เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ : อาณานิคมใหม่ของสยามประเทศ ?

เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา
การเริ่มต้นอาณานิคมยุคใหม่ของสยามประเทศ ?



หากนับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญโดยถือการแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกเมื่อปี 2504 มาเป็นจุดเริ่มต้นแล้ว การตัดสินใจเพื่อเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ณ วันนี้ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็คือหลักหมุดทางประวัติศาสตร์อีกสำคัญหนึ่งที่บอกการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในอนาคต (ถ้ายังมีสิ่งที่เรียกว่า “สังคมไทย” เหลือเอาไว้ให้เรียก)
การลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาจะมีความสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเท่ากับหรือมากกว่าการเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกเมื่อสี่ทศวรรษที่แล้ว หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในสัญญาข้อตกลงที่สองฝ่ายกำลังเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่า นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช จะมีประกาศร่วมในเรื่องนี้ระหว่างการประชุมเอเปค (APEC) ครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพ ในเดือนตุลาคม นี้
สำหรับผู้ที่ติดตามและวิเคราะห์ข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยมาโดยต่อเนื่อง ข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐอาจมีผลถึงขั้นที่ทำให้ประเทศกลายไปเป็นอาณานิคมยุคใหม่ของประเทศมหาอำนาจไปภายในเวลาไม่นาน ที่น่าเศร้าไปยิ่งกว่าก็คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การกลายเป็นทาสทางเศรษฐกิจที่ว่านั้นอาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจโดยคนคนเดียว โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงนั้นสองสามกลุ่มพยักหน้าให้ความเห็นชอบ ในขณะที่คนไทยทั้งประเทศที่เหลือก้มหน้าก้มตารับชะตากรรม
คนชั้นกลางเป็นจำนวนมากอาจสนับสนุนการตัดสินใจผู้นำที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นอัศวินม้าขาวที่เข้ามากอบกู้ประเทศจากความล่มจมทางเศรษฐกิจ แต่เขาอาจไม่ทันรู้ตัวว่าวิถีทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไปสู่ความรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลของผู้นำอาจนำพาประเทศไปสู่การเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างถาวรโดยไม่รู้ตัว
ในยุคประชาธิปไตยที่ผู้นำคนเดียวมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือพรรคการเมือง และมีอิทธิพลเหนือสถาบันรัฐสภา ทหารและระบอบราชการ รวมทั้งแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปครอบคลุมสถาบันอิสระอื่นๆรวมทั้งสื่อมวลชน ในสภาวะที่นักวิชาการ สถาบันวิชาการและพวกองค์กรพัฒนาเอกชนถูกกำราบและสกัดกั้นไม่ให้แสดงบทบาทอย่างที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมี การตัดสินใจเริ่มต้นการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้นทำให้ขาข้างหนึ่งของประเทศเหยียบเข้าไปในเขตแดนแห่งการตกไปเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจแล้ว

ยุทธศาสตร์การจัดตั้งเขตการค้าเสรี ของสหรัฐอเมริกา
เขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Area เป็นเขตการค้าที่สองประเทศหรือมากกว่าตกลงให้มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในวิสาหกิจต่างๆให้มากขึ้นหรือเปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินธุรกิจทั้งหมดในกิจการต่างๆที่รัฐเคยเป็นคนดำเนินการ พร้อมทั้งปรับปรุงยกเลิกกฎหมายที่เห็นว่าเป็นการขัดขวางการค้าการลงทุนของบริษัทเอกชนจากต่างชาติ
การจัดตั้งเขตการค้าเสรีมิได้มีความหมายแคบๆแค่เพียงการลดภาษีศุลกากร แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประเทศที่ลงนามต้องจัดการให้มีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับกฏระเบียบหรือกฎหมายภายในต่างๆด้วย โดยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อตกลงของประเทศที่ลงนามร่วมกันในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีนั้น ตัวอย่างเช่นข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน จะครอบคลุมเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการลดภาษีศุลกากรพวกผักและผลไม้ก่อนเท่า ในขณะที่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีของสหรัฐ-สิงคโปร์ครอบคลุมเรื่องสำคัญเกือบทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการค้าและการลงทุน
กลุ่มบรรษัทข้ามชาติได้พยายามผลักดันให้มีข้อตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการลงทุนที่เรียกว่า Multilateral Agreement on Investment (MAI) ให้เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของข้อตกลงในองค์การการค้าโลกมาโดยตลอดแต่ก็ถูกขัดขวางโดยประเทศกำลังพัฒนาเป็นจำนวนมากที่เกรงว่า กลุ่มทุนจากประเทศอุตสาหกรรมจะหลั่งไหลเข้ามาควบคุมการค้าและทำลายธุรกิจรายเล็กๆในประเทศของตน ที่จริงแล้วการผลักดันดังกล่าวก็ยังไม่ได้ประสบผลสำเร็จแม้แต่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม โออีซีดี หรือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD: Organization for Economic Co-orperation and Development) ด้วยกันเองก็ตาม ดังเป็นที่ทราบว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่คัดค้านเรื่องนี้ค่อนข้างรุนแรงเมื่อครั้งมีการประชุมของ OECD เมื่อปี 2541
อย่างไรก็ตามภายใต้ความล้มเหลวของประเทศอุตสาหกรรมในการเจรจาพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก ทั้งๆที่ ซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา, โดฮา การ์ตา และเมื่อเร็วๆนี้ที่ แคนคูน เม็กซิโก ได้ทำให้ประเทศอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เริ่มยุทธศาสตร์การผลักดันการลงนามเขตการค้าเสรีเข้ามาแทนการเจรจาพหุพาคี
การเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีแบบเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาทำกับสิงคโปร์ หรือชีลี และการจัดทำเขตการค้าเสรีทวีปอเมริกาเหนือ( NAFTA) นั้นทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากเป็นการตกลงร่วมกันของประเทศจำนวนไม่มากนัก และเหตุผลทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจร่วมกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตามการจัดตั้งเขตการค้าเสรีก็หาได้ขัดแย้งใดๆกับการดำรงอยู่หรือวัตถุประสงค์ขององค์การค้าโลกไม่ เพราะในที่สุดแล้วการเจรจาภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีจะต้องไม่ละเมิดกติกาขององค์การค้าโลกที่มิให้เขตการค้าเสรีนั้นเป็นไปเพื่อขัดขวางการค้ากับประเทศอื่นที่อยู่นอกเหนือเขตการค้าเสรีนั้น นอกเหนือจากนี้การจัดตั้งเขตการค้าเสรีเพียงสองประเทศก็มักจะนำไปสู่การขยายเขตการค้าเสรีออกไปครอบคลุมประเทศหลายๆประเทศมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดา เป็นฐานสำคัญสำหรับการจัดทำเขตการค้าเสรี NAFTA (Nort h America Free Trade Area) ซึ่งประกอบไปด้วย แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก ในทำนองเดียวกันผลที่เกิดกับ NAFTA เองก็ทำให้เกิดการจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ออกไปคือ ดำเนินการเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกา (Free Trade Area of the Amercas) ซึ่งมีประเทศต่างๆเข้าร่วมถึง 34 ประเทศ เป็นต้น
ในกรณีประเทศในเอเชียนั้น สหรัฐอเมริกาได้เริ่มต้นดำเนินการจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศสิงคโปร์ก่อน เนื่องจากเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากที่สุด ข้อตกลงในหลายเรื่องหาข้อยุติได้ง่ายกว่าเพราะเศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศพัฒนาไปเสียแล้ว สิงคโปร์ปราศจากภาคการผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนเกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นจำนวนมากเหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชีย สหรัฐอเมริกาหวังว่าจะใช้โมเดลของข้อตกลงที่ตนเองทำกับสิงคโปร์เป็นต้นแบบสำหรับเปิดการเจรจากับประเทศอื่นๆ โดยมีประเทศไทย เป็นเป้าหมายสำคัญเป็นแห่งที่สองในทวีปเอเชีย
จากการให้สัมภาษณ์ของโรเบิร์ต โซลลิค (Robert Zoellick) เมื่อ 6 พฤษภาคม 2545 เขากล่าวว่า การจัดตั้งเขตการค้าเสรีของสหรัฐนั้นมิได้เป็นข้อตกลงทางการค้าและเศรษฐกิจล้วนๆ แต่ต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์ 13 ประการ เช่น ความเข้ากันได้กับนโยบายระหว่างประเทศ และความมั่นคงของสหรัฐ เป็นต้น และเขาได้ย้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรของไทยพบกับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชเมื่อเดือนมิถุนายน 2545 ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐเห็นว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เหมาะสมที่สุดในการทำสัญญาจัดตั้งเขตการค้าเสรี
ยุทธศาสตร์การจัดทำเรื่องเขตการค้าเสรีของสหรัฐคล้ายคลึงอย่างมากกับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐในช่วงสงครามเย็นเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์และสกัดกั้นอิทธิพลของจีนและรัสเซียในภูมิภาคเอเชียเมื่อ 5 ทศวรรษที่แล้ว โดยในครั้งนั้นสหรัฐได้เลือกประเทศไทยและฟิลิปปินส์เป็นที่ตั้งของฐานทัพ ผลักดันให้ไทยเริ่มต้นแแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก ให้ความช่วยเหลือฝึกอบบรมเจ้าหน้าที่และสถาบันด้านสาธารณสุข การเกษตรซึ่งรวมไปถึงการจัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
ปัจจุบันการต่อต้าน “ลัทธิการก่อการร้าย” ถูกนำมาใช้แทนลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับสหรัฐต่างได้รับเลือกให้เป็นสองประเทศแรกๆที่สหรัฐจะร่วมลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรี ในด้านหนึ่งสหรัฐอเมริกาบอกว่านี่คือการตอบแทนฟิลิปปินส์ที่สนับสนุนอย่างแข็งขันเมื่อคราวสหรัฐเริ่มต้นสงครามกับอิรัก และตอบแทนประเทศไทยที่ส่งทหารไปเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ แต่นี่คือการตอบแทนที่ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือว่าเป็นกับดักที่ดึงดูดให้ประเทศไทยต้องดิ่งลึกลงไปเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจและการเมืองกันแน่ ?
Aziz Choudry นักวิจัยที่ติดตามเรื่องนี้มานานบอกกลายในบทความ Sleeping Beauty And Prince Charming: Bilateral Deals Are No Fairytale ว่า การจัดตั้งเขตการค้าเสรีของสหรัฐ-โมร็อกโค เพื่อตอบแทนโมร็อกโกที่ทำตัวเป็นประเทศมุสลิมสายกลางที่ใกล้ชิดกับสรัฐนั้น ดูๆไปแล้วน่าจะเป็นการลงโทษโมร็อคโคเสียมากกว่า เพราะว่าโมร็อคโคต้องเปิดตลาดสินค้าโทรคมนาคม การท่องเที่ยว พลังงาน บันเทิง การขนส่ง การเงินการธนาคาร และประกันภัย รวมไปถึงการต้องยอมรับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาแบบอเมริกันที่เข้มงวด พร้อมๆกับเปิดตลาดให้กับธุรกิจการเกษตรของอเมริกา เป็นต้น

จากคุณ : ธง - [ 15 ต.ค. 46 09:22:15 A:203.107.209.189 X: ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

ความเป็นมาของการเปิดเสรีการค้าของไทย
ปจจุบัน ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 19 ของสหรัฐ โดยมีมูลค่าการค้า(ทั้งสองฝ่าย)รวมกัน 20.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยสหรัฐเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2544 (ตัวเลขการลงทุนจริงๆนี้อาจมากกว่าที่ประมาณไว้หลายเท่า)
ระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีของเอเปค ครั้งที่ 10 ที่ เมืองลอส คาบอส (Los Cabos) เม็กซิโก เมื่อเดือนตุลาคม 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ บุชของสหรัฐ ได้ประกาศการเริ่มต้นสิ่งที่เรียกว่า Enterprise for ASEAN Initiative : EAI ขึ้น เพื่อดำเนินการให้มีการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยให้ดำเนินไปตามแบบข้อตกลงเขตการค้าเสรีสหรัฐ-สิงคโปร์ซึ่งได้ลงนามไปแล้ว คำประกาศดังกล่าวรวมไปถึงการสนับสนุนประเทศ กัมพูชา เวียดนาม และลาวให้เป็นสมาชิกองค์การค้าโลก ด้วย
ข้อตกลงในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อเมริกาจะดำเนินไปโดยอาศัยกรอบการเจรจาการค้าการลงทุนที่เรียกว่า TIFA : Trade and Investment Framework Agreement ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอดิศัย โพธารามิกได้ลงนามกับ โรเบิร์ต โซลลิค ผู้แทนการค้าของสหรัฐ (U.S. Trade Representative ) เมื่อครั้งประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปคครั้งที่ 10 ดังกล่าว โดยในเวลาใกล้เคียงกันสหรัฐอเมริกาก็ได้ลงนาม TIFA ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายกันกับ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตามกระบวนการเจรจาระหว่างไทยและสหรัฐคงจะเริ่มต้นก่อนสองประเทศนั้น เนื่องจากเงื่อนไขด้านการเมืองซึ่งทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2547 และเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยที่เหมาะสมกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน นอกเหนือจากสิงคโปร์
โดยในวันที่ 20 กันยายน 2546 นี้ สหรัฐจะเสนอกรอบการทำเอฟทีเอกับไทยเข้าสภา และจะใช้เวลาพิจารณา 90 วัน ส่วนการเจรจานั้นอาจใช้เวลาประมาณ 2-4 ปีหรือเร็วกว่านั้นขึ้นอยู่กับท่าทีของนายกรัฐมนตรีไทย และการต่อรองจากฝ่ายอุตสาหกรรมในสหรัฐ
กรอบการเจรจาสำหรับการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐข้างต้น ครอบคลุมประเด็นการเจรจา เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายที่มีผลกระทบต่อนโยบายการค้าและการลงทุน นโยบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสาร สารสนเทศ และเทคโนโลยีชีวภาพ การสร้างขีดความสามารถทางการค้า การประสานความร่วมมือในองค์การการค้าโลกและเอเปค และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นๆซึ่งจะตกลงกันภายหลัง
ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Joint Council on Trade and Investment) ขึ้น โดยมีผู้แทนการค้าของสหรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยเป็นประธานร่วมกันในการดำเนินการเพื่อดำเนินการตามให้เกิดข้อตกลงเขตการค้าเสรีตามกรอบ TIFA ที่ได้ตกลงไว้
สภาธุรกิจไทย-อเมริกาได้จ้างให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ดำเนินการศึกษากรอบเค้าโครงเกี่ยวกับการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อเมริกาแล้ว โดยเมื่อประมาณเดือนกันยายน 2545 ที่ผ่านมา ตัวแทนของทีดีอาร์ไอได้เสนอผลการศึกษาขั้นต้นต่อที่ประชุมที่จัดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ
นักวิจัยของทีดีอาร์ไออ้างโดยอาศัยข้อมูลจาก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจชั้นนำของสหรัฐแถลงต่อที่ประชุมครั้งนั้นว่า การจัดทำเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหรัฐ จะทำให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ โดยไทยจะมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้การนำเข้าของไทยเพิ่มขึ้นจาก 7,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 0.7% ต่อปี
หลายคงกังขาว่าการศึกษาดังกล่าวของทีดีอาร์ไอน่าเชื่อถือเพียงไรเมื่อผู้ว่าจ้างคือกลุ่มที่ต้องการให้มีการผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะกลุ่มบรรดาอุตสาหกรรมและนักธุรกิจอเมริกัน ทั้งนี้โดยไม่ต้องกล่าวถึงข้อจำกัดความเป็นสถาบันด้านเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่สนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้า โดยไม่ได้มองมิติอื่นๆเช่น อธิปไตยของประเทศ ความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่มีต่อวิถีชีวิตของชาวไทยทั้งที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกรในชนบท
อย่างไรก็ตามการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของทีดีอาร์ไออาจไม่เป็นธรรมนัก เนื่องจากผลการศึกษาเต็มรูปแบบยังไม่ได้เสร็จสิ้น สิ่งที่น่าจับตามากกว่าก็คือบทบาทของสถาบันการศึกษาและนักวิชาการอิสระอื่นๆในประเทศไทยจะมีที่ไหนบ้างที่ออกมาเคลื่อนไหวทางวิชาการเพื่อรับมือกับข้อตกลงซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญกับเศรษฐกิจและการเมืองไทยในอนาคต

ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องแลกกับการจัดตั้งเขตการค้าเสรี
ท่ามกลางกระแสการโฆษณาเรื่องข้อดีของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีของรัฐบาล กลุ่มนักวิชาการและนักกิจกรรมที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ “กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรี-ภาคประชาชน” ได้ประกาศตัวเพื่อติดตามตรวจสอบการจัดทำข้อตกลงดังกล่าวขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2546
กลุ่มเหล่านี้ประกอบไปด้วยนักวิชาการและนักกิจกรรมจากสถาบันการศึกษา องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ และองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์การเคลื่อนไหว การคัดค้านกฎหมายสิทธิบัตรยา, การคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นก่อนการให้สัตยาบันอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ, การต่อต้านกองทุนป่าเขตร้อนของสหรัฐ, การปกป้องข้าวหอมมะลิ, การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขร่างกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฯลฯ โดยในคำแถลงที่มีต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกนั้นระบุว่า “กระบวนการดำเนินการเพื่อลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรี เสี่ยงต่อการเอาผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนคนเล็กคนน้อยของประเทศเพื่อแลกกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่บางกลุ่ม หรือถึงกับอาจทำให้ทั้งประเทศกลายไปเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจและการเมืองไปในท้ายที่สุดได้ หากไม่มีการทบทวนการดำเนินการและเปิดกว้างให้ภาคประชาชนและสถาบันรัฐสภาเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้และตรวจสอบ”
ในรายงานของกลุ่มซึ่งได้ศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศไทยซึ่งอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากเอกสารข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบการเจรจาการค้าและการลงทุน (TIFA : Trade and Investment Framework Agreement) ข้อตกลงเขตการค้าเสรีสหรัฐ-ชิลี และข้อตกลงเขตการค้าเสรีสหรัฐ-สิงคโปร์ ซึ่งได้ลงนามและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแล้วจากรัฐสภาของทั้งสองประเทศเมื่อเร็วๆนี้ รวมทั้งจากประสบการณ์ผลที่เกิดขึ้นแล้วจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North America Free Trade Area : NAFTA)ซึ่งจัดตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ เป็นต้นแบบ พบว่าหากรัฐบาลไทยจะลงนามภายใต้กรอบการเจรจาและมีเนื้อหาเช่นเดียวกับข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่สหรัฐอเมริกาลงนามร่วมกับประเทศชิลีและสิงคโปร์ จะเกิดความเสียหายกับประเทศชาติและประชาชน ดังนี้คือ

1) การลงนามภายใต้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาโดยให้สามารถจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิตได้จะเป็นการเปิดประเทศให้บรรดาบรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯเข้ามายึดครองทรัพยากรชีวภาพของประเทศในท้ายที่สุด บรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯซึ่งมีขีดความสามารถในการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพสูงกว่า จะเข้ามาจดสิทธิบัตรโดยเพียงแต่รู้หน้าที่ของหน่วยพันธุกรรม หรือแค่ดัดแปลงเพียงเล็กน้อย ในหน่วยพันธุกรรมของพืชเกษตร สมุนไพร พันธุ์สัตว์ จุลินทรีย์ และแม้แต่พันธุกรรมจากร่างกายของคนไทยเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร ยา และอื่นๆ ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของโลกจะไม่สามารถใช้ทรัพยากรของเราเพื่อใช้ประโยชน์ในการวิจัยและการค้าได้ในอนาคต เนื่องจากสิทธิแบบผูกขาดในระบบสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต
2) การเปิดเสรีพืชจีเอ็มโอและสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ จะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติจากสหรัฐฯซึ่งเป็นเจ้าของตลาดเมล็ดพันธุ์พืชจีเอ็มโอกว่า 90 % ของโลกเข้ามายึดตลาดและผูกขาดเมล็ดพันธุ์สำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ้าย ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง มะละกอ รวมทั้งพืชอื่นๆที่เป็นพืชสำคัญของไทย เช่น ข้าว เป็นต้น เกษตรกรไทยต้องซื้อพันธุ์พืชราคาแพงกว่าปกติหลายสิบเท่าถึงร้อยเท่า และไม่สามารถเก็บรักษาพันธุ์พืชเอาไว้ปลูกและขยายพันธุ์ต่อไปได้ในอนาคต นอกเหนือจากนี้สินค้าอาหารจากสหรัฐฯที่ทุ่มขายในตลาดโลกในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเนื่องจากได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล จะเข้ามาตีตลาด เป็นผลให้เกษตรกรไทยหลายสาขาต้องล้มละลายเพราะไม่สามารถแข่งขันได้ จนนำไปสู่การครองตลาดสินค้าเกษตรภายในประเทศโดยบรรษัทข้ามชาติจากสหรัฐฯ จากการเปิดเสรีภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีจึงไม่ได้ดีไปกว่าข้อตกลงเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลกเสียอีกเพราะพูดถึงแต่การเปิดตลาดในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯยังคงมีข้ออ้างสารพัดที่จะสนับสนุนทั้งการผลิตและการส่งออกให้กับภาคเกษตรของตนต่อไป
3) หากรัฐบาลไทยยอมตกลงในเนื้อหาเรื่องสิทธิบัตรยาแบบเดียวกับที่ปรากฎในข้อตกลงที่สหรัฐฯทำกับชิลีและสิงคโปร์แล้ว ประเทศไทยต้องยอมให้บรรษัทยาของอเมริกาสามารถขยายการผูกขาดยาจาก 20 ปีไปเป็น 25 ปี โดยอ้างว่าเพื่อชดเชยกับกระบวนการขอรับสิทธิบัตรที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติ นอกเหนือจากนี้มาตรการบังคับใช้สิทธิ (compulsory licensing) ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลแทรกแซงในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเพื่อป้องกันการผูกขาดก็ไม่อาจทำได้ ราคายาจะแพงขึ้นไปอีก ในขณะที่การต่อรองบางประการที่เป็นประโยชน์จากการเจราจาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลกถูกละเลย
4) การเปิดโอกาสให้ธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาสามารถเข้ามาประกอบกิจการด้านการบริการได้อย่างเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้หลักปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกิจการบริการภายในประเทศทั้งที่ดำเนินการโดยรัฐและเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะถูกกลืนหายไปโดยทุนข้ามชาติ เนื่องจากรัฐบาลจะไม่สามารถสนับสนุนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมให้กับผู้ให้บริการไทยได้ ท้ายที่สุดสวัสดิภาพของผู้บริโภค และความสามารถในการเข้าถึงบริการจำเป็นพื้นฐาน เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา และการรักษาพยาบาล ของประชาชนคนยากคนจนจะถูกลิดรอนไปเนื่องจากราคาที่สูงขึ้นของบริการต่างๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะถูกผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติ
นอกจากนี้การเปิดเสรีด้านการลงทุนโดยการให้การประติบัติเยี่ยงคนชาติกับนักลงทุนสหรัฐฯ จะเป็นผลให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติต่อธุรกิจสัญชาติสหรัฐฯไม่ด้อยไปกว่าที่ปฏิบัติต่อคนชาติของตนเอง เงื่อนไขนี้ถือเป็นการจำกัดอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของไทย เช่นความสามารถของรัฐบาลในการสนับสนุนการลงทุนโดยนักลงทุนไทยที่มีความเหมาะสม และอำนาจการวางแนวทางการลงทุนภายในจะถูกลดเลิกไป หากเป็นเช่นนี้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยในฐานะผู้รับการลงทุน จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ซ้ำร้ายอาจจะเกิดผลกระทบด้านลบอีกด้วย นอกจากนี้ไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่าการเปิดเสรีเช่นนี้จะทำให้การลงทุนที่ดีเพิ่มขึ้น
5) ภายใต้การตกลงเขตการค้าเสรีจะมีการจัดตั้งกลไกการระงับข้อพิพาท (Dispute settlement)ขึ้น โดยตั้งอนุญาโตตุลาการมาทำหน้าที่ตัดสินแทนการใช้ระบบศาลสถิตยุติธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบตุลาการไทย การกระทำเช่นนี้เป็นการลดทอนอำนาจตุลาการซึ่งเป็นหนึ่งในสามสดมภ์ของอำนาจอธิปไตยของประเทศไปใช้กลไกการตัดสินที่อยู่ภายใต้กระแสการครอบงำทางการค้า ประสบการณ์ของการใช้กลไกระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และเขตการค้าเสรีอเมริกา FTAA (Free Trade Area of Americas) ที่เปิดโอกาสให้บรรษัทข้ามชาติของอเมริกัน เช่น บริษัทจัดส่งพัสดุและเอกสารยูพีเอส (UPS), บริษัทจัดการน้ำและของเสียอะซูริก(Azurix)ซึ่งเป็นสาขาของเอ็นรอน(Enron) และบริษัทจัดการน้ำเบทเทล(Bechtel) ฟ้องร้องต่อรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนมหาศาล ทั้งๆที่การดำเนินการของรัฐบาลท้องถิ่นเป็นไปเพื่อปกป้องประโยชน์ของสาธารณะ คือตัวอย่างที่อำนาจอธิปไตยของรัฐถูกลิดรอนซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต


จากคุณ : ธง - [ 15 ต.ค. 46 09:24:43 A:203.107.209.189 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2


เดิมพันด้วยอธิปไตยของประเทศ ?
ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการเจรจากับสหรัฐอเมริกานั้นมีลักษณะพิเศษหลายประการที่สังคมควรต้องตระหนัก เนื่องจากมิได้เป็นแค่ข้อตกลงซึ่งมีขอบเขตอยู่เฉพาะการเปิดตลาดสินค้า การลดภาษีหรือยกเลิกโควต้าเท่านั้น แต่มีผลที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายใน การเข้ามาก้าวล่วงอำนาจตุลาการ การเข้ามาครอบครองทรัพยากรพันธุกรรม การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกรและประชาชนทั่วไทยโดยทั่วไปด้วย
เจริญ คัมภีรภาพ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบาย อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ถึงประเด็นปัญหานี้ว่า “ข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องการลดภาษีอย่างที่เข้าใจกัน แต่ครอบคลุมการค้า การลงทุน การออกกฎหมายรับรองสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต การเปิดตลาดรับสินค้า GMOs การให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยมีสถานะที่ดีกว่าหรือเท่ากับคนไทยโดยไม่สามารถออกกฎหมายคุ้มครองอะไรได้เลย ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย เอฟทีเอ จะทำให้มาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ไม่มีอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและองค์พระมหากษัตริย์จะหายไป ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก อธิปไตยของประเทศจะอยู่ในภาวะอันตราย กฎหมายไทยและผู้พิพากษาจะไม่สามารถใช้ความเที่ยงธรรมไปเกื้อหนุนคนที่อ่อนแอในสังคมได้"

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และอาจจะใหญ่กว่าหลายเรื่องที่ประเทศไทยเคยไปลงนามกับต่างประเทศ ไม่เว้นแม้แต่การลงนามรับรองข้อตกลงในองค์การการค้าโลกเมื่อปี 2538 น่าเป็นห่วงว่ากระบวนการจัดทำข้อตกลงและการต่อรองซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญขนาดนี้กลับดำเนินไปอย่างเงียบๆ จนคณะกรรมาธิการ 4 คณะของวุฒิสภาซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คณะกรรมาธิการการเกษตร คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม และคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ได้ออออกแถลงการณ์ถึงประชาชนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 ที่ผ่านมาว่า การจัดทำข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีเท่าที่ผ่านมาเป็นไปโดยขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอย่างกว้างขวาง ขาดการศึกษาอย่างเป็นระบบ และขาดการเตรียมการรองรับผลกระทบอย่างรอบด้านที่เพียงพอ
คณะกรรมาธิการยังได้เตือนว่าการขาดการวางแผนรองรับผลกระทบอย่างเพียงพอนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาสำคัญในอนาคตในเรื่อง “ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร” ได้ อันเป็นผลมาจากการที่เกษตรกรไทยต้องปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหาร เพราะไม่สามารถแข่งขันกับพืชอาหารราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ และปัญหาราคาสูงขึ้นของพืชอาหารนำเข้าภายหลังที่ตลาดภายในประเทศถูกแทนที่ด้วยผลผลิตนำเข้า ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับประเทศเม็กซิโกจากกรณีมีการนำข้าวโพดราคาถูกจากสหรัฐฯ เข้าไปภายหลังการจัดทำเขตการค้าเสรีนาฟต้า แต่ต่อมาข้าวโพดนำเข้ากลับมีราคาสูงขึ้นอย่างมากภายหลังจากที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเม็กซิโกเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น

ท่ามกลางสภาวะทางการเมืองที่ประเทศมีผู้นำที่กุมอำนาจทางการเมือง และมีอิทธิพลเหนือองค์กร และสถาบันต่างๆในสังคมมากเช่นนี้ เราได้แต่หวังว่าระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่จะยังคงทำงานต่อไปได้ ความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกิดขึ้นจากภาคประชาชน รวมถึงพลังเล็กๆที่พอมีเหลืออยู่บ้างในระบบรัฐสภาอาจทำอะไรที่ปลุกกระตุ้นให้สังคมไทยทั้งหมดเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบรวมถึงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการและเนื้อหาของข้อตกลงที่มีความสำคัญนี้ได้อย่างทันท่วงที
เพราะนี่เป็นข้อตกลงที่ต้องเอาอธิปไตยและอนาคตของสยามประเทศเป็นเดิมพัน
///////////////////////////////////


จากคุณ : ธง - [ 15 ต.ค. 46 09:25:26 A:203.107.209.189 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

การค้าขายในโลกปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง ตอนนี้เราต้องมองตลาดที่ใครๆไม่ได้มอง อย่างเช่น จีน และอินเดีย หรือไม่ก็พวกตะวันออกกลางที่มีกำลังการซื้อสูง ไม่ใช้ว่าเราจะตกเป็นทาสของอเมริกาอย่างที่ใครๆคิดกัน

จากคุณ : ทองสร้อย - [ 15 ต.ค. 46 10:24:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

แต่เผอิญที่คิดมันตรงกับความเป็นจริงน่ะสิ
เวรกรรมชาวบ้านละครับงานนี้
ใช้หนี้ จ่ายภาษีกันหัวโต


จากคุณ : amonkawee - [ 15 ต.ค. 46 14:34:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

แหม คุณครับ ไอ้ของอย่างนี้มันมีตัวเลขการนำเข้า การส่งออกให้ดูอยู่ คุณไม่ต้องไปกลัวขนาดนั้นหรอกครับ

แล้วผมเชื่อเลยว่า ถ้าเป็นชวน ล่ะก็ ประเทศไทยคงค้าขายขาดทุนแน่ แต่ถ้าเป็น นายกทักษิณ ประเทศไทยยากจะขาดทุนครับ เพราะ นายกคนนี้ เป็นพ่อค้า มีวิสัยทัศน์ ค้าขายเก่ง ไม่ใช่คนประเภททำงานเช้าชามเย็นชาม


จากคุณ : จอม - [ 15 ต.ค. 46 14:58:59 A:203.170.148.215 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

เห็นด้วยกับคุณจอมครับ ถ้าดูวิธีคิดวิธีทำงานของนายกทักษิณแล้ว การไม่ลงทุนแน่ ถ้าไม่เห็นผลกำไร (อันนี้ขอแซวไปถึงเรื่องการเมืองของท่านด้วยนะครับ) คนไทยธรรมดาๆ อย่างพวกเราคงได้แต่เอาใจช่วย ให้การทำการค้าการลงทุนกับต่างประเทศของไทย ส่วนใหญ่ได้กำไรครับ ขอให้ขาดทุนน้อยหน่อย เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเป็นฝ่ายกำไรอยู่ฝ่ายเดียว

จากคุณ : เลือดเนื้อไทย - [ 15 ต.ค. 46 16:33:00 A:203.156.21.182 X: ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น :
ชื่อ / e-mail : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
 
PANTIP Toys