันควรจะแค่ตรงนั้นไม่ใช่ ขยายแผลโยงเรื่องโน้นดึงเรื่องนั้นมา สนับสนุนความคิดต่างของตัวเอง ทั้งที่วิธีการนำเสนอความคิดต่านั้นมันมีหลายวิธีให้เลือกใช้ที่เหมาะสม(ผมก็ไม่ได้ค้านกฏหมายก็เปิดช่องไว้ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม)


แต่การดึงคนนี้คนนั้น ลงมายุ่งเกี่ยว เพื่อสนับสนุนรวมรวมสมัครพรรคพวกเพื่อยืนยันความคิดต่างแบบเจตนาใช้กำลังกดดัน นั้นมันสื่อถึงภาพต่อไปของความรุนแรง แบ่งพวกตีกันชัดเจน(เผาหุ่น เขียนหนังสือเลือดให้พระมาทำนิคหกรรม แล้วยังมาบอกว่าพระไม่ได้เกี่ยวไม่ได้ร่วมด้วย)


ผมจึงเห็นว่าการอ้างสิทธิ์ของนายทองก้อน ผมก็เข้าใจ และกติกาก็เคารพสิทธินั้นในขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน และก็ขอให้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวคุณทองก้อนดีไหม? ส่วนใครจะเป็นแนวร่วม แล้วอ้างการชุมนุมอย่างสงบนั้นข้อกำหมายก้ให้ได้แค่ไม่ไปละเมิดสิทธิใคร


รวมทั้ง ความไม่เหมาะสมในการ ไปโยงดึงคนนั้นคนนี้ที่เป็นสัญญาลักษณ์ทางศรัทธา เพื่อดึงแนวร่วมนั้นผมมองว่า แนวคิดนี้อันตราย อาจขยายแผลแบบน้ำผึ้งหยดเดียวได้


จากคุณ : ตอม - [ 20 ก.พ. 47 10:12:56 A:202.57.175.71 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 105

สำหรับผม เนื่องจากไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง จึงออกความเห็นชัดๆไม่ได้ แต่ก็ขอร่วมแจมเป็นประเด็นๆดังนี้

1.นี่ไม่ใช่การแต่งตั้งพระประมุขสงฆ์ แต่ แต่งตั้งพระมาปฏิบัติหน้าทีแทน โดยผ่านเถรสมาคม

2.ทำไมพระต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์

3.ทำไมพระต้องใช้เงิน

4.ทำไมวัด ต้องสร้างวัตถุราคาหลายสิบล้าน หลายร้อยล้าน

5.ทำไม และ อีกหลาย ทำไม ที่ผมสงสัยตั้งแต่เด็กๆคือ พระพุทธเจ้าหนีออกจากเมืองเข้าป่า

แต่พระในปัจจุบัน หนีจากป่า เข้าเมือง

ผมคนไทย นับถือพุทธ ตามวัฒนธรรม คือเกิดมาก็ระบุในใบเกิดเลยว่า ศาสนาพุทธ ส่วนเนื้อนาจริงๆของศาสนาเป็นอย่างไร ก็รู้แค่หางอึ่ง แต่รู้เพียงแต่ว่า ทุกครั้งที่ไปวัดป่า จะรู้สึกจิตใจสงบ ร่มเย็น

แต่ถ้าเข้าวัดเมืองที่ไหร่ อึกทึกวุ่นวาย คนของวัดก็หน้าดำคร่ำเครียดขายวัตถุมลคล มีหนัง มีละคร ให้ยุ่งวุ่นวาย

ดูไปแล้ว ก็ไม่เห้นมันจะเป็นสถานที่ ที่น่าจะเรียกว่าวัด ได้เลย.....

ผมอยากให้วัด กับ พระ เป็นวัดกับพระจริงๆ เดินตามคำสอน เดินตามพระวินัย

ส่วนวัตถุ ที่จะแสดงความเป็นไทย ความเป็นพุทธ ผมว่าก็สงวนไว้สำหรับพระอารามหลวงก็เพียงพอครับ

ส่วนเรื่องที่กำลังถกเถียงกันนี้ ผมว่า เพียงแค่คุณทองก้อนขอเข้าเฝ้าพระสังฒราช พร้อมสือมวลชนทุกค่าย ก็เพียงพอ ที่จะแสดงให้คนไทย เห็นแล้วครับว่า

ใคร...โกหก....ใคร
อย่าบอกนะครับว่า มีใครในรัฐบาลนี้ สั่งห้ามพระสังฆราชออกกิจใดๆ ได้



จากคุณ : ธนูไฟ - [ 20 ก.พ. 47 15:26:01 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 106

เห็นด้วยกับคคห 6 อย่างมาก
ช่วยตามกันกลับขึ้นไปอ่านซัก 100 รอบนะครับ เพราะโดนมากๆ อ๋อ แล้วอย่าลืมเอากลับไปคิดกันต่อด้วยละ ไม่ใช่อ่านอย่างเดียว


จากคุณ : ขอแจม - [ 20 ก.พ. 47 18:47:12 A:210.4.158.199 X:10.1.255.93 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 107

เรื่องนี้ใครยิ่งแสดงตัวยิ่งแหย่ขาออกมา มากเท่าไหร?ทำให้คุณเห็นชัดเจนขึ้น ใครอยู่ข้างหลัง(ภาพ )ป่วน???

จากคุณ : ผมเองมั่ง(ตอม) - [ 20 ก.พ. 47 19:05:48 A:202.57.174.54 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 108

ฐิฑิพระ มานะคนแก่,ยศช้าง ขุนนางพระ
นี้หรือเมืองพุทธ, นี้หรือคนพุทธ, ศีล 5 นะท่องกันครบนับถือกันครบหรือไม่


จากคุณ : pitakhkt (pitakhkt) - [ 21 ก.พ. 47 11:28:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 109

ผมว่างานนี้ คุณวิษณุ เจอแบ็ค(ผู้อยู่ข้างหลัง(ภาพ))การคัดค้านแต่งตั้งฯ ผมเคยแอบคิด แต่ไม่อยากคิดและโยงไปถึงตรงนั้น? แต่ได้รับคำยืนยัน ออกทีวีแล้ว


ถึงเข้าใจว่าทำไม วิษณุถึงน้ำท่วมปาก และได้รับกำลังใจจากส.ว เรื่องแบบนี้กับสถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายหลายเรื่องแบบนี้ เรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นบุญหรือกรรมของคนไทยดี???


จากคุณ : อัตตา(สหบาทาบ้านเมือง) - [ 21 ก.พ. 47 15:35:12 A:203.107.161.50 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 110

ขอเสนอความเห็น.เป็นมุมมองของผู้ที่ประสบความสำเร็จทางโลกแต่มุ่งละวางออกปฏิบัติธรรม....

พระป่า…. อดีตบัณฑิตเกรียตินิยมอันดับหนึ่งรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ชี้ปัญหาวิกฤตพระสังฆราช…
ประเด็นนี้แตกไปยังกระทู้ P2679509


จากคุณ : ตรงประเด็น - [ 21 ก.พ. 47 16:39:07 A:202.183.135.121 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
 
PANTIP Toys