◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    ช. การช่างรังแก รฟม. อีกแล้ว!

    "จี้รัฐแก้สัญญารฟม.ก่อนต่อสัญญาใหม่ "

    กมธ.คมนาคม จี้รัฐแก้สัญญารถไฟฟ้าใต้ดินที่เสียเปรียบเอกชน ก่อนจะต่อสัญญาใหม่ เผยรายได้ปีที่ 1-14 เอกชนจะแบ่งให้รัฐเพียง 1%



    นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รองประธานคณะกรรมาธิการ การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการทำสัญญาของรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.) กับบริษัทกิจการร่วมค้า หรือ บีเอ็นซีแอล ที่รัฐเสียเปรียบว่า โครงการนี้รัฐเป็นผู้ลงทุนจำนวน 110,000 ล้านบาท และให้บริษัทกิจการร่วมค้า ที่มีบริษัทช.การช่าง เป็นหัวเรือใหญ่ เข้ามารับสัมปทานการเดินรถจำนวน 25,000 ล้านบาท ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดรัฐถึงไม่ลงทุนทำเอง เพราะใช้งบประมาณอีกแค่ 25,000 ล้านบาท แต่กลับให้เอกชนลงทุนถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของงบลงทุนทั้งหมด โดยสัญญาที่รัฐทำกับเอกชน คือให้สัมปทานการเดินรถถึง 25 ปี และในเรื่องของรายได้ รัฐเสียเปรียบอย่างมาก โดยรายได้ปีที่ 1-14 เอกชน แบ่งให้รัฐแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ เช่น สมมุติว่าวันหนึ่งมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าจำนวน 240,000 คนค่าโดยสารประมาณ 20 บาท ก็จะมีรายได้ประมาณ 5 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งรัฐจะได้ 50,000 บาทต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อยมาก หลังจากนั้นปีที่ 15 รัฐจะได้ 2 เปอร์เซ็นต์ และปีต่อไปรัฐจะได้ 5 เปอร์เซ็นต์



    รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวต่อว่า การแบ่งรายได้ในสัญญา ได้จาก 2 ทาง คือ1.ค่าโดยสาร 2.ในเชิงพาณิยช์ คือรายได้ร้านค้าตามสถานีต่างๆ ซึ่งสัมปทานการเดินรถ จำนวน 25 ปี รัฐจะได้รายได้ทั้งโครงการแค่ 900 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ในส่วนของสัญญายังมีข้อเสียเปรียบ คือ หากเกิดเหตุสุดวิสัย หรือเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นกรณีเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ เช่นในส่วนของค่าเงินบาท หรือดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น หรือค่าผลิตภัฑณ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เปลี่ยนแปลง บริษัทเอกชนสามารถยกเลิกสัญญาได้ และรัฐจะต้องจ่ายเงินคืน หรืออีกกรณีหนึ่ง เอกชนมีสิทธิสามารถขอขยายสัญญาออกไปได้อีก 25-30 ปี หรือขอขึ้นค่าโดยสารได้



    นายเทวัญ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางบริษัทร่วมการค้ากำลังจะขาดสัญญาที่ทำไว้ ซึ่งตามแผนการดำเนินงานจนถึงเดือนนี้ จะต้องแล้วเสร็จประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะนี้บริษัทเอกชนทำได้แค่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งการขาดสัญญาดังกล่าว บริษัทจะต้องถูกปรับวันละ 7 ล้านบาท แต่บริษัทฯ ขอจ่ายค่าปรับหลังจากที่ทางบริษัทได้จ่ายเงินกู้ให้กับธนาคารที่กู้เงินมาก่อน ซึ่งเท่ากับว่าถ้าบริษัทเอกชนจ่ายเงินกู้ให้กับธนาคารครบ15 ปี รัฐก็จะได้เงินในส่วนของค่าปรับหลังจากนั้นถึง 15 ปี ซึ่งคณะกรรมาธิการการคมนาคม จะได้ติดตามในเรื่องการต่อสัญญาอย่างใกล้ชิด โดยนายแก้ว บัวสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือไปยังคณะกรรมการที่มี พล.อ.อัครเดช ศศิประภา เป็นประธาน การพิจารณาในการต่อสัญญาของรฟม. โดยขอให้แจ้งคณะกรรมาธิการคมนาคม ก่อนตัดสินใจอย่าใดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดการเสียเปรียบ



    “หากบริษัทเอกชนจะขอต่อสัญญา ผมก็เห็นว่าสมควรจะต่อสัญญา เพราะรัฐได้ลงทุนไปมากแล้ว และควรถือโอกาสนี้แก้ไขสัญญาในส่วนที่รัฐเสียเปรียบ ทั้งนี้ บริษัทเอกชนจะต้องยินยอมด้วย เมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยินยอม และตกลงกันได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังแปลกใจอยู่ว่า ทำไมเราถึงไปทำสัญญาให้เกิดความเสียเปรียบเอกชนมากขนาดนี้ ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญา ก็น่าจะนำสัญญาดังกล่าวกลับมาทบทวน ถึงแม้จะยกเลิกสัญญาไม่ได้ก็ตาม” นายเทวัญ กล่าว

    จากคุณ : ... - [ 22 ต.ค. 45 07:36:28 A:203.113.34.12 X: ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม