ทำไมข้าพเจ้าถึงรับอิสลาม

คนเหล่านี้มีเหตุจูงใจอะไรให้เขารับอิสลาม
http://www.muslimthai.com/subIndex.php?option=category&category=30

จากคุณ : pong - [ 5 ม.ค. 48 23:47:49 A:61.91.124.97 X: TicketID:077531 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

ของดี ใครๆ ก็อยากได้
เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ยังมีตัณหา(ความต้องการ)อยู่

ดีแบบบริสุทธิ์ ได้ยิน ได้ฟังปั๊ป ก็ศรัทธาในทันที
อิสลาม มีดีอย่างไร?
... ช่วยเล่าขานเป็นวิทยาทานกันหน่อย

ประเภทชี้นำว่า คนโน้นเชื่อ เราควรเชื่อตาม ไม่เอานะครับ
มันไม่ใช่

คือ อิสลาม สอนเรื่องอะไร? มีหลักการอย่างไร??
เท่าที่ทราบจากทั่วๆ ไป ว่าให้ศรัทธาในพระเจ้าก่อน


จากคุณ : นายแอ๊ด เมืองนนท์ - [ 6 ม.ค. 48 08:11:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ส่วนข้าพเจ้าไม่รับอะไรเลย นอกจากสติ

จากคุณ : SpiritDreamInside - [ 6 ม.ค. 48 10:20:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ผมได้อ่านนิตยสารทางศาสนา ก็พบเรื่องเศร้าว่าพี่น้องถูกฆ่าตาย ในประเทศมุสลิม  ทำไมมุสลิมถึงได้ฆ่าพี่น้องคริสเตียนของผม  เพียงเพราะเขาเปลี่ยนจากมุสลิมมาเป็นคริสเตียนครับ

จากคุณ : TheKhan - [ 6 ม.ค. 48 15:29:07 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

อืมมมมมมมม

เป็นกำลังใจให้คุณ pong หนักแน่นให้มากครับ
การเผยแผ่ศาสนานั้นไม่มีวิธีใดดีกว่าการปฏิบัติตน
ให้เป็นคนดี เป้นตัวอย่างแก่คนอื่นๆ


จากคุณ : เชษฐา - [ 7 ม.ค. 48 02:39:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

คุณ the khan พูดแบบเด็กๆก็พูดได้ครับไร้หลักฐาน
และน่าจะเข้าไปดูเวป นี้บ้างเพื่อจะสว่างขึ้น
http://www.drzakirnaik.com/pages/lectures/index.php

Similarities between Islam and Christianity
The Ultimate Dialogue - The Qur'an and the Bible in the Light of Science.

The Concept of God in the Major world Religions
หรือถ้าต้องการดูแบบวีดีโอก็เข้าที่

http://www.aswatalislam.net/DisplayFilesP.aspx?TitleID=50027&TitleName=Zakir_Naik


จากคุณ : pong - [ 7 ม.ค. 48 10:10:15 A:61.90.95.96 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

คห.ที่ 2  
เคสของคุณคือนับถือตัวเองครับ

---

ส่วนคุณ the khan

สัญญากับผมได้มั๊ยว่า คุณจะต้องพูดจริง
สัญญากับพระเจ้านะครับว่าคุณจะพูด และนำไปเล่าเมื่อรู้ความจริง
คุณจะเล่าพี่น้องชาวคริสต์ทุกคนที่พูดแบบนี้

และชาวคริสต์ทุกคนที่เข้ามาอ่านนะครับ
สัญญากับพระเจ้าได้มั๊ยว่าจะนำไปเล่า เล่าอย่างไม่มีเจตนากล่าวหาใส่ร้าย
คุณจะเล่าความจริงเกี่ยวกับอิสลามสู่ชาวคริสต์ที่คุณรู้จัก
ไม่ใช่การกล่าวหาใส่ร้ายอย่างที่พี่น้องคุณมักทำกัน

นะครับ

ถ้าคิดว่าพระเจ้ามีจริง(ไม่เสแสร้งศรัทธา) ช่วยสัญญากับพระเจ้าว่าคุณจะไม่กล่าวหาอิสลาม ไม่ตัดต่อคำสอนไปเผยแพร่ในทางลบ
ไม่เล่าเรื่องโกหก(เช่นหนังสือ "รักต้องห้าม forbidden love)
นะครับ

คือ
ชาวคริสต์ครับ ชาวคริสต์  อยู่ในโลกอาหรับมาตั้งแต่ตอนไหนครับ?
นานมาแล้ว อยู่มาตลอด และมีมาแผยแพร่เสมอ  
เหตุใดจึงอยู่ได้ครับ เหตุใดจึงไม่ถูกมุสลิมฆ่าตายหมด (เหมือนกับที่ชาวคริสต์ชอบพูดกันว่าอิสลามชอบฆ่าคริสต์)
ก็เพราะกฎหมายอิสลามให้เสรีภาพกับศาสนาอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคุณน่ะครับ พวกชาวคัมภีร์ (ยิวและคริสต์)
ต่างกันเลยครับ ในอาหรับมียิวมีคริสต์ ไปดูประวัติได้
แต่ยุโรปไม่มีอิสลาม! ส่วนยิวต้องหลบๆซ่อนๆ ประวัติตรงนี้มีอยู่ปกปิดไม่ได้แล้วครับ โลกมันเจริญแล้ว
เพราะความโหดเหี้ยมของโรมันคาธอลิกในอดีตนั่นเองครับ อย่าว่าแต่ศาสนาอื่นเลยครับ โปรแตสแตนท์นี่ก็โดนประหารครับ นี่ประวัติที่เราพบได้ทั่วไปนะครับ ข้อมูลของตะวันตกครับ
คงไม่มีใครบอกว่าผมพูดผิดนะครับ ทุกๆคนก็รู้ประวัติแบบนี้
เอ้า ผ่านไป นั่นอดีต

ปัจจุบัน ที่อียิปต์ มีชาวคริสต์อยู่มากนะครับ มากๆเลยล่ะครับ
แล้วผู้นำศาสนาเหี้ยมมากด้วยซ้ำ ใครที่ออกจากศาสนาก็ประหารเช่นกันครับ

อย่าลืมว่าศาสนาอิสลามมีการงานเผยแพร่อยู่ตลอดเช่นเดียวกับคริสต์ครับ
ในเมื่อมีการเผยแพร่ ชาวคริสต์ในอียิปต์ก็มีการหันมาสู่อิสลามพอสมควร
กรณีนี้โดนประหารครับ
ไมว่ากันครับ เพราะเข้าใจกฎ เข้าใจกติกา

ในอดีตใครนอกรีต จะโดนคริสตจักรประหารทันที อันนี้คือกฎ เมื่อศาสนาวางมาอย่างนี้ ผมไม่ว่า
แต่อย่าปกปิดอดีต ประวัติศาสตร์มันปกปิดไม่ได้แล้ว
มนุษย์ยุคนี้รอบรู้ มีการศึกษา เขารู้ประวัติกันหมดครับ
นอกจากคนส่วนหนึ่งซึ่งไม่สนใจศึกษา ไม่อยากที่จะศึกษา กลัวที่จะศึกษา กลัวที่จะรู้ แค่ั้นั้นเองครับ

ในเมื่อกฎอิสลาม ใครหักหลังพระเจ้า ทรยศพระเจ้า ฉีกสัญญาพระเจ้า  นั่นคือโทษประหารครับ
คือเป็นมุสลิม(ศาสนาอื่นไม่เกี่ยว) คือมีสัญญาว่าจะภักดี แต่อยู่ๆก็ทรยศ อันนี้ก็ต้องเป็นไปตามกฎ
ส่วนคริสต์ก็มีกฎ รากเหง้าดั้งเดิมก็มาสิ่งที่ปฏิบัติต่อกันมาตั้งแต่สมัยยุคฮิบรูนู่นแล้วล่ะครับ สืบทอดมาถึงโรมัน
แต่ยุคใหม่ ยุคโมเดิร์น ถ้าเอาของโบราณมาใช้เดี๋ยวคนจะรับไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะไม่ชอบศาสนาคริสต์
อันนี้ก็ต้องมาการปรับปรุงศาสนาใหม่ ให้คนเข้าใจในเรื่องใหม่ๆ ให้เข้ากับยุค อันนี้ไม่ว่ากัน
แต่อย่างไรก็จะปกปิดอดีต อย่าทำเป็นลืมอดีตครับ

สัญญานะครับ

แก้ไขเมื่อ 16 ม.ค. 48 08:01:58

แก้ไขเมื่อ 16 ม.ค. 48 07:52:21

จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 07:50:54 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 7

คนนี้ใครครับ

ยัสเซอร์ อาราฟัต  ผู้นำปาเลสไตน์ครับ ที่ตายไปแล้วน่ะ

ผู้นำที่ตะวันตกมองว่าชั่ว บอกว่าฆ่าคนศาสนาอื่น

ดูครับ ภาพนี้คืองานคริสมาสต์ของชาวปาเลสไตน์คริสต์ครับ
ดูการให้เกียรติชาวคริสต์ของผู้นำสิครับ
ชาวปาเลสไตน์มีคริสต์ครับ  ที่ระเบิดพลีชีพ ที่ไปสู้กับอิสราเอลนี่ก็มีคริสต์ครับ
จะไม่ให้เขาต่อสู่ได้ไงก็ไปบุกรุกบ้านเข้าดินแดนเขาน่ะครับ

สัญญากับพระเจ้านะครับ ว่าจะนำไปเล่าต่อ
สัญญากับพระเจ้านะครับ ว่าจะนำรูปนี้ไปให้ดู

 
 


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 07:56:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

http://www.answering-islam.com/
http://www.answering-christianity.com/

เว็บต่างๆที่ถูกนำเสนอนี้ สัญญากับพระเจ้านะครับชาวคริสต์
ว่าช่วยนำไปให้พี่น้องท่านได้รับรู้ด้วย

ส่วนจะยอมรับ หรือจะเชื่อหรือไม่นั้นแล้วแต่ แต่อย่างน้อยให้รับทราบข้อมูลไว้ก่อน


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:00:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ฟังมาหลายเรื่องแล้วครับ คนมุสลิมที่ไปเข้าคริสต์
อ้างฝันนู่นฝันนี่บ้าง
หรือได้รับการกดดันอย่างนั้นอย่างนี้กับครอบครัว ก็เลยออกไปสู่เสรีภาพ
ออกไปสู่ความรักของพระเจ้า ถามได้เลยครับ คนที่ออกไปน่ะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระเจ้าที่เขาไปนับถือน่ะก็พระเจ้าองค์เดียวกันนี่แหละ
ตอนเป็นมุสลิมไม่ยอมศึกษา มัวคิดแต่ว่าลำบากนะ กดดันนะ กฎเกณฑ์เยอะนะ

-----

เพราะฉะนั้นชาวคริสต์ช่วยนำเรื่องราวที่ มีชาวคริสต์เข้าอิสลามได้มั๊ยครับ
เรื่องมุสลิมไปเข้าคริสต์ เรากล้านำเสนอ เรากล้าเล่าสู่กันฟังในโลกมุสลิม
แต่ท่านล่ะ เรื่องราวที่คริสต์เข้าอิสลามท่านจะกล้านำไปเล่าสู่กันฟังหรือไม่
ท่านซื่อตรงพอที่จะนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

คนมุสลิมนั้นละหมาด 5 เวลาครับ เพราะเชื่อมั่นพระเจ้าจะให้การตอบแทนและให้การลงโทษอย่างแน่นอน
ถือศีลอดยังอดได้
นับประสาอะไรกับการเรื่องความซื่อสัตย์ซื่อตรง ภาษาอาหรับเรียกว่า อะมานะฮฺ

ชาวคริสต์ทั้งหลายช่วยนำเรื่องเหล่านี้ไปเสนอด้วยครับ
ปริ้นส์ไปเลย save ไปเลย เพราะจดจำไม่ด้แน่นอน
ถ้าศรัทธาต่อพระเ้จ้าก็นำไปเล่าสู่กันฟังเลยครับ ว่าเรื่องราวคนที่รักพระ้เจ้า คนที่ศรัทธาพระเจ้าเขาเป็นอย่างไร


-----


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:10:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

เชอรีล  (CHFRYLE)  ชาวอเมริกัน
ก่อนอื่นนะคะ  ขอบอกให้ทราบก่อนว่าฉันได้รับการปลูกฝังมาให้เป็นคาธอลิก    ฉันผ่านพิธีกรรมของการเป็นคริสเตียน   แต่ฉันไม่ได้จริงจังกับศาสนา   แม้ว่าคุณย่าของฉันซึ่งเป็นคนคาธอลิกเชื้อสายไอริชจะเป็นคนจริงจังกับศาสนาก็ตาม   แต่ซุบฮานัลลอฮ์   ที่ฉันยึดมั่นในศาสนานี้ก็เพราะได้รับการปลูกฝังมาเช่นนั้น

จนกระทั่งฉันได้พบสามีชาวปาเลสไตน์ซึ่งเป็นมุสลิมคนนี้นั่นแหละ  โลกของอิสลามจึงเข้ามาสู่ฉัน  ก็น่าขำอยู่หรอกค่ะ  ฉันไม่ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากเขา   เพราะฉันเป็นคนหัวดื้อ  ถ้าเขาบอกอะไรให้ฉันรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม   แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เข้ากับปัญญา  ฉันก็จะไม่ยอมรับ   แต่ด้วยพระเมตตาของอัลลอฮ์   ฉันได้รับรู้อิสลามจากเพื่อนของน้องสาวสามี  เธอชื่อมุนาค่ะ (มุนาแปลว่าความหวัง – ผู้แปล)  ฉันเคยเห็นเธอหลายครั้ง   จนทำให้ฉันอยากรู้เรื่องราวของศาสนาอิสลาม

เมื่อฉันคุยกับมุนา   ฉันถามข้อข้องใจเธอหลายอย่าง  เช่นทำไมเธอต้องคลุมศรีษะ  เมื่อเธอตอบว่าเพราะเป็นการให้เกียรติแก่ตัวเอง  และความงดงามเพื่อสามีเท่านั้นไม่ใช่เพื่อคนอื่น  ฉันรู้สึกทึ่งที่ได้ฟังคำตอบเช่นนี้   เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าที่ผู้หญิงต้องคลุมศรีษะก็เพราะพวกเธอเป็นพลเมืองชั้นสอง  และเข้าใจว่าสามีของเธอบังคับให้เธอทำเช่นนั้น  ฉันนี่ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย

สิ่งที่สะดุดใจฉันมากที่สุดเกี่ยวกับศาสนาอิสลามก็คือ  ฉันรู้สึกว่าตัวเองใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้ามากกว่าที่เคยเป็น  ขอให้ฉันอธิบายให้ฟังนะคะ  ที่โบสถ์คุณต้องไปสารภาพบาปเพื่อจะได้รับการอภัยโทษในบาปที่ทำไว้ แต่ในศาสนาอิสลามฉันเพียงแต่ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์  ไม่ต้องมีคนกลางค่ะ (ไม่ว่าจะเป็นบาทหลวง  ขั้นตอนการสารภาพบาป)

ยิ่งฉันศึกษาอิสลามมากขึ้นเท่าไร  ฉันก็ยิ่งพบว่าฉันมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมผู้ชาย   เมื่อก่อนฉันไม่เคยมองอิสลามว่ายุติธรรมต่อสตรี   มีหะดีษ (โอวาทและจริยาวัตรของท่านนบีมุฮำหมัด) มากมายที่กล่าวถึงภรรยา  แม่  และลูกสาว  ว่าสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างไร  พวกเธอจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างยกย่องให้เกียรติ  แล้วซูเราะฮ์มัรยัมเล่า   เป็นบทหนึ่งในกุรอ่านที่กล่าวถึงมารดาของพระเยซู  นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะตอนแรกฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าอิสลามก็เชื่อในพระเยซูและพระนางแมรี่

ฉันเคยคิดอยู่เสมอว่าสิ่งใดก็ตามที่ฉันทำไป  ไม่ว่าจะดีหรือเลว  ย่อมจะได้รับการอภัยเสมอเพราะฉันผ่านพิธีแบ๊บติสเป็นคริสเตียนมาแล้ว  และตราบใดที่ฉันมีเยซูอยู่ในจิตใจทุกอย่างก็โอเค  หมายความว่าฉันจะได้ไปสวรรค์

ผิดไปถนัดตอนนี้ฉันมีสติแล้ว  เวลานี้ฉันมีชีวิตเพื่อความพอพระทัยของอัลลอฮ์   ฉันระมัดระวังความประพฤติและการพูดจา  ฉันรู้ผิดชอบชั่วดีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน  ฉันรู้ว่าอัลลอฮ์ทรงรู้ทุกอย่างที่อยู่ในหัวใจและความคิดของฉัน  เช่นเดียวกับที่ทรงรู้คำพูดและการกระทำของฉัน   ก่อนเข้ารับอิสลามฉันไม่เคยรู้สึกเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า   ความยำเกรงพระองค์และความกลัวต่อวันพิพากษาเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งที่จะไม่มีผู้ใดช่วยฉันได้ในวันนั้น   นอกจากมีชีวิตอยู่ในสภาพของผู้มีความยำเกรงต่อพระองค์

การพยายามอธิบายว่าทำไมฉันจึงมาสู่อิสลามเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว   แต่กระนั้นก็ยังยากอยู่ดี   มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  ความจริงที่ว่าอัลลอฮ์ทรงรักฉัน  และพระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  และทรงได้ยินทุกสิ่งทุกอย่าง  ทำให้ฉันอยู่บนหนทางที่เที่ยงตรง

ฉันไม่ได้ถูก “บังคับ” ให้มาสู่อิสลามเพราะแต่งงานกับคนมุสลิม   ฉันเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามสามปีหลังจากแต่งงาน   อิสลาม หมายถึง การยอมตนต่ออัลลอฮ์โดยสิ้นเชิง  จะดีแค่ไหนเชียวที่คุณทำให้ใครคนหนึ่งเปลี่ยนมาเข้ารับอิสลาม  โดยที่หัวใจของเขายังไม่พร้อม   คุณคิดว่าอัลลอฮ์ไม่รู้สิ่งที่อยู่ในหัวใจของคุณกระนั้นหรือ?

โอ้อัลลอฮ์  ฉันขอวิงวอนต่อพระองค์  ขอทรงโปรดประทานความรู้แก่เหล่าข้าพระองค์   โปรดนำทางเหล่าข้าพระองค์สู่ทางที่เที่ยงตรง   และฉันขอวิงวอนขอให้ท่านทั้งหลายได้อยู่ร่วมกับบรรดาผู้มีความยำเกรงต่อพระองค์

อามีน

ญะซากุมุ้ลลอฮุค็อยร็อน – ขออัลลอฮ์เพิ่มพูนความดีแก่ท่านทั้งหลาย

เชอรีล

ALAFIFI@AOL.COM


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:11:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

Robin Padilla's Road to Islam

เส้นทางสู่อิสลามของ

โรบิน ปาดิลลา

ดาราภาพยนตร์ชาวฟิลิปปินส์


อบู ชุบบาน แปลและเรียบเรียง

จาก วารสาร Muslim Reader

ของ Muslim Converted Association of Singpore




ผมเกิดมาเป็นชาว(คริสต์)คาธอลิค ผมได้เปลี่ยนไปถือ(ศาสนาคริสต์แนวทาง)พยานพระยะโฮวา ตอนอายุ 12 ปี การเป็นชาวคอธอลิคหมายถึงเราต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อพบปะกันแต่ก็ไม่ได้สนใจต่อคัมภีร์ไบเบิลเลย ส่วนการเป็นพยานพระยะโฮวานั้น ผมต้องศึกษาคัมภีร์ไบเบิลสองครั้งต่อสัปดาห์ และถือโอกาสนี้เผยแผ่มันด้วย ตอนอายุ 14 ปี ผมก็ได้ค้นพบตัวเองในโลกภาพยนตร์ จึงเข้ารับการฝึกฝนด้านนี้สองปี จากนั้นผมก็เข้าสู่วงการแสดงในบทผู้ร้าย เพราะผมไม่ค่อยหล่อเหลาเท่าใดนัก เมื่ออายุ 18 ปี ผมก็ได้เล่นในบทพระเอก มีภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นที่ผมแสดงเกือบ 20 เรื่อง ตอนนี้ผมอายุมากกว่า 30 ปีแล้ว

ตอนที่ผมอายุ 25 ปี ผมต้องติดคุก ผมถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 12 ถึง 21 ปี ด้วยข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย ขณะที่ผมอยู่ในคุกทำให้ผมหันกลับไปหาพระเจ้า และทำให้ผมพบกับอิสลาม ผมเคยสูญเสียความเป็นตัวเองไปให้กับวงการบันเทิง โดยผมหมกหมุ่นอยู่กับการยิงปืน เหล้า และยาเสพติด สื่อมวลชนตั้งฉายาให้กับผมว่า 'Bad Boy Robin' ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่คน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระเจ้า แต่เมื่อผมอยู่ในคุก ผมก็กลับมาเป็นคนอีกครั้งหนึ่ง ในคุกนี้เองที่ทำให้ผมได้พบกับศาสนาต่างๆทุกรูปแบบ ตอนนั้นผมยังคงเป็นพยานพระยะโฮวา ผมอ่านไบเบิลอีกครั้งและรู้สึกประหลายใจในวิธีการเข้าถึงอณาจักรของพระเจ้า ไบเบิลกล่าวว่า ท่านต้องเคารพบูชาพระเจ้าที่แท้จริงเพียงองค์เดียวด้วยดวงใจและวิญญานของท่าน ผมรู้ว่าไบเบิลเป็นพระคำของพระเจ้าและผมรับรู้ถึงแนวคิดเกี่ยวกับพระเจ้าองค์เดียวและเยซูเป็นเพียงผู้ประกาศสาส์นของพระเจ้าเท่านั้น แต่การอธิบายของไบเบิลเกี่ยวกับเยซูทำให้ผมสับสน เพราะบางครั้งเยซูเป็นพระเจ้าแต่บางครั้งก็ไม่ใช่ ผมจึงคบหากับทุกคนเพื่อค้นหาพระเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว

ชีวิตในคุกอีก 7 เดือนต่อมา ผมได้พบกับชาวซูดานคนหนึ่งชื่อว่า มุฮัมมัด ฟูอาด กำลังนมาซอยู่ในรูปแบบคล้ายกับที่ผมทำ คือการกราบลงบนพื้น ผมเองวิงวอนต่อพระเจ้าด้วยวิธีเดียวกันนี้ เพราะมันมีปรากฏอยู่ในไบเบิล ผมจึงถามเขาถึงศาสนาที่เขานับถืออยู่ เขาบอกว่า "ผมเป็นมุสลิม" ผมรู้สึกกลัวขึ้นมา เพราะผมเคยรู้ว่ามุสลิมคือ "ผู้ก่อการร้าย" ในสมัยนั้นมีมุสลิมบางคนได้ขู่ว่าจะสังหารพระสันตปะปา ผมถามเขาต่อถึงสาเหตุที่เขาต้องติดคุก เขาบอกผมว่าเขาถูกสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เขาบอกอีกว่า เขาถูกตำรวจใส่ร้าย เราได้สนทนากันอย่างมากมาย ผมสามารถมองเห็นความเป็นคนดีปรากฏอยู่ในดวงตาของเขาได้ เขาเชิญผมไปฟังกลุ่มพูดคุยมุสลิมและเข้าร่วมชุมนุมนักโทษมุสลิมทุกๆวันศุกร์ตอนเช้า

ในเวลานั้น ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลนักโทษจากเวลาเที่ยงคืนถึงแปดโมงเช้า ในวันศุกร์ต่อมา หลังจากผมมีเวลานอนเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น มุฮัมมัด ฟูอาดก็ปลุกผมไปร่วมการชุมนุม ที่นั่นมีคนที่หันมารับอิสลามคนหนึ่งชื่อว่า อิลยาส เขาได้พูดเกี่ยวกับความจริงที่ว่า พระเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียว ผมบอกเขาว่าผมก็มีความคิดเช่นดียวกัน วันศุกร์ต่อมาก็มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับความจริงที่ว่า เยซูนั้นเป็นเพียงผู้ประกาศสาส์นเท่านั้น ผมรู้สึกตื่นเต้นและผมคิดว่าผมได้ผมกับศาสนาที่ถูกต้องแล้ว ผมไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ ผมคิดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อมีการพบปะกันครั้งที่สาม ผมจึงประกาศเข้ารับอิสลาม ในเดือนกันยายน ปีค.ศ 1995

ในเวลานั้น ผมมีเพื่อนสาวและมีลูกด้วยกัน เมื่อผมเข้ารับอิสลาม เราไม่เจอกันเป็นเวลา 3 เดือน แต่อัล-ฮัมดุลิลลาฮฺ เธอได้พูดว่า "วันหนึ่งเราจะแต่งงานกันแบบอิสลาม" สองเดือนต่อมา เธอก็ได้รับอิสลาม เรามีลูกสาวด้วยกัน 3 คน อายุ 9 ปี, 7 ปี, และ 5 ปี ตามลำดับ และลูกชายอีกหนึ่งคนในไม่ช้านี้

นับจากวันที่ผมได้เข้ารับอิสลาม ก็ปรากฏข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ในชั้นแรกพวกเขาก็ตัดสินตัวผม โดยพวกเขากล่าวว่า ผมเข้ารับอิสลามเพราะต้องการมีภรรยาหลายคน แต่แท้จริงแล้วก่อนหน้านี้ผมสามารถมีภรรยาไม่จำกัดจำนวนได้ แต่หลังจากผมเป็นมุสลิมผมถูกจำกัดให้มีภรรยาแค่ไม่เกินสี่คนและต้องปฏิบัติกับพวกเธอในฐานะภรรยาและต้องรับผิดชอบด้วย แน่นอน ! ผมได้ "กลายเป็น" ผู้ก่อการร้ายไปแล้วด้วย! อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่เรือนจำได้สัมภาษณ์และพูดคุยถึงลักษณะที่ผมได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนใหม่ การที่ผมรณรงค์ต่อสู้กับยาเสพติดในเรือนจำ ผมได้ช่วยสร้างศูนย์บำบัดยาเสพติดในเรือนจำเพื่อบำบัดนักโทษ ช่วยจับผู้ดูแลนักโทษที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายยาเสพติด ผมได้เลื่อนไปอยู่อาคารดูแลความปลอดภัยระดับสูงสุด ในเวลานั้นผมคิดว่าผมต้องเป็น "คุณปู่" เมี่อผมออกจากคุก แต่ผมก็ได้ฝันถึงอิสระภาพ ผมรู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้อำนาจเหนือทุกสิ่ง ผมอ่านอัล-กุรอานอย่างมากมาย ไม่ว่าซูเราะฮฺไหนก็มีข้อแนะนำให้กับผม ในที่สุดผมก็ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากความประพฤติดีหลังจากผมอยู่ในคุกได้ 3 ปี

ผมได้ทำฮัจญ์ในปี 1999 ร่วมไปกับกลุ่มของแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร Moro National Liberation Front (MNLF) พวกเราเป็นแขกของกระษัตริย์ ดังนั้นการทำฮัจญ์ของเราจึงสะดวกเป็นอย่างมาก เมื่อผมเฝ้ามองมุสลิมกำลังฏอวาฟรอบๆกะอฺบะฮฺจากข้างบนด้วยความพร้อมเพรียงกัน ผมรู้สึกทึ่งต่อผู้คนหลากหลายสีผิวถูกเชื่อมเข้ากันด้วยภราดรภาพแห่งอิสลาม ผมคิดว่าถ้าเราถูกเชื่อมกันในเรื่องอื่นๆทุกๆด้าน เราสามารถปกครองโลกนี้ได้เลย อินชาอัลลอฮฺ

วันที่ผมถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ เป็นวันอีด อัฎฮา ผมได้เห็นกะอฺบะฮฺนี้ในวันนั้น ผมร้องให้เนื่องจากผมนึกถึงความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผมจากการที่ผมถูกตัดสินให้ไปอยู่ในคุก

ผมต้องการเผยแผ่อิสลามอย่างแท้จริง ผมมีวิธีการดะอฺวะฮฺ(การเชิญชวนผู้อื่นมาสู่อิสลาม) สำหรับผมแล้วอิสลามเป็นศาสนาที่ง่าย อัลลอฮฺได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ในอัล-กุรอานเช่นกัน ผมต้องการเห็นลูกๆเติบโตมาด้วยความรู้และค่านิยมแบบอิสลาม ด้วยการร่วมมือกับพี่น้องบางคน ผมได้ก่อตั้งมูลนิธิแสงแห่งสันติภาพ(Light of Peace Foundation) และตอนนี้ผมกำลังทำงานเพื่อก่อตั้งโรงเรียนอิสลามด้วยความช่วยเหลือจากยูซุฟ อิสลาม(Cat Stevens)


ตอนที่ผมไปญิดดะฮฺ ผมได้พูดในวันหนึ่งที่นั่น มีชาวฟิลิปปินส์ที่นั้น 400 คนได้เข้ามาฟัง มีคนหนึ่งได้รับอิสลามในที่ชุมนุมนั้น หลังจากผมรับอิสลาม ก็ผู้คนจำนวนมากที่ผมรู้จักหรือพูดคุยด้วยอย่างที่ผมเคยทำในคุก ในจำนวนนั้นก็มีทั้งญาติ เพื่อนฝูง และแฟนๆภาพยนตร์ อัล-ฮัมดุลิลลาฮฺ ที่ประทับอย่างยิ่งคือการเข้ารับอิสลามของอาของผมเอง เขาเป็นที่เคยสังหารมุสลิมในมินดาเนาจำนวนมาก เมื่อผมคุยกับเขาเกี่ยวกับอิสลาม เขาถึงกับร้องให้และเข้ารับอิสลาม ผมมีความสุขที่ได้มีโอกาสพูดคุยอิสลามกับคนอื่น ผมต้องการที่จะเป็นดะอียฺ(นักดะอฺวะฮฺ)เต็มเวลาในแต่ละวัน

มันเป็นเรื่องลำบากสำหรับผมที่จะแสดงภาพยนตร์ต่อไป แต่ผมได้ทำสัญญาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติให้ครบตามกำหนด ผมต้องอธิบายให้พวกเขาทราบว่ามีบางสิ่งที่ผมทำไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขา แต่เนื่องจากผมเป็นมุสลิม จะต้องไม่มีฉากจูบใดๆให้ผมแสดง ในเรื่องนี้พวกเขายอมผม อินชาอัลลอฮฺ เมื่อเวลานั้นมาถึงผมจะออกจากโลกภาพยนตร์

 ………………………………

 
 


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:14:50 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

Yusuf Estes

นักเผยแผ่อิสลามชั้นแนวหน้าแห่งอเมริกา

อบุล อิซซฺ  เรียบเรียง



               แม้ว่าภาพพจน์ของอิสลามโดยเฉพาะในตะวันตก  จะเป็นภาพลบ ภาพของผู้ก่อการร้าย  การลักพาตัว การกดขี่ข่มเหงผู้หญิง  ฯลฯ  แต่กลับกลายเป็นว่าสถิติของชาวตะวันตกที่หันเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามกลับเพิ่มจำนวนสูงขึ้น  ยูซุฟ  เป็นบุคคลหนึ่งในจำนวนดังกล่าวและได้เรียกร้องผู้อื่นเข้าสู่อิสลามอีกจำนวนมากจนเป็นนักดะวะฮฺที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในอเมริกา

ยูซุฟเคยเป็นบาทหลวงหรือหมอสอนศาสนา นิกาย  “born again”  (คริสเตียนกำเนิดใหม่)  ยูซุฟเป็นเด็กที่มีความกระตือรือร้นในเรื่องศาสนา เขาเข้าพิธีล้างบาปเมื่ออายุได้ 12 ขวบ  ในช่วงที่เป็นวัยรุ่นเขามักจะตระเวนไปตามโบสถ์ต่างๆเพื่อศึกษาคำสอนและหลักศรัทธาของแต่ละนิกาย  ตลอดจนศึกษาศาสนาต่างๆทั้งฮินดู, ยูดาย, พุทธ, เมตาฟิสิกส์, ตลอดจนความเชื่อของอินเดียแดงพื้นเมือง ยกเว้นอิสลาม ?  

               นอกจากนั้นเขายังสนใจดนตรีในรูปแบบต่างๆโดยเฉพาะ Gospel และ  Classical จนได้รับตำแหน่งเป็นนักร้องประจำโบสถ์ที่เขาเข้าร่วม  ทั้งยังมีสตูดิโอสอนดนตรีเป็นของตนเอง ธุรกิจส่วนใหญ่ของเขาที่ร่วมงานกับพ่อจึงเป็นธุรกิจด้านการบันเทิง มีรายได้นับล้านดอลลาร์  แต่จิตใจของเขาก็ยังไม่พบกับความสันติที่แท้จริง  เขามักจะเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า  ทำไมพระเจ้าจึงสร้างเรามา? พระองค์ต้องการสิ่งใดจากเรา?  และที่สำคัญพระองค์คือใคร?  และคำถามจากศาสนาเดิมที่วนเวียนอยู่ในความคิดของที่ว่า ทำไมต้องเชื่อในบาปที่มีมาแต่กำเนิด  ทำไมลูกหลานของอาดัมจะต้องแบกรับบาปของท่านจนต้องถูกลงโทษไปตลอดกาล  แต่เมื่อถามใครสักคน คำตอบที่ได้รับคือ คนจะต้องเชื่อโดยไม่ต้องไต่ถาม  หรือมันเป็นความเร้นลับที่ไม่ควรถาม

           ปี 1991 ยูซุฟรู้สึกประหลาดใจเมื่อรู้ว่ามุสลิมมีหลักความเชื่อเรื่องคัมภีร์ใบเบิ้ล  อีกทั้งยังเชื่อว่านบีอีซาเป็นนบีของอัลลอฮฺ กำเนิดมาโดยไม่มีพ่อ และจะกลับมาฟื้นฟูศาสนาก่อนวันสิ้นโลก  ทั้งนี้เพราะว่า คริสเตียน evangelists ที่เขามักร่วมเดินทางไปด้วยเป็นกลุ่มที่รังเกียจอิสลามและมุสลิมอย่างมาก  บางครั้งพูดโกหกต่ออิสลามเพื่อข่มขู่ผู้อื่นให้เกลียดกลัวอิสลาม  ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจต่ออิสลามมากนัก

 
 


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:15:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

จนกระทั่งเขาได้มีโอกาสพบเจอกับมุสลิมชาวอียิปต์คนหนึ่ง  อันเนื่องมาจากการคะยั้นคะยอของพ่อเพื่อธุรกิจบางอย่างนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป  เขามักจะหาโอกาสในการพูดคุยสนทนาและแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความเชื่อของแต่ละฝ่ายบ่อยครั้ง  ทั้งนี้เพื่อจะโน้มน้าวหนุ่มอียิปต์ดังกล่าวให้มาเป็นคริสเตียน  และยังได้ชักชวนหนุ่มอียิปต์ที่ชื่อมุฮัมมัดเข้ามาอยู่ในบ้านเพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจร่วมกันซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของมลรัฐเท็กซัส    ยูซุฟมักจะแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องต่างๆโดยเฉพาะการพูดคุยในเรื่องศาสนา  และความรู้เกี่ยวกับคัมภีร์  จนกระทั่งวันหนึ่งบาทหลวงคาทอลิกที่เป็นเพื่อนกับยูซุฟคนหนึ่งเข้ารับศาสนาอิสลาม  ทำให้เขางุนงงอย่างมากและนำเรื่องนี้ไปปรึกษาภรรยาก็พบว่าภรรยาของเขาก็กำลังจะเข้ารับอิสลามเช่นกัน เพราะเธอรู้ว่ามันคือสัจธรรม  ซึ่งเป็นเรื่องที่ช็อคยูซุฟอย่างยิ่ง  จนทำให้เขาต้องปรึกษากับมุฮัมมัดทั้งคืน  และยูซุฟรู้สึกว่าสัจธรรมได้มาถึงเขาแล้ว  ในวันรุ่งขึ้นเขาก็ได้ปฏิญาณชะฮาดะฮฺต่อหน้าบุคคลสองท่านคืออดีตบาทหลวงคุณพ่อ ปีเตอร์ จาค๊อบ และมุฮัมมัด อับดุลเราะฮฺมาน หลังจากนั้นภรรยาของเขาก็กล่าวคำปฏิญาณโดยมีเขาเป็นพยานคนที่สาม  ต่อมาอีกไม่กี่เดือนพ่อของเขาก็เข้ารับอิสลาม  จากนั้นเขาก็ได้นำลูกของเขาออกจากโรงเรียนคริสต์เข้าเรียนโรงเรียนอิสลาม  ปัจจุบันลูกๆของสามารถท่องจำอัลกุรอานได้หลายส่วน  

               ยูซุฟมีโอกาสเดินทางไปหลายแห่งและได้พบเห็นกับอดีตผู้นำ, บาทหลวง, นักเผยแพร่, อาร์คบิชอป ฯลฯ  รวมทั้งผู้คนที่มาจากศาสนาต่างๆซึ่งหันเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม  เช่นฮินดู ยิว คาทอลิก โปรแตสแตนท์ ประจักษ์พยานเยโฮวา  กรีกและรัสเซียออโทดอกซ์  คอปติกคริสเตียน ผู้ไม่สังกัดโบสถ์ และแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ที่เคยปฏิเสธพระเจ้า  

                “ทำไม”   ยูซุฟกล่าวว่านี่เป็นคำถามที่ดี  และเขาได้แนะนำขั้นตอนในการขัดเกลาความคิดให้บริสุทธิ์เพื่อแสวงหาสัจธรรมไว้ เก้าขั้นตอน

ชำระจิตใจ, หัวใจ และวิญญาณให้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง
กวาดล้างอคติและความลำเอียงออกจากเส้นทาง
หาคำแปลอัลกุรอานที่ดี  ในภาษาที่เขาสามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี
ให้เวลาบางส่วนกับมัน
อ่านและไตร่ตรอง
ใคร่ครวญและขอพร
วิงวอนจากผู้ทรงสร้างที่แท้จริง  เพื่อนำทางสู่สัจธรรม
ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอโดยใช้เวลาประมาณไม่กี่เดือน
เหนือสิ่งอื่นใด  อย่าให้ใครก็ตามที่ความคิดมียาพิษมีอิทธิพลต่อท่านในขณะที่ท่านอยู่ในสภาวะ “สร้างจิตวิญญาณใหม่”


   อินชาอัลลอฮฺ พระองค์จะจัดการกับมันให้เป็นไปตามสิ่งที่อยู่ในใจท่าน            

     

…………………



เว็บไซต์เผยแผ่ของท่าน  http://islamtomorrow.com/


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:15:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

“มัลคอล์ม เอ็กซ์”

อัล ฮัจญ์ มาลิก อัล ชาบาซ


มัลคอล์ม เอ็กซ์ ชาวอเมริกันผิวดำ นักต่อสู้ต่อต้านลัทธิเหยียดผิวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เดิมเป็นคริสเตียน และได้หันมารับอิสลามในช่วงท้ายของชีวิต ดังนั้น เขาจึงถูกรู้จักกันในฐานะมุสลิมที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

มัลคอล์ม เอ็กซ์ ถือกำเนิดในครอบครัวที่ยากจน ในวันที่19 เดือนพฤษภาคม  ปี1925, ในเมือง โอมาฮา,รัฐ เนบราสกา(ชื่อรัฐในภาคกลางของอเมริกา). เป็นบุตรคนที่4 จากบิดาที่เป็นคนดำและมารดาที่เป็นคนขาว

เขาเติบโตขึ้นมาโดยผ่านความความเจ็บปวดจากลัทธิเหยียดสีผิว ทั้งที่เป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง แต่เขาไม่ได้รับการสนับสนุนทางการศึกษาจากครูที่โรงเรียน อันเนื่องจากการเป็นคนดำ

ชีวิตที่ด้อยโอกาส ทำให้มัลคอล์มเข้าสู่โลกของสิ่งผิดกฎหมาย  ภายหลังถูกจับกุมและติดคุก แต่ชีวิตในคุกทำให้มัลคอล์มเริ่มมีโอกาสที่จะอ่านงานเขียนวรรณคดีประเภทต่างๆอย่างมากมาย  งานเขียนประวัติศาสตร์ทางศาสนา,เชื้อชาติ(เผ่าพันธุ์) และโลก เป็นที่โปรดปรานของเขามาก. การอ่านมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาให้กลายเป็นผู้ทรงความรู้คนหนึ่ง

เช่นเดียวกันเขามีเวลาเพียงพอที่จะพิจารณาถึงวิถีชิวิตของเขา เขาเริ่มได้รับจดหมายจากสมาชิกครอบครัว และจากพี่น้อง2 คนของเขา, ฟิลเบอร์ท และ เรจินอล.พวกเขาได้เขียนถึง มาลคอล์ม เกี่ยวกับผู้นำคนหนึ่งที่เคร่งครัดในศาสนา, ชื่อ Elijah Muhammad.(เป็นกลุ่มมุสลิมดำ ซึ่งถือว่าอยู่นอกแนวทางอิสลาม กลุ่มนี้เชื่อว่า คนผิวดำเป็นกลุ่มชนพิเศษที่เหนือกว่าคนขาว และความเชื่ออื่นๆที่ไม่นับว่าสังกัดอยู่ในศาสนาอิสลาม)

มาลคอล์ม เกิดความสนใจกับคำสอนที่ถ่ายทอดโดย Elijah Muhammad .และในไม่ช้าเขาก็ได้เข้าร่วมกับ “ประชาชาติอิสลาม”(มุสลิมดำ)  ซึ่งมีฐานปฎิบัติการอยู่ในชิคาโก นำโดย Elijah Muhammad.

มัลคอล์มได้รับฉายาว่า x “เอ็กซ์” ซึ่งเป็นชื่อที่แทนชื่อที่ไม่รู้จัก อันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงบรรพบุรุษที่ถูกคนขาวจับมาเป็นทาส

นับตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกในปี 1952 มาลคอล์มไม่เพียงแต่เป็นผู้แถลงการณ์(โฆษก)ระดับสูงสุดขององค์การ แต่เขายังเป็นสถาปนิกและผู้สนับสนุนการทำงานอย่างแรงกล้าให้แก่องค์กร “มุสลิมดำ”

การได้เขามีส่วนสำคัญในการต่อต้านลัทธิเหยียดผิวในสหรัฐ ด้วยการปราศรัยที่เร่าร้อนและทรงพลัง ทำให้ชื่อของเขาโด่งดัง ไม่เพียงในสหรัฐเท่านั้น แต่เป็นที่สนใจต่อคนทั่วโลกอีกด้วย

เหตการณ์สำคัญอีกครั้งที่ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาเกิดขึ้นในปี 1963 เมื่อเขาได้ถอนตัวออกจากกลุ่ม “มุสลิมดำ” เนื่องจากความขัดแย้งกับพฤติกรรมที่ผิดๆของ Elijah Muhammad ในช่วงนี้เองทำให้เขามีโอกาสไปประกอบพิธีฮัจญ์ หรือ การเดินทางเพื่อแสวงบุญ ณ เมืองมักกะฮ์, ซาอุดิอาระเบีย.สิ่งนี้คือเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในมุมมอง มาลคอล์ม ต่อความเชื่อของเขาและวิถีทางชีวิตของเขาต่อปัญหาต่างๆจากลัทธิเหยียดผิวและการกดขี่คนดำในอเมริกา.

               ในขณะพิธีแสวงบุญ มาลคอล์มได้ตระหนักถึงความเป็นจริงของความเสมอภาคของมนุษย์, จากผู้ศรัทธาทุกสีผิว, ทุกระดับชนชั้นสังคม, ด้วยความเข้าใจในสาส์นแห่งอิสลามซึงถูกถ่ายทอด(สอน)โดย ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ)

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเปลี่ยนชื่อตัวเอง จากมาลคอล์ม เอ็กซ์ เป็น อัล-ฮัจญ์-มาลิก อัล-ชาบาซซ. ซึ่งเป็นชื่อสุดท้ายที่สิ้นสุดแห่งการเดินทาง จากความมืดมนของความเชื่อที่หลงผิด สู่ความแท้จริงและแสงสว่างแห่งอิสลาม.

ภายหลังจากที่มัลคอล์ม ได้กลับสู่สหรัฐอเมริกา เขาได้กลายเป็นผู้เผยแผ่แนวคิดอิสลามตามกระแสหลักของโลกมุสลิม แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เขาถูกมือปืนปลิดชีวิต และได้จบชีวิตลงในฐานะ “ชะฮีด” แห่งอิสลาม

ทุกวันนี้ มัลคอล์ม x ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ของการแสวงหาสัจธรรมและการต่อต้านลัทธิเหยียดผิว และเขาได้เลือกอิสลามเป็นคำตอบต่อปัญหาทั้งหมด เรื่องราวของเขาได้กลายเป็นตำนานเล่าขาน ถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือ และถ่ายทอดสู่โลกภาพยนตร์

 
 


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:16:32 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ชัยคฺ ดร. อับดุลลอฮฺ ฮากิม ควิก
Abdullah Hakim Quick


นักวิชาการ นัก เผยแผ่อิสลามในดินแดนอเมริกา

ดร. อับดุลลอฮฺ ฮากิม ควิก เป็นชาวอเมริกันผิวดำ เขาได้รับอิสลามเมื่อปี 1970 ต่อจากนั้นได้ทุ่มเทศึกษาต่อในด้านอิสลามอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ผ่านการศึกษาอิสลามโดยตรงจากมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งมดีนะฮฺ โดยถือว่าเขาเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งมะดีนะฮฺ

ดร. อับดุลลอฮฺ ฮากิม ควิก จบปริญญาตรี สาขาดะอฺวะฮฺและอุศูลลุดดีน จากมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งมดีนะฮฺ จากนั้นได้จบปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์แอฟริกา และปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์แอฟริกาตะวันตก โดยเกี่ยวข้องกับอิสลามในทวีปแอฟริกา จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของท่านคือเกี่ยวกับนักฟื้นฟูอิสลามแห่งแอฟริกาตะวันตกในคริสศตวรรษที่ 18 คือ เชค อุษมาน ดาน ฟาดิโอ, อมีรแห่งรัฐเคาะลีฟะฮฺโซโคโท(the Sokoto Caliphate)



ดร. อับดุลลอฮฺ ฮากิม ควิกยังได้ออกไปทำงานดะอฺวะฮฺอย่างเข้มข้นในเขตอเมริกากลางและแคริบเบียน รวมทั้งโลกมุสลิมโดยรวม

ดร. อับดุลลอฮฺ ฮากิม ควิก ทำหน้าที่เป็นอีหม่าม ครู และที่ปรึกษาในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และหมู่เกาะอินเดียตะวันตก ท่านยังเป็นอาจารย์บรรยายใน York University (University of Toronto) และ McGill University

ดร. อับดุลลอฮฺ ฮากิม ควิก  เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในภาคภาษาอังกฤษ เขามีงานเขียนทั้งบทความในหน้าหนังสือพิมพ์แนวหน้าของแคนาดา และหนังสืออีกหลายเล่ม อาทิเช่น

The 40 Ahaadeeth on Islamic Revival

Beyond Ramadan

Advice to an Islamic School Teacher

Holiday Myths

Deeper Roots





ดูเว็บไซต์ส่วนตัวได้ที่ http://www.hakimquick.com

 
 


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:17:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

ดร. อบู อมีนะฮฺ บิลาล ฟิลิปส์

ดร. บิลาล ฟิลิปส์ หรือ อบู อมีนะฮฺ บิลาล ฟิลิปส์ อดีตชาวคริสเตียนที่ได้เข้ารับอิสลาม  เกิดในปี 1947 ประเทศจาไมกา อเมริกากลาง มีชื่อเดิมว่า Dennis Bradley Philips  



เมื่ออายุได้ 11 ปี เขาได้อพยพพร้อมครอบครัวไปอยู่แคนาดา ชีวิตในแคนาดามีอิทธิพล อย่างมหาศาลต่อเขา เมื่อเข้าสู่ชีวิตในมหาวิทยาลัย เขามีความสนใจในลัทธิคอมมิวนิสต์ และนับตัวเองว่าเป็นมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์คนหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่ง สมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมการของกลุ่ม ซึ่งเคยเป็นคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง ได้เข้ารับอิสลาม ทำให้เขาหันมาสนใจอ่านหนังสืออิสลาม เพื่อรู้ว่าเหตุใดมันจึงดึงดูดใจเขา


เขาใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการศึกษาและโต้แย้งในเรื่องอิสลาม ในที่สุดประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1972 เขาได้รับอิสลาม จากนั้นเขาได้เดินทางศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งมดีนะฮฺ 6 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาอุศูลุดดีน  จากนั้นเขาได้เรียนจบระดับปริญญาโทสาขาเทววิทยาอิสลาม มหาวิทยาลัย คิง อับดุล อะซีซ ณ กรุงริยาฎ ตามด้วยปริญญาเอกสาขาเทววิทยา จากมหาวิทยาลัยแห่งเวลส์ ประเทศอังกฤษ


บิลาล ฟิลิปส์ ได้เริ่มทำงานด้วยการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา บรรยาย เขียนหนังสือเผยแผ่ และสอนหนังสือในโรงเรียนหลายแห่งเป็นเวลามากกว่า 10 ปี  ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย บิลาล ฟิลิปส์ได้เข้าไปเชิญชวนทหารอเมริกามาสู่อิสลาม เป็นผลให้มีทหารอเมริกันเข้ารับอิสลามประมาณ 3,000 คน


ในปี 1994 เขาได้อพยพไปอยู่สหรัฐอาหรับอิมิเรต และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารอิสลาม กล่าวว่าในรอบห้าปีมีผู้เข้ามารับอิสลามผ่านศูนย์นี้ประมาณ 5,000 คน

เขายังได้เขียนหนังสืออิสลามเป็นภาษาอังกฤษหลายเล่ม อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นหนึ่งในนักเขียนและนักบรรยายเกี่ยวกับอิสลาม ในภาคภาษาอังกฤษที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบันนี้



หนังสือขอท่านที่ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยแล้ว ได้แก่ ศาสนาที่แท้จริงของพระเจ้า, การอธิบายความฝัน, การมีภรรยาหลายคน, เตาฮีด แก่นคำสอนอิสลาม

 
 


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:18:46 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ยูซุฟ อิสลาม YUSUF ISLAM
นามเดิม “แคต สตีเวนส์” (CAT STEVENS)


ถาม คำถามแรกที่ผมอยากจะถามคุณก็คือ คุณเข้ามารู้จักอิสลามได้อย่างไร ?
ตอบ ผมมาเริ่มรู้จักอิสลามเป็นครั้งแรกก็โดยพี่ชายของผมชื่อเดวิด เมื่อห้าปีที่แล้วเขาได้เดินทาง ไปเยรูซาเล็ม และได้ไปเยี่ยมสถานที่สำคัญทางศาสนาหลายแห่งด้วยกัน ในจำนวนนี้ก็มีมัสญิดอัล- อักศอรวมอยู่ด้วย ในชีวิตเขาไม่เคยเข้าไปในมัสญิดไหนมาก่อน  เมื่อเขาได้มีโอกาสเข้าไปเขาก็ พบว่าบรรยากาศภายในมัสยิดนั้นช่างแตกต่างไปจากโบสถ์ของคริสเตียน และโบสถ์ของยิว จนเขา ต้องถามตัวเองว่า “ทำไมหนอ ศาสนานี้ (อิสลาม) จึงได้ลึกลับเช่นนี้ ?    นอกจากนั้นแล้วเขายังมี ความรู้สึกสนใจในพฤติกรรมของมุสลิมและรูปแบบอันสงบ  ในการนมาซของมุสลิมเป็นอย่างมาก ด้วย เมื่อเขากลับมาอังกฤษ เขาได้นำเอาคัมภีร์กุรอานกลับมาด้วยเล่มหนึ่งและนำมาให้ผมเพราะ เขารู้ว่าผมต้องการทางนำ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

ถาม คุณประทับใจอะไรมากที่สุดเมื่อคุณอ่านคัมภีร์กุรอาน ?
ตอบ ความเป็นอมตะของสารในคัมภีร์กุรอาน ทุกถ้อยคำในคัมภีร์กุรอานดูเหมือนจะเป็นที่คุ้นเคย แบบแปลก ๆ ไม่เหมือนกับที่ผมเคยอ่านมาก่อน ถ้อยคำเหล่านั้นง่ายและก็ชัดแจ้งเหลือเกิน แม้จะ มาถึงตรงนี้แล้วก็ตาม แต่วัตถุประสงค์ของชีวิต ก็ยังคงเป็นสิ่งลึกลับสำหรับผมอยู่ ผมเชื่ออยู่เสมอ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมดนี้จะต้องมีผู้วางแผนอยู่   แต่ใครเล่าคือศิลปินที่มองไม่เห็นผู้นั้น ? ผมพยายามใช้วิธีการทางจิตใจหลายทางค้นหาดู แต่ก็ไม่ได้รับความพอใจ ผมจึงเหมือนกับเรือลำ หนึ่งซึ่งลอยเท้งเต้งอยู่กลางสมุทรโดยไม่มีทิศทาง แต่เมื่อผมอ่านคัมภีร์กุรอาน ผมก็รู้สึกว่าผมถูก สร้างมาสำหรับมัน และมันถูกสร้างมาสำหรับผม เป็นเวลาถึงปีครึ่งที่ผมอ่านแล้วอ่านอีก    และใน ช่วงเวลานั้นผมไม่ได้พบมุสลิมเลยสักคน  ดังนั้น ตัวผมจึงอยู่ท่ามกลางสารแห่งคัมภีร์กุรอานเพียง อย่างเดียว ผมรู้ว่าไม่ช้าผมจะต้องยอมจำนนโดยสิ้นเชิง หรือไม่ก็เดินทางต่อไปในหนทางแห่งการ สร้างสรรดนตรี ตอนนั้นมันเป็นช่วงที่ลำบกที่สุดในชีวิตของผม วันหนึ่งผมได้พบชายคนหนึ่ง  และ ชายคนนั้นได้บอกผมว่า    ในลอนดอนมีมัสญิดหลังใหม่เปิดขึ้นหลังหนึ่ง ผมจึงคิดว่าเวลาที่ผมจะ ยอมรับศาสนาของผมได้มาถึงแล้ว ผมเริ่มเดินไปยังมัสญิดแห่งนั้นในวันศุกร์ของฤดูหนาวปี ค.ศ. 1977 หลังจากนมาซญุมอะฮฺ  ผมได้เข้าไปหาอิมาม และบอกท่านว่าผมต้องการจะรับอิสลามนั่น เป็นครั้งแรกที่ผมได้ติดต่อกับประชาคมมุสลิม  

ถาม ขณะนี้คุณเป็นมุลิมแล้ว คุณมีความประทับใจอะไรในมุสลิมบ้าง ?
ตอบ ผมคิดว่ามุสลิมจำนวนมากได้หลงทาง เพราะพวกเขามิได้ศึกษาคัมภีร์กุรอานอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่คัมภีร์กุรอานเป็นแก่นสารของความรู้ และบรรจุไว้ด้วยทางนำที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่พร้อมจะ เข้าใจมัน ผมเชื่อว่า อิสลามที่แท้จริงนั้นมีอยู่อย่างเดียว นั่นคือ การยอมตนต่ออัลลอฮฺ และเชื่อฟัง คำสอนของพระองค์สำหรับผมแล้วนี่คือทางปลอดภัยทางเดียวที่นำเราไปสู่สวรรค์ เราจะต้องแยก ความถูกต้องออกจากความผิดโดยการเพิ่มพูนความรู้ของเรา   และการอยู่ใกล้ชิดกับบรรดาผู้ที่ เดินอยู่บนหนทางที่ถูกต้อง   ดูเหมือนว่าอัลลอฮฺตะอาลาจะทรงรักษาขุมทรัพย์แห่งความรู้ไว้ โดย การกระจายกุญแจต่าง ๆ ไว้ทั่วโลก   เรามุสลิมเพียงแต่จะต้องมาทำความเข้าใจว่าอิสลามที่แท้ จริงนั้นคืออะไร มุสลิมทุกคนเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว เชื่อในคัมภีร์กุรอานเล่มเดียว   และเชื่อใน ศาสดามุฮัมมัดคนเดียวกัน หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะเลือกแนวทางที่ตัวเองต้องการ แต่ในตอนท้ายชีวิต แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง  

ถาม เป็นเรื่องยากไหมที่คุณต้องหยุดและทิ้งสิ่งต่าง ๆ หลายอย่างที่คุณเคยทำมา ?
ตอบ ไม่ยากเลย เพราะผมรู้ดีแล้วว่ามันเป็นเรื่องถูกแล้วที่จะต้องละทิ้งความชั่วช้าทั้งหลายที่ทำ ลายผม เช่นการดื่ม การสูบบุหรี่และการกินดอกเบี้ย แต่ถึงกระนั้นก็ตามมันก็เป็นเรื่องยากที่สุดที่ จะแยกตัวเองจากเพื่อนเก่า ๆ ผมไม่เข้าใจว่า ทำไม่พวกเขาถึงไม่เข้ารับอิสลาม ผมพยายามคบ ค้าสมาคมกับพวกเขาอยู่นานเท่าที่จะทำได้  แต่แล้วมันก็มาถึงจุดหนึ่งเมื่อผมได้ตัดสินใจว่าเพื่อ ศาสนาของผมผมจะต้องลากเส้นระหว่างอดีตของผมกับอิสลาม  ผมต้องพบกับการทดสอบหลาย อย่าง เช่น เมื่อผมอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ที่มิใช่มุสลิม ผมต้องพูดว่า “ขอโทษครับ”  แล้วก็ปลีกตัว เองอย่างเงียบ ๆ ออกไปนมาซ ผมไม่เคยบอกพวกเขาว่าผมจะไปไหน   ดังนั้นมันจึงดูเป็นเรื่อง แปลกนิดหน่อย แล้ววันหนึ่ง ผมได้ตัดสินใจที่จะทำให้คนทั้งหลายได้รู้ว่าผมกำลังจะไปนมาซ ผล ปรากฏว่าทุกคนก็ยอมรับ และแถมยังให้ความเคารพผมด้วย เมื่อคุณยืนขึ้นและทำหน้าที่ของคุณ อัลลอฮฺจะทำให้มันเป็นเรื่องง่าย หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร  

ถาม คุณจะบอกถึงอาชีพเมื่อก่อนของคุณให้เรารู้สักหน่อยได้ไหม ?
ตอบ ในเวลานั้น ผมมีความสนใจในดนตรีเป็นอย่างมาก พ่อผมซื้อกีตาร์มาให้ผมตัวหนึ่ง และผม ก็เริ่มเขียนเพลงของผมเอง ผมเลือกใช้ชื่อว่า แคท สนีเวนส์ และพออายุได้ 18 ปี แผ่นเสียงแผ่น แรกของผมก็ฮิตติดอันดับ ผมได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมาก และแผ่นเสียงของผมก็เริ่มขายไป ทั่วยุโรป แต่ธุรกิจการแสดงไม่เหมาะสำหรับผม ผมเริ่มดื่มและสูบอย่างหนัก ไม่นานนักผมก็เริ่ม ป่วยหนัก และเป็นวัณโรค  ผมจึงต้องหยุดงาน และเข้าไปพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลา สองสามเดือน ในระหว่างเวลานี้เอง ผมได้เริ่มศึกษาปรัชญาตะวันออก ผมมีหนังสือยู่เล่มหนึ่งซึ่ง มีชื่อว่า “หนทางอันลึกลับ” (Secret Path)  ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่แนะนำให้ผมรู้กกับศาสนา แห่ง “จิตวิญญาณ” หนังสือเล่มนั้นทำให้ผมแสวงหาความสันติ และความสว่าง   และมันเป็นการ เดินทางที่นำผมมาสู่ประตูแห่ง อัล-อิสลามในที่สุด ผมเริ่มเขียนเพลง   ที่แสดงออกถึงการตื่นตัว ทางด้านจิตวิญญาณของผม   ดังนั้น บทลำนำในเนื้อเพลงจึงกลายเป็นประวัติชีวิตส่วนตัวของผม ขณะที่ผมอายุ 21 ปี  ผมได้รับความสำเร็จทั่วโลกครั้งใหญ่ อัลบั้มของผมที่มีชื่อว่า Tea for the Tilerman ทำให้ผมกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ไป ผมคิดว่าอัลบั้มของผมเป็นเหมือนกับเอกสาร และ ขึ้นตอนต่าง ๆ ในการเดินทางไปหาพระผู้เป็นเจ้า  

ถาม เพลงป๊อบในปัจจุบันนี้กำลังเป็นที่นิยมกันมาก แม้กระทั่งมุสลิมเอง คุณมีความคิดเห็นเกี่ยว กับเรื่องนี้อย่างไร ?
ตอบ น่าเสียใจมากที่คนในทุกวันนี้มักจะซื้อของตามอารมณ์ฝ่ายต่ำของตัวเอง    แผ่นเสียง ภาพ ยนตร์ เทป นิตยสารบันเทิง ส่วนมากถูกผลิตออกมาเพื่อเงินเท่านั้น   การฟังดนตรีป๊อบนี้นเหมือน กับการฝัน มันปลดปล่อยอารมณ์คุณชั่วคราว     คนที่ฟังเพลงประเภทนี้เป็นคนที่กำลังไขว่คว้าหา “ความจริง” ดนตรีทำให้เขาผ่อนคลายได้ในระยะสั้น ๆ   เป็นการหนีจากระบบที่ไร้ความเมตตาที่ เราเรียกว่า “ชีวิตสมัยใหม่” ได้ขณะหนึ่ง

 
 


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:19:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ถาม ดังนั้น ตอนนี้คุณก็หยุดแต่งเพลงหมดแล้วซิ ?
ตอบ ผมหยุดกิจกรรมทางด้านดนตรีหมดแล้ว เพราะกลัวว่ามันจะทำให้ผมหันห่างออกไปจากแนว ทางที่ถูกต้อง   แต่ผมจะไม่มัดตัวเองด้วยการบอกว่าผมจะไม่แต่งเพลงอีก คุณจะพูดอะไรโดยไม่ กล่าวคำว่าอินชาอัลลอฮฺไม่ได้  
ถาม ทีนี้ คุณตั้งใจจะทำอาชีพอะไร ?
ตอบ พูดกันจริงๆ ตามภาษาแล้ว      ผมกำลังทำงานเพื่ออัลลอฮฺพระองค์ ทรงเลี้ยงดูแล ทรงจัด เตรียมทุกอย่างเพื่อให้ผมสามารถทำงานนี้ได้ ผมต้องการจะเป็นเครื่องมือในการสถาปนาอิสลาม ขึ้นในอังกฤษ   โดยวิธีใดวิธีหนึ่งซึ่งผมมีความสามารถ สังคมกำลังเติบโตขึ้นทุกวัน ๆ และนั่นถึง เวลาแล้วที่ผมจะทำงาน ผมกำลังศึกษาภาษาอาหรับ และความใฝ่ฝันของผมก็คือ ผมต้องการที่จะ เข้าใจคัมภีร์กุรอาน มุสลิมส่วนมากอ่านภาษาอาหรับได้  และถือว่าการอ่านภาษาอาหรับได้ไม่มีอะ ไรเป็นเรื่องพิเศษ แต่สำหรับผมแล้ว คัมภีร์กุรอานเป็นคัมภีร์ที่เรายังจะต้องทำความเข้าใจอีกมาก ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก   กับการที่คนทั่วไปไม่มีความจริงจังกับคัมภีร์กุรอานทั้ง ๆ ที่มันเป็น ถ้อยคำของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นสิ่งที่ผู้ศรัทธาทุกคนต้องยึดถือ  

ถาม คุณมีความคิดเห็นอย่างไร  เกี่ยวกับงานเชิญชวนคนที่มิใช่มุสลิมให้เข้ามารับอิสลาม (ดะอ วะฮฺ) ในอังกฤษ ?
ตอบ เราจะต้องระวังมิให้ไปตามตัวอย่างของพวกคริสเตียน งานดะอวะฮฺ  เป็นความรับผิดชอบอัน ยิ่งใหญ่ของเรา  คำสอนของอิสลามจะต้องไม่ถูกเผยแผ่ออกไปโดยปากเท่านั้น ในการเริ่มต้น คุณ จะต้องแน่ใจว่าการกระทำของคุณถูกต้องแล้วจึงออกไปสอนคนอื่นอย่างง่าย ๆ และชัดเจน    “จง กล่าวว่า พระองค์ทรงเอกะ” อย่าพยายามบอกเรื่องของอิสลามทุกอย่างในทีเดียว     เมื่อท่านนบี มูฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ส่งมุอาซไปเยเมน    ท่านได้กล่าวแก่มุอาซว่า “ท่านจงไปหา ประชาชนชาวคัมภีร์      และสิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือเรียกร้องเชิญชวนพวกเขาไปสู่เอกภาพแห่ง อัลลอฮฺ ถ้าหากพวกเขารู้แล้ว จงบอกพวกเขาว่า อัลลอฮฺได้สั่งให้เขานมาซห้าเวลา    และเมื่อเขา นมาซแล้วก็จงบอกว่าอัลลอฮได้สั่งให้เขาจ่ายซะกาตจากทรัพย์สินของเขาให้แก่คนยากจน ถ้าเขา ยินยอมด้วย ก็จงเก็บซะกาตจากเขา” ในทีแรกมุสลิมควรจะเป็นคนดี มีความกรุณา และช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน ซึ่งคุณสมบัติเหล่านั้นล้วนเป็นคุณสมบัติของท่านศาสดาทั้งสิ้น   ถึงเราพูดคุยกับประชา ชนอย่างมีเหตุผล และประชาชนอาจเห็นด้วยกับเรา แต่พอจากกันไปแล้ว เขาก็จะลืม   เพราะเขา ไม่เห็นว่าเราทำอะไร  นางอาอีซะฮฺกล่าวว่า ท่านศาสดาคือคัมภีร์กุรอานเคลื่อนที่ นี่คือกุญแจ ไม่มี ประโยชน์อะไรที่จะไปอ่านอัล-กุรอานแล้วไม่ปฎิบัติ  เพราะอัลลอฮฺทรงประทาน อัล-กุรอานลงมาก็ เพื่อความสมบูรณ์ของมนุษย์ ไม่ใช่ประทานมาเพื่ออ่านหรือเพื่อท่อง   คุณจะต้องนำคัมภีร์กุรอาน ไปปฎิบัติ นั่งหมายถึงว่า พูดให้น้อย แล้วทำให้มาก  และจงจำไว้เสมอว่า อัลลอฮฺเท่านั้นที่สามารถ นำทางคนสู่อิสลาม

 
 


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:20:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ข้อมูลของยุซุฟข้างต้นเก่าแล้วนะครับ

แต่ปัจจุบันแกก็ได้ หันเข้าสู่วงการดนตรีอีกตามอาชีพแก
และแต่งเพลงเผยแพร่ศาสนาครับ


-----

และผมไม่ทราบว่ามีการกล่าวหาใส่ไคล้ยุซุฟอย่างไรบ้าง
แต่ที่อเมริกาสั่งห้ามคนนี้เข้าประเทศครับ
โดยไม่บอกสาเหตุว่าทำไม (นี่คือประเทศเสรีนะเนี่ย)

คงกลัวจะเป็นเหมือนอังกฤษมั้ง
เพราะที่อังกฤษศาสนาอิสลามขยายตัวเร็วมากครับ
โบสถ์คริสต์ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นมัสญิดจำนวนหลายโบสถ์แล้วครับในอังกฤษ
ไม่ใช่เพราะการเผยแพร่ของยุซุฟนะครับ แต่เพราะเขาเริ่มสนใจศึกษาอิสลามกัน

และก็แน่นอนว่าในเมื่อเป็นเช่นนี้วิธีหยุดยั้งอิสลาม ก็คือต้องกล่าวหาไส่ไคล้นั่นเองครับ
แต่มันคือดาบ 2 คม เมื่อคุณนำเสนอข้อมูลโจมตีอิสลาม ก็เหมือนเป็นการปลุกกระแสให้คนไปศึกษา
แทนที่ในขณะที่เขารับข้อมูลที่โจมตี เขาก็อาจจะเกลียดและต่อต้าน
แต่หากเขาได้ศึกษาต่อให้แน่ชัด นั่นคือจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เขาศรัทธา

---

นี่คือเว็บของ cat stevens  ครับ

http://www.yusufislam.org.uk/


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:29:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

เวลมา คุก (Velma Cook) (นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์)


ฉันได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่มีการสวดมนต์เป็นประจำทุก ๆ เช้าและกลางคืน เราไม่ได้ถูกสอนให้สวดตามแบบที่กำหนดให้มา แต่ถูกสอนให้สวดด้วยหัวใจ เราไปโบสถ์ทุก ๆ วันอาทิตย์ และเป็นสมาชิกที่เอาการเอางานในกิจกรรมที่จัดขึ้นที่นั่น

จนกระทั่งอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ฉันก็เริ่มเป็นมิชชันนารี (นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์)

ฉันมักจะมีความรู้สึกใกล้ชิดพระเจ้า และการสวดก็เป็นชีวิตจิตใจของฉันเลยทีเดียว ในก้นบึ้งของหัวใจของฉันยังมีเรื่องค้างคาใจที่ฉันไม่เข้าใจ เพียงแต่ฉันไม่เคยแสดงความสงสัยออกมา แต่ในฐานะที่เป็นมิชชันนารี ฉันมีความรู้สึกว่าฉันกำลังเรียกหาพระผู้เป็นเจ้า ไม่ได้เรียกหาศาสนาจักร

ฉันรู้จักพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ทรงอำนาจอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวล

ฉันเรียนรู้ที่จะรักพระเยซูในฐานะศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า แต่กลับเป็นเรื่องแปลกสำหรับฉัน ที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าต้องการการพลีชีวิต เพื่อยกบาปให้เรา ฉันเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสูงส่งเกินกว่าที่จะมีความต้องการใด ๆ ฉันมีความรู้สึกว่าฉันสามารถติดต่อกับพระองค์โดยไม่จำเป็นต้องมีสื่อกลาง เพราะว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องรับความช่วยเหลือใด ๆ เพื่อจะได้ยินสิ่งที่ฉันวิงวอน

วันหนึ่งฉันย้ายเข้าไปอยู่ในแฟลตแห่งหนึ่ง และได้พบเพื่อนร่วมแฟลตที่เป็นมุสลิม ฉันคิดว่าฉันจะลองพยายามเผยแพร่คริสตศาสนาให้พวกเขา พวกเขาฟังฉันด้วยความอดทน และฉันก็เช่นเดียวกัน ฟังพวกเขาพูด พวกเขาไม่ได้พยายามอธิบายเรื่องอะไรที่เข้าใจยาก พวกเขาเพียงแต่อ่านอัลกุรอานให้ฉันฟัง ตอนแรกอ่านจากภาษาอรับ แล้วจึงอ่านคำแปลภาษาอังกฤษ ซูเราะฮ์ (บท) มัรยัม

ฉันฟังอย่างสงบ เสียงอ่านอัลกุรอานภาษาอรับอันไพเราะทำให้ฉันประทับใจมาก ส่วนคำแปลภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาง่าย ๆ ตรงไปตรงมา ก็จับอารมณ์ เรื่องราวอันงดงามของพระเยซู (ขอความศานติจงมีแก่ท่าน) และการเกิดโดยมหัศจรรย์ของท่านจากหญิงพรหมจรรย์เป็นเรื่องเข้าใจง่ายอย่างน่าพิศวง

พระผู้เป็นเจ้าหรือที่ฉันเรียนรู้มาว่า เรียกพระองค์ว่าอัลลอฮ์ ได้ทรงประทานนบีและร่อซู้ลแก่มนุษยชาติ นับแต่ยุคแรกตั้งแต่อาดำ อับราฮัม (อิบรอฮีม) โมเสส (มูซา) เยซู (อีซา) และมุฮัมมัด (ขอความศาสนติจงมีแก่ทุก ๆ ท่าน) ตลอดจนศาสนทูตท่านอื่น ๆ

ศาสนทูตเหล่านี้ถูกส่งมาพร้อมกับสารของพระผู้เป็นเจ้า ให้ละทิ้งการเคารพสักการะสิ่งต่าง ๆ และให้เคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงพระองค์เดียว และยอมรับปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์

นี่แหละคือความมุ่งหมายของอิสลาม มุสลิมคือคนที่ยอมปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ปฏิเสธการเคารพภักดีผู้อื่น หรือสิ่งอื่น และพยายามที่จะให้เกิดพฤติกรรมอันดีงามจากศรัทธาที่แก่กล้าขึ้นบนหน้าแผนดิน

แปลและเรียบเรียงจากเว็บไซท์ ISLAMWAY.COM


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:30:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

คอดิญะฮ์ ซะฟัร (ชาวฟิลิปปินส์)

ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าฉันจะต้องตัดสินใจเช่นนี้! หากจะมองย้อนหลังไปสักห้าปี ฉันเองก็ไม่อาจรู้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์พลิกผันนี้ได้ คนที่เคยรู้จักกับฉันมาก่อนถึงกับพูดออกมาอย่างไม่เชื่อหู

“เตเรสิต้าเปลี่ยนไปเข้ารับอิสลาม เธอเป็นอะไรไปหรือนี่ ?”

การตัดสินใจของฉันทำให้ฉันสูญเสียพ่อและแม่และคนในครอบครัวทั้งหมด ทุก ๆ คนเป็นคาธอลิคที่เคร่งครัดในประเทศฟิลิปปินส์ และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันสูญเสียเพื่อนไปจนหมดสิ้น

แต่ทว่าอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา (ทรงมหาบริสุทธิ์ยิ่ง และสูงส่งยิ่ง) ทรงเปิดหัวใจของฉัน และให้ฉันรู้ว่ากำลังเคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่ถูกต้อง และจะหวนกลับไปปฏิบัติตามแบบเดิม ๆ อีกไม่ได้ ต่อไปนี้คือเรื่องราวการเข้ารับอิสลามของฉัน

หลังจากแต่งงานมาได้สิบเอ็ดปี ฉันก็หย่าร้างกับสามีในปี พ.ศ. 2535 ชีวิตของฉันเหมือนกับอยู่ในเมฆหมอกดำทมึน ทุกสิ่งดูเหมือนกับแตกเป็นเสี่ยง ๆ การต้องเลี้ยงดูลูกชายเล็ก ๆ เพียงคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ ฉันจึงวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอ

ฉันระบายความเครียดและความจำเจด้วยการพบปะกับเพื่อน ๆ บ้าง เดินเล่นตามศูนย์การค้ากับลูกชายเพื่อฆ่าเวลาบ้าง หรือไม่ก็ง่วนอยู่กับงาน แต่สิ่งที่ทำไปนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงความรู้สึกว้าเหว่าและสูญเสียไปได้

อยู่มาวันหนึ่งฉันได้มีโอกาสรู้จักและสนิทสนมกับครอบครัวคนเชื้อสายอาฟกานครอบครัวหนึ่ง ฉันใช้เวลาว่างส่วนใหญ่อยู่กับพวกเขา จนคุ้นเคยกับวัฒนธรรม และอาหารอันเลิศรส แต่สิ่งที่ฉันเห็นว่าน่าทึ่งที่สุดก็คือ พวกเขาเคร่งครัดในการนมาซมาก และพวกเขาศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ คือท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ในฐานะที่เป็นคริสเตียนอย่างเหนียวแน่นมั่นคง ฉันจึงถกเถียงกับพวกเขา และยืนยันว่าคริสตศาสนาเท่านั้นที่เป็นหนทางไปสู่ทางรอด แต่พวกเขากลับยืนยันว่าอิสลามเป็นหนทางไปสู่สวรรค์อันนิรันดร

เราโต้แย้งกันเป็นชั่วโมง ๆ ถึงข้อดีที่ศาสนาหนึ่งมีเหนืออีกศาสนาหนึ่ง และเมื่อจบการโต้แย้งกันอย่างฉันท์มิตร เรารู้สึกเหนื่อยใจและไม่บรรลุเป้าหมาย ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจศึกษาศาสนาอิสลามด้วยตัวเอง เพื่อที่จะเข้าใจเนื้อหาของศาสนาที่ทำให้เพื่อนของฉันมีศรัทธาแก่กล้า

ฉันได้รับอัลกุรอานแปลเป็นภาษาอังกฤษมาเล่มหนึ่ง จึงเริ่มเปิดอ่านดูจากบทต่าง ๆ ในคัมภีร์

ด้วยความอัศจรรย์ใจยิ่ง ฉันไม่อาจหยุดอ่านได้เลยค่ะ ฉันยังคงอ่านต่อไปเป็นชั่วโมง ๆ เป็นคัมภีร์ที่อ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน ฉันเริ่มเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบใจ และกระปรี้กระเปร่า เป็นเรื่องที่น่าพิศวงมากค่ะ เหมือนกับอัลกุรอานมีชีวิตและพูดกับฉันโดยตรง ฉันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในและรู้ว่าอะไร ๆ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

อีกสองสามวันหลังจากนั้น ฉันไปหาเพื่อนเชื้อสายอาฟกานพร้อมด้วยอัลกุรอาน และบอกว่าฉันตั้งใจอยากเปลี่ยนมาเป็นมุสลิม

ฉันเพิ่งรู้ตอนนี้นี่เองว่า หลักประการแรกของอิสลามก็คือ กล่าวซะฮาดะฮ์ (ประกาศศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และศาสนทูตของพระองค์) ฉันเปล่งเสียงออกมาด้วยความจริงใจต่อหน้าพวกเขาว่า ลาอิลาฮะอิ้ลลั้ลลอฮ์ มุฮัมมะดุรร่อซูลุ้ลลอฮ์ (ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าที่เที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮ์ มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์)

คนในครอบครัวต่างปิติยินดีต่อการตัดสินใจของฉัน แม้กระทั่งคุณยายก็ยังหลั่งน้ำตา

แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ? ฉันไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตนตามหลักศาสนาอย่างไร จะไปหาเพื่อนเชื้อสายอาฟกานเพื่อเรียนรู้อิสลามจากเขาก็ไม่สะดวก เพราะระยะทางไกลเกินไป ฉันจึงค้นหารายชื่อมัสยิดในสมุดโทรศัพท์ พบว่ามีมัสยิดแห่งหนึ่งมีห้องสมุดด้วย ฉันจึงมุ่งไปที่นั่น

คนดูแลห้องสมุดช่วยหาหนังสือที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา และแนะนำให้ฉันรู้จักพี่น้องมุสลิมะฮ์คนหนึ่ง เป็นคนฟิลิปปินส์เช่นกัน เธอตอบข้อข้องใจของฉันด้วยความอดทน

ฉันเริ่มหัดนมาซ เริ่มคลุมฮิญาบและเปลี่ยนแนวการแต่งตัว ฉันเริ่มให้ความสนใจแยกแยะระหว่างอาหารหะล้าล (เป็นที่อนุมัติ) กับอาหารหะรอม (ไม่เป็นที่อนุมัติ)

ต่อมาลูกชายของฉันเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในตัวฉัน จึงกล่าวซะฮาดะฮ์เข้ารับอิสลามด้วย และพยายามประพฤติตนเป็นมุสลิมที่ดี ตามความสามารถของเด็กวัยเก้าขวบ เราแม่ลูกเริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของมัสยิด

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันพยายามถ่ายทอดเนื้อหาของศาสนาอิสลามให้กับคนที่ไม่ใช่มุสลิมเท่าที่สามารถจะทำได้ บางคนสนใจถึงกับเปลี่ยนมาเข้ารับศาสนาแห่งสัจธรรมนี้ก็มี

ชีวิตเป็นการเดินทางไม่รู้จักจบเพื่อรู้จักพระผู้เป็นเจ้า และจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อความตายมาถึงตัว การเดินทางของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเองค่ะ

แปลและเรียบเรียงจากเว็บไซด์ ISLAMWEB.COM


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:31:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

อาอิชะฮฺ เบอรคิต ฮูนียฺ

จากคริสตศาสนาสู่อิสลาม

อาอิชะฮฺ เบอรคิต ฮูนียฺ เป็นมุสลิมะฮฺชาวอังกฤษ เข้ารับนับถืออิสลามเมื่อไม่นานมานี้ นิตยสาร “ฮะฎอรอตุลอิสลาม = วัฒนธรรมอิสลาม” ออกในกรุงดามัสกัส ได้ตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ของเธอเป็นครั้งแรก

ถาม : เธอเข้ารับนับถืออิสลามเมื่อไร และตอนนั้นเธออายุเท่าไร ?

ตอบ : เมื่อประมาณ 3 ปีมาแล้ว อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ให้ความสว่างแก่จิตใจของดิฉัน ให้ดิฉันได้เห็นแสงสว่างของอิสลาม ขณะนั้นดิฉันอายุ 21 ปี

ถาม : กรุณาเล่าเรื่องการเข้ารับอิสลามของเธอว่าเป็นมาอย่างไร ?

ตอบ : ดิฉันเกิดและเติบโตมาจากครอบครัวชาวอังกฤษ ทรรศนะทางด้านศาสนาก็ไม่แตกต่างกับครอบครัวอื่น ๆ ของชาวอังกฤษ มารดาของดิฉันเป็นคริสเตียน แต่เธอมิได้ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา พร้อมกันนั้นบิดาของดิฉันก็ไม่ศรัทธาต่อศาสนาใด ๆ ขณะที่ดิฉันยังเล็ก ๆ อยู่ ดิฉันได้เรียนที่โรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่ง ดิฉันได้เรียนเรื่องราวต่าง ๆ ที่ใช้สอนกันในโรงเรียนตามโบสถ์อังกฤษ การสนทนาของเราภายในบ้านไม่เคยพูดกันถึงเรื่องศาสนาเลย ดิฉันจำได้ว่าขณะที่ดิฉันเล็ก ๆ อยู่ ดิฉันเคยได้ยินการกล่าวพระนามของอัลลอฮฺสักครั้งหนึ่ง ในบ้านของดิฉัน

ขณะที่ดิฉันเรียนอยู่ในโรงเรียนของโบสถ์ ดิฉันรู้สึกไม่สู้จะพอใจนักในทางหลักการขั้นมูลฐานในศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับแง่ความคิดในเรื่องพระเจ้าสามองค์ และหลักการไถ่โทษที่ว่า พระเจ้าหรือพระเยซู ได้ทำตัวของท่านเป็นสิ่งชดเชยแก่มนุษย์ และด้วยการที่ท่านยอมรับการถูกตรึงไว้บนไม้กางเขนนั้น เป็นการไถ่โทษบาปทั้งหมดของมนุษย์

ดิฉันเคยได้ยินการถกเถียงกันเกี่ยวกับความเชื่อมั่นเช่นนั้นในหลาย ๆ โอกาส แต่ทุกครั้งที่ดิฉันได้ยินได้ฟัง ดิฉันก็มีความเห็นอยู่อีกทางหนึ่งเท่านั้นที่เป็นจริง ดิฉันปรารถนาจะรู้ถึงความจริงอันนั้นอย่างสมบูรณ์ ดิฉันออกมาจากโรงเรียนนั้น ในฐานะผู้ไม่ศรัทธา

ดิฉันมีใจฝักใฝ่ที่จะศึกษาปรัชญา และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้รู้ของแท้ของจริง เมื่อดิฉันอายุได้ 15 ปี ดิฉันได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับลัทธิ “เต๋า” ซึ่งเป็นหนังสือที่มีคุณค่าว่าด้วยปรัชญาของ “เต๋า” ดิฉันรู้สึกจะคล้อยตามความคิดของหนังสือเหล่านั้น และเมื่อดิฉันได้พบกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพุทธศาสนา ดิฉันจึงตัดสินใจศึกษาให้ลึกซึ้งในหลักปรัชญาทั้งสอง ดิฉันตัดสินใจเรียนภาษาจีนและจะต้องเดินทางไปเรียนด้วยตนเอง แต่เรื่องนั้นมิใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ นัก สำหรับหญิงสาวอายุ 15 ปีอย่างดิฉัน ซึ่งไม่มีเงินและไม่มีความสามารถ

ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงเดินทางไปแคนาดาเมื่ออายุ 17 ปี ดิฉันทำงานอยู่ที่นั่น 2 ปี รวบรวมเงินพอที่จะไปศึกษาต่อ ตามแผนการณ์ของดิฉันก็คือสอบชั้นเตรียมอุดมให้ได้เสียก่อน เพื่อจะได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแล้วจะได้เรียนภาษาจีน ที่ประเทศแคนาดานี้ ดิฉันได้ศึกษาปรัชญาของฮินดู และได้ศึกษาพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู ขณะนั้นดิฉันก็ได้เรียนรู้สามลัทธิด้วยกันคือ เต๋า ฮินดู และพุทธ ซึ่งแต่ละลัทธิก็มีความสวยงามความลึกซึ้ง และความสูงส่งแตกต่างกันไป

แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังมิได้ทำให้สติปัญญาและความรู้สึกนึกคิดของดิฉันอิ่มในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลในชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน ซึ่งมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่รวม ๆ กันเช่นนี้ หลักการเชื่อมั่นเหล่านั้นประสบความล้มเหลวในการที่จะทำให้เกิดความมั่นคงแน่นแฟ้นได้ โดยที่หลักการเชื่อมั่นเหล่านั้นได้เพิกเฉยอีกด้านหนึ่งของการดำเนินชีวิตโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ก่อกำเนิดปรัชญา “เต๋า” ก็เที่ยวตระเวนไปตามทิศทางไกล ๆ ในลักษณะของผู้เป็น “ซูฟียฺ” หรือผู้มักน้อยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของโลก

คัมภีร์ของฮินดูก็ว่าด้วยเรื่องอุปนิสัยเสียเป็นส่วนใหญ่ ความคิดทั้งหมดของมนุษย์ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ส่วนรวมในสังคมนั้น เป็นเพียงพงศาวดารอันไม่มีมูลความจริงบ้างหรือ ? คำถามข้อนี้ทำให้ดิฉันงงงวย ดิฉันจึงไม่สามารถที่จะศรัทธาต่อลัทธิใด ๆ ที่กล่าวมาแล้วได้ ถ้าเช่นนั้นดิฉันจะศรัทธาต่อสิ่งใด ? อะไรคือเป้าหมายของการดำเนินชีวิต ? มันเป็นเพียงการเกิดขึ้นโดยบังเอิญอย่างที่บางคนอ้างกระนั้นหรือ ? ความกังวลและความงงงวยยิ่งเพิ่มขึ้น จนทำให้ดิฉันนอนไม่หลับเป็นเวลาหลายคืน

ด้วยเหตุนี้ความสำเร็จของดิฉันในการสอบได้ชั้นเตรียมอุดมและเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนภาษาจีนก็ไม่มีความหมาย ! จริงอยู่! ดิฉันได้ทำให้บรรลุตามความปรารถนาของดิฉันในการเรียนภาษาจีน แต่ข้อเท็จจริงที่ดิฉันกำลังค้นหาอยู่นั้น ดูมันยังห่างไกลเหลือเกิน !

หลังจากดิฉันได้ศึกษาในมหาวิทยาลัย ดิฉันได้มีโอกาสรู้จักกับนักศึกษาบางคนที่เป็นมุสลิม ก่อนหน้านี้ ดิฉันไม่เคยอ่าน หรือรู้เรื่องของอิสลามเลย อันที่จริงดิฉันก็เหมือนชาวตะวันตกคนอื่น ๆ ซึ่งเคยพกความขึงเคียด ความสงสัยและความคลุมเครือเกี่ยวกับศาสนาอิสลามเอาไว้

แต่นักศึกษามุสลิมที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้อธิบายหลักการขั้นมูลฐานของอิสลามอย่างง่าย ๆ และให้คำสอนที่ดี ๆ แก่ดิฉัน นักศึกษาเหล่านั้นได้ตอบทุก ๆ ข้อคัดค้านของดิฉันและยังได้ให้หนังสือแก่ดิฉันอ่านหลายเล่ม ในยามว่าง ดิฉันเพียงแต่พลิกหน้า หนังสือไปอย่างรวดเร็ว ! โดยดิฉันถือว่าเป็นเพียงเพื่อความเพลิดเพลิน หรือความสำราญเท่านั้น แต่เมื่อดิฉันลงมืออ่านจริง ๆ ไปไม่กี่บท มันก็ค่อย ๆ ขจัดความสงสัย ความคลุมเครือที่มีต่ออิสลามไปทีละน้อย ๆ ต่อจากนั้นดิฉันก็ลงมืออ่านหนังสือเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง ความรู้สึกชื่นชมในวิธีการเสนอเรื่องและวิธีการใหม่ ๆ ในการอธิบายและการวิจารณ์ ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก ในเหตุผลที่นำมาใช้ในการในสนทนาโต้ตอบเกี่ยวกับแง่ ความคิด เรื่องผู้ทรงสร้าง สิ่งที่ถูกสร้าง และการฟื้นคืนชีพหลังจากได้ตายไปแล้ว

หลังจากนั้น นักศึกษามุสลิมบางคนได้ให้คำแปลความหมายของอัลกุรอานเล่มหนึ่ง เป็นของกำนัลแก่ดิฉัน ดิฉันไม่สามารถที่จะวาดภาพ ร่องรอยที่อัลกุรอานได้ประทับไว้ในหัวใจของดิฉันได้ แม้จะพยายามเท่าใดก็ตาม เพราะก่อนที่ดิฉันจะอ่านซูเราะฮฺที่สามจบ ดิฉันได้พบว่า ตัวของดิฉันได้ก้มลงสุญูด (กราบ) ต่อหน้าพระผู้ทรงสร้างสากลจักรวาลนี้เสียแล้ว นั่นเป็นการละหมาดครั้งแรกของดิฉัน ตั้งแต่นั้นมาดิฉันก็เป็นมุสลิมะฮฺ ดิฉันได้รับนับถืออิสลามภายหลังจากได้ฟังเรื่องราวของศาสนาเพียง 3 เดือนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงยังไม่รู้อะไรมากนัก นอกจากหลักฐานสำคัญ ๆ จากนั้นมาก็มีงานอีกมากมายอันเกี่ยวกับคำถามต่าง ๆ ที่ดิฉันไต่ถามเพื่อน ๆ ที่เป็นมุสลิม ดิฉันได้ถกเถียงรายละเอียดและข้อปลีกย่อยของปัญหาต่าง ๆ กับเขาเหล่านั้น

ส่วนมากดิฉันได้ถูกถามถึงสาเหตุสำคัญที่ผลักดันดิฉันให้เข้ารับนับถืออิสลาม มันเป็นการยากเหลือเกินที่ดิฉันจะให้คำตอบที่พอใจในเรื่องนี้

เพราะอุปมา อิสลามนี้-ตามที่มุสลิมชาวยุโรปได้วาดภาพไว้-อุปมัยแบบก่อสร้างที่สวยงามที่สมบูรณ์แต่ละส่วนก็ให้ความสมบูรณ์ และความเหมาะสมของกันและกัน คุณลักษณะของอิสลามก็เป็นเช่นนี้แหละที่ทำให้เกิดความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่มนุษย์ชาติ หากเรามองดูเผิน ๆ ถึงทัศนะของอิสลามอันลึกซึ้งที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ โดยทั่วไป ดูเป้าหมายต่าง ๆ แรงผลักดัน การปฏิบัติต่าง ๆ และการให้คำอรรถาธิบายเกี่ยวกับเรื่องรัฐบาลอิสลามแล้ว จะทำให้เรารู้สึกทึ่ง

หากท่านได้พิจารณาถึงรายละเอียดของอิสลามแล้วท่านจะพบว่ามันเป็นแนวทางที่ดียิ่งสู่ชีวิตสังคม ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความเสมอภาค และศีลธรรทที่ถูกต้อง เพราะมุสลิมนั้นจะกล่าวพระนามอัลลอฮฺทุกครั้งที่เริ่มลงมือทำงาน เมื่อเขารำลึกถึงอัลลอฮฺ ก็เท่ากับเขาได้ทดสอบตัวของเขา และพยายามที่ทำตัวให้ขึ้นสู่ระดับสูง ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ การติดต่อระหว่างการดำเนินชีวิตประจำวัน กับข้อเรียกร้องของศาสนาก็เกิดขึ้น การดำเนินชีวิตก็มีความเท่าเทียมกันทั้งสองด้าน (ทางโลกและทางธรรม) อันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในการดำเนินชีวิตในโลกนี้


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:33:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

ถาม : หลังจากเธอได้เข้ารับนับถืออิสลามแล้ว ทางครอบครัวและเพื่อนฝูงของเธอ มีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง ?

ตอบ : บิดาของดิฉันไม่สนใจมากนัก ในการที่ดิฉันเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม เขาเหล่านั้นคิดว่าที่ดิฉันทำเช่นนั้นก็คงเป็นงานอดิเรกเท่านั้น เช่นเดียวกับที่ดิฉันปรารถนาจะเรียนภาษาจีน เป็นต้น เพราะความกระตือรือร้นของดิฉันได้ลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อกาลเวลาได้ผ่านไป ดิฉันก็ลืมสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ดิฉันได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความคิดเห็นของเขาเหล่านั้นผิดพลาด ความเชื่อมั่นของดิฉันแน่นแฟ้นถึงขั้นที่ผ่านระยะความนึกคิด ไปสู่ระยะของความศรัทธาและการปฏิบัติ เพราะความเชื่อมั่นของดิฉัน สามารถยังผลกระทบกระเทือนและเปลี่ยนแปลงวิถีทางดำเนินชีวิตของดิฉันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาจึงรู้สึกเสียใจ (ในความคิดที่ผิดพลาด) พวกเขารู้สึกคับข้องใจเมื่อดิฉันไม่ยอมดื่มสุรา และไม่รับประทานเนื้อหมู เขาไม่อยากเห็นดิฉันใช้ผ้าคลุมศีรษะไปตามสถานที่ต่าง ๆ ตามความเป็นจริงนั้น ดิฉันคิดว่าเขาเหล่านั้นให้ความสนใจกับคำพูดของคนอื่น ๆ ที่เขาพูดกันเกี่ยวกับเรื่องของดิฉัน มากกว่าที่พวกเขาจะสนใจในเรื่องการศรัทธาและการเชื่อมั่นของดิฉัน แต่ถึงกระนั้นก็ตามเพื่อน ๆ ชาวอังกฤษมีความคิดเห็นผิดแผกไปจากที่กล่าว เพื่อน ๆ ของดิฉันมีความสามารถที่จะถกเถียงหรือโต้แย้ง เขาเหล่านั้นพร้อมที่จะรับสิ่งที่ได้รับการยืนยัน หรือพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางสติปัญญา เมื่อดิฉันได้สนทนากับเขาเหล่านั้นถึงเรื่องแนวทาง และหลักการของอิสลามในด้านสังคม พวกเขาก็ยอมรับในเหตุผลของอิสลามในเรื่องนี้

ครั้งหนึ่งดิฉันจำได้ว่าได้ถกเถียงกับเพื่อน ๆ ถึงเรื่องการมีภรรยาหลายคนในอิสลาม และบทลงโทษที่อิสลามได้กำหนดไว้ ดิฉันได้เปรียบเทียบเรื่องนี้กับอุดมการณ์ความเจริญของตะวันตก ทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า การมีภรรยาหลายคนตามแบบแผนที่อิสลามกำหนดไว้นั้น เป็นการแก้ไขที่ดียิ่งสำหรับชีวิตคู่ครอง

ถาม : หลังจากเธอเข้ารับนับถืออิสลามแล้ว เธอประสบกับปัญหาหรือการรบกวนบ้างไหม ?

ตอบ : ตามธรรมดาพวกที่มีสติปัญญาอ่อนเท่านั้น ที่จะมีทัศนคติไม่ดีต่อมุสลิมีน ส่วนมากพวกเขาจะเยาะเย้ยมุสลิมีน ถ้าหากไม่สามารถจะเยาะเย้ยต่อหน้าได้ พวกเขาก็กล่าวโจมตีลับหลัง แต่พวกเขาเหล่านี้จะไม่ปะทะกับพวกที่ไม่ยึดมั่นต่อศาสนา หรือพวกปฏิเสธการศรัทธา ยิ่งไปกว่านั้นยังให้เกียรติยกย่องคนอื่น ๆ ในฐานะที่แต่ละคนมีอิสระในการใช้ความคิด แต่พวกเขาถือว่าอิสลามและการเป็นมุสลิม สร้างความรำคาญให้แก่พวกเขา กระนั้นก็ตาม ดิฉันก็ยังไม่พบกับความยากลำบากที่พอจะกล่าวถึงได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะดิฉันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาด้านตะวันออกและอาฟริกา ผู้คนที่ดิฉันได้พบปะส่วนมากเป็นผู้รู้จักขนบประเพณี และศาสนาต่าง ๆ เว้นแต่ว่าดิฉันรู้สึกรันทดใจ ที่เห็นมุสลิมคนอื่น ๆ ประสบกับการโต้เถียงกับบุคคลเหล่านั้น

ถาม : หลังจากได้เข้ารับนับถืออิสลามแล้ว เธอได้เรียนรู้เรื่องอิสลามไปได้มากน้อยเพียงใด ?

ตอบ : การศึกษาเกี่ยวกับอิสลามของดิฉันจำกัดอยู่แต่ตำรับตำราที่ดิฉันได้รับ นอกจากนี้ดิฉันก็ศึกษาจากคำถามต่าง ๆ ที่ดิฉันได้ถามปราชญ์มุสลิมีน และดิฉันมีความรู้พอที่จะอภิปรายกับมุสลิมีนในหลาย ๆ ภาค เมื่อปีที่แล้ว ดิฉันได้เรียนเรื่องแนวความคิดแห่งอิสลามและปรัชญาอาหรับกับนักศึกษาชาวซูดาน นักศึกษาผู้นี้ได้จัดให้มีการประชุมประจำสัปดาห์ มีผู้มาร่วมประชุมตามปกติ 10 คน วิธีการของเราในการประชุมก็คือเราเอาคำแปลอัลกุรอานเป็นภาษาอังกฤษหลาย ๆ ฉบับที่แพร่หลาย แล้วนำมาเทียบกับตัวบทภาษาอาหรับเพื่อกำหนดความหมายของอายะฮฺ ที่ใกล้เคียงที่สุด เท่าที่จะทำได้และตามแง่ของตัฟซีร (คำอธิบายความหมายอัลกุรอาน) ฉบับต่าง ๆ โดยเฉพาะตัฟซีรอัฎฎอบรียฺ เราได้อภิปรายอายะฮฺตามความเข้าใจของเราที่มีต่ออายะฮฺนั้น ดิฉันรู้สึกเสียใจที่จะกล่าวว่า หลังจากนักศึกษาชาวซูดานผู้นั้นได้เดินทางกลับไปแล้วก็ไม่มีใครในกรุงลอนดอน จะมีความรู้และความกระตือรือร้นที่จะเริ่มดำเนินงานเช่นนั้นต่อไป

ถาม : เธอเชื่อว่าอิสลามจะสามารถยังผลกระทบต่อระบบความเจริญแผนใหม่นี้ ในรูปใดรูปหนึ่งได้หรือไม่ ? กรุณาบอกรูปแบบของผลกระทบนี้ด้วย

ตอบ : ขณะนี้โลกตะวันตกกำลังอยู่ในความมืดไม่มีแสงแห่งความหวังที่จะชี้แจงให้ทราบถึงทางแห่งการทำให้จิตใจบริสุทธิ์ ทุกคนที่ทราบสภาพความเป็นจริง สังคมของชาวยุโรปสามารถที่จะมองเห็นความวิตกกังวล ความงงงวยของคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความจอมปลอมของความเจริญก้าวหน้า และการประดิษฐ์ขึ้นมาทางด้านวัตถุ เพราะคนเราในปัจจุบันนี้กำลังหาทางที่จะทำให้หลุดพ้นจากความลำบากยากที่กำลังเผชิญอยู่ แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่พบทางออก การค้นหาของเขาจึงเป็นหมัน พวกเขาไม่มีทางอื่นนอกจากจะเริ่มเดินทางต่อไปสู่นรกของความสูญสลายหรือนรกแห่งความหายนะ ความกลมกลืนกันอย่างละเอียดอ่อนในอิสลาม กับความต้องการทางจิตวิญญาณนี้แหละ จะเป็นพลังดึงดูดชาวตะวันตกในปัจจุบันได้ดี อิสลามสามารถที่จะชี้แจงความเจริญให้แก่ตะวันตกถึงหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และการหลุดพ้นอย่างแท้จริง และสามารถที่จะเสนอแก่ชาวตะวันตกถึงความเข้าใจอย่างแท้จริง ในความหมายของการดำเนินชีวิต สามารถที่จะจูงใจเขาให้ใช้ความพยายาม เพื่อความพอพระทัยของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมจะประกันความสำเร็จแก่เขาในอาคิเราะฮฺ เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺได้ทรงกำหนดให้เราได้รับความสำเร็จ ทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺด้วยเทอญ


ถาม : ตามความเห็นของเธอ มีวิถีทางใดที่ประเสริฐยิ่งสำหรับการเผยแผ่อิสลาม ?

ตอบ : ก่อนที่เราจะพยายามเผยแผ่อิสลามจำเป็นที่เราจะต้องยกฐานะการดำเนินชีวิต และการปฏิบัติงานของเราให้ถึงระดับที่ศาสนาเรียกร้องจากเรา อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสไว้ความว่า

“จงเชิญชวนยังทางของพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าด้วยฮิกมะฮฺ และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งกับพวกเขาด้วยวิธีที่ดียิ่ง“

เป็นที่เชื่อกันว่า หากเราเป็นผู้เรียกร้อง เชิญชวนสู่อิสลามแล้ว เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปวิตกกังวลกับสิ่งอื่น จำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจอิสลามอย่างสมบูรณ์ เมื่อเราเข้าใจอิสลามดีแล้ว นั่นแหละเราจึงจะเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนของอิสลาม เราสามารถที่จะตอบทุก ๆ คำถามและข้อคัดค้าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการมีตำรับตำราเฉพาะเกี่ยวกับอิสลามอย่างพร้อมมูลนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเผยแพร่คำเชิญชวนของอิสลาม ถ้าหากเราจะให้หนังสือแก่คนหนึ่งที่มิใช่มุสลิม เขาย่อมจะสนใจมากกว่าการอภิปรายหรือถกเถียง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หนังสือเกี่ยวกับอิสลามที่เป็นภาษาอังกฤษนั้นมีน้อย แต่ดิฉันก็ใคร่จะเน้นถึงความสำคัญของการเป็นตัวอย่างที่จริงจัง เหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนจะต้องเป็นตัวอย่างที่จริงจังแก่มนุษยชาติ ตามที่อัลกุรอานเรียกร้องเรา

ถาม : มีอุปสรรคอันใดบ้างที่มุสลิมในอังกฤษกำลังเผชิญอยู่ ?

ตอบ : เมื่อครอบครัวหนึ่งครอบครัวใดในอังกฤษเข้ารับนับถืออิสลาม เขาเหล่านั้นจะดำเนินชีวิตด้านสังคมไปตามหลักการของอิสลาม แต่ถ้าในกรณีที่มีลูกชายหรือลูกสาวที่ยังมิได้แต่งงานไปรับนับถืออิสลามเขาเหล่านั้นจะต้องเผชิญกับความลำบากยากต่าง ๆ นานา เขาเหล่านั้นรู้สึกอยู่เสมอว่า สังคมอังกฤษและสิ่งแวดล้อมทั่วไปนั้น มิใช่สังคมและสิ่งแวดล้อมของเขาเหล่านั้น และโดยที่พวกเขามิได้อยู่ในสังคมมุสลิม พวกเขาจึงต้องประสบกับความยากลำบากมากมายในการปฏิบัติละหมาดและถือศีลอดตามเวลาที่กำหนดไว้ แต่ครอบครัวที่เป็นมุสลิมก็จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนั้นได้อย่างสะดวก นอกจากนั้นเราต้องการครูที่เป็นตัวอย่างจริงจังสำหรับความเจริญของอิสลาม คอยให้ความช่วยเหลือมุสลิมที่รับนับถืออิสลามใหม่ ๆ ในการทำความเข้าใจอัลกุรอาน มีมุสลิมใหม่ ๆ เป็นจำนวนไม่น้อยต้องการเข้าใจอัลกุรอาน อย่างถูกต้อง แต่พวกเขาไม่มีทางที่จะทำให้บรรลุสู่การนั้นได้

ดิฉันรู้สึกเสียใจ เมื่อดิฉันพูดว่าศูนย์วัฒนธรรมอิสลามในกรุงลอนดอนมิได้ทำอะไรเลยในทางนี้ งานนี้จึงต้องอาศัยนักศึกษาฝ่ายเดียว และบรรดานักศึกษาเหล่านั้นก็ไม่ค่อยจะมีเวลาพอ เพราะต้องยุ่งอยู่กับการศึกษา

จำเป็นที่ดิฉันจะต้องกล่าวถึงการที่เยาวชนมุสลิมในโลกต่างนิยมชมชอบในความก้าวหน้าอันจอมปลอมของทางตะวันตก เขาเหล่านั้นถูกลวงด้วยแสงสีของมัน เลยทำให้มองไม่เห็นความจอมปลอม

ณ ที่นี้ ดิฉันใคร่ขอกล่าวว่า ดิฉันชอบความสัมพันธ์ทางครอบครัวอันเข้มแข็งและชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคมของวงศ์ตระกูลต่าง ๆ ของบรรดามุสลิมีน หากเราเปรียบเทียบกับความเป็นอยู่ทางด้านสังคมของตะวันตกแล้วก็จะถือได้ว่า ความเป็นอยู่ทางสังคมตามแบบอิสลามเป็นศีลธรรมอันสูงส่ง ซึ่งทางตะวันตกตามไปไม่ถึง หากได้ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคมตามแบบอิสลามอย่างถูกต้องแล้ว มันช่างเป็นชีวิตที่แสนประเสริฐยิ่ง

ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ได้ทรงให้เราเป็นมุสลิมีนที่มีความบริสุทธิ์ใจ ตรงตามที่อิสลามปรารถนาด้วยเถิด อามีน ขออัลลอฮฺทรงรับคำขอพรนี้ด้วยเทอญ



สายสัมพันธ์
วันที่ 5   มีนาคม   2544


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:33:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

ฉวา กิม ซาน ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน
พ่อแม่ผมนับถือลัทธิเต๋าครับ ผมจึงได้รับการเลี้ยงดูให้นับถือลัทธินี้มาตั้งแต่เกิด ช่วงวัยเด็กผมมีศรัทธา และยอมรับปฏิบัติตาม แม้ว่าผมจะไม่ค่อยรู้อะไรเลย จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น ผมจึงรู้ว่าลัทธิเต๋าเป็นศาสนาที่บรรพบุรุษแต่เก่าก่อนเคารพสักการะกัน พ่อแม่ผม รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่นับถือลัทธินี้ ต่างก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไป อีกทั้งยังไม่เคยถูกกวนใจถามถึงประวัติความเป็นมา

ผมเองก็ไม่เคยได้รับการอบรมให้รู้ถึงประวัติความเป็นมา ตลอดจนหลักธรรมของลัทธิ ผมก็เป็นเช่นเดียวกับชาวลัทธิเต๋าคนอื่น ๆ ผมยอมรับในสิ่งที่ถูกยื่นมาให้โดยมิได้อึดอัดใจ

เมื่อผมอายุเก้าปี ครูที่โรงเรียนบอกผมและเพื่อน ๆ บางคนว่า เราควรจะต้องเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียน หากเราไม่เป็นคริสเตียนเราจะต้องตายโดยถูกลงโทษ ผมกลัวคำขู่นี้มาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงกลายเป็นคนสองศาสนา คือนับถือลัทธิเต๋า (เพราะครอบครัว) และนับถือศาสนาคริสต์ (เพราะคำขู่)

เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมไม่อาจตัดสินใจได้ว่าผมควรปฏิบัติตามศาสนาไหน ช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ชั้น ม.3 และ ม.4 ในโรงเรียนมัธยม ผมเลือกเรียนพุทธศาสนาในหมวดวิชาศาสนศึกษา เพราะเป็นที่รู้กันว่าเป็นวิชาที่สอบผ่านง่าย ผมได้รับแรงบันดาลใจจากหลักธรรมของพุทธศาสนาเพราะเป็นคำสอนที่มีเหตุผล และปฏิบัติได้จริง แนวความคิดเรื่องความมีเมตตาในพุทธศาสนาตั้งอยู่บนรากฐานของหลักเกณฑ์ที่ดี และการปฏิบัติที่ดี แต่ทว่าพุทธศาสนายังขาดคำสอนในเรื่องการมีอยู่จริงของผู้มีอำนาจสูงสุด – คือพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อผมเข้าเรียนในโรงเรียนเซนต์แอนดรูว์จูเนียร์คอลเลจ ซึ่งเป็นโรงเรียนในความอุปถัมภ์ของมิชชันนารี ทางโรงเรียนบังคับนักเรียนทุกคน (ยกเว้นมุสลิม) ให้เข้าร่วมในพิธีสวดประจำสัปดาห์ ระหว่างพิธีเราร้องเพลงสรรเสริญ และสดับฟังคำเทศนา ตอนท้ายพิธีในบางสัปดาห์จะมีคนคอยถามว่ามีใครในหมู่พวกเราอยากเป็นคริสเตียนบ้าง

ผมประทับใจบาดหลวงคนหนึ่งเป็นพิเศษ ผมมองว่าท่านเป็นคน “มีความสามารถ” ผมรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษเมื่อท่านพูดถึงคำพยากรณ์ในใบเบิ้ลเก่าที่เป็นจริงสมบูรณ์ในใบเบิ้ลใหม่ ความสนใจของผมมีมากขึ้นเมื่อท่านพูดถึงวันสิ้นโลก

นอกจากนี้ท่านยังเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่คริสเตียนบางคนเคยประสบ ตัวอย่างหนึ่งก็คือ มีคริสเตียนคนหนึ่งได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าตาย ในการ ”ตาย” ของเธอนั้นเธอต้องประสบความยุ่งยากอย่างแสนสาหัส เธอถูกฉุดกระชากขาลงไปในนรก ต่อมาเธอได้รับการปล่อยออกมาและฟื้นขึ้นอึก เธอยืนยันว่าพระเจ้ามีจริง รวมทั้งชีวิตหลังความตายและนรกก็มีจริง ดังที่มีบอกไว้ในใบเบิ้ล นั่นคือเหตุผลในตอนแรกที่ผมเอนเอียงเข้าหานิกายโปรแตสแตนท์แบบแองกลิกัน ตอนนั้นผมอายุ 17 ปี แต่อย่างไรก็ตามผมไม่อาจยึดมั่นในนิกายเดียวได้ตลอดไป ผมเปลี่ยนจากคริสตจักรหนึ่งไปอีกคริสตจักรหนึ่ง ผมยังคงแสวงหาความสุขทางใจ และยังไม่อาจตัดสินใจได้ว่าคริสตจักรไหนที่ผมควรเข้าไปร่วมด้วย

เมื่อผมอยู่ในช่วงปีสุดท้ายของการรับราชการทหารในกองทัพ ผมรู้จักเพื่อนคนหนึ่งเขาพาผมไปโบสถ์ที่เขาสังกัดอยู่ ชื่อโบสถ์เซนต์จอห์นเซนต์มากาเร็ต ในที่สุดผมก็รู้สึกอบอุ่นที่โบสถ์แห่งนี้

ผมจริงจังกับกิจกรรมของโบสถ์ ผมเป็นหัวหน้างานบริการถึงสองอย่าง อย่างหนึ่งคือหน้าที่ที่ต้องเกี่ยวกับเด็ก ๆ อีกหน้าที่หนึ่งคือให้บริการด้านกีฬา

ผมรับผิดชอบโครงการสอนพิเศษให้แก่เด็ก ๆ ทางโบสถ์จัดให้มีการสอนพิเศษแก่เด็ก ๆ ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ เผยแพร่เนื้อหาของคริสตศาสนาอย่างแยบยล เด็กที่เรียนพิเศษเป็นเด็กระดับประถมหนึ่งขึ้นไป

ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลเอาใจใส่นักเรียนสองคนเป็นพิเศษ ก่อนเริ่มสอนพิเศษจะมีการร่วมสวดรำลึก เราจะร่วมร้องเพลงสรรเสริญและรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ผมจะเล่าเรื่องราวจากใบเบิ้ลให้เด็ก ๆ ฟัง

นอกจากนี้ผมยังขะมักเขม้นให้บริการด้านกีฬา เราทำงานเผยแพร่ศาสนาโดยชักจูงผู้คนให้มาร่วมเล่นกีฬา ผมรับหน้าที่ด้านทีมบาสเก็ตบอล ทุกๆ สัปดาห์เราจะเช่าคอร์ทและเล่นเกมส์การละเล่นกัน

เราชักชวนบุคคลภายนอกให้มาเข้าร่วมกิจกรรม และชักนำพวกเขามาสู่คริสตศาสนา เราเน้นจิตสำนึกในการดูแลเอาใจใส่และเป็นห่วงเป็นใย และแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ระหว่างและภายหลังการฝึกซ้อม เราพยายามปลูกฝังความเชื่อในคริสตศาสนาแก่เยาวชนเหล่านั้น ส่วนใหญ่พวกเขาเป็นวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว

การให้บริการด้านกีฬาเป็นแนวความคิดให้ผลดี ไม่เฉพาะในสิงคโปร์เท่านั้น แต่ในประเทศอื่น ๆ ก็ได้ผลดีเช่นกัน คริสตจักรของผมนับเป็นแห่งแรกในสิงคโปร์ที่เสนอความคิดในเรื่องการดูแลเอาใจใส่และเป็นห่วงเป็นใย

ระหว่างที่ผมยังเอาการเอางานกับกิจกรรมของโบสถ์ ผมก็ได้รู้จักสตรีมุสลิมคนหนึ่ง ผมพยายามพูดคุยกับเธอเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ เธอดูมั่นใจในความถูกต้องแท้จริงของศาสนาที่เธอนับถืออยู่ แต่เธอไม่รู้ว่าจะอธิบายความจริงนี้ให้ผมฟังได้อย่างไร ไม่มีทางใดเลยที่จะทำให้เธอเชื่อมั่นศรัทธาในคริสตศาสนาได้ ทำให้ผมแปลกใจ เพราะมุสลิมมากมายแม้กระทั่งพวกติดยาเสพติดเป็นพวก “เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอิสลามเป็นศาสนาที่เที่ยงแท้”

ผมตัดสินใจถามเธอว่าอะไรคือความเป็นจริงเกี่ยวกับศาสนาของเธอ ที่ทำให้ผู้ศรัทธาในศาสนานี้ ไม่มีวันที่จะละทิ้งศาสนาเดิมของเขา เธอเองไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ผมฟังอย่างไรดีแต่แนะให้ผมไปติดต่อที่ ดารุ้ลอัรกอม ซึ่งเป็นสมาคมของผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในสิงคโปร์

ผมตกลงทำตามที่เธอแนะนำ แม้ว่าตอนนั้นผมยังมองอิสลามว่าเป็นศาสนาที่ชอบสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิง และเป็นศาสนาที่ฝืนกับสติปัญญา เหตุผลของผมก็คือ ถ้าศาสนาอิสลามดีจริงคนที่นับถือศาสนาก็ต้องดีด้วย

ผมรู้จักมุสลิมไม่กี่คน แต่คนที่ผมรู้จักเป็นมุสลิมที่แย่ ๆทั้งนั้น ผมรู้จักมุสลิมที่ดีอยู่คนเดียวตอนศึกษาอยู่ในระดับมัธยม แต่เธอก็ไม่เคยถ่ายทอดเนื้อหาของอิสลามให้ผม ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นมีมุสลิมที่พยายามจะเผยแพร่คำสอนของศาสนาอิสลามให้ผมอยู่บ้าง

ครอบครัวของผมไม่ค่อยชอบศาสนาอิสลามนัก เพราะเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ ในตะวันออกกลาง อีกทั้งคนงานชาวมาเลย์ที่คุณพ่อผมจ้างมามักจะขี้เกียจ และประพฤติตัวไม่ดี

เมื่อผมตกลงใจที่จะไปดารุ้ลอัรกอมผมก็มุ่งไปที่นั่นทันที ผมเข้าร่วมชั้นเรียนแนะนำ มีคุณเรมมี่เป็นผู้สอน ผมรู้สึกทึ่งและประทับใจอยู่สองเรื่อง   อย่างแรกคือเขาชี้ให้เห็นว่าอิสลามไม่ได้มีรากฐานมากจากอารมณ์ความรู้สึกเหมือนคริสตศาสนา ผมพยายามคิดใคร่ครวญคำพูดดังกล่าวและรู้สึกแปลกใจในปฏิกริยาของผมที่มีต่อถ้อยคำเหล่านั้น


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:35:02 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

ประการที่สอง ผู้สอนบอกว่า “อย่าเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม จนกว่าคุณจะตั้งคำถามให้มากที่สุด จนไม่มีคำถามจะถามอีกแล้ว นั่นแหละจึงค่อยเปลี่ยนมาเข้ารับอิสลาม” แต่ในศาสนาคริสต์ คุณจะถามมากไม่ได้ เพราะยิ่งถามมากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น

หลังจากเน้นที่สองประเด็นดังกล่าว คุณเรมมี่ผู้สอนก็แนะนำหนังสือ “ISLAM IN FOCUS” ผมรู้สึกตกตะลึงในสิ่งที่ผมอ่านพบในหนังสือ บางเรื่องที่ผมรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลในคริสตศาสนาและไม่มีทางที่จะให้ข้อสรุปได้ ผมก็พบว่ามีคำตอบอยู่ในหนังสือเล่มนี้ นอกจากนี้ผมยังรู้สึกช็อคที่อ่านพบในหนังสือว่า สิ่งที่ผมเคยมีศรัทธาและชื่นชอบในพุทธศาสนา ก็เป็นหลักศรัทธาในศาสนาอิสลามเช่นเดียวกัน มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่างในหลักคำสอนของพุทธศาสนากับอิสลาม

สัปดาห์ต่อมาผมกลับไปที่ดารุ้ลอัรกอมอีก เพื่อไปเข้าขั้นเรียนสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ชั้นเรียนได้สอนเรื่องหลักการอิสลามไปได้ครึ่งทางแล้ว ผมจึงรู้สึกเบื่อและอยู่เรียนอีกหนึ่งหรือสองบทก็หมดเวลา ผมซื้อหนังสือเพิ่มอีกสองเล่มคือ “THE CHOICE, ISLAM AND CHRISTIANITY” เขียนโดย อะห์มัด ดีด๊าต และ “THE BASIS OF MUSLIM BELIEF” เขียนโดย แกรี่ มิลเลอร์ ผมรู้สึกประทับใจหนังสือสองเล่มนี้มาก

ผมเจอคุณเรมมี่อีกครั้ง เขาแนะนำผมให้รู้จักอุสตาซ ซุลกิฟลิ ผมได้คุยกับเขาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามอยู่หลายอาทิตย์

คำถามใดก็ตามเกี่ยวกับคริสตศาสนาที่ผมตอบไม่ได้ ผมจะส่งไปให้โบสถ์และวิทยาลัยใบเบิ้ลแห่งสิงคโปร์ตอบ ผมเริ่มตกที่นั่งลำบาก เพราะผมไม่อาจยอมรับคำตอบที่โบสถ์และวิทยาลัยใบเบิ้ลส่งกลับมาได้ หากผมยอมรับเหตุผลจากคำตอบก็เท่ากับผมดูหมิ่นพระผู้เป็นเจ้า เป็นต้นว่า เมื่อผมพยายามถามถึงสิ่งที่ขัดแย้งกันเองในใบเบิ้ล คำตอบที่ได้รับก็คือเป็นการขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือไม่ก็บอกว่าเป็นความผิดพลาดจากการคัดลอก

ผมต้องค้นคว้าด้วยตัวเองอย่างมากมาย เพื่อตอบคำถามที่ดารุ้ลอัรกอมถามผมมา สิ่งที่ผมได้จากการค้นคว้า ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายศรัทธาในคริสตศาสนาของผมโดยสิ้นเชิงก็คือประวัติของศาสนจักร

ประวัติศาสนาความเป็นมาของศาสนจักรได้เปิดโปงความจริงออกมาว่า แนวความคิดเรื่องตรีเอกานุภาพ (TRINITY) ถูกนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรกในปี คริสตศักราชที่ 325 ซึ่งก็คือ 325 ปีหลังพระเยซูคริสต์จากไป ก่อนหน้านั้นมีหลักคำสอนที่แตกต่างกันอยู่บ้างแล้ว โดยหลักคำสอนทั้งหมดดังกล่าวหลากหลายไม่เหมือนกัน

เมื่อผมทราบข้อมูลเกี่ยวกับคริสตศาสนาทางแหล่งข้อมูลของศาสนาอิสลามมากขึ้น ผมก็เริ่มไม่ค่อยพอใจ ผมตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากเอนไซโคลปิเดียต่าง ๆ รวมทั้งแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ผมพบว่าความรู้ที่ผมได้รับจากแหล่งข้อมูลของศาสนาอิสลามเป็นความจริงที่ถูกต้อง

เมื่อผมพิจารณาดูให้มากยิ่งขึ้น (มากกว่าที่ผมเคยพิจารณามาก่อน) ถึงคำพยากรณ์ที่ว่า “วิญญาณแห่งความจริงจะมา และนำผู้คนไปสู่ความจริง” ผมเข้าใจได้อย่างแจ่มชัดว่าคำพยาการณ์นี้กล่าวถึงท่านนบีมุฮำหมัด และสารของท่าน คำพยากรณ์นี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงพระเยซูคริสต์เพราะชาวคริสเตียนยุคแรก ๆ ไม่สามารถแม้แต่จะระบุรูปพรรณสัณฐานของพระเยซูคริสต์ จนทุกวันนี้พวกเขาก็ยังขัดแย้งกันอยู่ในเรื่องรูปพรรณสัณฐานของท่าน

ระหว่างที่ผมยังเรียนรู้อิสลามอยู่นั้น ผมก็พยายามศึกษาศาสนาอิสลามจากหนังสือของคริสเตียน ผมพบว่าหนังสือเหล่านั้นมีเจตนามุ่งร้าย จากความรู้ในศาสนาอิสลามที่ผมมีอยู่บ้าง ผมสามารถหักล้างคำกล่าวหาผิด ๆ ของชาวคริสต์ ดังตัวอย่างหนึ่งที่พวกเขากล่าวหาว่าพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาอิสลามทรงห่างเหินกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ผมรู้ว่าไม่จริง เพราะว่าในศาสนาอิสลาม พระผู้เป็นเจ้าทรงใกล้ชิดกับสิ่งที่พระองค์สร้าง ใกล้ชิดยิ่งกว่าเส้นเลือดที่หลอดคอเสียอีก



“และโดยแน่นอน เราได้บังเกิดมนุษย์มา และเรารู้ดียิ่งที่จิตใจของเขากระซิบกระซาบแก่เขา และเรานั้นใกล้ชิดเขายิ่งกว่าเส้นเลือดชีวิตของเขาเสียอีก” อัลกุรอาน 50:16

นักเขียนคริสเตียนบางคนยังอ้างว่าอัลลอฮ์ขาดคุณสมบัติในความรักต่อสรรพสิ่ง ผมไม่เข้าใจว่าคริสเตียนเอามาอ้างได้อย่างไร ในเมื่อมุสลิมกล่าวว่า “บิสมิลลาฮ์” ซึ่งมีความหมายว่า ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมออยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ 99 พระนามของอัลลอฮ์ก็เน้นคุณลักษณะของความรักและห่วงใย ผมจำเป็นต้องปฎิเสธข้อกล่าวหาที่คริสเตียนมีต่อศาสนาอิสลาม เพราะผมต้องยุติธรรมต่อตัวเอง

ผมอ่านหนังสือ “MUHAMMAD IN THE BIBLE” และ “GOSPEL O THOMAS แล้วตอนนี้ผมต้องตกตะลึงพรึงเพริดอีกเมื่ออ่าน “THE DEAD SEA SCROLLS” ซึ่งมีผลกระทบเป็นครั้งสุดท้ายต่อศรัทธาในคริสตศาสนาของผม ผมไม่พบเหตุผมที่ผมจะยังคงเป็นคริสเตียนต่อไป ผมพบเห็นเรื่องโกหกหลอกลวงที่ผมไม่คิดว่าจะได้พบในคริสตศาสนา ผมตรวจเช็คความถูกต้องทุกรูปแบบเท่าที่จะสามารถในกรณีที่ผมอาจเข้าใจผิดไปเอง จนไม่มีอะไรเหลือที่จะให้ตรวจสอบอีก

ผมยังคงเรียนรู้ศาสนาอิสลามจากอัลกุรอานและหนังสือต่าง ๆ และจากครูมุสลิมที่มุ่งมั่นที่จะชักนำผมสู่หนทางที่ถูกต้อง อยู่มาวันหนึ่ง อุสตาซ ซุลกิฟลิถามผมว่า

“เมื่อไหร่คุณจะเปลี่ยนมารับเข้าอิสลาม” ผมพูดไม่ออก ผมคิดเรื่องนี้คิดแล้วคิดอีก ผมไม่พบเหตุผลสักอย่างเดียวที่ผมไม่ควรเปลี่ยนมาเข้ารับอิสลาม หลังจากนั้นไม่นานผมก็ตัดสินใจเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาที่แท้จริง

ตอนแรกครอบครัวของผมไม่คิดว่าการเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามของผมเป็นเรื่องจริงจัง คนในครอบครัวคิดว่าผมคงเข้ารับอิสลามเพียงผิวเผิน และยังคงทานเนื้อหมู และใช้ชีวิตเหมือนคนที่ไม่ใช่มุสลิม

แต่พอคนในครอบครัวรู้ว่าผมเป็นมุสลิมอย่างเคร่งครัดเข้า ก็เลยกลายเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายและยิ่งวุ่นวายยุ่งยากขึ้นอีกเมื่อผมถือศีลอดตอนเดือนเราะมะฎอน ผมเกือบจะถูกไล่ออกจากบ้านสถานการณ์ที่บ้านยังคงอึมครึมอีกหลายเดือนหลังจากนั้น

ผมไม่ทานข้าวที่บ้าน ผมโดนต่อว่าไม่รักครอบครัวและยังคงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งระหว่างผมกับคนในครอบครัว ผมพยายามอธิบายคำสอนของอิสลามให้คนในบ้านฟัง แต่พวกเขาก็ไม่ยอมเข้าใจ

ผมรู้สึกกังวลที่จะกลับเข้าบ้าน จึงรีรออยู่นอกบ้านจนดึก อยู่มาวันหนึ่งคุณแม่ผมเข้ามาหา ขอร้องไม่ให้ผมอยู่นอกบ้านจนดึกดื่น ท่านบอกว่าคุณพ่อของผมเองก็รู้สึกเป็นห่วง ท่านแนะให้ผมซื้อข้าวมาเอง โดยท่านจะช่วยทำให้ผมทานต่างหากไม่ปะปนกัน

ตอนนี้ผมและคนในครอบครัวรับประทานอาหารหะล้าลกันที่บ้าน เพราะเป็นการสะดวกสำหรับคุณแม่ของผมที่จะปรุงอาหารที่ไม่เฉพาะคนในครอบครัวทานได้เท่านั้น แต่ลูกชายที่เป็นมุสลิมของท่านก็ทานได้ด้วย

สถานการณ์ที่บ้านเริ่มดีขึ้น แม้จะมีการค่อนแคะถากถางพอหอมปากหอมคอจากคนในบ้านอยู่บ้างก็ตาม อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ์

แปลและเรียบเรียงจากเว็บไซท์ ISLAMICWEB.COM



อนัส ปาลิยะสิทธ์
วันที่ 27   มกราคม   2546


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:35:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ศาสตราจารย์ อับดุลอะฮัด ดาวุด
PROF. ABDULAHAD DAWUD
(นามเดิม บาทหลวง เดวิด เบนจามิน เคลดานี่ REV. DAVID BENJAMIN KELDANI)


       การเข้ารับอิสลามของผมมิได้มาจากสาเหตุอื่นใด   นอกไปจากการได้รับทางนำโดยตรง จากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ถ้าปราศจากทางนำของพระองค์แล้ว การเรียนรู้ และการพยายาม แสวงหาสัจธรรมอาจจะทำให้เราหลงทางได้   เมื่อตอนที่ผมเชื่อในเอกภาพอันสมบูรณ์ของพระผู้ เป็นเจ้านั้น ผมได้ยึดเอาแบบอย่างศาสดาของท่านเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัวมาตลอด

       ผมไม่มีความตั้งใจ หรือต้องการแม้แต่เพียงนิดเดียวที่จะทำให้เพื่อนชาวคริสเตียนต้องมี ความรู้สึกเจ็บปวด ผมรักท่านเยซูโมเซส และอับราฮัมเหมือนกับที่ผมรักท่านศาสดามุฮัมมัด และ ศาสดาคนอื่น ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า

       คัมภีร์กุรอาน ซูเราะฮฺที่ 3 อายะฮฺที่ 83 กล่าว่า “จงกล่าวเถิด  เราศรัทธาในอัลลอฮฺ และที่ถูกประทานลงมาแก่เราและที่ถูกประทานลงมาแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีล และ อิสฮากและยะอกูบ และเผ่าพันธุ์ทั้งหลาย และที่ถูกประทานแก่มูซาและอีซา และนบี ทั้งหลาย จากพระผู้อภิบาลของเขาทั้งหลาย เรามิได้จำแนกในระหว่างผู้ใด จากหมู่ เขาทั้งหลาย และเราเป็นผู้นอบน้อมต่อพระองค์”

       ผมมิได้ตั้งใจที่จะเขียนเพื่อสร้างความขมขื่น และโต้เถียงกับฝ่ายคริสตจักร  แต่เพียงต้อง การจะเชิญชวนให้คนคริสเตียนมาศึกษาถึงปัญหาสำคัญ ๆ ด้วยจิตใจแห่งความรัก และไม่ลำเอียง ถ้าหากคนคริสเตียนเลิกพยายามที่จะให้คำจำกัดความแก่นสารของสิ่งสูงสุด และยอมรับเอกภาพ อันสมบูรณ์ของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว คนคริสเตียนไม่เพียงแต่อาจจะรวมกับมุสลิมได้เท่านั้น  แต่มัน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากที่สุดด้วย  เพราะถ้าหากมีการยอมรับในเรื่องเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า แล้ว ประเด็นความแตกต่างระหว่างสองศาสนานี้ก็สามารถตกลงให้ลุล่วงกันไปได้โดยง่ายดาย

       มันเป็นการเสียเวลาแต่อย่างเดียว     ที่จะมาปฏิเสธผู้โง่เขลาที่คิดว่าอัลลอฮฺของอิสลาม แตกต่างไปจากพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง และเป็นพระเจ้าที่มุฮัมมัดสร้างขึ้นมา ถ้าหากนักบวชและ นักศาสนาคริสเตียนรู้คัมภีร์ในภาษาฮิบรูต้นฉบับแทนฉบับแปลเหมือนกับที่มุสลิม     อ่านคัมภีร์ กุรอานในต้นฉบับภาษาอาหรับแล้ว พวกเขาจะเห็นอย่างชัดเจนว่า อัลลอฮฺนั้นเป็นชื่อภาษาเซมิติค โบราณของพระผู้เป็นเจ้าผู้ประทานโองการและพูดกับอาดัมและศาสดาอื่น ๆ ทุกคนนั่นเอง

       อัลลอฮฺทรงอยู่ด้วยพระองค์เอง ทรงรอบรู้ ทรงอำนาจ พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ทั่วทุกหนทุก แห่ง และเป็นผู้ทรงให้กำเนิดชีวิต พระองค์เป็นผู้ทรงสร้าง ผู้กำหนดระเบียบ และผู้บริหารจักรวาล รูปร่างของอัลลอฮฺนั้น เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์   ดังนั้น ความพยายามใด ๆ ที่จะ อธิบายรูปร่างของพระองค ์จึงไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องไร้ประโยชน์เท่านั้น       แต่มันยังจะเป็น อันตรายต่อสวัสดิภาพทางจิตใจและต่อความศรัทธาของเราด้วย เพราะความพยายามเช่นนั้นจะ นำเราไปสู่การหลงผิด

       คริสจักรที่มีความเชื่อในเรื่องตรีเอกานุภาพ ได้ใช้สมองของนักศาสนา  และนักปรัชญา ของตนทั้งหมดเป็นเวลา 17 ศตวรรษ เพื่ออธิบายรูปร่างของพระเจ้า แต่แล้วสิ่งที่นักปราชญ์คริส เตียนอย่างเช่น เซนต์ออกัสติน และเซนต์อาควีนัส ได้ฝากไว้ให้แก่คนคริสเตียนก็คือ การเชื่อใน พระเจ้าผู้เป็น “ที่สามในสาม” เท่านั้นเอง อัลลอฮฺได้ประณามความเชื่อเช่นนี้ไว้ในคัมภีร์กุรอาน ว่า:   “โดยแน่นอนยิ่ง บรรดาเหล่านั้นได้ปฏิเสธที่พวกเขากล่าวว่าอัลลอฮฺเป็นที่สาม ในสาม ทั้ง ๆ ที่ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว และถ้าพวก เขาไม่หยุดยั้งจากที่พวกเขากล่าว แน่นอน จะประสบแก่บรรดาผู้ปฏิเสธในหมู่พวก เขาซึ่งการลงโทษอันเจ็บปวด”  (กุรอาน 5.73)

       คุณลักษณะของอัลลอฮฺ   เป็นสิ่งที่มิอาจแยกมาพิจารณาเป็นรูปร่างได้อย่างเด็ดขาด มิ เช่นนั้นแล้ว เราจะมีตรีเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้ามากมาย การที่เราจะไปบอกว่าสิ่งนั้นมีคุณ สมบัติอย่างนี้โดยที่สิ่งนั้นยังมิได้แสดงคุณสมบัติของมันออกมา  ให้เห็นนั้นเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้  ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า “พระเจ้านั้นดี” เมื่อเราปฏิบัติความดีของพระองค์ แต่เราไม่สามารถที่จะ บอกว่า “พระเจ้าคือความดี” ได้  เพราะความดีไม่ใช่พระเจ้า แต่การกระทำ  และงานของพระ องค์ต่างหากเล่าที่เป็นความดี ด้วยเหตุผลนี้เองที่คัมภีร์กุรอานมักจะอธิบาย    คุณลักษณะของ อัลลอฮฺออกมาเป็นคุณศัพท์ให้เราได้ทราบ เช่น ทรงปรีชาญาณ ทรงรอบรู้ ทรงเมตตา      แต่ คัมภีร์กุรอานมิเคยบอกเลยว่า “พระเจ้าคือความรัก ความรู้ และวจนะ”   และอื่น ๆ ในทำนองนี้ เพราะความรักเป็นการกระทำของคนที่รัก มิใช่ตัวผู้รักเอง เช่นเดียวกับความรู้หรือคำพูดที่เป็น การกระทำของบุคคล มิใช่ตัวเขาเอง ดังนั้นนักเขียนที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวจึงคัดค้านคัมภีร์ ไบเบิลของเซนต์ จอห์น ตั้งแต่ประโยคแรกที่ว่า “ในปฐมกาลคือวจนะและวจนะอยู่กับพระผู้เป็น เจ้า และวจนะเป็นของพระเจ้า”

       ในคำเริ่มต้นก่อนทำพิธีของคริสเตียนที่ว่า “ในนามของพระบิดา พระบุตร     และพระ วิญญาณบริสุทธิ์” นั้นก็มิได้มีการกล่าวนามของพระผู้เป็นเจ้าเอาไว้เลย ความเชื่อในเรื่องตรีเอ กานุภาพของคริสเตียนนั้น มิอาจเป็นที่ยอมรับได้ว่าเป็นแนวความคิดที่ถูกต้องในเรื่องของการ เชื่อพระเจ้า     เพราะอัลลอฮฺนั้นมิได้เป็นพ่อของลูก และก็มิได้เป็นลูกของพ่อด้วย การเชื่อว่า  “พระผู้เป็นเจ้าพระบิดา และพระผู้เป็นเจ้าพระบุตร และพระผู้เป็นเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์” นั้น เป็นการปฏิเสธเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า และการเชื่อในสิ่งที่ไม่สมบูรณ์สามสิ่งซึ่งจะโดยรวม กันเป็นหนึ่งหรือแยกจากกันก็แล้วแต่ ก็เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง   และนั่นไม่ใช่พระเจ้าที่แท้ จริง

       ผมอยากเตือนคนคริสเตียนว่า  ถ้าหากเขายังไม่เชื่อในความเป็นเอกภาพโดยสมบูรณ์ ของพระผู้เป็นเจ้า   และยังไม่เลิกเชื่อในตรีเอกานุภาพแล้ว เขาก็ยังคงเป็นผู้ที่มิได้ศรัทธาต่อ พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง   พูดให้ชัดลงไปก็คือ คนคริสเตียนคือผู้ที่ยังนับถือพระเจ้าหลายองค์อยู่


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:36:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

โทม๊าก เอลดิสัน
(ชาวอังกฤษ)


       เขาคือบุคคลที่ได้รับทางนำจากพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ซึ่งมีชื่อว่า โทม๊าก เอลดิสัน เป็น ชาวอังกฤษโดยมีประวัติพอสังเขปดังนี้  

       ท่านเป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด    เป็นช่างออกแบบเสื้อผ้าชั้นนำที่มีชื่อเสียงโด่งดังใน ประเทศอังกฤษ   เขาได้รู้จักกับนักศึกษามุสลิมชาวอียิปต์ ซาอุดิอารเบีย กาตาร์ ที่ไปศึกษา ณ  มหาวิทยาลัยที่นั่น   จนกระทั่งทำให้เขามีความสนิทเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันระหว่างเขากับนัก ศึกษาของกลุ่มประเทศอาหรับ  เขาได้รับฟังการชี้แนะและอธิบายหลักธรรมคำสอนของศาสนา  อิสลามจากเพื่อนนักศึกษาชาวอาหรับ   จนทำให้เขาเข้าใจอิสลามว่าเป็นศาสนาที่เป็นสัจธรรม ที่เที่ยงแท้ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า    เป็นศาสนาที่อุดมไปด้วยหลักฐาน เหตุผล วิทยปัญญาและ ความเอื้ออาทร การให้อภัยซึ่งกันและกัน    เป็นศาสนาที่สรรสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นใน สังคม ไม่รู้จักคำว่าการเหยียดผิว แบ่งชั้นวรรณะ อีกทั้งเป็นศาสนาแห่งสัจธรรมที่มิได้บีบบังคับ ข่มขู่ผู้ใดในการดำเนินชีวิตและเข้ารับอิสลาม เพราะแท้ที่จริงพระผู้เป็นเจ้าทรงดำรัสไว้ว่า   “ไม่มีการบีบบังคับใดๆในศาสนาอิสลาม”

       เอลดิสัน เขาเป็นชาวอังกฤษที่ได้รับฟังแนวความคิดอันอรรถรส     ซึ่งดึงดูดหัวใจเขา อย่างท่วมท้น อันเป็นถ้อยคำและแนวความคิดที่เขาไม่เคยได้รับฟังมาก่อนเลย   สัจธรรมของ อิสลามที่มีมิตรสหายชาวอาหรับได้สาธยาย อธิบายให้เขาได้ฟังนั้น เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา ที่ได้รับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอิสลาม ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้รับฟังเรื่องราวของอิสลามจากบุคคล ที่อิจฉาริษยาใส่ความต่ออิสลามว่า อิสลามเป็นศาสนาที่มีความเหี้ยมโหด  และเป็นศาสนาที่ล้า หลังไม่ทันยุคไม่ทันสมัย

       ครั้นแล้ว ในปี 1995 เอลดิสัน จึงได้เดินทางพร้อมกับมิตรสหายของเขาชาวอาหรับไป ยังศูนย์กลางอิสลามในกรุงลอนดอน   เพื่อพบปะกับประธานศูนย์กลางอิสลาม และนักเผยแพร่ ศาสนาของอิสลามประจำศูนย์ ซึ่งเขาได้ประกาศตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามต่อหน้าประธาน ศูนย์และนักวิชาการประจำศูนย์ ด้วยดวงจิตอันบริสุทธิ์   และเขาได้เล่าถึงแรงจูงใจที่ทำให้เขา ได้เข้าน้อมรับศาสนาอิสลามให้แก่นักวิชาการประจำศูนย์ได้รับทราบ


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:37:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

ไซนับอัลมะฮ์ดี

       ไซนับอัลมะฮ์ดียะห์ อิสหาก โรมาน เธอเป็นสตรีที่ใฝ่หาสัจธรรมอันแท้จริง เธอเดินทาง ไปยังกลุ่มประเทศอาหรับหลายประเทศ และได้พำนักอยู่ในประเทศอียิปต์    ด้วยความเชื่อมั่น จิตใจสงบเสงี่ยม     ก่อนที่เธอจะเข้าสู่รัศมีธรรมแห่งอิสลามนั้น เธอเคยนับถือศาสนาคริสต์มา ก่อน แต่ด้วยความประสงค์แห่งองค์อภิบาล     พระองค์ทรงประทานทางนำให้แก่เธอได้เข้ารับ อิสลาม   เธอได้ปฏิญาณตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามต่อหน้านักวิชาการของสถาบันอัล-อัซฮัร  ชี้คซามีมูฮำหมัด สมาชิกหอวิจัยอัล-อัซฮัร      หลังจากนั้นเธอก็ได้พำนักอยู่ในย่านอัซฮัร ฮุเซน  กรุงไคโร เธอได้ประกาศตนเข้าน้อมรับนับถือศาสนาอิสลามในเดือน รอบีอุ้ลเอาวัลปี ฮ.ศ.1403  ตรงกับปี ค.ศ. 1983  และเธอได้เปลี่ยนชื่อเป็น ไซนับอัลมะฮ์ดี

       เธอได้ศึกษาวิชาการในประเทศอียิปต์ จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะ วรรณกรรม แผนกภาษาอาหรับ และสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญาโท จากสถาบันการศึกษา อิสลามชั้นสูงอียิปต์ เธอได้เขียนหนังสือประพันธ์ตำราในด้านศาสนาอิสลามเป็นจำนวนหลายเล่ม เธอและสามีของเธอคือ ดร. วาเอ็ล มะห์มูด มัสอู้ด ได้รับเชิญจากศูนย์วิจัยแห่งชาติอเมริกาเข้า ไปเป็นอาจารย์สอนพิเศษ ณ ศูนย์วิจัยแห่งนี้  เธอได้ชี้แนะแนวทางอันถูกต้องของอิสลามให้แก่ ชนต่างศาสนิกให้เข้าใจอิสลามอย่างแท้จริง ภาระกิจและกิจกรรมของเธอ ได้รับความสนใจใน การเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของอิสลามอย่างมาก

       ในขณะที่เธอพำนักอยู่สหรัฐอเมริกานั้น  เธอได้ถูกเชิญให้เป็นวิทยากรพิเศษ บรรยาย ศาสนธรรมที่ศูนย์กลางอิสลามในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการตอบสนองจากมหาชนเข้ารับฟังคำ บรรยายของเธอเป็นจำนวนมาก เธอได้เขียนตำราเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนของอิสลาม   และ จริยธรรมอันสูงส่งของประชากรมุสลิมในยุคแรก และเธอได้เขียนชีวประวัติของเหล่าอัครสาวก ของท่านรอซู้ลอย่างลึกซึ้ง เธอได้ให้สัมภาษณ์แก่นิตยสารและหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆถึงสาเหตุ และแรงจูงใจในการน้อมรับศาสนาอิสลามของเธอ เธอกล่าวว่า “ ทุกๆสิ่งที่ฉันได้เขียนในตำรา ของฉันนั้นได้มาจากจริยธรรมอันสูงส่งจากบุคลิกภาพของท่านรอซู้ล (ซ.ล.) นับเป็นภาพลักษณ์ และมุมมองที่เป็นจริง   และท่านศาสดามูฮำหมัด (ซ.ล.)สามารถเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียม ประเพณีและจารีตอันแหลกเหลวของชนชาติอาหรับ    ให้เข้าใจถึงหลักธรรมคำสอนที่แท้จริง และจริยธรรมอันสูงส่ง ซึ่งท่านศาสดามูฮำหมัด(ซ.ล.)ได้ใช้บทเรียนอันดีงามในการเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตของชนชาติอาหรับในสมัยนั้น  ให้ยืนหยัดอยู่บนคุณธรรมอย่างแท้จริง  และแน่นอนที่สุด หลักธรรมคำสอนเหล่านี้ ฉันพบว่ามันเป็นความจริงในอิสลาม ศาสนาอันเที่ยงธรรมนั่นเอง ”


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:37:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

อับดุลลอฮฺ มาโร เอฟ (ชาวซูรีนัม)

               และอีกบุคคลหนึ่งชื่อว่า มิสเตอร์ มาโร เอฟ ชาวซูรีนัม    อเมริกาลาติน เขาได้เล่าถึง สาเหต ุและแรงจูงใจที่ผลักดันให้เขาเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม     โดยที่เขาได้ท้าวความถึง ประวัติความเป็นมาของศาสนาอิสลามเข้าสู่ ซูรีนัม  ในขณะที่มุสลิมจากทางตะวันตกของทวีป แอฟริกาได้อพยพมาพำนักอยู่ที่ ซูรีนัม    พวกเขาได้ก่อสร้างมัสยิด สถาบันการศึกษาเพื่อเป็น สถานที่รองรับแขกต่างชาติที่ได้เดินทางมาจากทวีปอเมริกา เอเชีย และยุโรป จนกระทั่งมัสยิด ในสหรัฐอเมริกามีจำนวนเพิ่มสูงถึง 160 มัสยิด ทุกๆมัสยิดก็จะมีสถาบันการศึกษาภาษาอาหรับ และชาวมุสลิมในประเทศซูรีนัม ได้ร่วมกันก่อสร้างศูนย์กลางอิสลามในกรุงเบอร์ม่าเดมัว นคร หลวงของซูรีนัม   ซึ่งมุสลิมสามารถประกอบศาสนกิจและประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับอิสลามได้ อย่างอิสระเสรี นอกเหนือจากนั้นก็มีนักวิชาการ นักเผยแพร่จากซาอุดิอาราเบีย  ถูกส่งมาเป็น วิทยากรอบรมมุสลิมในซูรีนัม เป็นคณะผู้แทนอย่างเป็นทางการของซาอุดิอาราเบีย  และคณะ ผู้แทนของกระทรวงศาสนูปถัมภ์ของอียิปต์   ได้เคยไปเยือนประเทศซูรีนัมเพื่อบรรยายศาสน ธรรม ชี้แนะแนวทางหลักธรรมคำสอนศาสนาอันถูกต้อง นอกเหนือจากนั้นมุสลิมในซูรีนัมได้ เป็นแบบฉบับการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของอิสลามด้วยวิทยปัญญาและบทเรียนอันดีงาม จนกระทั่งมีชนต่างศาสนิกเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามวันแล้ววันเล่า

       มิสเตอร์ มาโร เอฟ ได้เล่าถึงแรงจูงใจที่ทำให้เขาเข้ารับอิสลาม  เขากล่าวว่า “ อัลฮำ- ดุลิลลาฮฺ ”   ข้าพเจ้าได้เข้ารับนับถืออิสลามด้วยความปราถนา และความพึงพอใจของข้าพเจ้า อย่างแรงกล้า ในปี 1987 ข้าพเจ้าได้ประกาศตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามต่อหน้านักวิชาการ  นักเผยแพร่อิสลามชาวอิยิปต์ ณ ศูนย์กลางอิสลามในกรุงเบอร์นาเดมัว  และข้าพเจ้าได้เปลี่ยน ชื่อของข้าพเจ้าใหม่ว่า อับดุลลอฮฺ และข้าพเจ้าได้รับคำภีร์อัล-กุรอ่านที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ  จากชี้ค มูฮำหมัด อาซาซี  ซึ่งเป็นนักวิชาการและนักเผยแพร่ของสถาบันอัล-อัซฮัร ที่ไปประจำ การอยู่ในประเทศซูรีนัม หลังจากที่ข้าพเจ้ารับอิสลามแล้ว  ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้ามีความสุขกับความดื่มด่ำในรสพระธรรมคำสอนของอิสลามอันอมตะนิรันกาล


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:37:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

ศาสตราจารย์ มาซาโกน (ชาวเบลเยี่ยม)

       มาซาโกน นักสถาปนิก ชาวเบลเยี่ยม บุคคลอีกท่านหนึ่งที่อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงประทาน ทางนำให้แก่เขาเข้ารับอิสลาม   ท่านผู้นี้คือ ศาสตราจารย์ มาซาโกน นักสถาปนิก สำนักงาน การบริหารเพื่อการลงทุนประจำมหาวิทยาลัยเบลเยี่ยม เขาได้ประกาศตนเข้ารับนับถืออิสลาม ในปี ค.ศ 1981 ในขณะที่อายุล่วงเลยสู่วัย 52 ปี สาเหตุและแรงจูงใจที่โน้มน้าวให้เขาเข้ารับ อิสลามนั้นก็คือ ในขณะที่เขาได้ชม และฟังการบรรยายในเชิงวิชาการของนักเผยแพร่อิสลาม ทางโทรทัศน์ของเบลเยี่ยม   ซึ่งได้แพร่ภาพบรรยายถึงความมหัศจรรย์ของอัล-กุรอ่าน ซึ่งจัด ประชุมระดับโลก  โดยมีนักวิชาการ นักคิดคนสำคัญของโลกเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก การประชุมครั้งนี้ได้จัดขึ้นที่ประเทศซาอุดิอารเบีย ค.ศ  1980    ตรงกับ ฮ.ศ 1402 ภายใต้ สโลแกนการประชุมว่า    “ ความมหัศจรรย์ทางวิชาการในอัล-กุรอ่าน  และซุนนะฮฺของท่าน ศาสดามูฮำมัด (ซ.ล) ” และในที่ประชุมครั้งนี้มีนักคิดคนสำคัญท่านหนึ่งของโลกได้ประกาศ ตนเข้ารับอิสลามต่อหน้าที่ประชุมและได้กล่าวปฎิญาณตนว่า “ อัชฮาดุอัลลาอิลาฮาอิลลัลลอฮฺ  วาอัซฮาดุอันนามูฮำมาดัรรอซูลุลลอฮฺ ” อย่างเป็นทางการ เขาได้ประกาศต่อหน้าที่ประชุมว่า  อัล-กุรอ่านเป็นคัมภีร์อันสัจธรรม   อิสลามเป็นศาสนาที่เที่ยงแท้และซุนนะฮฺของบรมศาสดา มูฮำมัด (ซ.ล) เป็นวจนะแห่งสัจธรรม  และอัล-อิสลามที่ท่านศาสดามูฮำมัดได้นำมาประกาศ พร้อมด้วยหลักธรรมคำสอน     จริยธรรมทั้งหมดนั้นคือ สัจธรรม พระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ  พระผู้ดลบันดาลสร้างจักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหมด      อัล-กุรอ่านที่ถูกประทานลงมาให้ แก่ท่านศาสดานั้นเป็นคัมภีร์อันสัจธรรมโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้น

       ดังนั้น บรรดานักวิชาการโลกอิสลาม  และซาอุดิอารเบียได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับอาคัน ตุกะ และแขกของพระเจ้าที่ได้ประกาศตนเข้ารับอิสลาม เขาถูกเชิญไปยังนครมาดีนะฮ ฺเพื่อ เยี่ยมสุสานของท่านศาสดามูฮำหมัด (ซ.ล) และ ประกอบพิธีอุมเราะห์ที่นครมักกะฮฺ พร้อมกับ เหล่านักวิชาการโลกอิสลามและซาอุดิอารเบีย    รัฐบาลของซาอุดิอารเบียก็ได้ให้เกียรติแขก ของพระผู้เป็นเจ้าผู้นี้อย่างใหญ่หลวง     ในขณะที่ศาสตราจารย์ มาซาโกน ได้ชมและฟังการ บรรยายเนื้อหาจากการประชุมเชิงวิชาการทางโทรทัศน์   แล้วทำให้หัวใจของท่านมีความรัก ในอิสลาม   และแล้วท่านจึงประกาศตนเข้ารับอิสลามด้วยถ้อยคำอันอมตะนั้นก็คือ “ ลาอิลาฮา อิ้ลลัลลอฮฺ มูฮำมาดุ้รรอซูลลุ้ลลอฮฺ ” ท่านได้กล่าวว่า “ อันที่จริงอิสลามเป็นศาสนาอันเที่ยงธรรม ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า เป็นทางนำอันถูกต้องไร้ข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น ”   ครั้นแล้วศาสตราจารย์ มาซาโกน ก็ได้เลือกสรรชื่อใหม่เพื่อชุบชีวิตใหม่ของท่าน อันเป็นชีวิตที่บริสุทธ์ใหม่ของท่านคือ นูรุดดีน มาซาโกน      เรื่องราวแห่งการประกาศตนเข้ามารับอิสลามของท่านก็ถูกตีแผ่ลงใน นิตยสาร หนังสือพิมพ์หลายฉบับ เกี่ยวกับปฐมเหตุและแรงจูงใจที่โน้มน้าวให้ท่านเข้ารับนับถือ ศาสนาอิสลาม ท่านได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนกลุ่มประเทศอิสลามหลายประเทศ อีกทั้งท่านได้ ประพันธ์ตำราด้านประวัติศาสตร์อิสลาม และเชิงวิชาการอิสลามเป็นจำนวนหลายเล่ม   อีกทั้ง ท่านก็ทำการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนอิสลามให้แก่บุคคลใกล้ชิด    ญาติสนิทและมิตรสหาย ของท่าน  

       ท่านได้เขียนสาส์นแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์ถึงสาเหตุที่ทำให้ท่านเข้ารับอิสลาม   โดยนำไป แจกจ่ายแก่ญาติสนิทมิตรสหาย    ตลอดจนบุคคลรอบข้างให้ได้รับรู้ถึงสัจธรรมอันเที่ยงแท้ใน อิสลาม จนกระทั่งมีบุคคลเลื่อมใสศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ) เป็นจำนวนหลายท่านอันเป็นผลจาก สื่อที่ท่านนำเสนอและตีแผ่นั่นเอง



-------------



ดังกล่าวคือตัวอย่างคร่าวๆ  





www.addeen.com


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:38:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

อย่างไรก็ตามนะครับ  พี่น้องชาวคริสต์ช่วยนำไปเสนอให้ทั่วไปทราบข้อมูลเหล่านี้บ้างนะครับ

จะได้รู้ว่าผู้ที่รักพระเจ้า(จริงๆ) เขาจะต้องดำเนินชีวิตไปทางไหน

---------

ผมจะอธิบายอัลกุรอานบทเหล่านี้ ให้พี่น้องชาวคริสต์ทราบนะครับ
และท่านควรนำไปบอกเล่ากันต่อว่าพระเจ้าสอนอย่างไร ดำรัสว่าอย่างไร

(กุราน 2:135) " และพวกเขากล่าวว่า พวกท่านจงเป็นยิวเถิด หรือเป็นคริสต์เถิด พวกท่านก็จะได้รับคำแนะนำอันถูกต้อง จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) หาใช่เช่นนั้นไม่ แนวทางของอิบรอฮีมผู้ใฝ่หาความจริงต่างหาก "

คือทั้งยิวและคริสต์ก็มีการเรียกร้องเผยแพร่ให้คนเข้าสู่ศาสนาของตน
แต่พระเจ้าบอกว่า แนวทางของอิบรอฮีม(อับราฮัม)ต่างหากที่ถูกต้อง  
ศาสนาของอิบรอฮีมไม่มีไตรภาคีครับ และไม่ได้รอไตรภาคีด้วย
หากแต่ว่าศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียวอย่างบริสุทธิ์โดยไม่มีภาคีใดๆ

(2:136) "พวกท่านจงกล่าวเถิด เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีล และอิสฮาก(ไอแซค) และยะอ์กูบ(ยาคอป) และบรรดาวงศ์วานเหล่านั้น(ลูกหลานอิสราเอล) และสิ่งที่มูซา(โมเสส) และอีซา(เยซู)ได้รับ และสิ่งที่บรรดานบีได้รับจากพระเจ้าของพวกเขา พวกเรามิได้แบ่งแยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากเขาเหล่านั้น และพวกเราจะเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์เท่านั้น"

ทุกๆศาสนฑูตสอนเหมือนกันครับคือ เคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียว
ไม่เคารพสักการะรูปปั้น เจ้าแม่นั่นเจ้าแม่นี่ หรือบุคคลใด และไม่มีภาคีแบ่งภาคของพระเจ้าแต่อย่างใด


จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 08:55:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32

(กุรอาน 2 : 139) "จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าพวกท่านจะโต้แย้งกับเราในเรื่องของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ? ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเราและพระเจ้าพวกท่าน และบรรดาการงานของเราก็ย่อมเป็นของเรา และบรรดาการงานของพวกท่านก็เป็นของพวกท่าน และพวกเรานั้น จะเป็นผู้มอบการอิบาดะฮฺ(การแสดงความภักดี)ทั้งหลายให้แก่พระองค์เท่านั้น"

แน่นอนครับว่าพระเจ้ากล่าวให้เราทราบว่า จะดูว่าใครรักพระเจ้าจริงๆ ใครเป็นตัวจริงนั้นอย่าเถียงกันเรื่องพระเจ้าเลย
มาดูกันเองดีกว่าในเรื่องการปฏิบัติ(ความหมายอย่างนั้น)
มุสลิมเราพระเจ้าสั่งอะไรก็ทำ ไม่ใช่ว่าเอาพระเจ้าไว้เป็นแค่ที่พึ่งทางใจ ไว้ให้กำลังใจ ไว้ขอพรเท่าั้นั้น
แต่สำหรับมุสลิม เราไม่หวังอะไรจากพระเจ้าเลย
นอกจากการกระทำต่างๆที่เป็นไป ย่อมกระทำไปเพื่อแสวงความโปรดปรานจากพระเจ้า
กินก็กินเพื่อพระเจ้า พระเจ้าสร้างร่างกายมาก็ต้องดูแล  นอนก็นอนเพื่อพระเจ้า เพื่อถนอมร่างกาย
จะรักใครก็รักเื่พื่อพระเจ้า ไม่ใช่รักเพราะกิเลส เพราะผูกพัน เพราะมีผลประโยชน์ต่อกัน(ความสัมพันธ์)
พระเจ้าสั่งให้ละหมาดก็ละหมาด (ไม่ใช่แค่ขอพรตามใจอยาก) พระเจ้าสั่งให้ถือศีลอดก็อด พระเจ้าสั่งห้ามกินนั่นกินนี่ก็ทำตาม ไม่ต้องมาเฉไฉ
พระเจ้าตั้งกฎเกณฑ์ให้ใช้ชีวิตอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ทำตาม ไม่บิดพริ้ว
เพราะเหตุนี้เองจึงจะเห็นได้ว่ามุสลิมมีกฎระเบียบเยอะ และเคร่งครัด
ใครไม่รักพระเจ้าเท่านั้นที่ออกไป ไปทำสิ่งง่าย ไปทำสิ่งที่ใจอยากใจชอบได้อย่างเสรี โดยไม่คำนึงเลยว่าผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร เขาคาดเดาเอาเองเท่า่นั้นว่าจะได้เข้าสวรรค์ (โดยที่ไม่ทำอะไรเพื่อพระเจ้าเลยเนี่ยนะ มีพระเจ้าไว้ขอพรอย่างเดียวเนี่ยนะ)


(2:140) "หรือว่าพวกท่านจะกล่าวว่า แท้จริงอิบรอฮีม และอิสมาอีล และอิสฮาก และยะกูบและบรรดาวงศ์วานเหล่านั้น เป็นพวกยิวหรือเป็นคริสต์  จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าพวกท่านรู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺกระนั้นหรือ?    แล้วผู้ใดจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ปิดบังหลักฐานจากอัลลอฮฺ ซึ่งมีอยู่ที่เขา และอัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงเผลอในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกันอยู่"

การปกปิดหลักฐานในที่นี้หมายถึง การลบทิ้งคำสอนบางส่วนออกจากคัมภีร์ การบิดเบือนความหมายของคัมภีร์ การเฉไฉหลักการที่ระบุในคัมภีร์
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักฐานที่อ้างถึงการมาของศาสดาท่านสุดท้ายคือนบีมุฮัมมัดที่ถูกตัดออกไปบ้าง หรือแปลเป็นความหมายอื่นบ้าง
ซึ่งศาสดาก่อนมีหน้าที่เรียกร้องให้คนเคารพพระเจ้าองค์เดียว และแจ้งถึงการมาของศาสดาท่านสุดท้าย

(6:16) "และจงรำลึก เมื่ออีซา(เยซู) อิบนฺ มัรยัม(บุตร มารีอา) ได้กล่าวว่า โอ้วงศ์วานของอิสรออีล(อิสราเอล)เอ๋ย แท้จริงฉันเป็นร่อซูล(ศาสนฑูต)ของอัลลอฮฺมายังพวกท่าน เป็นผู้ยืนยันสิ่งที่มีอยู่ในเตารอฮฺ(โตราห์)ก่อนหน้าฉันและเป็นผู้แจ้งข่าวดีถึงร่อซูลคนหนึ่งผู้จะมาภายหลังฉัน ชื่อของเขาคือ อะหมัด ครั้นเมื่อเขา (อะหมัด) ได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้งแล้ว พวกเขากล่าวว่านี่คือมายากลแท้ ๆ"

ท่านนบีอีซา(เยซู)ได้แจ้งไว้แล้ว ศาสดาท่านสุดท้ายคือ อะหมัด แปลว่า "ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญ"
แล้วชื่อนี้ถูกแปลไปเป็นอื่นหรือถูกปกปิดด้วยสาเหตุใดนั้นพระเจ้าทรงรู้ดียิ่ง

(3:59) "แท้จริงอุปมาของอีซา(เยซู)นั้น ดั่งอุปมัยของอาดัม พระองค์ทรงบังเกิดเขาจากดิน และได้ทรงประกาศิตแก่เขาว่าจงเป็นขึ้นเถิด แล้วเขาก็เป็น"

เพราะฉะนั้นการไม่มีพ่อ ไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นคือพระเจ้า

แก้ไขเมื่อ 16 ม.ค. 48 09:17:53

จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 09:16:45 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 33

อย่างไรก็ฝากเสนอต่อ เล่ากันต่อด้วยนะครับ
สำหรับคนที่ไม่ปฏิเสธพระเจ้า

แก้ไขเมื่อ 16 ม.ค. 48 09:21:44

จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 16 ม.ค. 48 09:21:32 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป