◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ทำไมรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ค่อยมีใครแสดงสปิริต กรณีที่มีความผิดเลย ช่วยตอบหน่อยครับ

    ขอคัดลอกบทความของ อ.เกษม ศิริสัมพันธ์ มาให้อ่านจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการครับ

    ในระบอบการปกครองประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจที่จะทรงยับยั้งร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว



    มาตรา 94 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้บัญญัติไว้ว่า ร่างพระราชบัญญัติใดที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว แต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและได้พระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนด 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมาก็ดี



    ให้รัฐสภาประชุมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ก็ให้นำร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง



    ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยภายในสามสิบวัน ก็ให้ประกาศพระราชบัญญัติฉบับนั้นประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว



    จะเห็นได้ว่ากรณีทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งหรือวีโต้ร่างกฎหมายนั้น ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับหลักการหรือบทบัญญัติอันเป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนั้น



    ถ้ารัฐสภายังยืนยันในร่างกฎหมายนั้นด้วยคะแนนเสียงสองในสามของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าพระมหากษัตริย์ยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยอีก ก็เท่ากับเกิดวิกฤตทางการเมือง เป็นความขัดแย้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐสภาทีเดียว



    ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย มีกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงยับยั้งกฎหมายสองครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในสองกรณีนั้นที่ประชุมสภาได้ยืนยันให้นำร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ในกรณีแรกเมื่อได้ทรงทราบว่าข้อพระราชดำรินั้นตรงกับความประสงค์ของฝ่ายรัฐบาลแล้ว จึงลงพระปรมาภิไธยให้



    แต่อีกกรณีหนึ่งเมื่อสภาลงมติยืนยันตามร่างเดิม เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก็มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยภายในกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ จึงได้มีการประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธย



    เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำไปสู่การสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ในที่สุด



    ฉะนั้นเรื่องพระราชอำนาจยับยั้งกฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งรัฐสภาและรัฐบาลพึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง



    กรณีที่สำนักราชเลขาธิการส่งร่างกฎหมายคืนมาเมื่อเร็วๆ นี้ ก็อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งกฎหมายก็ได้ แต่เมื่อได้พิจารณาจากคำแถลงการณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ศกนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าไม่ได้ทรงยับยั้งในหลักการสำคัญของกฎหมาย แต่เป็นเพราะมีความผิดพลาดบกพร่องในร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ



    ต่อมาได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา และได้มีการลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น ให้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตกไป กรณีนี้จึงไม่ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี



    เนื่องจากร่างกฎหมายที่สำนักราชเลขาธิการส่งคืนมาฉบับหนึ่ง บังเอิญเป็นร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู ซึ่งเป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านและวุฒิสภาเรื่องบัญชีเงินเดือนครูอยู่แล้ว จึงกลายเป็นเรื่องอื้ออึงทางการเมือง ได้กลบเรื่องราวอันเป็นรายละเอียดของกรณีนี้ไปเสีย!



    อันที่จริงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่สำนักราชเลขาธิการส่งคืนมานั้น เป็นเรื่องที่ควรจะได้นำมาพิจารณาทบทวน เพื่อจะได้เห็นถึงความบกพร่องและหละหลวมต่างๆ ในกระบวนการนิติบัญญัติในยุคนี้



    กระบวนการนิติบัญญัติ หรือ LEGISLATIVE PROCESS นั้นไม่ใช่เพียงกระบวนการนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่หมายรวมตลอดถึงการริเริ่มร่างกฎหมาย ตั้งแต่ขั้นตอนต่างๆ ในการพิจารณายกร่างก่อนนำเสนอรัฐสภา จนถึงขั้นตอนต่างๆ ของรัฐธรรมนูญและของข้อบังคับการประชุมสภาในการพิจารณาตรากฎหมายด้วย



    ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อนว่า ร่างพระราชบัญญัติที่สำนักราชเลขาธิการส่งคืนมานั้น ไม่ใช่มีเพียงฉบับเดียว แต่เป็นสองฉบับ ฉบับหนึ่ง คือร่างพ.ร.บ.เหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547



    อีกฉบับหนึ่งคือร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา



    ทั้งสองร่างนี้ที่สำนักราชเลขาธิการได้ส่งคืนมานั้น เป็นเรื่องบกพร่องในการยกร่างและในเรื่องการพิจารณารายละเอียด ในบางกรณีเป็นเรื่องความผิดพลาดของการพิสูจน์อักษรด้วยซ้ำไป!



    ความบกพร่องของร่างพระราชบัญญัติเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นั้น ได้มีข้อผิดพลาดในมาตรา 3 ซึ่งบรรยายลักษณะเหรียญว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงประดับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นเรื่องคลาดเคลื่อน แท้ที่จริงเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลอื่น



    ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยกร่างโดยกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เมื่อถึงชั้นการพิจารณาตรวจร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ได้มีการส่งร่างให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็ให้ความเห็นชอบทุกประการ รวมถึงสำนักพระราชวังด้วย



    เมื่อถึงขั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จึงผ่านเรื่องนี้ไปโดยไม่มีการตรวจสอบในรายละเอียดอีกเลย



    ความผิดพลาดในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นบทเรียนว่า ในกระบวนการทางนิติบัญญัตินั้นต้องละเอียดรอบคอบทุกขั้นตอน ไม่พึงตั้งอยู่ในความประมาทเป็นอันขาด!



    ส่วนร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูฯ เป็นร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีเสนอ เพื่อกำหนดระเบียบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา



    เมื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อรัฐสภา ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ในชั้นวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาตามลำดับ



    ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการร่วมมีความเห็นแตกต่างกับของสภาผู้แทนราษฎร ตรงที่ว่าฝ่ายวุฒิสภาและฝ่ายคณะกรรมาธิการร่วมต้องการให้มีบัญชีเงินเดือนแนบท้ายด้วย ซึ่งตรงกับความเห็นของฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องการให้มีบัญชีเงินเดือนแนบท้าย



    เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจึงใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 176 คือยืนยันตามร่างเดิมของกฎหมายฉบับนี้ของสภาผู้แทนราษฎร



    แต่ปรากฏว่าร่างฉบับนี้มีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนถึง 13 แห่ง เป็นการผิดพลาดในการพิสูจน์อักษร การตรวจสอบข้อความให้สอดคล้องกัน และการอ้างเลขมาตราผิดพลาด เป็นต้น



    เป็นเรื่องประหลาดที่ร่างกฎหมายที่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรถึง 3 วาระแล้ว ยังมีข้อผิดพลาดบกพร่องได้มากมายถึงขนาดนี้!



    ขั้นตอนการพิจารณากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก เป็นการพิจารณารับหลักการ เมื่อรับหลักการแล้วก็ตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาและแปรญัตติ



    เมื่อผ่านการพิจารณาชั้นกรรมาธิการแล้ว จึงถึงขั้นการพิจารณาวาระสอง เป็นการพิจารณาเต็มสภาและพิจารณาเรียงมาตรา แต่ก็ไม่มีการทักท้วงหรือแก้ไข ปล่อยให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อผิดพลาดได้อย่างมากมาย!



    ในชั้นกรรมาธิการและในชั้นการพิจารณาวาระ 2 นั้นก็มี ส.ส.ฝ่ายค้านนั่งอยู่ แต่ฝ่ายค้านก็ไม่ได้ทักท้วงข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดเหล่านี้เลย!



    ฝ่ายค้านมีแต่ค้านในประเด็นเรื่องบัญชีเงินเดือนแนบท้ายอย่างเดียว! แต่ข้อผิดพลาดบกพร่องต่างๆ ซึ่งเป็นมูลเหตุให้สำนักราชเลขาธิการส่งร่างกฎหมายฉบับนี้คืนมา ฝ่ายค้านซึ่งนั่งประชุมอยู่ก็ไม่เคยเปิดปากทักท้วงให้แก้ไขแต่อย่างใด



    ฉะนั้นต้องถือว่าการปล่อยให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อบกพร่องมากมายเช่นนี้ เป็นความผิดพลาดของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 500 คน ตั้งแต่ประธานสภา รองประธานสภา ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และส.ส.ฝ่ายค้าน บกพร่องผิดพลาดเสมอหน้ากันหมด!



    ฝ่ายค้านจะฉวยโอกาสที่สำนักราชเลขาธิการส่งร่างกฎหมายนี้คืนมา กล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลดื้อดึงไม่ยอมฟังข้อคัดค้านของฝ่ายค้าน ก็ไม่ถูกต้อง เพราะฝ่ายค้านมุ่งค้านแต่เรื่องบัญชีเงินเดือนครูแนบท้ายเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่สำนักราชเลขาธิการต้องส่งร่างกฎหมายนี้คืนมา



    แต่ข้อผิดพลาดทั้ง 13 จุดในร่างกฎหมายฉบับนี้ ฝ่ายค้านซึ่งมีตัวแทนในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และนั่งประชุมอยู่ด้วยในการพิจารณาวาระที่สองของสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใด!



    เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติยืนยันตามร่างเดิม และส่งร่างให้รัฐบาลนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐบาลไม่มีทางปฏิบัติเป็นอย่างอื่น เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 93 บัญญัติให้รัฐบาลต้องนำร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ภายในเวลา 20 วัน



    ฉะนั้นการที่ทรงใช้พระราชอำนาจส่งคืนร่างกฎหมายทั้งสองฉบับกลับมายังรัฐบาลนั้น จึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเปิดช่องให้ได้มีการแก้ไขบำบัดข้อผิดพลาดดังกล่าวได้



    รัฐสภาก็ได้ลงมติไม่ยืนยันร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับ ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจึงเป็นอันตกไป และจะต้องตั้งต้นเสนอเรื่องกันใหม่ในสมัยประชุมคราวหน้า



    ส่วนเรื่องที่เรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบในความผิดพลาดครั้งนี้ ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกนั้น เป็นเรื่องที่พูดไปตามกระแสการเมือง ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยในกรอบวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมไทย



    แม้แต่ฝ่ายที่เรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบลาออกเอง ถ้ากลับกันกลายเป็นผู้รับผิดชอบก็คงไม่ยอมลาออกเช่นเดียวกัน!



    วัฒนธรรมทางการเมืองของเราผิดกับวัฒนธรรมทางการเมืองของต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น ซึ่งมีความสำนึกสูงในเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบ ฉะนั้นถ้าเกิดผิดพลาดก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หรืออย่างในญี่ปุ่นสมัยก่อน ก็อาจถึงทำฮาราคีรีควานท้องตายไปเลย



    แต่วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยเรากลับมีความสำนึกสูงในการรักษาเก้าอี้ ดังนั้นอย่าหวังว่าจะได้เห็นในสังคมการเมืองไทยว่า มีใครหน้าไหนที่ยอมลุกจากเก้าอี้เพื่อแสดงความรับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้น!

    จากคุณ : บอยไม่ดื่ม - [ 2 ธ.ค. 46 14:08:41 A:203.148.128.14 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม