◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    บทความและสัมนา

    อิทธิพลสื่อตะวันตกครอบงำความคิดชาวเอเชีย
    นี่คือ หัวข้อในการเสวนาที่อาศรม “คิดแบบเอเชีย” สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯร่วมกับนสพ.ผู้จัดการจัดขึ้นในวันพุธที่ 22 ม.ค. 2003 ระหว่างเวลา 9.30-12.00 น.ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ซึ่งเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ระหว่างคณะรัฐศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ(ถ้าว่างเชิญไปฟังฟรีครับ)

    เหตุผลที่ผมจัดการเสวนาเรื่องนี้ก็เพราะสื่อฯมีอิทธิพลต่อความนึกคิด และพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมหาศาล
    ดั่งคำพูดที่ว่า “ผู้ใดครอบครองสื่อฯ ผู้นั้นครอบครองโลก” นี่เป็นสัจธรรมข้อหนึ่งเลยทีเดียว และทุกวันนี้ผู้ที่ครอบครองสื่อฯของโลกก็คือ สหรัฐฯ(CNN, Time, Wall Street Journal, CNBC, Newsweek, Forbes, Fortune, Far Eastern Economic Review, Walt Disney, ฯลฯ) และอังกฤษ (BBC, Reuters, Financial Time ฯลฯ)

    สื่อฯหมายถึงโทรทัศน์ นสพ. วิทยุ นิตยสาร ภาพยนตร์ หนังสือ โทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เนท หรือคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
    ตัวอย่างเช่น ในช่วงปลายปี 1990 ตอนที่อิรักยาทัพเข้ายึดคูเวตหลังจากที่ได้แจ้งให้เอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำอิรักทราบ และไม่ได้รับการคัดค้านประการใดจากรัฐบาลสหรัฐฯ

    เมื่อกองทัพยึดครองคูเวตใหม่ ๆ ผมก็ได้โทรศัพท์สอบถามความคิดเห็นของชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเมืองบอสตันราว 120 คนโดยสุ่มโทรไปตามเขตต่าง ๆ 6 เขต ๆ ละ 20 คนซึ่งมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

    ผลการสำรวจอย่างคร่าว ๆ เช่นนี้ปรากฏว่า ร้อยละ 80 ของอเมริกันชนเหล่านี้ ไม่ต้องการให้ หรือคัดค้านประธานาธิบดีจอร์จ บุช (ซีเนียร์) ที่จะส่งทหารเข้าไปเพื่อขับไล่กองทัพอิรักออกจากคูเวต

    แต่ภายหลังจากที่ท่านประธานาธิบดีจัดการรณรงค์ผ่านสื่อโทรทัศน์ และวิทยุเป็นเวลาราวสองสัปดาห์เพื่อให้ชาวอเมริกันสนับสนุนนโยบายของท่านที่ต้องการส่งทหารสหรัฐฯเข้าไปขับไล่กองทัพอิรัก

    ผมก็โทรกลับไปเช็คความคิดเห็นของชาวอเมริกันกลุ่มนี้อีกครั้ง คราวนี้ผลลัพธ์กลับตาลปัตรกับครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง คือ คนกว่า 80% เห็นด้วยกับท่านประธานาธิบดี เหลือคนที่คัดค้านนโยบายทำสงครามเพียงไม่ถึง 20%

    เช่นเดียวกับในปลายปี 2002 ที่ประธานาธิบดีจอร์จ บุช(จูเนียร์) ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช(ซีเนียร์) ต้องการส่งทหารสหรัฐฯเข้าไปขับไล่ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนออกจากตำแหน่ง และเอาคนที่เชื่อฟังสหรัฐฯขึ้นเป็นผู้นำอิรักแทน

    ท่านประธานาธิบดีก็เลียนแบบความสำเร็จผู้เป็นพ่อในการใช้สื่อฯเพื่อชักจูงใจชาวอเมริกันมาสนับสนุนนโยบายรุกรานอิรักของท่าน และผลก็ปรากฏว่า ชาวอเมริกันราว 65-70% ก็เห็นด้วยที่จะส่งกองทัพสหรัฐฯเข้าถล่มอิรัก

    ขณะนี้แม้ว่าเสียงคัดค้าน หรือต่อต้านนโยบายบ้าสงครามของประธานาธิบดีบุช (จูเนียร์) จะเพิ่มมากขึ้น ก็ยังคงเป็นเสียงส่วนน้อยในสหรัฐฯ

    แม้แต่ชาวโลกส่วนใหญ่ยกเว้นชาวมุสลิมก็พลอยมองประธานาธิบดีซัดดัมเป็นตัวผู้ร้ายไปด้วย
    หรือในกรณีของสื่อฯตะวันตกที่พยายามสร้างความแตกแยกระหว่างชาวจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ และเกาะไต้หวัน โดยเรียกอดีตประธานาธิบดีหลี่เติงฮุย และประธานาธิบดีเฉินสุ่ยเปียนว่า เป็นคนพื้นเมืองไต้หวัน หรือ Native Taiwanese

    ขณะเดียวกันก็เรียกอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค และเจียงจิงกั๋ว(ลูกชายเจียงไคเช็ค)เป็นคนจีนจากผืนแผ่นดินใหญ่
    ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงก็คือ คนพื้นเมืองไต้หวัน หรือคนกลุ่มแรกที่ตั้งรกรากอยู่บนเกาะแห่งนี้ราวหมื่นกว่าปีที่แล้วคือ ชาวอ้ายหนูซึ่งมีอยู่ราวสองแสนคนจากพลเมืองไต้หวันที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 23 ล้านคน

    ส่วนอดีตประธานาธิบดีหลี่เติงฮุย ประธานาธิบดีเฉินสุ่ยเปียน หรืออดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค และเจียงจิงกั๋วล้วนเป็นคนจีนเชื้อสายฮั่นที่อพยพมาจากผืนแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้น(ชาวฮั่นเป็นชนส่วนใหญ่ของจีน หรือ 92% ของคนจีนทั้งหมด)

    เพียงแต่คนเหล่านี้อพยพมาอยู่บนเกาะแห่งนี้คนละเวลาเท่านั้นเอง กล่าวคือ บรรพบุรุษของหลี่เติงฮุย และเฉินสุ่ยเปียนอพยพมาจากมลฑลฟูเจียนเมื่อราว 100-2,000 ปีที่แล้ว(คนจีนจากผืนแผ่นดินใหญ่เริ่มอพยพไปตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น หรือราว 2 พันกว่าปีที่แล้ว)

    ส่วนเจียงไคเช็ค และเจียงจิงกั๋วเพิ่งอพยพไปอยู่ไต้หวันหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองเมื่อปี 1949 หรือ 54 ปีที่ผ่านมานี้เอง

    สาเหตุที่ต้องนำเรื่องนี้มาพูดก็เพราะ สื่อฯตะวันตกไม่เรียกประธานาธิบดีจอห์นเอฟ เคเนดี้ จอร์จ บุช หรือบิล คลินตัน ฯลฯ เป็นคนอเมริกันพื้นเมือง แม้ว่าบรรพบุรุษของท่านเหล่านี้อพยพมาจากยุโรป 100-300 ปีที่แล้ว

    เพราะพวกท่านไม่ใช่คนพื้นเมือง เนื่องจากคนพื้นเมืองที่แท้จริงคือ ชาวอินเดียแดงซึ่งตั้งรกรากอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือกว่า 10,000 ปีเช่นเดียวกับชนเผ่าอ้ายหนูบนเกาะไต้หวัน

    แต่ทำไมพอเป็นกรณีไต้หวันซึ่งเป็นมลฑลหนึ่งของจีน สื่อฯตะวันตกกลับจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมจีนบนเกาะไต้หวัน

    หากจะสันนิษฐาน เหตุผลหลักของสื่อฯตะวันตกโดยเฉพาะสื่อฯสหรัฐฯในการบิดเบือนเรื่องนี้ก็คงเป็นเพราะไม่ต้องการให้ไต้หวันรวมกับจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯหวาดระแวงเกรงว่า

    เมื่อจีนยิ่งใหญ่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯโดยไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์จีนเลยว่า ในอดีตที่จีนเป็นชาติอภิมหาอำนาจนั้น จีนมีความเอื้ออาทรต่อประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าการใช้แสนยานุภาพทางทหารเพื่อรุกรานชาติอื่น ๆ

    ในประวัติศาสตร์จีนที่ยาวนานกว่า 5 พันปี มีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่จีนส่งกองทัพของตนเข้าโจมตีรุกรานชาติอื่น ๆ คือ ครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ฮั่น ส่วนครั้งที่สองก็สมัยราชวงศ์ถัง และครั้งสุดท้ายก็คือสมัยราชวงศ์ซ่ง(ที่จริงผู้ที่ส่งกองทัพไปรุกรานยุโรปไม่ใช่ทหารของราชวงศ์ซ่ง แต่เป็นกองทัพของเจ็งกิสข่านปู่ของกุบไลข่านผู้ตั้งราชวงศ์หยวนเมื่อราว 800 ปีที่แล้ว)

    แม้แต่ประวัติจีนสมัยใหม่นับตั้งแต่ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะสงครามกลางเมืองบนผืนแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 (ยังไม่สามารถรวมเกาะไต้หวันได้) กองทัพจีนยังไม่เคยบุกยึดดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน หรือตั้งฐานทัพอยู่นอกประเทศเลย

    นอกจาก ทำศึกเพื่อป้องกันพรมแดน และศักดิ์ศรีของตนเท่านั้นซึ่งได้แก่ สงครามเกาหลี สงครามชายแดนกับอินเดีย และสงครามสั่งสอนเวียดนาม

    จากความหวาดระแวงอย่างเกินเหตุของผู้นำสหรัฐฯดังกล่าว ในปี 1990 จึงได้มีการใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์จำลองสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯกับจีนในปี 2020 โดยกระทรวงกลาโหม และกองทัพเรือ

    ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ สหรัฐฯแพ้จีนในสงครามจำลองทั้งสองครั้งนั้น ประกอบกับการประเมินศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของจีนโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐฯที่ว่า

    วิทยาการ กับวิทยาศาสตร์ของจีนในด้านต่าง ๆ จะก้าวขึ้นมาทัดเทียมสหรัฐฯโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2010-2020 และในปี 2025-2030 จะเริ่มแซงหน้าสหรัฐฯ

    ผลการศึกษาดังกล่าวยิ่งสร้างความหวาดระแวง หรือวิตกจริตให้กับผู้นำสหรัฐฯซึ่งกลัวจะสูญเสียตำแหน่งผู้นำของโลกไปให้กับจีน

    หรือกรณีของทิเบตซึ่งสื่อฯฝรั่งก็บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานเหมาเจ๋อตงผนวกทิเบตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนในปี 1950

    ข้อเท็จจริงคือ ราชวงศ์หยวนเป็นผู้ผนวกทิเบตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนตั้งแต่เมื่อ 800 ปีที่แล้วก่อนชาวยุโรปจะยึดครองทวีปอเมริกาเหนือ และใต้เป็นอาณานิคมของตนถึง 500 ปี

    พร้อมกันนั้นก็ยกย่องทะไลลามะเป็นพระเอกโดยมอบรางวัล “โนเบล” สาขาสันติภาพให้เพื่อทำให้ชาวเอเชีย และโลกมองจีนในแง่ลบซึ่งก็ทำสำเร็จเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์

    จากตัวอย่างต่าง ๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่า สื่อฯตะวันตกได้มีอิทธิพลอย่างสำคัญในการครอบงำความคิดของชาวเอเชีย และโลกในเรื่องเหล่านี้ ทำให้ชาวเอเชียไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันโดยเฉพาะจีนที่สหรัฐฯจัดเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลายเสียด้วยซ้ำไป



    จากคุณ : ก็ดี - [ 21 ม.ค. 46 16:38:04 A:203.107.173.133 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม