เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ : อาณานิคมใหม่ของสยามประเทศ ?

    เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา
    การเริ่มต้นอาณานิคมยุคใหม่ของสยามประเทศ ?



    หากนับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญโดยถือการแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกเมื่อปี 2504 มาเป็นจุดเริ่มต้นแล้ว การตัดสินใจเพื่อเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ณ วันนี้ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็คือหลักหมุดทางประวัติศาสตร์อีกสำคัญหนึ่งที่บอกการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในอนาคต (ถ้ายังมีสิ่งที่เรียกว่า “สังคมไทย” เหลือเอาไว้ให้เรียก)
    การลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาจะมีความสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเท่ากับหรือมากกว่าการเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกเมื่อสี่ทศวรรษที่แล้ว หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในสัญญาข้อตกลงที่สองฝ่ายกำลังเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่า นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช จะมีประกาศร่วมในเรื่องนี้ระหว่างการประชุมเอเปค (APEC) ครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพ ในเดือนตุลาคม นี้
    สำหรับผู้ที่ติดตามและวิเคราะห์ข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยมาโดยต่อเนื่อง ข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐอาจมีผลถึงขั้นที่ทำให้ประเทศกลายไปเป็นอาณานิคมยุคใหม่ของประเทศมหาอำนาจไปภายในเวลาไม่นาน ที่น่าเศร้าไปยิ่งกว่าก็คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การกลายเป็นทาสทางเศรษฐกิจที่ว่านั้นอาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจโดยคนคนเดียว โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงนั้นสองสามกลุ่มพยักหน้าให้ความเห็นชอบ ในขณะที่คนไทยทั้งประเทศที่เหลือก้มหน้าก้มตารับชะตากรรม
    คนชั้นกลางเป็นจำนวนมากอาจสนับสนุนการตัดสินใจผู้นำที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นอัศวินม้าขาวที่เข้ามากอบกู้ประเทศจากความล่มจมทางเศรษฐกิจ แต่เขาอาจไม่ทันรู้ตัวว่าวิถีทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไปสู่ความรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลของผู้นำอาจนำพาประเทศไปสู่การเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างถาวรโดยไม่รู้ตัว
    ในยุคประชาธิปไตยที่ผู้นำคนเดียวมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือพรรคการเมือง และมีอิทธิพลเหนือสถาบันรัฐสภา ทหารและระบอบราชการ รวมทั้งแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปครอบคลุมสถาบันอิสระอื่นๆรวมทั้งสื่อมวลชน ในสภาวะที่นักวิชาการ สถาบันวิชาการและพวกองค์กรพัฒนาเอกชนถูกกำราบและสกัดกั้นไม่ให้แสดงบทบาทอย่างที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมี การตัดสินใจเริ่มต้นการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้นทำให้ขาข้างหนึ่งของประเทศเหยียบเข้าไปในเขตแดนแห่งการตกไปเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจแล้ว

    ยุทธศาสตร์การจัดตั้งเขตการค้าเสรี ของสหรัฐอเมริกา
    เขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Area เป็นเขตการค้าที่สองประเทศหรือมากกว่าตกลงให้มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในวิสาหกิจต่างๆให้มากขึ้นหรือเปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินธุรกิจทั้งหมดในกิจการต่างๆที่รัฐเคยเป็นคนดำเนินการ พร้อมทั้งปรับปรุงยกเลิกกฎหมายที่เห็นว่าเป็นการขัดขวางการค้าการลงทุนของบริษัทเอกชนจากต่างชาติ
    การจัดตั้งเขตการค้าเสรีมิได้มีความหมายแคบๆแค่เพียงการลดภาษีศุลกากร แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประเทศที่ลงนามต้องจัดการให้มีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับกฏระเบียบหรือกฎหมายภายในต่างๆด้วย โดยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อตกลงของประเทศที่ลงนามร่วมกันในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีนั้น ตัวอย่างเช่นข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน จะครอบคลุมเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการลดภาษีศุลกากรพวกผักและผลไม้ก่อนเท่า ในขณะที่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีของสหรัฐ-สิงคโปร์ครอบคลุมเรื่องสำคัญเกือบทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการค้าและการลงทุน
    กลุ่มบรรษัทข้ามชาติได้พยายามผลักดันให้มีข้อตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการลงทุนที่เรียกว่า Multilateral Agreement on Investment (MAI) ให้เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของข้อตกลงในองค์การการค้าโลกมาโดยตลอดแต่ก็ถูกขัดขวางโดยประเทศกำลังพัฒนาเป็นจำนวนมากที่เกรงว่า กลุ่มทุนจากประเทศอุตสาหกรรมจะหลั่งไหลเข้ามาควบคุมการค้าและทำลายธุรกิจรายเล็กๆในประเทศของตน ที่จริงแล้วการผลักดันดังกล่าวก็ยังไม่ได้ประสบผลสำเร็จแม้แต่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม โออีซีดี หรือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD: Organization for Economic Co-orperation and Development) ด้วยกันเองก็ตาม ดังเป็นที่ทราบว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่คัดค้านเรื่องนี้ค่อนข้างรุนแรงเมื่อครั้งมีการประชุมของ OECD เมื่อปี 2541
    อย่างไรก็ตามภายใต้ความล้มเหลวของประเทศอุตสาหกรรมในการเจรจาพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก ทั้งๆที่ ซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา, โดฮา การ์ตา และเมื่อเร็วๆนี้ที่ แคนคูน เม็กซิโก ได้ทำให้ประเทศอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เริ่มยุทธศาสตร์การผลักดันการลงนามเขตการค้าเสรีเข้ามาแทนการเจรจาพหุพาคี
    การเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีแบบเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาทำกับสิงคโปร์ หรือชีลี และการจัดทำเขตการค้าเสรีทวีปอเมริกาเหนือ( NAFTA) นั้นทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากเป็นการตกลงร่วมกันของประเทศจำนวนไม่มากนัก และเหตุผลทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจร่วมกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตามการจัดตั้งเขตการค้าเสรีก็หาได้ขัดแย้งใดๆกับการดำรงอยู่หรือวัตถุประสงค์ขององค์การค้าโลกไม่ เพราะในที่สุดแล้วการเจรจาภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีจะต้องไม่ละเมิดกติกาขององค์การค้าโลกที่มิให้เขตการค้าเสรีนั้นเป็นไปเพื่อขัดขวางการค้ากับประเทศอื่นที่อยู่นอกเหนือเขตการค้าเสรีนั้น นอกเหนือจากนี้การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเพียงสองประเทศก็มักจะนำไปสู่การขยายเขตการค้าเสรีออกไปครอบคลุมประเทศหลายๆประเทศมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดา เป็นฐานสำคัญสำหรับการจัดทำเขตการค้าเสรี NAFTA (Nort h America Free Trade Area) ซึ่งประกอบไปด้วย แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก ในทำนองเดียวกันผลที่เกิดกับ NAFTA เองก็ทำให้เกิดการจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ออกไปคือ ดำเนินการเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกา (Free Trade Area of the Amercas) ซึ่งมีประเทศต่างๆเข้าร่วมถึง 34 ประเทศ เป็นต้น
    ในกรณีประเทศในเอเชียนั้น สหรัฐอเมริกาได้เริ่มต้นดำเนินการจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศสิงคโปร์ก่อน เนื่องจากเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากที่สุด ข้อตกลงในหลายเรื่องหาข้อยุติได้ง่ายกว่าเพราะเศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพัฒนาไปเสียแล้ว สิงคโปร์ปราศจากภาคการผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนเกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นจำนวนมากเหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชีย สหรัฐอเมริกาหวังว่าจะใช้โมเดลของข้อตกลงที่ตนเองทำกับสิงคโปร์เป็นต้นแบบสำหรับเปิดการเจรจากับประเทศอื่นๆ โดยมีประเทศไทย เป็นเป้าหมายสำคัญเป็นแห่งที่สองในทวีปเอเชีย
    จากการให้สัมภาษณ์ของโรเบิร์ต โซลลิค (Robert Zoellick) เมื่อ 6 พฤษภาคม 2545 เขากล่าวว่า การจัดตั้งเขตการค้าเสรีของสหรัฐนั้นมิได้เป็นข้อตกลงทางการค้าและเศรษฐกิจล้วนๆ แต่ต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์ 13 ประการ เช่น ความเข้ากันได้กับนโยบายระหว่างประเทศ และความมั่นคงของสหรัฐ เป็นต้น และเขาได้ย้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรของไทยพบกับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชเมื่อเดือนมิถุนายน 2545 ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐเห็นว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เหมาะสมที่สุดในการทำสัญญาจัดตั้งเขตการค้าเสรี
    ยุทธศาสตร์การจัดทำเรื่องเขตการค้าเสรีของสหรัฐคล้ายคลึงอย่างมากกับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐในช่วงสงครามเย็นเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์และสกัดกั้นอิทธิพลของจีนและรัสเซียในภูมิภาคเอเชียเมื่อ 5 ทศวรรษที่แล้ว โดยในครั้งนั้นสหรัฐได้เลือกประเทศไทยและฟิลิปปินส์เป็นที่ตั้งของฐานทัพ ผลักดันให้ไทยเริ่มต้นแแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก ให้ความช่วยเหลือฝึกอบบรมเจ้าหน้าที่และสถาบันด้านสาธารณสุข การเกษตรซึ่งรวมไปถึงการจัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
    ปัจจุบันการต่อต้าน “ลัทธิการก่อการร้าย” ถูกนำมาใช้แทนลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับสหรัฐต่างได้รับเลือกให้เป็นสองประเทศแรกๆที่สหรัฐจะร่วมลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรี ในด้านหนึ่งสหรัฐอเมริกาบอกว่านี่คือการตอบแทนฟิลิปปินส์ที่สนับสนุนอย่างแข็งขันเมื่อคราวสหรัฐเริ่มต้นสงครามกับอิรัก และตอบแทนประเทศไทยที่ส่งทหารไปเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ แต่นี่คือการตอบแทนที่ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือว่าเป็นกับดักที่ดึงดูดให้ประเทศไทยต้องดิ่งลึกลงไปเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจและการเมืองกันแน่ ?
    Aziz Choudry นักวิจัยที่ติดตามเรื่องนี้มานานบอกกลายในบทความ Sleeping Beauty And Prince Charming: Bilateral Deals Are No Fairytale ว่า การจัดตั้งเขตการค้าเสรีของสหรัฐ-โมร็อกโค เพื่อตอบแทนโมร็อกโกที่ทำตัวเป็นประเทศมุสลิมสายกลางที่ใกล้ชิดกับสรัฐนั้น ดูๆไปแล้วน่าจะเป็นการลงโทษโมร็อคโคเสียมากกว่า เพราะว่าโมร็อคโคต้องเปิดตลาดสินค้าโทรคมนาคม การท่องเที่ยว พลังงาน บันเทิง การขนส่ง การเงินการธนาคาร และประกันภัย รวมไปถึงการต้องยอมรับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาแบบอเมริกันที่เข้มงวด พร้อมๆกับเปิดตลาดให้กับธุรกิจการเกษตรของอเมริกา เป็นต้น

    จากคุณ : ธง - [ 15 ต.ค. 46 09:22:15 A:203.107.209.189 X: ]


 
 


>


คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น :
ชื่อ / e-mail : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
 
PANTIP Toys