◀ Previous Next ▶ Up ▲


    คอลัมน์นี้ต้องไม่สบอารมณ์ Haa' กับ Dr.ซวยว่ะ และพวกแน่นอน

    ไทยโพสต์

    อเมริกาดอดตีกินอิรัก


    24 พฤศจิกายน 2545 กองบรรณาธิการ

    กว่าสงครามอิรักรอบใหม่จะระเบิด สหรัฐก็ยึดครองน่านฟ้าของอิรักได้แทบทั้งหมดแล้ว เพราะอาศัยข้อกำหนดเรื่อง "เขตห้ามบิน"


    เป็นข้ออ้างโจมตีระบบป้องกันทางอากาศของอิรักได้เรื่อยๆ อย่างที่มีข่าวออกมาเป็นพักๆ

    อันที่จริง เรื่องเขตห้ามบินนี้ไม่ใช่ข้อบังคับของสหประชาชาติ แต่เป็นเรื่องที่สหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้ร่วมกันกำหนดขึ้นภายหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องคุ้มครองชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ทางตอนใต้กับชาวเคิร์ดทางตอนเหนือ

    พูดง่ายๆ เป็นเรื่องที่สามประเทศแกนนำที่ชนะสงครามในครั้งนั้นใช้อำนาจบังคับเหนืออธิปไตยของอิรักฝ่ายปราชัย ด้วยข้ออ้างเพื่อมนุษยธรรม

    ในครั้งนั้น สหประชาชาติเห็นพ้องให้ใช้กำลังทหารขับไล่กองทัพอิรักออกจากคูเวตก็จริง แต่คณะมนตรีความมั่นคงไม่เคยมีข้อมติสั่งห้ามอิรักบินทางตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศแต่อย่างใด

    ที่มีการห้ามอิรักบินจนถึงทุกวันนี้นั้น บรรดามหาอำนาจตะวันตก ซึ่งมีประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อเป็นหัวหอก อ้างว่าการสั่งห้ามนี้สอดคล้องกับข้อมติที่ 688 ของคณะมนตรีความมั่นคง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 1991

    ข้อมติที่สหรัฐยกมาอ้างนี้มีเนื้อหาประณามการกดขี่ปราบปรามพลเรือนชาวอิรัก และเรียกร้องให้อิรักหยุดราวีพลเมืองของตนโดยทันที ข้อมตินี้บอกว่าการปราบปรามดังกล่าวถือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของนานาชาติ

    สหรัฐกับพันธมิตรตะวันตกจึงฉวยเอาวลีหลังนี้มาอ้างเป็นความชอบธรรมที่ตนเองจะเข้าแทรกแซง

    อังกฤษกับสหรัฐยังอ้างถึงข้อมติที่ 949 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1994 ด้วย ซึ่งเรียกร้องให้กองกำลังภาคพื้นดินของอิรักอยู่ให้ไกลจากพรมแดนคูเวตทางใต้ และไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะเป็นการเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารทางตอนใต้ ซึ่งข้อมตินี้ไม่ได้เอ่ยถึงเขตห้ามบินแต่อย่างใด

    แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องเขตห้ามบินก็แย้งว่า ข้อมตินี้ไม่ได้ออกตามมาตรา 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งให้อำนาจในการออกมาตรการเชิงบังคับ และข้อมติดังกล่าวก็ไม่ได้เปิดช่องให้ใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นด้วย

    ยิ่งกว่านั้น เขตห้ามบินนี้ก็บังคับใช้มานานกว่า 10 ปีแล้ว ถึงวันนี้ ยังมีความจำเป็นที่มหาอำนาจตะวันตกต้องลาดตระเวนทางอากาศเหนืออิรักอยู่อีกหรือ?

    ฝรั่งเศสนั้นเลิกร่วมตรวจตราเขตห้ามบินทางตอนเหนือของอิรักไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 1996 ในคณะมนตรีความมั่นคงจึงยังเหลือแต่สหรัฐกับอังกฤษที่ยืนกรานว่า ตัวเองมีสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายในอิรักต่อไป

    สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า รัฐมนตรีหลายคนของอังกฤษยังคงยืนยันว่า กฎหมายระหว่างประเทศให้สิทธิที่จะเข้าแทรกแซงได้ เพื่อปกป้องชีวิตของผู้คน ซึ่งซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรัก เคยใช้อาวุธเคมีสังหารชาวเคิร์ด 5,000 คน มาแล้วเมื่อทศวรรษ 1980

    หลายประเทศโดยเฉพาะจีนกับรัสเซีย ต่างประณามว่าเขตห้ามบินเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิรัก และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือมติของสหประชาชาติ

    พันธมิตรตะวันตกได้กำหนดเขตห้ามบินทางตอนเหนือของอิรัก ตั้งแต่เหนือเส้นขนานที่ 36 ขึ้นไป เมื่อสิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซียในเดือนมีนาคม 1991 เพื่อปกป้องชาวเคิร์ดจากการโจมตีของอิรัก ซึ่งแบกแดดได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ติดปืนกลไล่ยิงชาวเคิร์ดที่ก่อกบฏ อันทำให้มีชาวเคิร์ดจำนวนมากหนีข้ามพรมแดนเข้าไปอาศัยในตุรกีและอิหร่าน

    เมื่อสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศส จัดตั้งเขตปลอดภัยทางตอนเหนือของอิรักขึ้น พวกผู้ลี้ภัยเหล่านี้ก็กลับมาอยู่ในอิรัก

    ในปี 1992 เครื่องบินของอิรักก็ถูกห้ามบินเหนือพื้นที่ครึ่งหนึ่งของอิรักทางตอนใต้ คือใต้เส้นขนานที่ 32 ลงไป เป็นการสกัดกั้นไม่ให้ซัดดัมรังแกชาวมุสลิมชีอะห์ ซึ่งก่อกบฏต่ออิรักเช่นกัน

    ต่อมาในปลายปี 1996 เขตห้ามบินทางตอนใต้ก็ได้ขยายดินแดนขึ้นไปอีกจนถึงเส้นขนานที่ 33 ฝรั่งเศสไม่ยอมเข้าร่วมในเขตห้ามบินที่ขยายใหม่นี้ และขอถอนตัวออกไปโดยสิ้นเชิงในเดือนธันวาคม 1998 เมื่อสหรัฐกับอังกฤษโหมทิ้งระเบิดโจมตีอิรัก

    ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ได้ประกาศตั้งแต่เดือนกันยายน 1996 แล้วว่าไม่ยอมรับเรื่องเขตห้ามบิน เพราะถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ แต่ดูเหมือนซัดดัมก็ยังต้องอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวต่อไป ไม่มีใครหักหาญเข้าหยุดยั้งสหรัฐกับอังกฤษในเรื่องนี้

    นับแต่คณะผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติถอนตัวออกจากอิรักก่อนหน้าที่อังกฤษกับสหรัฐจะเปิดฉากทิ้งระเบิดในปฏิบัติการจิ้งจอกทะเลทรายในปลายปี 1998 สองมหาอำนาจดังกล่าวก็ลงมือโจมตีทุกครั้งที่หน่วยป้องกันทางอากาศของอิรักล็อกเป้าเครื่องบินที่ออกตรวจตราในเขตห้ามบิน

    อิรักบอกว่า การโจมตีเหล่านี้ทำให้พลเรือนชาวอิรักตายไปนับพันคนแล้ว แต่อังกฤษกับสหรัฐไม่ยอมรับตัวเลขที่ว่านี้ โดยยืนยันว่าไม่เคยโจมตีเขตที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด

    ข้อมติล่าสุดของยูเอ็นในเรื่องการปลดอาวุธอิรักไม่ได้พูดถึงเขตห้ามบิน แต่ก็ระบุว่าอิรักไม่ควรคุกคามชาติสมาชิกที่ร่วมผลักดันการตรวจสอบอาวุธตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคง

    ประโยคหลังนี้เองที่สหรัฐจะหยิบมาใช้อ้างในการประกาศว่า การยิงเครื่องบินของอังกฤษและอเมริกันถือเป็นการละเมิดมติของสหประชาชาติ ซึ่งหมายความว่าสหรัฐอาจถือเอาเหตุนี้เปิดสงครามครั้งใหม่กับอิรักก็ได้

    อย่างไรก็ดี สมาชิกคณะมนตรีทุกชาติ เว้นแต่สหรัฐกับอังกฤษ บอกว่า การที่อิรักยิงเครื่องบินของอังกฤษกับสหรัฐไม่เข้าข่ายข้อมติเรื่องปลดอาวุธอิรักที่ออกมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2002 ฉะนั้น จะถือเป็นเหตุทำสงครามครั้งใหม่ไม่ได้

    ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ การบังคับใช้มาตรการเขตห้ามบินก็ได้ช่วยสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลแก่ฝ่ายสหรัฐและอังกฤษ

    เพราะนอกจากจะได้โจมตีเป้าหมายต่างๆ เป็นการทอนกำลังของอิรักก่อนระเบิดศึกรอบใหม่แล้ว นักบินยังเกิดความชำนาญในภูมิประเทศเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ออกบินตรวจตราในเขตห้ามบินด้วย

    จากคุณ : ฅ - [ 24 พ.ย. 45 06:37:06 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม