◀ Previous Next ▶ Up ▲

witpoko.com


    โครงการ 30 บาท และ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ มองต่างมุม

    ผม copyมาให้อ่านได้พิจารณา
    มุมที่1
    โครงการ 30 บาท และ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ

    เป็นการแพทย์แบบลัทธิสังคมนิยม




    ประเทศไทยกำลังเดินไปสู่ระบบลัทธิสังคมนิยมโดยไม่รู้ตัว โครงการ 30 บาทเป็นการแพทย์แบบลัทธิสังคมนิยม (socialized medicine) เป็นโครงการที่อันตรายแม้มีเจตนาดี ถ้าดูอย่างผิวเผินจะรู้สึกว่าโครงการ 30 บาทและกฎหมายนี้ดีทำเพื่อประชาชนแต่ถ้าศึกษาให้ละเอียดจะเห็นว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี

    ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติออกมารองรับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีขอบข่ายที่กว้างขวาง ถ้ามีการบังคับใช้ก็จะมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ และเป็นระบบรัฐ สวัสดิการ (the welfare state) หมายถึงรัฐรับผิดชอบการให้สวัสดิการแก่ประชาชนในทุกๆด้าน เช่น สุขภาพ การศึกษา การเคหะ และ อื่นๆ ซึ่งมีรากฐานมาจากลัทธิสังคมนิยม

    การแพทย์แบบลัทธิสังคมนิยม (socialized medicine) จะทำลายระบบสาธารณสุขและการแพทย์ที่ดีให้ถอยหลังและเป็นระบบแบบเผด็จการ โดยมีรัฐเป็นผู้รับเหมาผูกขาดดูแลสุขภาพและชีวิตแทนประชาชนทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ในที่สุดจะนำความล้มเหลวมาสู่ประเทศชาติ (ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทุกประเทศที่ใช้การแพทย์แบบลัทธิสังคมนิยม socialized medicine ประสบความล้มเหลวทั้งนั้น)


    โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ประกันสุขภาพถ้วนหน้า - universal coverage ) รวมทั้ง ร่าง พ.ร.บ. สุขภาพ และ พ.ร.บ. ประกันสังคม เป็นกฎหมายที่รัฐให้สวัสดิการหรือประชาสงเคราะห์ (social welfare) แก่ประชาชน เป็นความคิดที่อันตรายเพราะเป็นฐานความคิด (ความเสมอภาค เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข) มาจากลัทธิสังคมนิยม ลัทธินี้รัฐต้องการให้ สังคมได้รับสวัสดิการ (the welfare state) ด้วยวิธีรัฐอุปถัมภ์ ในทุกๆเรื่องตั้งแต่เกิดจนตาย (from cradle to grave) เช่นรักษาฟรี เรียนฟรี แจกเงินฟรีให้เด็กและคนชรา บังคับให้มี ระบบประกันสังคม ประกันอุบัติเหตุ ประกันการว่างงานและประกันสุขภาพ และแล้วในที่สุดจะเป็นการควบคุมชีวิตของประชาชน


    รัฐมองประชาชนประหนึ่งว่าประชาชนโง่เกินกว่าจะดูแลตัวเองได้ เลยทำตัวเหมือนพ่อที่มีลูกแหง่ไม่รู้จักโต (state paternalism) แต่ในเรื่องเลือกตั้งรัฐก็อ้างว่าประชาชนฉลาดมากมีความรู้และสติปัญญารู้ว่าจะเลือกใครเป็นผู้แทน (ไม่ไปเลือกก็มีความผิด) พอเลือกผู้แทนเสร็จคนเลือกก็กลายเป็นคนโง่ไปทันที ไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตนเอง รัฐเลยต้องออกกฎหมายที่อ้างว่าเพื่อ“คุ้มครอง”ประชาชน (เช่น กฎหมายประกันสังคม และกฎหมาย หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ) มาบังคับประชาชนในทุกๆเรื่อง

    โครงการ 30 บาทหรือ(ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือประกันสังคม) ต้องใช้เงินมากเพราะเป็นการรักษาฟรีหรือเกือบฟรีหรือฟรีแบบบังคับจ่ายล่วงหน้า เงินจะมาจากที่ไหน จะเอาจากคนยากจนก็ไม่พอ ก็ต้องใช้วิธีเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ไปเอาจากคนมั่งมีหรือมีเงินเดือนหรือเอาจากงบประมาณ(เงินภาษี) โครงการ 30 บาทหรือโครงการประกันสังคมจึงจะอยู่รอด การเอาเงินจากคนมั่งมีหรือมีเงินเดือน มี สองวิธี คือ 1. แบบสมัครใจ (แบบประชาธิปไตย) 2. แบบถูกบังคับ (แบบลัทธิสังคมนิยม) เช่น ใช้วิธีบังคับเก็บภาษีเพิ่มโดยทางตรงหรือทางอ้อมเหมือนโครงการประกันสังคมบังคับเก็บเงินสมทบทุกเดือนแม้มีลูกจ้างเพียง 1 คน

    ในระบบประชาธิปไตยคนรวยหรือคนทั่วไปก็ช่วยเหลือคนยากจนโดยสมัครใจอยู่แล้ว เช่น มูลนิธิหรือองค์กรการกุศลต่างๆ และโรงพยาบาลก็มีแผนกประชาสงเคราะห์ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาคนยากจนก็ได้รับความช่วยเหลือแล้วแม้มีจุดอ่อนบ้างแต่ระบบใหม่(30บาท)มีจุดอ่อนมากกว่าเยอะ ในทีสุดประชาชน (โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนที่เป็นเป้าหมายที่รัฐมีเจตนาดีที่จะช่วยเหลือ) จะรับกรรมและได้รับบริการที่แย่กว่าเดิมซึ่งเกิดขึ้นแล้วและเห็นได้ชัดจากประสบการณ์และหลักฐานของทุกๆประเทศที่เคยทำโครงการประเภทนี้ซึ่งมีแต่ความล้มเหลว

    การช่วยคนจนเป็นสิ่งที่ดีและเราควรจะช่วยแต่ต้องช่วยด้วยวิธีที่ถูกต้องไม่ใช่ช่วยจนเป็นหนี้ทั้งประเทศและต้องไม่ กระทบสิทธิเสรีภาพบนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การช่วย "คนไม่มี" ไม่ใช่ใช้วิธีบังคับเอาจาก "คนมั่งมี" หรือออกกฎหมาย (เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข) มาปล้น "คนมั่งมี" ไปให้ "คนไม่มี" นี่คือวิธีของระบบสังคมนิยมที่บังคับแบบเผด็จการ

    มีตัวอย่างของการปล้นอย่างถูกกฎหมาย เช่นถ้าเราเห็นชายคนหนึ่ง เดินผ่านมาที่หน้ารัฐสภาและถ้าเราเอาปืนออกมาขู่แล้วบอกว่าเราจะเอาเงินของเขาไปให้องค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือเด็กพิการและยากไร้ เราก็จะมีความผิดโดนข้อหาปล้นหรือลักทรัพย์ แต่ถ้าชายคนนี้ เป็นคนรวยสวมเสื้อนอกราคาแพงและเห็นธนบัตรใบละ 1000 บาทหลายใบโผล่ออกมาที่กระเป๋า และถ้าเราเอาปืนขู่เหมือนเดิมเราก็จะโดนข้อหาปล้นและลักทรัพย์เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเราเดินต่อไปและเดินเข้าไปที่รัฐสภาแล้วใช้วิธีออกกฎหมายให้เรามีสิทธิ์จัดสรรเงินและทรัพย์สินส่วนบุคคลของราษฎรเพื่อการกุศล เราก็จะได้เงินของผู้ชายคนนี้ไปให้องค์กรหรือโครงการการกุศลอย่างง่ายดายไม่เพียงแต่ถูกกฎหมายแถมยังได้รับคำยกย่องสรรเสริญด้วย

    การกระจายรายได้ "redistribution of wealth" หรือเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ด้วยการปล้นคนรวยไปให้คนจน เป็นทฤษฎีหลัก ของ Karl Marx บิดาแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ เขาเคยกล่าวไว้ว่า "เอาจากแต่ละคนตามความสามารถของเขา ,ให้แต่ละคนตามความต้องการของเขา" "From each according to his ability, to each according to his needs" ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่ไม่ยุติธรรมไร้เหตุผลขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ จึงทำให้ระบบสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์)ของทุกประเทศล้มเหลวมา 100 กว่าปีแล้ว ร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ. ประกันสุขภาพ รวมทั้งพ.ร.บ. ประกันสังคม ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีเดียวกันและหนีไม่พ้นความล้มเหลวในที่สุด

    โครงการ 30 บาท (กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)ไม่ใช่ความคิดใหม่ ล้มเหลวแล้วในทุกๆประเทศ ที่นำมาใช้เพราะมันขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ ลัทธิสังคมนิยมหรือลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเขาเน้นหลักความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน (equality) ของมวลมนุษย์มากเกินไปจนถึงขั้นว่าทุกคนมีสิทธิเท่ากันในทุกๆเรื่อง ดังนั้นไม่ว่ารวยหรือจนรัฐก็เลยแจกบัตรทอง 30 บาทให้ (แจกบัตรทองแล้ว 45 ล้านคน) เพราะลัทธิสังคมนิยมมีทฤษฎีว่า ทุกคนมีสิทธิเสมอกันที่จะรับบริการของรัฐ แต่ ความหมายที่แท้จริงของคำว่าเสมอภาคควรจะหมายถึง “ความเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” (มาตรา 30 - รัฐธรรมนูญ) เพราะฉะนั้นคำว่าเสมอภาคไม่ควรหมายความว่าเสมอกันในทุกๆเรื่องซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    ความเสมอภาค เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เป็นคำขวัญหรือสโลแกนของพวกสังคมนิยม (คอมมิวนิสต์) ฟังอย่างผิวเผินก็ดูดีไปหมด เหมือนอุดมคติในฝัน (utopia) แต่ในชีวิตจริงปฏิบัติไม่ได้ ยกตัวอย่าง เช่น พวกผู้นำของประเทศสังคมนิยมมีความเป็นอยู่ที่หรูหราในขณะที่ประชาชนของเขาลำบากแร้นแค้น พวกคอมมิวนิสต์ เอาสโลแกน เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขมาหลอกประชาชน

    เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศอังกฤษผู้รบชนะ ฮิทเลอร์เคยเตือนไว้ว่า คำโฆษณาชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์ที่ว่า“เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขนั้น จริงๆแล้วเป็นการเฉลี่ยแต่ความทุกข์เท่านั้น”

    นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ กล่าวไว้ว่า “ในระบบที่เน้น ความเสมอภาคของมวลมนุษย์ ทำให้คนแต่ละคนสนใจจะเอาจากกองกลางมากกว่าการมุมานะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนให้มนุษย์มีการพัฒนาก้าวหน้าตั้งแต่อดีตกาล”

    ทุกคนมีสิทธิที่จะดูแลสุขภาพของตนเอง แต่ การรับบริการทางสาธารณสุขและการรักษาฟรี ไม่ใช่“สิทธิ” เช่น ทุกคนมีสิทธิในการกินอาหารเพื่อดำรงชีวิต ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะมีสิทธิได้รับอาหารฟรี (ทุกคนมีสิทธิ์ใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ ไม่ใช่โทรฟรี) เราใช้คำว่าสิทธิในทางที่ผิด (เรากำลังหลงทางและสับสน) คำว่าสิทธิควรหมายถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (basic human rights) ส่วนการรักษาฟรีเป็นบริการหรือสวัสดิการหรือสงเคราะห์ที่รัฐหรือมูลนิธิให้ด้วยเมตตาจิต ผู้รับไม่มีสิทธิ์เรียกร้องแต่ผู้รับควรรับด้วยความขอบคุณ คนในสังคมจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

    จริงๆแล้วสิทธิขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์หมายถึง สิทธิในการถือศาสนา สิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย สิทธิส่วนบุคคล (privacy right) เป็นต้น การรักษาฟรีหรือการรับบริการทางสาธารณสุขไม่ใช่สิทธิขั้นพื้นฐานหรือสิทธิอะไรทั้งสิ้นเพราะจริงๆแล้วเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราต้องรับผิดชอบเองและเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องดูแลตัวเองและรับผิดชอบการรักษาเมื่อเจ็บป่วยเพราะการเจ็บป่วยส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมหรือความผิดของตัวเราเองซึ่งเราต้องรับผิดชอบ การที่รัฐให้สวัสดิการทางสาธารณะสุขแก่ประชาชนหรือให้ผู้ยากไร้รักษาฟรีเป็นสิ่งที่ดี (ถ้ามีเงินไม่อั้นก็ไม่ว่ากัน) แต่การนิยามว่ามันเป็น "สิทธิ" เป็นการให้ที่มากเกินไป ถ้าเมื่อไรรัฐบาลมีเงินไม่พอต้องตัดสวัสดิการต่างๆที่เคยให้จะทำให้บ้านเมืองเกิความวุ่นวายมีการเดินขบวนเรียกร้อง"สิทธิ์"ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในประเทศฝรั่งเศส (มาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญควรจะมีการแก้ไข)

    จากคุณ : หมอเมืองคอน - [ 20 ก.ย. 45 01:39:04 A:203.170.234.3 X:172.29.3.227 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม