คัมภีร์อัลกรุอาน เป็นคัมภีร์ที่มาจากพระเจ้าจริงหรือ?

นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆได้กล่าวอย่างไรเกี่ยวกับอิสลาม และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์อัลกรุอาน
พวกเขาพบอะไรเมื่อพวกเขาอ่านคัมภีร์นี้
http://www.islamic-awareness.org/Quran/Science/scientists.html
http://www.geocities.com/islamicmiracles/scientists_on_the_quran1.htm
รับชมและรับฟังว่าพวกเขากล่าวอย่างไร
http://www.islam-guide.com/ch1-1-h.htm

และหนึ่งในนั้นก็มีศาตรจารย์จากประเทศไทยอยู่ด้วย ที่เมื่อท่านอ่านและศึกษาคัมภีร์อัลกรุอานดู เพียงแค่โองการเดียวเท่านั้นก็ทำให้ท่านประกาศกลางที่ประชุมเลยว่าท่านขอรับอิสลาม ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ท่านเชี่ยวชาญด้านอะไรถึงเมื่อได้ศึกษาอัลกรุอานแล้วต้องตะลึงและถึ้งและประหลาดใจ เข้าไปดูได้ ท่านชื่อ
Tejatat Tejasen
ท่านเป็น Chairman of the Department of Anatomy and is the former Dean of the faculty of Medicine, University of Chiang Mai, Chiang Mai, Thailand.

มีภาพท่านให้ดูด้วยพร้อมคำประกาศรับอิสลามของท่านกลางที่ประชุม
http://www.islamic-awareness.org/Quran/Science/scientists.html
รับชมและรับฟังว่าพวกเขากล่าวอย่างไร
http://www.islam-guide.com/ch1-1-h.htm


สำหรับเพื่อนๆท่านใดต้องการรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับคัมภีร์อัลกรุอานกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ตลอดจนวิธีการพิสูจน์ให้เพื่อนชาวต่างศาสนิกเราได้รู้ว่าคัมภีร์อัลกรุอานนี้ มาจากพระผู้เป็นเจ้าจริงๆ ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถแต่งหรือ ประพันธ์คัมภีร์นี้มาได้ และวิธีการพิสูจน์ถึงการมีอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้า ก็เมลมาคุยกันได้ เรามาช่วยกันทำงานเพื่ออัลลอฮ เพื่ออิสลามน่ะครับ danish8484@yahoo.com

จากคุณ : pong - [ 4 ธ.ค. 47 14:21:06 A:61.90.95.50 X: TicketID:077531 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

เละมาจากหว้ากอ ยังไม่เข็ดอีกเหรอ หนีมาห้องนี้แทน กลับไปเถียงไปตอบที่หว้ากอก่อนสิ หรือ พอหลอกไม่ได้ เลยคิดจะมาลองหลอกที่ห้องนี้แทน

จากคุณ : _ - [ 4 ธ.ค. 47 14:48:02 A:81.255.121.168 X: TicketID:080581 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ขอตอบใหชัดๆเลยนะครับ....ว่า....พระเจ้าหน่ะ...มันไม่มี...แล้วจะมีคัมภีร์จากพรพเจ้าได้อย่างไร...ลองคิดดูเองนะครับ

จากคุณ : ขันธ์ - [ 4 ธ.ค. 47 19:19:04 A:61.91.95.197 X: TicketID:081182 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ขอตอบให้ชัดๆเลยนะครับ....ว่า....พระเจ้าหน่ะ...มันไม่มี...แล้วจะมีคัมภีร์จากพระเจ้าได้อย่างไร...ลองคิดดูเองนะครับ

จากคุณ : ขันธ์ - [ 4 ธ.ค. 47 19:20:03 A:61.91.95.197 X: TicketID:081182 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ขอตอบเลยนะครับ....ว่า.......พระเจ้าหน่ะ...มันไม่มี...แล้วจะมีคัมภีร์ที่ไหนที่มาจากพระเจ้า...ลองพิจารณาเอาเองละกัน นะครับ

จากคุณ : ขันธ์ - [ 4 ธ.ค. 47 19:20:38 A:61.91.95.197 X: TicketID:081182 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ตามความคิดของผมนะครับ ผมว่าจะมีพระเจ้าหรือไม่ นั้นยังไม่สำคัญที่เรารู้จักทำความดี และตอบแทนผู้มีคุณ ทำจิตใจของเราให้สงบ
ตัวอย่าง ถ้าเรานั้นถือพระที่มีชื่อเสียง หรือพระเจ้าองค์ไหนๆ แต่ถ้าจิตใจเรายังอยากได้ของผู้อื่น ไม่รู้จักให้ คิดร้ายต่อผู้อื่น ต่อให้ท่านจะนับถืออะไรที่ดีที่สุด ผมว่ามันไม่อาจทำให้ท่านดีและวิเศษไปตามสิ่งที่ท่านยึดถือได้ แต่ถ้าท่านทำตรงข้ามกัน สิ่งวิเศษนั้นจะเกิดแก่ตัวท่านเอง


จากคุณ : งอกเงย - [ 4 ธ.ค. 47 20:04:06 A:192.232.68.4 X: TicketID:078921 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

สนับสนุน คห. 6 ครับ

จากคุณ : Urim - [ 4 ธ.ค. 47 20:40:17 A:67.182.163.181 X: TicketID:047238 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

ขอความสันติจงมีแด่ท่านผู้แสวงหาสัจธรรมด้วยปัญญาครับ

คุณPONG ชอบโพสต์กระทู้ทำนองนี้จังเลยนะครับ...คือผมเห็นแล้วเหนื่อยครับ...โอย ม่ายไหว

เดี๋ยวต้องมีใครมาโพสต์ต่อให้ผมเหนื่อยอีกแน่เลย

--------------
เรียน คคห.2 -4 ครับ
...เรียนอยู่แค่อนุบาลแล้วเล่นเน็ตได้ด้วย เก่งจังครับ
-------------
เรียน คคห.5 ครับ

"และพวกเจ้าจงอย่าด่าว่า บรรดาที่พวกเขาวิงวอนขอ อื่นจากอัลลอฮ์ แล้วพวกเขาก็จะด่าว่าอัลลอฮ์เป็นการละเมิด โดยปราศจากความรู้ ในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้สวยงามแก่ทุกชาติ ซึ่งการงานของพวกเขา และยังพระเจ้าของพวกเขานั้น คือการกลับไปของพวกเขา แล้วพระองค์ก็จะทรงบอกแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน” (กุรอาน 6:108)

ใจเย็นครับ อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา...
----------------
เรียน คคห.6

กล่าวได้สร้างสรรค์ครับ...ชมเชยด้วยใจจริง

ด้วยจิตคารวะ







จากคุณ : kheedes - [ 4 ธ.ค. 47 20:47:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ผมเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า พระเจ้ามีจริงครับ

จากคุณ : GongA - [ 4 ธ.ค. 47 21:27:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

หมอ ม.ช. ท่านนั้นคงไม่ทราบว่าอัลกรุอานสอนว่า

น้ำเชื้อของผู้ชายผลิตมาจากตรงระหว่างซี่โครงกับกระดูกสันหลัง - -"


จากคุณ : PUFF - [ 4 ธ.ค. 47 23:13:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

*** บางส่วนจากหนังสือ "พระพุทธศาสนาแสดงเรื่องปรมาณูมากกว่า ๒๕๐๐ ปี" ของ อ. บุญมี เมธางกูร
-----------------------------------------------------
ดังคาถาจาปลินิคัณฑุ (อภิธานัปปทีปิกา) คาถาที่ ๑๙๔ และ คาถาที่ ๑๙๕ ในภูมิกัณฑ์ ว่า
----- ฉตฺตึส ปรมาณูน เมโก ณุจ ฉตึ เต
----- ตชฺชรี ตาปี ฉตฺตึส รถเรณุจฺ ฉตึส เต
--- ลิกฺขา ตา สตฺต อูกา ตา ธญฺญามาโสติ สตฺต เต
-- แปลว่า ๓๖ ปรมาณู เป็น ๑ อณู
- ๓๖ อณู เป็น ๑ ตัชชารี
- ๓๖ ตัชชารี เป็น ๑ รถเรณู
- ๓๖ รถเรณู เป็น ๑ ลิกขา
- ๗ ลิกขา เป็น ๑ อูกา
- ๗ อูกา เรียกว่า ธัญญามาส (เม็ดข้าวเปลือก)
- ท่านสาธุชนทั้งหลาย ถ้าคูณตัวเลขเหล่านี้ดูแล้วก็จะได้ถึง ๘๒ ล้านส่วน กับเศษอีกหลายแสน ท่านจะเห็นได้ว่า ใน ๑ ปรมาณูนั้น มาจากเม็ดข้าว ๑ เม็ด ซึ่งแยกออกเรื่อยๆไป แต่รูปปรมาณูทั้งหมดเหล่านี้ แม้เราเห็นหรือสัมผัสถูกต้องไม่ได้แล้ว ก็ยังจัดเป็นรูปหยาบอยู่มาก เพราะยังมีรูปที่ละเอียดยิ่งกว่านี้อีกต่างหาก
- รูปทั้งหมดมีอยู่ ๒๘ รูป เป็นรูปหยาบเสีย ๑๒ รูป เหลืออีก ๑๖ รูป เป็นรูปละเอียดประณีตยิ่งกว่าปรมาณูดังได้แสดงมาแล้ว
- ทุกๆปรมาณู แม้จะเห็นไม่ได้ และสัมผัสทางกายไม่ได้ก็ดี แต่ก็ประกอบไปด้วย ปฐวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คัณธะ รสะ โอชะ คือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส และโอชะ เรียกชื่อ ปรมาณูนี้ว่า อวินิพโภครูป ๘
- อาโป= ธาตุน้ำ ไม่ใช่น้ำที่เราดื่มกัน วาโย = ธาตุลม ก็ไม่ใช่ลมที่พัดไปมา และโอชะ ก็ไม่ใช่แปลว่า อร่อย ผู้ที่ศึกษามีความเข้าใจแล้ว จะเห็นความพิศดารเป็นอันมาก
- ปรมาณูทั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่า อวินิพโภครูป และอวินิพโภครูปนี้จะต้องมีธาตุทั้ง ๘ เสมอไป จะไม่มีปรมาณูใด ปรมาณูหนึ่งที่มีธาตุเกินกว่า ๘ หรือน้อยกว่า ๘ อย่างแน่นอน คือจะแยกอย่างไรก็จะต้องมี ๘ เสมอ เพราะธาตุทั้ง ๘ นี้แยกออกจากกันไม่ได้
- แม้ว่าปรมาณูนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม แม้ว่าจะเห็นไม่ได้ สัมผัสด้วยกายไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังแสดงว่า ทุกปรมาณูนั้นมิได้ติดกัน หากแต่มีช่องว่างระหว่างปรมาณู เรียกในภาษาธรรมะว่า ปริเฉทรูป ซึ่งเป็นชื่อของรูปอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุที่มีปรมาณูขึ้นมาแล้ว มันจะต้องมีช่องว่างระหว่างปรมาณูเสมอไป
-------------------------------------------------------
** ประวัติของ อ. บุญมี เมธางกูรhttp://www.abhidhamonline.org/Ajan/BM.files/BM.htm
** ความเห็นส่วนตัวนะครับ รูปบางอย่างทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถใช้เครื่องมือเข้าไปพิสูจน์ได้ เช่น โอปปาติกะ ที่มีรูปกายละเอียดยิ่งกว่าปรมาณู หรือ รูปที่เกิดปฏิสนธิครั้งแรกของคน ที่พระพุทธองค์ ตรัสเรียก กลละ ก็เป็นรูปปรมาณู นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถส่องกล้องเห็นได้ แต่พระสัพพัญญุตาญาณ หรือผู้ที่ได้ฌาน เห็นได้
*** เพราะฉะนั้นควรไม่เอาการเห็นด้วยตาเนื้อ ไปตัดสินอะไรง่ายๆ นะครับ

จากคุณ : เฉลิมศักดิ์1 - [ 15 ต.ค. 46 05:02:08 ]


จากคุณ : ปั๊ม - [ 4 ธ.ค. 47 23:23:15 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

คำและความหมาย

ปรมาณู พระญาณวิลาสกล่าวถึงคำนี้ว่า "ละอองที่ละเอียด ควรแก่อารมณ์ ของทิพยจักษุ หาเป็นอารมณ์ของประสาทจักษุไม่ ชื่อว่า ปรมาณู" พระสิริมังคลาจารย์ ได้วิเคราะห์แยกศัพท์อธิบายเพิ่มเติมว่า "ละออง ใดของทิพยจักษุญาณเป็นละอองที่ละเอียดเล็กเหลือเกิน ไม่ควรแก่ อารมณ์ ของจักษุวิญญาณที่อาศัยอยู่ในประสาทจักษุเลย ธุฬีนั้นชื่อว่า ปรมาณู" โดยนัยนี้ก็คือ ปรมาณูเป็นสิ่งที่ละเอียดเกินกว่าตามนุษย์จะ มองเห็นได้ เกินว่าวิสัยอินทรีย์ของมนุษย์ ท่านใช้คำว่า "เป็นส่วนเท่า อากาศ" ไม่เป็นอารมณ์ของมังสจักษุ เป็นอารมณ์ของทิพย์จักษุเท่านั้น คำว่า "ธุฬี" นั้นหมายถึง "ย่อมไหว" คือ ย่อมฟุ้งด้วยลม ดังนั้น ธุฬีที่ ละเอียดยิ่งกว่าอณู ชื่อว่า "ปรมาณู"

ข้อพึงสังเกตก็คือ คำและความหมายของหน่วยในส่วนเล็กละเอียดที่ สุดแสดงนัย แห่งความเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ไม่คงตัว และเปลี่ยนแปร ไปตามเหตุปัจจัย

อณู เป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่กว่าปรมาณูด้วยขนาด 36 เท่า ตัชชารี ท่านบอกว่า ธุฬีใดยังวัตถุนั้นๆ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของตนให้คร่ำคร่า ด้วยการกระทำที่เศร้าหมอง เรียกว่า "ตัชชารี" ประกอบด้วยคำ "ชร" หมายถึง ความคร่ำคร่า คือธรรมชาติที่นำไปสู่ความเสื่อมวัยหรือที่ เรียกว่า ฝุ่น ขนาดของตัชชารีเท่ากับ 36 อณู

รถเรณู มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกเป็นลักษณะของละอองฝุ่นที่เกิดจากรถวิ่ง ฝุ่น ละเอียดที่ปลิวไปในขณะรถวิ่งนั้น จึงเรียกว่ารถเรณู มีขนาดเท่ากับ 36 ตัชชารี

ลิกขา หมายถึง "ไข่เหา" มีขนาด 36 เท่าของรถเรณู เป็นละอองที่เห็นได้แม้ ด้วยปกติจักษุ

อูกา หรือ โอกา หมายถึง "ตัวเหา" มีขนาดเป็น 7 เท่า ของไข่เหา

ธัญญมาสะ หมายถึง ข้าวเปลือก คือขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นจากตัวเหา จะเป็น ขนาดของข้าวเปลือก ด้วยความสัมพันธ์ว่า ตัวเหา (อูกา) 7 ตัว มีขนาดเท่ากับความยาวของเมล็ดข้าวเปลือกหนึ่งเมล็ด

อังคุลี โดยศัพท์ หมายถึง "กิ่งแห่งแขน" ก็คือนิ้ว มีขนาดเท่ากับ เมล็ด ข้าวเปลือก 7 เมล็ด

วิทัตถิ ท่านวิเคราะห์ว่า "นิ้วหัวแม่มือพร้อมทั้งนิ้วก้อยอันบุคคลย่อมกางออก คือว่าย่อมเหยียดออก" หมายถึง คืบ โดยขนาดของวิทัตถิ (คืบ) นั้น เท่ากับ 12 อังคุลี (นิ้ว)

หัตถะ เป็นส่วนที่ใหญ่ขึ้นมาอีก (ภาษาไทย เรียกว่า ศอก) ท่านบอกว่า
หรือ "รตนะ" "หัตถะ" และ "รตนะ" โดยความหมายเป็นอันเดียวกัน รตนะ หมายถึง "บุคคลย่อมยินดี คือว่าเล่นด้วยวัตถุนั้น" ส่วน หัตถะ หมายถึง "บุคคลย่อมหัวเราะร่าเริงด้วยวัตถุนั้น" ขนาดของหัตถะ หรือรตนะ (ศอก) เท่ากับ 2 วิทัตถิ (คืบ)

พยามะ มีความหมายว่า "ขนาดของแขนที่บุคคลเหยียดออกไป"
หรือ วฺยาม พระสิริมังคลาจารย์ ยังได้ยกมติของพระโมคคัลลานาจารย์ มากล่าว ไว้ด้วยว่า "แขน 2 ข้างพร้อมทั้งมือกางออกแล้วในข้างทั้งสองชื่อว่า พยามะ" ก็คือว่า มีขนาดเป็น 4 เท่าของหัตถะ หมายถึง4 ศอก เป็น 1 วา

อุสภะ คือโค อุสภะในที่นี้เป็นเสียงร้องของโคทั้งหลาย มีขนาดระยะเท่ากับ 25 พยามะ (วา) สำหรับหน่วยอุสภะนี้ยังมีหน่วยแยกออกไป มี 3 ชื่อ ทีเกี่ยวข้องคือ "สรูสภะ", "พลูสภะ" และ "สรีรูสภะ"

1. สรูสภะ หมายถึงเสียงของโคจ่าฝูง (อุสภะ) ที่เปล่งอยู่ดังออก ไปไกลเท่าใด ขนาดของความไกลที่ถือเอาเสียงของ โคจ่าฝูงเป็นประมาณนั้นเรียก 1 สรูสภะ มีขนาด เท่ากับ 1000 หัตถะ (ศอก)
2. พลูสภะ เป็นระยะที่เกิดจากการคำนวณด้วยกำลังกายของ โคจ่าฝูงที่โลดแล่นไป 1 พลูสภะ เท่ากับ 14 หัตถะ (ศอก) (พลูสภะ มีความหมายว่าเป็นแรงโค ทำนอง เดียวกับแรงม้าในปัจจุบัน)
3. สรีรูสภะ เป็นระยะที่เกิดจากการคำนวณด้วยสรีระ คือโดยขนาด ของโคจ่าฝูง ตัวที่เหยียดคอและหางออก 1 สรีรูสภะ เท่ากับ 7 ศอก

คาวุต ยังคงมีความหมายเป็นระยะอันเนื่องมาจากเสียงร้องของโคคือเป็น "ระยะ (คาวุต,คาวี) ทางที่วางกำหนดแน่นอนซึ่งประมาณจากระหว่างเสียงร้องของโคทั้ง หลาย" มีขนาด 1 คาวุตะ เท่ากับ 80 อุสภะ หรือเท่ากับ 80 x 25 = 2000 วา

โยชนะ มีขนาดเท่ากับ 4 คาวุตะ หรือเท่ากับ 8000 วา ซึ่งถ้าใช้เณฑ์ของหน่วย (โยชน์) ปัจจุบันว่า 1 วาประมาณเท่ากับ 2 เมตรแล้ว หนึ่งโยชน์จะมีค่าเท่ากับ 16,000 เมตร หรือเท่ากับ 16 กิโลเมตร นั่นเอง

สำหรับหน่วยวัดระยะที่มีอีก 8 แบบนั้น จะเริ่มต้นจากปรมาณูเหมือนกัน มาต่างกันตรง หัตถะ (ศอก) ถึงคาวุตะ มีคำเรียกหน่วยดังนี้

กรีสะ ท่านให้ความหมายว่า "ชื่อว่ากรีสะ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ชาวนาย่อม ทำการงาน มีการไถและการหว่านเป็นต้นในที่นั้น" กรีสะมีระยะเท่ากับ 125 หัตถะ (ศอก)

โกสะ พระสิริมังคลาจารย์ยกมติต่างๆ มาแสดงว่า บางมติโกสะหมายถึงธนูที่ ขึ้นสายแล้ว บางมติก็ว่าธนูที่ยังไม่ขึ้นสาย หนึ่งโกสะ เท่ากับ 500 ชั่วธนู และ 4 โกสะเป็น 1 คาวุตะ ท่านยังอธิบายเพิ่มเติมในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ พระวินัยด้วยว่า เสนาสนะสุดท้ายที่ตั้งอยู่ 500 ชั่วธนู ถือว่าเป็นเสนาสนะ ป่า

ทัณฑะ หมายถึงไม้วัด หรือไม้เท้า มีขนาดยาวเท่ากับ 7 ศอก และ 20 ทัณฑะ ยาวเท่ากับ 1 อุสภะ

อัพภันตระ ท่านให้ความหมายว่า "พื้นที่ซึ่งวัดในร่วมใน คือว่าในส่วนภายใน คือว่า ไม่ใช่ส่วนภายนอก ชื่อว่า 1 อัพภันตระ" และขยายความต่อไปว่า "บุคคลยืนแล้วหรือนั่งแล้วในที่ใดๆที่บุคคลนั้นยืนแล้วหรือว่านั่งแล้วนั้น วัดโดยรอบ มีประมาณ 28 พยามะ (วา) ที่นั้นชื่อว่าอัพภันตระ" ซึ่งความ หมายนี้น่าสนใจในคำนิยามมาก เพราะเสมือนบ่งถึงเส้นรอบวงของวง กลม ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง มีเส้นรอบวงเท่ากับ 28 วา คำนี้จึงนอกจาก จะแทนระยะทางของเส้นรอบวง ดังกล่าวแล้ว ยังมีนัยะแห่งพื้นที่อีกด้วย อาจเป็นพื้นที่วงกลม หรือพื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีด้านทุกด้านรวมกันได้ 28 วา นั้น

การศึกษาวิเคราะห์ มาตราวัดระยะทาง : กรณีปรมาณู จุดเริ่มต้นแห่งการเชื่อมโยง
ปรมาณูเป็นชื่อหน่วยวัดความยาวหรือระยะทางที่เล็กละเอียดที่สุด และที่ปรมาณูนี้เองเป็นสภาวะเชื่อมต่อระหว่างโลกที่ตามองเห็นกับแดนแห่งจิตใจ ดังนั้นเมื่อสำรวจดูระบบหน่วยวัดระยะทาง ตั้งแต่ปรมาณูที่เล็กละเอียดในระดับที่ตามองไม่เห็น แต่ต้องใช้ สมรรถภาพทางจิตเท่านั้นจึงจะสัมผัสได้ ไปจนถึงระดับหน่วยขนาดที่มองเห็นได้ จนถึงไกลระดับโยชน์นั้น เมื่อ 1 โยชน์ ประมาณเท่ากับ 1.6 กิโลเมตร (โยชน์ = 8000 วา = 16,000 เมตร)

จะสามารถคำนวณจากอัทธาสังขยาได้ว่า

4.424511652 x 10(14) ปรมาณู = 1 โยชน์
หรือ 1 ปรมาณู = 0.036 x 10(-9) เมตร
หรือ 1 ปรมาณู = 0.036 นาโนเมตร (nm = 10(-9) m)

ในขณะที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แสดงการคำนวณหารัศมีของอะตอมของธาตุไฮโดรเจน ซึ่งเป็นขนาดของอะตอมที่เล็กที่สุด ตามทฤษฎีของ Bohr ได้รัศมีของไฮโดรเจน rH = 0.053 นาโนเมตร(ค่านี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Bohr's radius) ค่า 0.036x10(-9) และ 0.053x10(-9) แม้จะแตกต่างกัน แต่ถือว่าอยู่ใน order เดียวกัน คือในลำดับความละเอียด ขนาด 10(-9) เมตรเหมือนกัน


จาก http://www.geocities.com/midnight2545/newpage9.html

โดยคุณ prasitstar

-------------------------
มีอย่างนี้บ้างหรือเปล่าครับ? ในอัลกรุอาน นะ


จากคุณ : ปั๊ม - [ 4 ธ.ค. 47 23:25:55 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ไฮโรเจนในธรรมชาติจะไม่อยู่ในรูปเดี่ยวๆ โดยไฮโรเจนบริสุทธิจะสร้างพันธะอยู่ในรูป H2 ซึ่งรัศมีของไฮโดรเจนที่อยู่ในรูปก๊าซ H2 มีขนาดประมาณ 0.039 นาโนเมตร


จากคุณ : PUFF - [ 4 ธ.ค. 47 23:39:17 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

ขอความสันติจงมีแด่ท่านผู้แสวงหาสัจธรรมด้วยปัญญาครับ

เรียน คคห10
...ที่กล่าวมามันอยู่ในโองการที่เท่าไหร่ของอัลกุรอานครับ?
---------------

เรียน คคห.11-12
...บทความน่าสนใจดีครับ ส่วนที่ถามว่ากุรอานมีอย่างนี้รึเปล่า...ถามในแง่ไหนครับ

ในแง่ โอ้อวดกัน - ไม่มีครับ
ในแง่ ความรู้ - มีครับ....อืม อาทิเช่น

"โอ้ชุมนุมแห่งญินและมนุษย์ทั้งหลาย เอ๋ย! หากพวกเจ้ามีความสามารถที่จะผ่านไปให้พ้นขอบฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ได้ ก็จงผ่านไปให้พ้นเถิด แต่ว่าพวกเจ้าไม่สามารถที่จะผ่านไปให้พ้นได้เว้นแต่ด้วยพลัง" (กุรอาน 55:33)

โองการนี้ คิดได้ว่า 5+5+3+3 = 16 หรือก็คือ วัตถุต้องใช้ความเร็ว 16 เท่าของความเร็วที่โลกหมุนรอบตัวเอง ณ เส้นศูนย์สูตร ไปทางทิศตะวันออก ในการจะออกนอกโลก (1,700 x 16 = 27,200 กม./ชม.) ซึ่งกุรอานในโองการนี้ ถูกเขียนด้วยอักษรอาหรับ 16 ตัว...

หรือ

ในกุรอานมีคำที่กล่าวถึง ทะเล Al-Bahar คิดเป็น 32 ครั้งและแผ่นดิน Al-Bar 13 ครั้ง

ทะเล(น้ำ)กับแผ่นดิน
ตัวเลข 32 กับ 13 วิเคราะห์ง่ายๆดังนั้
ทะเล + แผ่นดิน = 32 + 13 =45
เพราะฉะนั้น อัตราส่วนร้อยละของทะเลคือ (32x100)/45 = 71.1111
อัตราส่วนร้อยละของแผ่นดินคือ (13x100)/45 = 28.8888
นี้คือค่าอัตราส่วนระหว่าง น้ำกับแผ่นดิน ของโลกเราที่ทุกคนทราบเป็นอย่างดีแล้ว

...นั่นก็คือ ทุกตัวอักษรของกุรอาน มีความหมายทั้งสิ้น ทั้งการให้ความหมายโดยตรง หรือความหมายโดยนัยยะ แล้วแต่ว่าใครจะค้นพบได้มากเท่าไหร่

ด้วยจิตคารวะ





จากคุณ : kheedes - [ วันพ่อแห่งชาติ 07:01:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

แล้วสร้างหมูมาทำหอกอะไรครับ ทำอะไรครับ ถ้ามี

จากคุณ : just wonder - [ วันพ่อแห่งชาติ 07:37:29 A:205.188.116.11 X: TicketID:017405 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

อือ

จากคุณ : ชะยาสะนาคะตา - [ วันพ่อแห่งชาติ 11:25:28 A:203.113.33.11 X:203.150.217.118 TicketID:078114 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

สวัสดี คุณ Pong/Dong/Suk/Deen

ลองไปที่นี่ดูว่านักวิทยาศาสตร์ในตุรกีรู้สึกอย่างไร ในการพยายามนำ Qur'an มาครอบงำวิทยาศาสตร์ ของนาย Harun Yahya และผองเพื่อน

http://www.geocities.com/evrimkurami/bavcult2.html

มีข้อสงสัยว่า วิทยาศาสตร์ใน Qur'an คือ Ilm แปลว่า knowlege that is a subset or part of Islam and Qur'an (ความรู้ที่เป็นส่วนหนึ่ง หรืออยู่ในอัลกุรอ่าน) จริงๆ หรือเปล่า


จากคุณ : Geneticist - [ วันพ่อแห่งชาติ 11:28:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ทำไมคนจึงเข้ารับอิสลามมากขึ้น
http://www.islam-guide.com/ch1-1-h.htm
http://www.islam-guide.com/ch1-1-h.htm
http://www.islam-guide.com/ch1-1-h.htm
ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ว่าไปฉอดๆ
ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ทำไมคนจึงเข้ารับอิสลามมากขึ้น
http://www.islam-guide.com/ch1-1-h.htm
http://www.islam-guide.com/ch1-1-h.htm
http://www.islam-guide.com/ch1-1-h.htm
ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ผมจำมุกคนอื่นมาอีกที....


จากคุณ : my studio - [ วันพ่อแห่งชาติ 15:59:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ขอความสันติจงมีแด่ท่านผู้แสวงหาสัจธรรมด้วยปัญญาครับ

แล้วคุณ pong ก็หายไป...เค้าหายไปไหนครับ...ปล่อยผมไว้คนเดียวอีกแล้ว... ( T_T )

------------------------
เรียนคคห.15 - 16

หมู ถูกสร้างมาเพื่อการใช้งาน ครับไม่ใช่เพื่อการบริโภค...โดยธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างให้มันเป็น คือ สัตว์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยสลายเศษซากอาหาร ต่าง ๆ และเพื่อเป็นอาหารให้แก่สัตว์อื่น ตามวัฏจักรระบบนิเวศน์ ธรรมชาติของหมูจึงมีนิสัย ที่ชอบอาศัยในที่ชื้นแฉะ และชอบกินสิ่งสกปรก ในเนื้อหมูประกอบด้วยปริมาณไขมันมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น และมีประมาณพยาธิ และหนอนพยาธิรวมกันมากกว่า 20 ชนิด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่าง ๆ

แต่ทั้งนี้ อิสลามไม่มีบทบัญญัติใดที่บังคับมนุษย์มากกว่าความสามารถที่เขาจะกระทำได้ เพราะอิสลามเป็นแนวทางแห่งมนุษย์ ไม่ใช่เทวดา อิสลามจึงอนุโลม ให้มุสลิมสามารถทานหมูได้ หากเขาผู้นั้นอยู่ในภาวะจำเป็น หรือไม่สามารถหาสิ่งที่ดีกว่าหมูมาบริโภคได้...นั่นก็คือข้อห้ามเรื่องหมู ถูกวางอยู่บนเหตุผลด้านการแพทย์ ไม่ใช่เหตุผลทางความเชื่องมงมาย แบบบางความเชื่อในลัทธิอื่น ๆ ...
-------------

เรียน คคห.17
...ไม่มีความเห็นครับ เพราะผมไม่ใช่สาวก Harun Yahya

------------
เรียนคคห.18

...( -_- ")..?!?


เหนื่อยวุ้ย...

ด้วยจิตคารวะ


จากคุณ : kheedes - [ วันพ่อแห่งชาติ 16:42:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

หวัดดีคั๊บ พี่pong และพี่ๆทุกๆท่าน NJ เข้ามาอ่านเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ทราบจะเข้าใจหรือเปล่า

นั่นนะสิ ปล่อยให้ พี่ kheedes เฝ้ากระทู้คนเดียวเน้อ
ไม่เป็นไรฮับ พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยฮะ
เดือนเพ็ญค้างคาวค้างคาวหมาหอน


จากคุณ : NJ - [ วันพ่อแห่งชาติ 18:18:01 A:61.91.107.191 X: TicketID:001125 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

#18 ตลกดี 555 ท่านอาจาร kheedes ตอบไว้ซะหมดเลย อดทนต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไปนะครับ (อย่างนี้เค้าเรียกว่าญีฮาดป่าวมิทราบ)

จากคุณ : กังซี - [ วันพ่อแห่งชาติ 18:26:55 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

ถ้าด่าใครไปก็ขออภัย กุรอ่านใครแต่ง? ข้อ 1.ท่านนบีมูฮัมมัด อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นคนธรรมดาไม่ได้เป็นผู้วิเศษด้วย ข้อ 2. อัลกุรอานทั้งเล่มถูกบันทึก ในสมัยที่ท่านนบียังมีชีวิตอยู่ คือท่านนบีได้เห็นหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ไม่ได้ถูกแต่งใหม่หลังจากท่านตายไป ข้อ 3.อัลกุรอ่านเล่มแรก ถึงเล่มพิมพ์ปัจจุบัน มีอักษรเหมือนกันทุกตัว ดังนั้นอัลกุรอ่านจึงไม่ต้องแปลจากภาษาโบราณ เป็นภาษาปัจจุบัน ซึ่งต่างจากหลักศิลาจารึก ข้อ 4. ในอัลกุรอ่านไม่มีบทและไม่มีข้อความที่ขัดแย้งกันเองในเล่ม ข้อ 5. อัลกุรอ่านมีเวอร์ชั่นเดียว ไม่มี upgrade ไม่มี service pack ไม่มีสังคายนา ตั้งแต่อักษรแรกที่บันทึก จวบจนถึงอักษรสุดท้าย ของบทสุดท้ายที่ได้ปั๊มลงแผ่น CD แจกกันในปัจจุบัน ข้อ 6. อัลกุรอ่านที่ยอมรับว่าเป็นอัลกุรอ่าน ต้องเขียนและอ่านด้วยภาษาอารบิกเท่านั้น เมื่อเขียนในลักษณะ Arabic Calligraphy จึงเป็นอักษรศิลป์ ที่สวยที่สุดในโลก และภาษานี้ก็ยังไม่ตายยังใช้กันอยู่ ข้อ 7. อัลกุรอ่านไม่มีฉบับของ คนโน้น คนนั้น คนนี้ คนไหน หรือนิกายนั้น นิกายนี้ ข้อ 8. อัลกุรอ่านยืนหยัดกับผู้ปฏิเสธมาตลอดเวลา แต่ก็ยังคงอยู่ได้ ข้อ 9. อัลกุรอ่านเป็นหนังสือที่มีทั้งประวัติศาสตร์ กฎหมาย สังคมการเมือง วิทยาศาสตร์ ศาสนา บันทึกด้วยภาษาศาสตร์ที่คล้องจองกันทั้งเล่ม ประมาณว่าถ้าบันทึกเริ่มแรกเป็นภาษาไทยสุนทรภู่ก็แต่งสู้ไม่ได้ และข้อสุดท้ายสำคัญ และน่าภูมิใจกว่าทุกข้อที่สุด คือ อัลกุรอ่านถึงไม่ใช่หนังสือที่พิมพ์มากที่สุด แต่เป็นหนังสือที่มีผู้อ่าน อ่านมากที่สุด คือ อ่านทุกวัน ทุกเวลา ตลอดเวลา ตั้งแต่อดีต จวบจนปัจจุบัน จนถึงอนาคต

จากคุณ : ดาบจันทร์เสี้ยว - [ วันพ่อแห่งชาติ 19:42:24 A:61.91.73.81 X: TicketID:079422 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

ในศาสนาของผม มนุษย์คือผู้สร้างพระเจ้า โลกเกิดก่อน จึงเกิดชีวิต เกิดมนุษย์
เมื่อมนุษย์มีจำนวนมากมีความทุกข์ จึงทำการบูชา การบูชาทำให้มีจิตซึ่งรอบรู้
เหนือกว่าจิตทั่วไปเข้ามาครองประโยชน์ซึ่งได้รับจากการบูชา
จิตซึ่งรอบรู้มากกว่ามนุษย์ทั่วไปนี้มนุษย์เรียกว่า พระเจ้า ทำหน้าที่ชี้นำมนุษย์
เมื่อถึงยุคใดที่มนุษย์เกิดทุกข์ภัยมากมาย พระเจ้าจะเลือกผู้สื่อสารขึ้นคนหนึ่ง
ผู้สื่อสารนี้จะนำคำสอน ข้อปฏิบัติต่างๆมายังโลกมนุษย์ เนื่องจากจิตที่มารับหน้าที่
เป็นพระเจ้านี้ก็มาจากจิตมนุษย์ที่รอบรู้ผู้สะสมบำเพ็ญบารมี จึงมีความรู้สึกคล้ายมนุษย์
มีความต้องการความเคารพ สรรเสริญ บูชา มีความรัก ชังและคิดลงโทษมนุษย์
ให้คุณมนุษย์ที่บูชา แต่ละยุคก็จะมีจิตที่ทำหน้าที่พระเจ้าสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
ขึ้นกับจิตใดจะมีอำนาจมากกว่า ก็จะเข้ามาทำหน้าที่ครอบครองบูชา
บางยุคพระเจ้าก็มีเหตุผลมาก บางยุคพระเจ้าก็มีเหตุผลน้อย
บางยุคพระเจ้ามีเมตตามากก็ใช้แนวทางจิตที่แสดงออกถึงความเมตตา
บางยุคพระเจ้ามีจิตเมตตาน้อยใครไม่เคารพ ไม่นับถือไม่บูชา ก็จะลงโทษ
การลงโทษยึดหลักนับถือหรือไม่นับถือก่อนประการแรก ถ้าไม่นับถือก็เอาลงนรก
การพิพากษาความดีความชั่วใช้เป็นเรื่องรอง พระเจ้าบางยุคสังเกตุได้ด้วย
สามัญสำนึกของมนุษย์ไม่ยาก เพราะไม่ได้มีจิตที่ละเอียดต่างจากมนุษย์ทั่วไปมากนัก
ข้อมูล:คัมภีร์ปฐมบรรพ ว่าด้วยกำเนิดโลก ชีวิต มนุษย์ พระเจ้า( ศาสนาชิน)
ศาสนา เชน เกิดก่อนพุทธ 50ปี ศาสนาชินเกิดหลังพุทธ มีหลักหลายอย่างคล้ายกัน
เช่นมุ่งการหลุดพ้น ไม่เชื่อว่าพระเจ้าคือผู้สร้างและกำหนดแนวทางที่ถูกต้อง
เชื่อในความดีและกรรม การกระทำของมนุษย์เอง ศาสนาเชน เป็นทางสายตึง
ศาสนาพุทธเป็นทางสายกลาง ศาสนาชินเป็นทางสายกลาง- คือไม่ถึงกับหย่อน
แต่หย่อนกว่าพุทธเล็กน้อยในด้านการปฎิบัติทางกาย แต่ทางใจเคร่งครัดเหมือน
ศาสนาพุทธ
ฉนั้นคัมภีร์มาจากพระเจ้าจริงหรือไม่ ถ้าคิดตามชิน เชื่อได้ว่าเป็นจริงเพราะเนื้อความ
ในคัมภีร์เหนือความรู้มนุษย์ทั่วไป มนุษย์ทั่วไปไม่อาจแสดงความรู้เช่นนี้ได้ อันนี้ตรง
กับคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งบอกใว้ว่ามนุษย์มีความรู้จำกัดไม่อาจเทียบพระเจ้าได้
ชินแบ่งความรู้ในคัมภีร์ สัปตภังคี ดังนี้ 1 มติ ความรู้ทั่วไปที่มนุษย์รู้ได้คิดได้
2 ศรุติ ความรู้อันสูงจากการเรียนรู้จากคัมภีร์ 3อวาทิ ความรู้อันเป็นทิพย์ (คือความรู้
ระดับพระเจ้า) 4มนปรณาย ความรู้ลึกถึงแกนกลางจิต (รู้กิเลส) 5 เกวลชญาย
ตามข้อ5เกวลชญายคือความรู้ยิ่งต้องเกิดจากการรวมความรู้ข้อสามและสี่เข้าด้วยกัน
เป็น เกวลชญายคือความรอบโดยสิ้นเชิง คงคล้าย อาสวักขยญาณ ของพุทธศาสนา
สรุป พระเจ้ามีความรู้และแสดงผ่านทางคัมภีร์ได้เหนื่อกว่าความรู้มนุษย์ทั่วไป
มนุษย์ทั่วไปไม่อาจแสดงความมหัศจรรย์ผ่านทางคัมภีได้ แต่เป็นความรู้ที่ยังไม่พ้นทุกข์
ยังไม่อาจทำลายกิเลสได้เป็นความสุขที่ต้องพึ่งผู้อื่น พึ่งพระเจ้า ต่างกับเกวลชญาย
หรือ อาสวักขยญาณ เป็นความสุข โดยสิ้นเชิงไม่ต้องพึ่งพระเจ้า
เล่าเรื่องศาสนาเดิมของผมให้ฟังครับ ยุคนี้ผมนับถือพุทธครับ








จากคุณ : ชะยาสะนาคะตา - [ วันพ่อแห่งชาติ 19:58:16 A:203.113.32.11 X:203.150.217.118 TicketID:078114 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

เรียน คคห10
...ที่กล่าวมามันอยู่ในโองการที่เท่าไหร่ของอัลกุรอานครับ?

----------------------

กุรอาน 86:5-7 ครับ

*****************************************
5. ดังนั้นมนุษย์จงไตร่ตรองดูซิว่าเขาถูกบังเกิดมาจากอะไร ?  
6. เขาถูกบังเกิดมาจากน้ำที่พุ่งออกมา  
7. มันออกมาจากกระดูกสันหลังและกระดูกหน้าอก
*****************************************

ไม่ทรายว่ามุสลิมส่วนใหญ่มีการตีความว่าอย่างไรครับ
เท่าที่ดูการตีความจากหลายๆแหล่ง ก็ไม่ค่อยจะตรงกันครับ

แก้ไขเมื่อ 05 ธ.ค. 47 21:56:03

จากคุณ : PUFF - [ วันพ่อแห่งชาติ 21:54:50 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 25

ได้รับความรู้ดีครับ
คุยกันอย่างสร้างสรรค์ดีกว่า


จากคุณ : zencha2547 (zencha2547) - [ วันพ่อแห่งชาติ 22:59:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ขอความสันติจงมีแด่ท่านผู้แสวงหาสัจธรรมด้วยปัญญาครับ

การตีความกุรอานนั้น โดยหลัก ๆ จะใช้แนวทางประกอบการตีความ 2 ทาง คือ
1.ตัวกุรอานเอง โดยอาศัยโองการอื่นๆ มาประกอบการตีความ
2.วจนะของท่านศาสดา

นั่นคือ การตีความจะได้รับการยืนยันว่าถูกต้องเมื่อความหมายนั้นไม่ขัดกับ 2 ข้อที่กล่าวมา แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยที่ลึกลงไป ก็อาจมีข้อแตกต่างอีก เพราะมันจะขึ้นอยู่กับว่า ถูกตีความโดยนักวิชาการมุสลิมจากสำนักคิดใด...เช่นซาฟีอีย์ อาจตีความอย่างนึง แต่มาลีกีย์ อาจตีความอีกอย่าง แต่สุดท้ายแล้ว ความหมายที่ทั้งสองสำนักคิดตีความออกมาต้องไม่ขัดกับ 2 ข้อที่กล่าวมา

จากโองการที่คุณเอามาอ้างนั้น...โดยความเห็นของผม เข้าใจว่า โองการนี้สื่อความหมายโดยตรง และนัยยะไปพร้อม ๆ กัน
...เนื่องจากผมไม่ค่อยรู้ทางการแพทย์เท่าไหร่ แต่เข้าใจว่า การผลิตอสุจินั้น ต้องอาศัยอะไรบางส่วนจากไขสันหลัง และไข่ของเพศหญิงนั้นน่าจะเกี่ยวกับอะไรบางส่วนในบริเวณหน้าอก ซึ่งอาจหมายถึง ต่อม หรือฮอร์โมน เป็นต้น...เพราะโองการนี้กล่าวถึง การเกิดของมนุษย์ ไม่ใช่กล่าวถึงการผลิดอสุจิ แต่ได้บอกว่า น้ำอสุจินั้น เกี่ยวพันกับบางสิ่งในกระดูกสันหลัง...ซึ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องลงรายละเอียดด้านการแพทย์ลงไปอีกที

ตัวอย่างวิธีตีความอย่างง่าย

5. ดังนั้นมนุษย์จงไตร่ตรองดูซิว่าเขาถูกบังเกิดมาจากอะไร ?
>>>เป็นความหมายโดยตรง

6. เขาถูกบังเกิดมาจากน้ำที่พุ่งออกมา
>>>ความหมายโดยนัยยะ ต้องตีความว่า น้ำที่พูดถึง คือน้ำอะไร...ซึ่งก็คงจะหมายถึง อสุจิ

7. มันออกมาจากกระดูกสันหลังและกระดูกหน้าอก
>>>ความหมายโดยตรง - คือ น้ำที่ว่านั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง
ความหมายโดยนัยยะ - น้ำที่ว่านั้นเกี่ยวข้องยังไงกับกระดูกสันหลัง และกระดูกหน้าอก นั่นคือ กำลังชี้ทางให้มนุษย์ค้นหาว่า อะไรในกระดูกสันหลัง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างมนุษย์

อะไรทำนองนี้...

ด้วยจิตคารวะ






จากคุณ : kheedes - [ 6 ธ.ค. 47 01:19:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

ความจริงขอความที่ยกมา ก็ไม่ได้มีเจตนาโจมตีอะไร เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การตีความอัลกรุอ่าน ในส่วนของวิทยาศาสตร์นั้น ก็ต้องอาศัยองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยทั้งนั้น

อัลกรุอ่านไม่ใช่ตำราวิทยาศาสตร์ ดังนั้น "นัยยะ" ที่สอดแทรกไว้ จะไม่สามารถ "ตีความ" ได้อย่างถูกต้องเลย ถ้าไม่ใช้การมองย้อนจาก "สิ่งที่รู้แล้ว" กลับเข้ามาหาข้อความต่างๆในอัลกรุอ่าน

การตีความย้อนกลับแบบนี้ พบได้ทั่วไปในหนังสือทำนายทายทัก เช่นคำทำนายนอสตราดามุสเป็นต้น

ผมเห็นว่า คัมภีร์ที่ทรงคุณค่า ด้วยนัยยะทางด้านสังคมและจริยธรรม ไม่ควรถูกลดค่าโดยการตีความย้อนกลับ ให้เข้ากับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แบบนี้ เพราะนั่นไม่ใช่ "แก่น" ของคัมภีร์ (แน่นอนว่ารวมถึงพระไตรปิฏกของพุทธด้วย)
-------------------------------------------------------
ในส่วนของการตีความล่วงหน้า ในข้อความที่ยังไม่ทราบความหมาย นับเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะ "นัยยะ" ของบทความ อาจถูกปรุงแต่งไป โดยคนที่ทำการ "ตีความ" จนอาจทำให้ขัดแย้งกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา

การที่บอกว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้มี "นัยยะ" ที่ขัดแย้งกับวิวัฒนาการ แต่การปรุงแต่งของคนที่ศึกษาคัมภีร์ อาจจะสร้างภาพให้เป็นเช่นนั้น เมื่อบวกกับศรัทธาที่ไม่เต็มของตัวเอง จึงทำให้เกิดความลังเลสงสัยต่อพระเจ้า และเกิดการตั้งภาคีต่อการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ตามมา

===============================

โดยประสบการณ์แล้ว ผมพบว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงทฤษฏีวิวัฒนาการ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อโจมตีความเชื่อ หรือการเชื่อในพระเจ้าแต่อย่างใด แต่เป็นคำอธิบายปรากฏการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติล้วนๆ

แต่ผู้ที่สงสัยและปฏิเสธในทฤษฏีวิวัฒนาการนั้น ในสายตาของผมแล้ว ก็เป็นแค่มุสลิมที่สงสัยในสิ่งที่อัลเลาะห์สร้างขึ้น เท่านั้นเองครับ


จากคุณ : PUFF - [ 6 ธ.ค. 47 02:26:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

อัฏฏอริก 5-7

5. ดังนั้นมนุษย์จงไตร่ตรองดูซิว่าเขาถูกบังเกิดมาจากอะไร ?  
6. เขาถูกบังเกิดมาจากน้ำที่พุ่งออกมา  
7. มันออกมาจากกระดูกสันหลัง (ของชาย) และกระดูกหน้าอก (ของหญิง)

สำหรับผม วิวัฒนาการ คือ ระหว่างทาง ไม่ใช่ต้นทาง และปลายทาง

แก้ไขเมื่อ 06 ธ.ค. 47 03:32:24

 
 


จากคุณ : Hermes - [ 6 ธ.ค. 47 03:31:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

ส่วนถ้าท่านอยากรู้ว่า Harunyahyaคือใครก็ดู
THE AUTHOR'S BIOGRAPHY
The Story of Adnan Oktar's Life & Ministry
ดูอิทธิพลและบทบาท ของงานเขียนของฮารูนยะฮยาที่มีต่อโลกพร้อมทั้งวารสารตลอดจนหนังสือพิมพ์ต่างๆที่กล่าวเกี่ยวกับงานเขียนของฮารูนยะฮยา โดยที่ผลงานเขียนของท่านนั้นได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆเช่น ภาษา French, German, Italian, Russian, Albanian, Spanish, Portuguese, Polish, Serbo-Croat, Indonesian, Malay, Urdu, Estonian, Arabic, Swahili and Bengali
และดูว่าผู้คนได้กล่าวอย่างไรเกี่ยวกับงานเขียนของเขาผู้นี้ อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่
http://www.harunyahya.com/global.php
และจนถึงตอนนี้ท่านได้เขียนหนังสือ ถึง200 เล่มแล้ว และกำลังถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ
ท่านสามารถอ่านดูชีวประวัติของท่านได้โดยละเอียดและร่วมถึงจุดมุ่งหมายที่ท่านเขียนหนังสือถึงมากมายขนาดนี้ ตลอดจนการต่อสู้ของท่านต่อพวกที่ไม่กล้ายอมรับความจริง เข้าได้ที่
http://www.harunyahya.com/theauthor2.php
และ
http://www.harunyahya.com/faq/faq_author01.php


จากคุณ : pong - [ 6 ธ.ค. 47 09:58:52 A:61.90.50.60 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30


ถ้าจะมีบางคนไม่รู้ วิทยาศาสตร์ และไม่รู้ คัมภีร์ กรุอาน นั้นไม่ได้หมายความว่า คัมภีร์อัลกรุอานจะผิด แต่เป็นข้อ บกพร่อง ของเราเอง ที่เขลาและไม่รู้ ท่านคิดหรือนักวิทยาศาสตร์ เหล่านั้นไม่ได้อ่าน กุรอาน โองการ ที่ 86:5-7

อ่านรายละเอียดเอง ถ้ารู้ภาษาอังกฤษ

MAN CREATED FROM A DROP EMITTED FROM BETWEEN THE BACKBONE AND THE RIBS


"Now let man but think From what he is created! He is created from A drop emitted --- Proceeding from between The back bone and the ribs."

[AL-QUR'AN 86:5-7]


In embryonic stages, the reproductive organs of the male and female, i.e. the testicles and the ovaries, begin their development near the kidney between the spinal column and the eleventh and twelfth ribs. Later they descend; the female gonads(ovaries) stop in the pelvis while the male gonads(testicles) continue their descent before birth to reach the scrotum through the inguinal canal. Even in the adult after the descent of the reproductive organ, these organs receive their nerve supply and blood supply from the Abdominal Aorta, which is in the area between the back bone(spinal column) and the ribs. Even the lymphatic drainage and the venous return goes to the same area.

http://www.answering-christianity.com/embryology.htm


จากคุณ : pong - [ 6 ธ.ค. 47 10:20:18 A:61.90.50.60 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

ท่านคิดหรือนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการกำเนิดทารกระดับโลก และได้ศึกษาคัมภีร์อัลกรุอานมาเป็นแรมปี จะไม่ได้อ่านโองการที่ท่านว่า เป็นที่ท่านโง่เอง มากกว่าที่ไม่ศึกษาให้ละเอียด ก็ขอให้ศึกษาด้วยจิตใจที่เป็นกลางก็แล้วกัน

จากคุณ : pong - [ 6 ธ.ค. 47 10:25:14 A:61.90.50.60 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32

MIRACLES OF THE QUR'AN

คัมภีร์อัลกรุอานได้กล่าวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เมื่อ 1400 กว่าปีมาแล้ว
http://www.harunyahya.com/miracles_of_the_quran_01.php


http://www.geocities.com/islamicmiracles/scientists_on_the_quran1.htm

http://www.islamic-awareness.org/Quran/Science/scientists.html



จากคุณ : pong - [ 6 ธ.ค. 47 10:31:37 A:61.90.50.60 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

http://www.beconvinced.com/science/QURANASTRONOMY.htm

A Scientist's Interpretation of References
to Embryology in the Qur'an
Keith L. Moore, Ph.D., F.I.A.C.
The Department of Anatomy, University of Toronto, Canada.
Address all correspondence to:
Keith L. Moore, Ph.D, F.I.A.C., Professor of Anatomy and Associate
Dean Basic Sciences, Faculty of Medicine, University
of Toronto, Toronto, Ontario M55 IAB, Canada

http://www.beconvinced.com/science/SCIENTISTINTER.htm


WHAT OTHERS SAY ABOUT ISLAM, THE HOLY QURAN AND MUHAMMED (P.B.U.H)

http://www.beconvinced.com/WHATTHEYSAY.htm



จากคุณ : pong - [ 6 ธ.ค. 47 10:37:47 A:61.90.50.60 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

ในฮะดีษก็มีอธิบายการตีความโองการนี้

ลองกลับไปหาดูนะครับ

มาตะแบงแปลให้เป็นอวัยวะในตัวอ่อนแบบนี้ เดี๋ยวต่อไปก็มีปัญหาอีก

หรือจะนับฮารูนยะฮยาขึ้นเหนือปราชญ์มุสลิมดั้งเดิม ก็ไม่ว่ากันครับ

เอารูปตัวอ่อนอายุ 4 สัปดาห์ไปดูเล่นครับ

 
 


จากคุณ : PUFF - [ 6 ธ.ค. 47 11:45:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

คัมภีร์ของศาสนาใดๆ ไม่ผิดหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นไบเบิล อัลกุรอ่าน ภควัตคีตา หรือพระไตรปิฎก ถ้าว่ากันแค่เรื่องจริยธรรม หรือคุณธรรม
แต่การเอาคัมภีร์ทางศาสนามาครอบงำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ลองอ่านในลิงค์ที่ผมทำไว้ข้างบน) พยายามกำจัดความรู้ที่ไม่ตรงในคัมภีร์ออกไปโดยไม่ใช้หลักวิธีทางวิทยาศาสตร์ แต่ใช้อำนาจทางสังคมและศาสนาบีบบังคับปิดหูปิดตาผู้คน เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง
คุณ Pong/Dong/Suk/Deen ลองนึกดูว่าถ้าคุณทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเลิกค้นคว้าวิจัย แล้วมานั่งตีความกรุอ่านอย่างเดียวสำเร็จ ถ้าคุณทำให้กระทรวงศึกษาธิการทั่วโลกถอนวิวัฒนาการออกจากสารบบ อะไรจะเกิดขึ้น คุณรู้ไหมว่าภูมิภาคอาหรับ(อิรัก)เป็นที่แรกที่อารยธรรมมนุษย์เกิดขึ้น (First Civilization) อาหรับยังเคยเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมากก่อน Reneisance ใน Europe แสดงว่าท่านศาสดามูฮัมหมัดก็ไม่ได้ต่อต้านวิทยาศาสตร์เลย แต่พอตอนหลังเกิดปฏิวัติศาสนาโดยพวกที่เชื่ออย่างฮารูน ยายาฮ ว่าความรู้ทั้งหมดรวมทั้งวิทยาศาสตร์อยู่ในกรุอ่านหมด ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องอื่น ก็เผาทำลายหนังสือทางวิทยาศาสตร์หมด ผลสุดท้ายอาหรับก็โดนยุโรปแซงหน้า และถูกรุกรานโดยจักรวรรดิยุโรป คุณอยากให้ชาวมุสลิมอ่อนแอลงอีกหรือ
ผมเห็นด้วยว่าศาสนาควรมีสิทธิขัดวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เกี่ยวกับจริยธรรมได้ ผมเห็นด้วยที่คุณโจมตีพวกที่เอาทฤษฎีวิวัฒนาการมาอ้างเพื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นแค่ความรู้ที่ใช้การทดลอง การค้นคว้าสร้างขึ้นมา แต่เอาไปใช้เรื่องดีก็ได้ เรื่องร้ายก็ได้ ศาสนาเท่านั้นที่จะบอกว่าอะไรดีไม่ดี
ตัวศาสนาไม่ผิดครับ คนต่างหากที่ผิด คนต่างหากที่โง่ แต่คนไหนนั่นคือคำถาม "ขอให้ศึกษาด้วยจิตใจที่เป็นกลางก็แล้วกัน" ไม่ใช่จิตใจที่เป็น "กาง" คัมภีร์ "กาง" หนังสือ


จากคุณ : Geneticist - [ 6 ธ.ค. 47 14:54:02 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

This excellent lecture on Quran and Science by Dr. Zakir Naik is divided into three parts.

Part I: Lecture by Dr. Zakir Naik showing clear evidence from the Quran itself of its divine origin. There are several verses in the Quran detailing scientific phenomenon long before they were discovered by modern scientists. For example, there are some amazing verses describing embryology that have only very recently been verified by modern scientists. This video extract runs 1 hr 10 min. Click Here

Part II: If you thought Part I was terrific just check out the question & answer session that followed Dr. Zakir Naik's Lecture. Strongly recomended!! Click Here

Part III: The remainder of the Q&A session. Click Here

http://www.muslimbroadcasting.com/


จากคุณ : pong - [ 7 ธ.ค. 47 01:54:57 A:61.90.95.91 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37

ดูการบรรยายพร้อมถามตอบเกี่ยวกับ คัมภีร์อัลกรุอานกับ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นคำถามที่ท้าทาย และเป็นเหตุการณ์ที่ น่าจดจำ

http://www.muslimbroadcasting.com/


จากคุณ : pong - [ 7 ธ.ค. 47 01:57:29 A:61.90.95.91 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

ไม่เกี่ยวหรอกครับว่านักวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร

เพราะนักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนก็ยังเคยปฏิเสธกาลิเลโอมาแล้ว



จากคุณ : SpiritDreamInside - [ 7 ธ.ค. 47 12:32:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะจากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขา) ต่อจากนั้น มีผมขน
และเล็บ (เป็นต้น) เกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์นั้น" ฯ

พระพุทธเจ้าท่านกล่าวเหมือนตาเห็นเลยครับ ท่านกล่าวว่า เด็กในครรภ์ แรกเป็นเหมือนหยดน้ำ จากนั้นเป็นก้อนเหลว จากนั้นเป็นก้อนเนื้อ จากก้อนเนื้อก็มีปุ่ม 5 ปุ่ม ปุ่มตา หู ฯ จากนั้น ผม ขน เล็บ ก็ค่อย ๆ เกิด

ยังมีอีกมากมายที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ละเอียดกว่า


จากคุณ : SpiritDreamInside - [ 7 ธ.ค. 47 12:59:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

ดูการบรรยายพร้อมถามตอบเกี่ยวกับ คัมภีร์อัลกรุอานกับ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นคำถามที่ท้าทาย และเป็นเหตุการณ์ที่ น่าจดจำ

http://www.muslimbroadcasting.com/


จากคุณ : pong - [ 7 ธ.ค. 47 14:45:20 A:61.91.73.57 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

คุณทำแบบนี้ไม่ดีเลยครับ

ในกระทู้ก่อน คุณก็ไม่ยอมสนทนา ลากแต่ลิ้งค์มา


จากคุณ : SpiritDreamInside - [ 7 ธ.ค. 47 20:35:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 42

ผมว่า คุณ pong ทำอย่างนี้
ออกไปทางคลั่งศาสนา มากกว่าจะเข้าข่าย นับถือศาสนา ครับ


จากคุณ : Hoo - [ 8 ธ.ค. 47 00:39:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 43

คุณ pong เค้าคงหวัดีต่อศาสนา แต่ว่ามาคุยกันดีๆ จะดีกว่ามั้ย เบื่อะ ผมว่าทำลิ้งมาเยอะแยะอย่างนี่เนี่ย มันไม่น่าสนใจหรอกครับ น้อยคนนักที่จะเข้าไปอ่าน เพราะมันเยอะเหลือเกิน พอเถอะครับ เปลี่ยนแนวมั่ง

จากคุณ : กังซี - [ 8 ธ.ค. 47 17:15:08 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44

สำหรับคนรักอ่านครับ และคุยไปก็ไม่จบ จากประสบการณ์ เพราะฉะนั้นก็ทำลิ้งให้ไปอ่านและตัดสินเอง ไม่มีการบังคับกันครับ

จากคุณ : pong - [ 8 ธ.ค. 47 23:47:27 A:61.90.95.210 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

สวัสดีคุณ Pong
ถ้าคุณไม่เข้ามาคุย แค่เอาลิงค์มาโพส มันจบก็จริง แต่ลิงค์ที่เอามาโพสมันซ้ำไปซ้ำมา บางอันก็โดนแย้งไปแล้ว คุณก็ยังเอามาโพสซ้ำจนน่ารำคาญ เหมือนยืมเอาปากคนอื่นมาด่าแล้วก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ เวลาไอ้สิ่งที่ด่าไปฟังไม่ขึ้น

ถ้าต้องการให้คนอื่นสนใจศาสนาคุณ เอาตัวเอง กับปากตัวเองเข้ามาสิครับ มาบอกว่าคุณเชื่ออะไร อะไรที่ทำให้ศาสนาคุณดี อะไรที่คุณสงสัยเกี่ยวกับศาสนาอื่นก็ถามมา เวลาใครมาตอบ ก็ตอบกลับหน่อย เขาจะได้รู้ว่าคุณเข้าใจหรือไม่ คุณต้องบอกให้รู้ว่าฟังเขา ไม่งั้นเขาจะคิดว่าคนในศาสนาคุณใจแคบ หยิ่ง ไม่ยอมรับฟ้งความคิดเห็นคนอื่น(ซึ่งไม่จริงหรอกใช่ไหม)


จากคุณ : Geneticist - [ 9 ธ.ค. 47 05:24:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 46

เฉพาะคนสนใจครับถ้าไม่สนใจก็ไม่ว่ากัน

จากคุณ : pong - [ 9 ธ.ค. 47 10:14:58 A:61.91.73.154 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 47

โลกมุสลิม กับ ยิว ไม่มีทางจะมีสันติสุข

ผมเคยมีโอกาสไปรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินในประเทศแห่งหนึ่ง
ระหว่างนั่งรอ เห็นมีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งแจกฟรี จึงหยิบมาอ่านรอเวลา
หนังสือนั้นเป็นหนังสือแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางไป ทำพิธีที่นคร เมกกะ ประเทศซาอุ
เป็นหนังสือที่พิมพ์แจกโดยทางราชการ ผมเข้าใจว่าเนื้อหาในหนังสือน่าจะมาจาก
สำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งคงแปลข้อมูลจากทางอาหรับมาอีกต่อหนึ่ง

ในหนังสือจะเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือคำแนะนำทั่วๆไป และพิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น
อีกส่วนจะเป็นการกล่าวถึงประวัติของสถานที่ศักดิ์สิทธ์ต่างๆ ที่มุสลิมทั้งหลายเมื่อมาถึง
ประเทศซาอุแล้ว ก็ควรเดินทางไปนมัสการ และรำลึกถึงพระคุณของท่านศาสดา นบี เป็นต้น

ในส่วนของประวัตินี่สิครับ
ส่วนใหญ่จะเป็นการกล่าวถึง สถานที่ศักดิ์สิทธ์เหล่านั้น ศักดิ์สิทธ์เพราะว่าเป็นสถานที่ซึ่ง
ท่านนบีได้ต่อสู้กับพวกยิว ได้ต่อต้านพวกยิว บางสถานที่ก็เป็นสถานที่ซึ่งพระญาติของท่านนบีถูกพวกยิวฆ่า
ให้ระลึกถึงสถานที่เหล่านั้น แน่นอนครับ เมื่อระลึกถึงสถานที่เหล่านั้นก็ย่อมต้องเคืองแค้นพวกยิวเป็นธรรมดา

เมื่อได้อ่านแล้วผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม โลกมุสลิม กับ ยิว จึงไม่สามารถมีสันติสุขร่วมกันได้

น่าสงสารก็คือ มุสลิมไทย กับ ยิว ที่เกิดมาก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกันเลย
บรรพบุรุษไทยเราก็ไม่เคยไปมีเรื่องอะไรกับบรรพบุรุษยิว
แต่ลูกหลานมุสลิมไทยของเราก็ต้องพลอยเกลียดยิวไปด้วย
ทั้งๆที่ชาวยิวในปัจจุบันก็ไม่ได้มีส่วนอะไรกับสิ่งที่บรรพบุรุษของเขาทำไว้เมื่อ พันกว่าปีก่อน.. เฮ้อ

หลังจากนั้นผมได้มีโอกาสเข้าไปอ่านข้อความใน เวปของมุสลิมไทยอันหนึ่ง
พบว่ามีข้อความมากหลาย ที่ให้เกลียดชังชาวยิว ให้กำจัดชาวยิว โดยอ้างคำสอนในคัมภีร์ อัลกุรอาน
ที่บอกว่า เป็นคำสอนที่ ท่านนบีได้รับฟังมาจากพระเจ้า

ผมไม่แปลกใจว่า ทำไมคำสอนของพระเจ้าของมุสลิมจึงเกลียดชังชาวยิวถึงขนาดสอนให้กำจัดชาวยิว
ก็เพราะผู้บันทึกคำสอนนั่นเองต่างหากที่เกลียดชังชาวยิว (เพราะต่อสู้กับยิว)
พระเจ้าไม่ได้รับรู้หรือมีส่วนอะไรด้วยหรอกครับ สำหรับสงครามระหว่าง ยิว กับ อาหรับ ในครั้งโน้น
แต่เป็นอุบายของผู้นำของชนอาหรับในสมัยนั้น ที่จะกระตุ้นชาวอาหรับเผ่าต่างๆให้ร่วมกันต่อสู้กับผู้รุกราน
ซึ่งคือชาวยิว (ในเวลานั้นยิวมีกำลังมากกว่า อาหรับก็มีมากแต่แยกกันอยู่เป็นเผ่าๆ ไม่ค่อยรวมกัน)
เลยยัดข้อหาว่า ยิวเป็นศัตรูของพระเจ้าของมุสลิมไปซะเลย

ยังดีที่เราไม่ได้มีอาณาเขตติดกันกับพวกอาหรับ ในเวลานั้น
ไม่งั้นถ้าเขาเกิดพาลเกลียดเราขึ้นมา แล้วแอบบันทึกในคัมภีร์ว่า ชาวไทยเป็นศัตรูของพระเจ้าไปด้วย
มีหวัง หาสันติสุขไม่เจอแน่ ไม่ว่าชาติไหนๆ

ก็หวังว่ามุสลิมไทย จะตาสว่างสักทีนะครับ


จากคุณ : พลัง - [ 9 ธ.ค. 47 21:29:46 A:61.91.121.65 X: TicketID:001642 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 48

พูดง่ายดี ไหนลองยกมาสักโองการให้ดูซิที่ว่าให้ฆ่าพวกยิว
พูดลอยๆใครๆก็พูดได้เด็กก็พูดได้ครับ ไร้หลักฐาน


จากคุณ : pong - [ 9 ธ.ค. 47 23:08:02 A:61.90.95.167 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 49

#47 เป็นตุเป็นตะเชียวนะครับ สงครามที่พูดนะหมายถึงสงครามอะไรครับ บอกมาไห้ชัดเจน สงครามในครั้งนู้น ผมจะรู้ไหมครับว่าอันไหน แล้วเล่นพูดมั่วๆว่าเป็นอุบายของผู้นำ อย่างนี้มันไม่ถูกนะครับ อ้างอิงอะไรก็ไห้มันชัดเจนซิครับ

จากคุณ : กังซี - [ วันรัฐธรรมนูญ 14:48:45 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 50

ลองหาหนังสือที่ทางราชการพิมพ์แจกแก่ผู้ที่จะไปทำพิธีที่นครเมกกะ มาอ่านดูสิครับ
ในนั้นมีกล่าวถึงการสู้รบของพวกยิวกับศาสดาของมุสลิมอยู่อย่างมากมาย ในลักษณะอธิบายความเป็นมาของสถานที่ศักดิ์สิทธิต่างๆ เช่นภูเขา เนินเขา ชื่ออะไรผมจำไม่ได้ ( ไม่ได้เก็บหนังสือนั้นเอาไว้) คุณลองไปดูที่สนามบินภูเก็ตดู อาจยังเหลืออยู่บ้าง

สำหรับโองการที่ให้เกลียดชังและกำจัดชาวยิวนั้น มีแสดงอยู่ในเวปของมุสลิมไทยอันหนึ่ง ผมจะ search หาและนำมาอ้างอิงให้ดู

ที่ท่านถามมานี้ ก็ แสดงว่า ท่านเองก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ใช่ไหมครับ
แต่ถ้าหลักฐานของผมชัดแจ้ง ท่านอาจต้องยอมรับในใจทีเดียวว่า
กำลังโดน พวกมุสลิมอาหรับ หลอกบิดเบือนคำสอนเข้าให้แล้ว
หลงคิดว่า คำสอนที่มาจากมุสลิมอาหรับ น่าจะถูกต้องที่สุด เพราะมาจากรากของชนชาติเดียวกับ ศาสดา
แต่ที่ไหนได้ พวกมุสลิม อาหรับ ยุคหลังๆนี้แหละครับบิดเบือนคำสอนของศาสดาท่าน เพื่อหาประโยชน์ หาพวก เพื่อให้ท่านเกลียด ศัตรูของพวกเขา โดยยัดเยียดให้เป็นศัตรูของพระเจ้าไปเลย


จากคุณ : พลัง - [ วันรัฐธรรมนูญ 23:09:43 A:61.91.121.40 X: TicketID:001642 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 51

พูดง่ายครับเด็กๆก็พูดได้แต่พูดด้วยหลักฐานที่ถูกต้องนั้นสิ…………..ด้วยหลักฐานที่ถูกต้องไม่ใช่ยกแบบมั่วๆ

จากคุณ : pong - [ วันรัฐธรรมนูญ 23:41:18 A:61.90.50.108 X: TicketID:077531 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 52

ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดประทานความสงบความร่มเย็นเป็นสุขให้กับสมาชิกทุกๆท่าน


สวัสดีครับคุณ Kheedes:


                   ไม่ได้พบกัน นานแล้ว เนื่องจาก กระทู้ของผมถูกลบไปทุกๆครั้งที่เขียนขึ้นมา  ทั้งนี้เพราะว่า มุสลิมเราบางคนใจไม่กว้างพอที่จะฟังความคิดของผู้อื่น  โดยการใช้เหตุผล  และ ไม่กล้าที่จะเผชิญกับความเป็นจริง เพราะกลัวตกนรก,   เนื่อง จาก การถูกขู่จากอาจารย์ สอนศาสนาบางท่าน   เพราะ พูดไม่ถูกกับต้นตำหรับที่อาจารย์ แต่ละท่านสอนกันมา  บางท่าน กลัวบุคคลมากกว่า เกรงกลัวพระเจ้า  ทั้งนี้ เพราะว่าเขาเหล่านั้น  ขาดความเข้าใจว่า,


 "ศาสนา อิสลาม เป็น ศาสนา ของ พระเจ้า (อัลลอฮฺ์) เป็นการติดต่อโดยตรง ระหว่าง มนุษย์ กับพระเจ้า ไม่มีตัวแทนระหว่างกลาง ดังเช่น ศาสนาอื่น ท่านศานทูตมูฮัมมัด เป็นเพียง ผู้นำข่าวสารของพระเจ้า มาสู่มวลมนุษย์ เท่านั้น”  


               ดังนั้นศาสนาอิสลามจึง เน้นถึงความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และสอน ให้ ระมัดระวัง เรื่องการ สร้างภาคี โดย การยก บุคคลขึ้น เทียบเท่าองค์ผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ์) โดยไม่รู้ตัว


                   คุณ Kheedes: ตอบได้ดีทีเดียว    ความจริงแล้วผู้ที่มีความศรัทธา ในพระเจ้า ไม่มีความจำเป็น จะต้อง พิสูจน์ ให้ผู้ที่ไม่ศรัทธา เชื่อ, เพราะ ถ้าเขาว่าพระเจ้าไม่มี ก็ให้เขาพิสูจน์ ให้เห็นว่าไม่มี พระเจ้าผู้สร้าง ซึ่งเขาไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ ทั้งนี้ เพราะว่า ไม่มีทฤษฎีใด ในด้านวิทยาศาสตร์ ในสมัยนี้ สามารถจะพิสูจน์ สิ่งต่างๆที่พระเจ้าสร้างขึ้น ว่ามีต้นกำเนิดมาอย่างไร นอก จากการ เดาสุ่มเท่านั้น   เพราะหลักการทางธรรมชาติวิทยา เป็นแค่การ สืบสาวจากผลไปหาเหตุ แล้วพยายามที่จะ หาคำตอบ ให้สอดคล้อง ไปกับผล  


              หนึ่งในจำนวน 99 พระนาม  ของ พระเจ้า (อัลลอฮ์)  นั้น มีอยู่พระนามหนึ่ง เรียกภาษาอรับว่า อัลบารีย์ (25:2) ซึ่ง มีความหมายภาษา ไทยว่า, ผู้จัดระบบให้เป็นลำดับขั้นตอน,   ในภาษาวิทยาศาสตร์ ผู้จัดระบบของการปฏิรูป,    ซึ่งหมายความว่า พระองค์ คือผู้ สร้างทุกๆสิ่งทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต และกำหนดลักษณะการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลง ของ สิ่งเหล่านั้น อย่างมี สัดส่วน ตามระดับขั้นตอนของระยะเวลาตามที่พระองค์ ออกแบบไว้, (ที่ผู้ที่ไม่มีศรัทธาในพระเจ้า สรุปเอาว่า ตามธรรมชาติ) ใน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Evolver คือ The Maker of the Order หรือ ผู้ที่ควบคุม กฎของ Evolution   นั้นเอง  


                           ดังนั้น ทฤษฎี ของ ชาลส์  ดาร์วิน  จึงเป็นแค่ การสังเกต เพียงส่วนหนึ่งของระยะเวลาของ การ วิวัฒนาการของ สิ่งมีชีวิตเท่านั้น  ไม่มีการพิสูจน์ได้ว่า สิ่งมีชีวิต มีกำเนิด และ เปลี่ยนแปลง จาก  Species ไปสู่ Species อื่นๆได้อย่างไร   การค้นพบ ทฤษฎีของ DNA และ ความรู้ทาง Genetic Engineering ทำให้การคาดคะเน ของ ชาลส์ ดาร์วิน ผิดไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้สร้าง รหัสลับ ของชีวิตในเผ่าพันธุ์ต่างๆไว้ โดยเฉพาะตัว ซึ่ง ไม่อาจจะมาผสมผสานกันได้


                          ชาลส์  ดาร์วิน  ไม่สามารถจะพิสูจน์ ได้อย่างแน่นอน ว่า จุดเริ่มต้นของชีวิตมาจากไหน?  เพียงแต่ ตั้งสมติฐานว่า มาจากความพอดีและ  ความสมส่วนของสภาพแวดล้อม   อุณหภูมิและสารอาหารที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการเดาเท่านั้น   เพราะ เขาไม่สามารถ จะสร้างชีวิตใหม่  ให้เกิดขึ้นได้ ใน  สภาพแวดล้อมที เหมาะสมในห้องทดลองได้,     ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมที เหมาะสม ตามธรรมชาติ นั้น  ผู้ที่มีศรัทธา ในพระเจ้า เชื่อว่า พระเจ้าเท่านั้นผู้ซึ่ง เป็น ผู้ที่ ควบคุมและทรงสร้าง สภาพที่เหมาะสมในการกำเนิดของชีวิตขึ้น  


              ในอัลกุรอาน ได้กล่าวถึง การกำเนิดของชีวิต และสัดส่วนความเหมาะสม ในการ ปฏิรูป ชองสิ่ง มีชีวิต ไว้ เมื่อ ประมาณ 1400 ปี  นมนานก่อนที่ชาลส์  ดาร์วิน  จะ เหมาเอา ทฤษฎี Evolution มาบรรยาย สรุป ว่า ชีวิตเกิดมาอย่างไร?  เราทราบจาก อัลกุรอาน บทที่15 ข้อความที่21 -22 ว่า พระองค์ส่งอาหารหรือเครื่องยังชีพของสิ่งมีชีวิต  มาอย่างถูกสัดส่วน และกระแสลม ทำให้เกิดการผสมของ ละออง เกสร ของพืชพันธุ์ และน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต    และจาก บทที่ 25 ข้อ 2 ว่า ...พระองค์ทรงให้กำเนิดของชีวิตต่างๆแล้วควบคุมให้มันดำเนิน ไปตามกฎสภาวะ(การปฎิรูป หรือ Evolution), ในบทที่ 13 ข้อ 8 พระผุ้เป็นเจ้าทรง ล่วงรู้ การตั้งครรภ์ของเพศหญิง ทรงล่วงรู้ถึงการคลอดก่อนกำหนด หรือหลังกำหนด ทั้งนี้ เพราะ พระองค์ทรงวางกฎสภาวะเหล่านี้ไว้   ที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่างแต่เพียงย่อๆ เท่านั้น  
           

              สำหรับผุ้ที่ไม่มีศรัทธาในอัลกุรอานว่าสมบูรณ์ ไปด้วยรายละเอียด อย่างพร้อมเพรียง ตามที่องค์พระผุ้เป็นเจ้าได้ทรงบัญญัติ ไว้ ในอัลกุรอาน อยู่หลาย ตอนนั้น (6: 114) และ ไม่สามารถจะแยกได้ว่า อะไรเป็น หนังสือของพระเจ้า (วะฮีย์) และอะไรเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างเรียนแบบ อัลกุรอาน ให้สังเกตได้จาก บัญญัติในอัลกุรอาน บทที่ 4 บัญญัติที่ 82 ที่กล่าวว่า


           “เขาเหล่านั้นไม่ได้พิจารณาอัลกุรอาน (อย่างพินิจพิจารนาในรายละเอียด) ดอกหรือ? ถ้าหากว่าอัลกุรอานมาจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์แล้ว, แน่นอนทีเดียวเขาจะพบว่ามีสิ่งที่บกพร่องอยู่มากทีเดียว (ข้อความที่ขัดแย้งกัน)” 4:82


                          ในอัลกุรอาน บทที่ 4 บัญญัติที่  82  ได้แจ้งแก่เราว่า ถ้าสิ่งใดที่เป็น “วะฮียฺ”เกิดจากการดลใจของพระเจ้าแล้ว, จะไม่มีข้อความที่ขัดแย้งกัน ในทางตรงกันข้าม หนังสือเล่มใดที่มีข้อความขัดแย้งในตัวของมันเอง ย่อมไม่ใช่ถ้อยคำที่เกิดจากการดลใจของพระเจ้า “วะฮียฺ”


 ด้วยเหตุนี้เองบรรดามุสลิมจึงมีศรัทธาว่า “อัลกุรอาน” เป็น โองการของพระเจ้าที่แท้จริงซึ่งส่งผ่านท่านสนฑูต มูฮัมมัด มายังมนุษย์ชาติ


สวัสดีครับ

แมทท์
http://www.thaimuslimusa.com/  
http://www.thaimuslimusa.com/webboard/default.asp


ปล.
ความคิดเห็นที่ 50  ของคุณพลัง  “ พวกมุสลิม อาหรับ ยุคหลังๆนี้แหละครับบิดเบือนคำสอนของศาสดาท่าน เพื่อหาประโยชน์ หาพวก เพื่อให้ท่านเกลียด ศัตรูของพวกเขา โดยยัดเยียดให้เป็นศัตรูของพระเจ้าไปเลย”  

การบิดเบือนคำสอนและหลักการของอิสลาม เริ่มต้นมาทันที ตั้งแต่ท่านศาสนทูตมูฮัมมัดสิ้นชีวิต ซึ่งเป็นสาเหตุให้ มุสลิมแตกออกเป็นนิกายต่างๆ  

ดังนั้น  มุสลิมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ยึดหลักการเรียน การสอน ศาสนาอิสลาม จาก คัมภีร์ อัลกุรอานเท่านั้น  ซึ่งเป็นคำสั่ง ของพระองค์อัลลอฮ์ และท่านศาสนฑูตมูฮัมมัด


หลักการของอิสลามที่สำคัญที่สุดพอจะสรุปได้ดังนี้ครับ....ศาสนาอิสลามให้เสรีภาพในการศรัทธา ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน อยู่หลายแห่ง  พระองค์อัลลอฮ์  ไม่ทรงปรารถนาจะให้ ใคร ถือศาสนาของพระองค์  เพียงแต่ปากพูดเท่านั้น  ไม่ว่าเขาจะเรียกตัวเขา ว่าเป็นชนชาติใด  หรือเป็นใคร ก็ตาม ยิว, คริสตเตียน, อัศ-ซ อบิอีน  ถ้าหากว่า  เขามีความเชื่อมั่น และสักการะต่อ  พระเจ้าองค์เดียว  แล้ว ทั้งมีความเชื่อถือในวันสิ้นโลกหรือวันตัดสิน และใช้ชีวิตประจำวันอย่างถูกทำนองครองธรรมแล้ว  เขาจะไม่มีความเกรงกลัวหรือเสียใจ ในวันที่จะต้องเผชิญหน้ากับพระองค์  เพราะว่าเขาเหล่านั้น คือ ผู้ที่ยอมตัวจำนน และสวามิภักดิ์ ต่อพระองค์เท่านั้น (2:62 และ 5:69)

แก้ไขเมื่อ 11 ธ.ค. 47 13:37:16

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 11 ธ.ค. 47 13:33:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 53

สวัสดี คุณแมทท์ ผมว่าคุณเข้าใจทฤษฎีวิวัฒนาการ และพันธุศาสตร์เท่าๆ กับที่ผมเข้าใจคำภีร์ของศาสนาคุณ เราต่างเข้าใจผิดเยอะมาก
ผมอยากจะแย้งตรงนี้ไปเลยว่าคุณเข้าใจตรงไหนผิด แต่ก็ไม่มีประโยชน์เพราะกระทู้นี้ตกไปแล้ว คงไม่มีใครเข้ามาอ่าน
ผมไม่หวังว่าคุณอยากจะหยิบหนังสือ ชีวะม. ปลาย และ Origin of Species ขึ่นมาอ่านหรอกครับ มันก็เหมือนที่ผมไม่อยากเรียนอาหรับเพื่ออ่านคำภีร์อัลกุรอ่านฉบับดั้งเดิม แต่คราวหน้าเราคงมีโอกาสถกกันใหม่ ไม่เหมือนใครบางคนที่หลับหูหลับตาโพสแต่ลิงค์ซ้ำไปซ้ำมา คนอย่างนี้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นไม่ได้ ต้องปล่อยเขาไป


จากคุณ : Geneticist - [ 11 ธ.ค. 47 15:58:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 54

ทฤษฎีวิวัฒนาการ และพันธุศาสตร์กับทฤษฏีพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งจากคัมภีร์อัลกุรอาน

สวัสดีครับคุณ Geneticist

เนื่องด้วยผมมีความสนใจที่จะ สนทนาเรื่องนี้กับคุณ เพื่อการศึกษาและเรียนรู้ถึง “ ทฤษฎีวิวัฒนาการ และพันธุศาสตร์” ในทัศนของคุณ ว่า ว่าคุณมีความเข้าใจถึง ความสัมพันธ์หรือแตกต่างจาก ทฤษฏีของความศรัทธาว่า สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดจากการ สร้างสรรค์ ของพระผู้ เป็น เจ้า อย่างไร? โดย ใช้ หลักการของ “The Origin of Species by Means of Natural Selection” หรือ
“การเลือกชนิดเผ่าพันธฺเพื่อการอยู่รอดของชีวิตโดยธรรมชาติ” ผมคิดว่าเราคงจะคุยกันได้อย่างสนุกสนานในเรื่องนี้ เพราะเรา จะได้ ใช้หลักวิชาและเหตุผล แต่ผมคิดว่าคุณจะต้องใช้หลักวิชามากกว่าหนังสือ ชีวะม. ปลาย นะครับ! ผมจะนำกระทู้นี้ไปเปิดใหม่โดยเฉพาะ และหวังว่าคุณคงไปร่วมสนทนาด้วย

สวัสดีครับ

แมทท์

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 11 ธ.ค. 47 21:17:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 55

หนังสือออกใหม่น่าสนใจมากๆครับ ผู้เขียนพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าเชื่อ และศรัทธาในพระเจ้าที่แท้จริงองค์เดียว
พระผู้เป็นเจ้าของพระพุทธเจ้า


แต่งโดย จามเช็ด เค. ฟอสดาร์
แปลโดย วิเชียร แก่นทองหลาง
สำนักพิมพ์ศยาม
พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2547
ราคา 300 บาท ลดเหลือ 270 บาท

หนังสือดีที่น่าสนใจ เสนอแนวคิดใหม่สำหรับคนไทยในเรื่องปรัชญาพุทธศาสนา ผลงานการประพันธ์ของ จามเช็ด เค.ฟอสดาร์ แปลสู่พากย์ไทยโดยวิเชียร แก่นทองหลาง จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยสำนักพิมพ์ศยาม บริษัทเคล็ดไทย จำกัด

ลักษณะเด่นของผลงานชิ้นนี้อยู่ตรงที่เนื้อหา ซึ่งผู้เขียนได้ค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าซ้ำอีก ดดยการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ของอินเดียโบราณเปรียบเทียบกับแนวคิดของชาวฮินดูในสมัยพุทธกาล จากการค้นคว้าทำให้ทราบความหมายแห่งพระวัจนะของพระองค์อย่างกว้างขวาง และมองเห็นภาพสิ่งที่พระองค์ยอมรับว่าเป็นความจริงซึ่งเป็นจิตวิญญาณสากลจักรวาลยากที่จะเข้าใจได้-นั่นคือ พระผู้เป็นเจ้าได้ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น

เนื่องจากมีการอ้างอิงคัมภีร์ศาสนาพุทธอย่างกว้างขวางเพื่อสนับสนุนงานนิพนธ์ ดังนั้นโดยพื้นฐาน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นงานเขียนด้านธรรมมะ ซึ่งสอดคล้องกับชื่อเรื่องที่ชี้ชวนให้ลองศึกษา อย่างไรก็ตาม เนื้อหาที่ผู้เขียนนำเสนอ ซึ่งแสดงโดยชัดแจ้งให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายและชะตากรรมของมวลมนุษยชาติในแง่มุมของศาสนานั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในความรู้สึกของมนุษย์ เนื้อหายังได้รวมรายละเอียดครอบคลุมถึงผลสำเร็จของมนุษย์ ทั้งในเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม


โดย สำนักพิมพ์ศยาม
http://www.kledthai.com/cgi-bin/content1/show.pl?0275
http://www.tarad.com/kledthaishopping/product.index.php?lang=th

หนังสือเล่มนี้มีข้อพิเศษน่ะครับ มีตราครุฑ




จากคุณ : dong - [ 11 ธ.ค. 47 22:23:52 A:61.91.73.194 X: TicketID:077532 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
  : ไม่อนุญาตให้แสดงผลผ่านระบบมือถือ
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys
 
 

ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป