ตวนทองคำ รศ.๑๑๒ ตวนซึ่งล่ามคนไทยทั้งชาติ{แตกประเด็นจาก K2992090}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก K2992090

สำหรับผู้ที่เพิ่งหลงเข้ามาควรกลับไปอ่าน มูลเหตุแห่งคดีพระยอดเมืองขวาง ก่อนนะครับที่ "ตวนทองคำ" K2992090
พระยอดเมืองขวาง วีรบุรุษแห่งคดีเป็นต้นตระกูล "ยอดเพ็ชร"

จากคุณ : กัมม์ - [ 17 ก.ย. 47 18:46:59 A:203.107.214.45 X: TicketID:071065 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

ปฐมเหตแห่งคดี

๑. คำอายัดเมืองคำมวน
ม.ลุซ คุมทหารเข้าปล้นค่ายและยึดเมืองคำมวนจากพระยอดเมืองขวาง เมื่อ ๒๓ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๒ ในการเจรจา พระยอดเมืองขวางขอร้องให้รอรัฐบาลทั้งสองประเทศเจรจาตกลงแดนกันก่อน ม.ลุซไม่ยอมอ้างว่าเป็นเขตแดนญวน พระยอดเมืองขวางได้ทำหนังสืออายัดเมืองคำมวนไว้ว่าเป็นเขตแดนสยาม คำอายัดนั้นส่งให้ม.ลุซไว้ และรายงานทางโทรเลขมายังกระทรวงต่างประเทศและมหาดไทย ม.ลุซก็ได้รายงานความสำเร็จไปยังผู้สำเร็จราชการอินโดจีนและกรุงปารีส คำอายัดเมืองคำมวนของพระยอดเมืองขวางมีความว่า

......ข้าพเจ้าพระยอดเมืองขวาง ปลัดข้าหลวงรักษาราชการเมืองคำเกิด คำมวน ทำคำมอบอายัดเขตแดนแผ่นดินและประโยชน์ในเมืองคำมวน ไว้กับกงสุลฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง
........ด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม โปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าขึ้นมารักษาราชการเมืองคำเกิด คำมวน ซึ่งเป็นพระราชอาณาเขตกรุงสยามติดต่อกับเขตแดนเมืองญวนที่น้ำแข็งด้านตาป้อ ข้าพเจ้าได้รักษาราชการและท้าวเพี้ย ไพร่ภาษาต่างๆให้อยู่เย็นเป็นสุขเรียบร้อยโดยยุติธรรมมาช้านานหลายปี ครั้นถึงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๑๒ ท่านกับนายทหารฝรั่งเศสอีก ๔ คนคุมทหารประมาณสองร้อยเศษ มาปล้นค่ายข้าพเจ้าแล้วเอาทหารล้อมจับผลักไสแทงด้วยอาวุธขับไล่คุมตัวข้าพเจ้ากับหลวงขุมหมื่นทหารออกจากค่าย
.....ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ จะอยู่รักษาผลประโยชน์ตามคำสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นเจ้าของข้าพเจ้าต่อไป กงสุลฝรั่งเศสหาให้อยู่ไม่ ฉุดลากข้าพเจ้ากับหลวงขุนหมื่นทหาร ข้าพเจ้าขอมอบอายัดเขตแดนแผ่นดินท้าวเพี้ยไพร่และผลประโยชน์ของฝ่ายกรุงสยามไว้กับกงสุลฝรั่งเศสกว่าจะมีคำสั่งมาประการใด จึงจะจัดการต่อไป และให้กงสุลฝรั่งเศสเอาหนังสือใบนี้ไปแสดงกับคอเวอร์นเมนต์ฝรั่งเศสและสยามให้ชำระตัดสินคืนให้กับฝ่ายกรุงสยามตามธรรมเนียมแผนที่เขตแดนแผ่นดินซึ่งเป็นของกรุงสยามตามอย่างธรรมเนียมไทย ฝ่ายกรุงสยามถือว่าเป็นของฝ่ายกรุงสยามได้รักษามาแต่เดิม
.......................................................(เซ็น) พระยอดเมืองขวาง

๒ คุมส่งท่าอุเทนและจับหลวงอนุรักษ์
เมื่อพระยอดเมืองขวางได้มอบคำอายัดเมืองคำมวนและทรัพย์สินแล้ว ม.ลุซได้มีคำสั่งให้ ม.กรอสกุแรง พร้อมทหารกว่า ๒๐ นาย คุมพระยอดเมืองขวางกับพวกส่งเมืองท่าอุเทน อ้างว่าพระยอดเมืองขวางเป็นผู้ที่ราษฎรเกลียดชัง ให้ทหารนำไปส่งเพื่อป้องกันภัย และริบทรัพย์ของพระยอดเมืองขวางกับคณะทั้งหมด
ครั้น ๒๖ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๑๒ ม.กรอสกุแรงได้ควบคุมพระยอดเมืองขวางกับคณะออกจากเมืองคำมวนเดินทางราว ๒-๓ คืนถึงบ้านหลักหินปลายเขตแดนต่อกันกับเมืองท่าอุเทน ม.กรอสกุแรงได้ล่วงหน้าไปพักที่บ้านแก่งเจ็กหรือแก่งเกียดหรือแก่งเกียก(Kengkiec)พระยอดเมืองขวางพร้อคณะพักอยู่ที่ทำเนียบเก่า
.....จับหลวงอนุรักษ์......ต่อมาอีก ๒ วัน วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๒ ม.กรองกุแรงได้นำทหารประมาณ ๑๐ นาย เข้าจับกุมหลวงอนุรักษ์ผู้ช่วยพระยอดเมืองขวาง กล่าวหาว่าผู้นี้เคยกล่าวว่าไทยจะกลับมารบฝรั่งเศสอีก ประกอบกับได้ข่าวว่าพระยอดเมืองขวางเตรียมตัวทำค่ายทหาร หลวงอนุรักษ์ไม่ยอมได้เข้าปลุกปล้ำฉุดกระชากลากถูหลวงอนุรักษ์ไปต่อหน้าพระยอดเมืองขวาง พระยอดเมืองขวางได้ตามไปทักท้วงอย่างไรก็ไม่ฟัง แล้วเอาตัวหลวงอนุรักษ์ไปคุมขังที่เรือนพัก ม.กรอสกุแรง
พระยอดเมืองขวางไปเจรจาให้ปล่อยตัวหลายครั้งก็ไม่เป็นผล จนพระยอดเมืองขวางได้ข่าวว่าจะจับตัวพระยอดอีกคนหนึ่ง พระยอดเมืองขวางกับคณะจึงถอยไปพักอยู่ที่เวียงกระแสนห่างจากที่เดิมเดินประมาณ ๔-๕ ชั่วโมง มาตามทางพบพวกเมืองท่าอุเทนราว ๕๐ คนคุมเสบียงมาส่ง ก็พากันไปเวียงกระแสน เมื่อถึงเวียงกระแสนได้พบนายทุ้ย นายแปลก นายทหารคุมทหารราว ๕๐ นาย ได้รับคำสั่งแจ้งข้อราชการว่าหลวงวิชิตสารสาตร ผู้บังคับราชการเมืองท่าอุเทนให้มาช่วยแก้พระยอดเมืองขวางและช่วยขับไล่ฝรั่งเศสให้พ้นราชอาณาเขต

๓.จุดจบของ ม.กรอสกุแรง
พระยอดเมืองขวาง นายทุ้ย นายแปลก ขุนวัง ได้ปรึกษากันว่าควรไปเจรจาเอาตัวหลวงอนุรักษ์คืนมาก่อนพร้อมทั้งเจรจาให้ฝรั่งเศสถอยกลับออกไปก่อนขับไล่โดยกำลัง ตั้งให้ขุนวังคุมทหาร ๑๘-๑๙ นายเป็นผู้ไปเจรจา ขอหลวงอนุรักษ์คืน บนเรือนที่หลวงอนุรักษ์ถูกคุมขังอยู่นั้น ม.กรอสกุแรงตอบปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ขุนวังจึงเจรจาขอคืนทรัพย์สินสิ่งของที่ฝรั่งเศสริบเอาไป และบอกให้ฝรั่งเศสถอยกลับไป ม.กรอสกุแรงปฏิเสธอีก ในระหว่างนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ถูกทหารไทยชาวโคราชตาย ๑ นาย และดังขึ้นอีกหลายนัดถูกขุนวังตาย จากนั้นก็เกิดการต่อสู้กันทั้งสองฝ่ายจนเกิดไฟไหม้ลุกลาม ฝ่ายฝรั่งเศสกล่าวหาว่าไทยยิงก่อนและจุดไฟเผาที่พัก ฝ่ายไทยว่าฝั่งเศสยิงก่อนและปฏิเสธเรื่องการจุดไฟเผา (อยากจะบอกว่าผมนี้แหละครับที่ยิงมันก่อน)
เมื่อสงบปรากฏว่าทหารไทยตาย ๖ นาย บาดเจ็บ ๔-๕ นาย ฝ่ายฝรั่งเศส(เท่าที่ไทยสำรวจได้เพราะเป็นผู้ชนะ)พบปรากฎว่า นายทหารและทหารญวนตาย ๑๑-๑๒ นาย แต่ฝรั่งเศสว่าทหารและคนของฝรั่งเศสตายราว ๑๖ ถึง ๒๔ คน (ไม่ทราบว่า...น่าอวดตรงไหนครับ...)จับเป็นได้ ๓ คนได้แก่บุญจันล่ามเขมร ซึ่งจับได้ก่อนและต่อมาจับทหารญวนได้อีก ๒ นายๆหนึ่งชื่อ งูเย็นวันคัน คนทั้งสามรอดตายจากการต่อสู้ นอกนั้นตายเรียบ(คนไทยนี้เก่งจริงๆ..ขอบอก) ม.กรอสกุแรงชะตาขาด ตายเหมือนหมาข้างถนน

........................เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นตรงกับวันที่ ๓ มิถุนายน ร.ศ. ๑๑๒ ขอสดุดีวีรกรรม................................


ครั้งหน้าจะขอเล่าถึงเรื่องราวต่อมา ถ้าจะเปรียบแล้ว ม.กรอสกุแรงก็เหมือนเบี้ยตัวหนึ่งที่ส่งมาตายเพื่อจุดประเด็นของอารยชนชาวฝรั่งเศสเท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนี้พิสูจน์ความสามัคคีชาวไทยอีกครั้ง จะร่วมกันรบฝรั่งเศสหรือไม่


จากคุณ : กัมม์ - [ 17 ก.ย. 47 21:01:05 A:203.107.208.196 X: TicketID:071065 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ตามอ่านเหมือนกันเจ้าคะ
แต่ถ้าหากทำอย่างนี้ได้
จะขอบพระคุณมากเจ้าคะ
1. พิมพ์หนึ่งข้อความแล้วขึ้นบันทัดใหม่เลย
2. แต่ละบรรทัดเคาะเอนเทอร์อีกหนึ่งที่

เพราะถ้าตัวหนังสือขึ้นเต็มเหยียดแล้วจะแน่นเจ้าคะ
อ่านแล้วตาลาย

กะลัีงสนุกและน่าติดตามเจ้าคะ


จากคุณ : กินข้าว (กินข้าว) - [ 17 ก.ย. 47 21:09:10 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

นิดนึงครับ

ต้อง "ตรวน" ครับ ไม่ใช่ ตวน


จากคุณ : Ped-Degree - [ 17 ก.ย. 47 23:15:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ติดตามอยู่ค่ะ อ่านแล้วแอบแค้นค่ะ

จากคุณ : timtam_yummy - [ 18 ก.ย. 47 18:05:08 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ขอบคุณอย่างสูงครับคุณ ped ผมก็ว่ามันยังไงๆอยู่ พอดีพจนานุกรมที่มีอยู่เป็นฉบับ พ.ศ.๒๕๐๙ คำว่าตรวนหรือตวนมันไม่มี จาก ตรวจ แล้วเลยไป ตรอม เลย เพิ่งเอะใจว่าปล่อยไก่ซะแล้ว ขอบพระคุณมากครับ

คุณกินข้าว เคยเจอกันที่กระทู้คำว่าบางกอกแล้วนะครับ
ผมยังไม่ทราบวิธีการพิมพ์อักษรบนเว็บฯเลยนะครับหากท่านใดพอจะแนะนำผมได้ ขอความกรุณาด้วยครับ สงสารลูกนกลูกกาเถิดครับ ตอนนี้ขอให้แก้ไขดังนี้ไปก่อนนะครับจนกว่าผมจะฉลาดกว่านี้

1.เรื่องตัวหนังสือบนเว๊บไซค์นะครับ กด Ctrl. ค้างไว้ แล้วเลื่อนลูกยางกลมๆแบนๆบนเม้าท์(ไม่รู้เรียกว่าอะไร)เข้าหาตัว ตัวหนังสือจะใหญ่ขึ้น บรรเทาไปก่อนนะครับ
2.เวลาพิมพ์ๆไปก็ไม่รู้ว่าหมดบรรทัดเมื่อไร จะต้องเคาะตอนไหน ผมโง่จริงๆครับ(ไม่ได้แกล้ง)ใครก็ได้ช่วยสั่งสอนที ตอนนี้ขอให้ทนอีกนิดนะครับเร็วๆนี้คงมีคนกรุณาผมและผมจะไม่ทำให้คุณลำบากอีกต่อไป

ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ นึกว่านั่งพิมพ์อยู่คนเดียวซะแล้ว

ตอนนี้ ร.ศ.๒๒๒ ครบรอบ ๑๑๐ ปีที่เกิดเหตุการณ์ที่ยังความขมขื่นมาให้ชาวไทยทั้งชาติ ตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดไปจนข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททุกผู้ทุกนาม ขอถือเอาโอกาสนี้เล่าถึงความคับแค้นในใจ ให้ชาวโลกได้รับรู้ ท่านใดเก่งภาษาอังกฤษช่วยแปลต่อๆไปด้วยครับ ถือเสียว่าทำเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้พระยอดเมืองขวางนะครับ บัดนี้ ๒๒๒ ปีแล้ว ที่พระยอดเมืองเมืองขวางยังเป็นคนร้ายอยู่


จากคุณ : กัมม์ - [ 20 ก.ย. 47 15:58:36 A:203.107.212.48 X: TicketID:071065 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

งูเย็นวันคัน ไม่ใช่งูเย็นครับ แต่เป็นเหงียน เข้าใจว่าคงแปลชื่อมาจากภาษาอังกฤษ ผมจำตัวสะกดภาษาอังกฤษไม่ได้แล้ว แต่ตัวภาษาอังกฤษตัวนั้นน่ะคือ "เหงียน" ไม่ใช่ "งูเย็น" ครับ

จากคุณ : @(-_-)@ - [ 20 ก.ย. 47 16:31:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

คุณ@(-_-)@
ขอบพระคุณครับ น่าจะ"เหงียน"จริงๆ ผมลืมนึกไปเราเรียกพวกเขาว่า (นักกีฬา)ตระกูลเหงียน ที่พิมพ์ว่า"งูเย็น"นั้นเป็นไปตามต้นฉบับนะครับ และต้องขออภัยที่ต้องใช้คำว่า"งูเย็น"ต่อไป ผิดถูกอย่างไรยกให้ต้นฉบับเขาเถิดครับ นายคนนี้ต่อไปยังมีบทบาทอีกมาก จะเป็นพยานโจทย์ในคดีด้วยครับ ท่านผู้อ่านพิจารณาเอานะครับว่าจะเรียก"งูเย็น"หรือ"เหงี่ยน"ดี ใจจริงผมชอบคำว่า "เหงี่ยน"มากกว่า ฟังดูเป็นญวนดี


จากคุณ : กัมม์ - [ 20 ก.ย. 47 18:15:08 A:203.107.203.252 X: TicketID:071065 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นดังนี้ ฝ่ายฝรั่งเศสเมื่อได้รับแจ้งข่าวแล้ว ได้มีรายงานถึงผู้สำเร็จราชการอินโดจีน ๒ ฉบับ ลองพิจารณารายงานทั้งสองฉบับดูกันนะครับ

--๑.รายงานของ ม.ลุซ ลงวันที่ ๒๒ มิถุนายนค.ศ.๑๘๙๓
"..............ขณะเจรจากัน พระยอดเมืองขวางข้าหลวงไทยประจำเมืองคำมวนได้ใช้ปืนรีวอลเวอร์ยิงเอา ม.กรอสกุแรงในระยะเผาขน และในเวลาเดียวกันทหารไทยก็ตรูกันเข้าทำร้ายพนักงานรักษาการณ์ พนักงานรักษาการณ์น้อยกว่าจึงสู้ไม่ได้ไทยได้ฉกชิงสิ่งของที่มีในที่พัก เอาไฟเผาที่พักเสีย การกระทำของข้าหลวงไทยครั้งนี้เห็นได้ชัดว่า ทำด้วยสัญญาเจตนา......................"

--๒.รายงานของ ม.โซเลอร์ ผู้ช่วย ม.ลุซ ลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ค.ศ.๑๘๙๓
"...............ไม่ใช่พระยอดเมืองขวางเป็นผู้กระทำฆาตกรรม ม.กรอสกุแรง ข้าหลวงอีกผู้หนึ่ง(ขุนวัง?)เป็นผู้ลงมือ ข้าหลวงผู้นั้นได้ถูกทหารอาสาสมัครคนหนึ่งฆ่าตายทันที มีทหารอาสาสมัครถูกฆ่าตายทั้งสิ้น ๖ คน ศพของ ม.กรอสกุแรงนั้นไทยได้เอาไฟจุดเผาไหม้ไปครึ่งหนึ่ง มีเรือ ๓ ลำมารับเอาคนไทยที่บาดเจ็บล่องไปยัง Vien Casen(เวียงกระแสน) แล้วไทยไปตั้งกองทหารไว้ที่ช่องเขาริมปากแม่น้ำพิมูลย์........................................"

รายงานทั้ง ๒ ฉบับนี้ถูกใช้ในชั้นศาลด้วยครับ เมื่อพิจารณาจากวันที่ที่ลงในรายงานทั้ง ๒ ฉบับแล้วคงนึกกันได้เลยนะครับว่า นาย โซเลอร์ จะถูกเจ้านายเล่นงานอย่างไรบ้าง ....รายงานฉบับหลังนั้นรับรองว่า พรพะยอดเมืองขวางไม่มีความผิด และเกือบสำเร็จ....

......................................รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นจะขอยกไว้ในตอนที่ว่ากันในชั้นศาลนะครับตอนนี้ จะขอเล่าถึงการต่อสู้ของคนไทยในแนวรบต่างๆและความหยาบ เล่ห์กลโกงของอารยะชนก่อนนะครับ............................

-----แนวรบทางด้านการฑูต------
เมื่อทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้รับรายงานเรื่องนี้แล้วนั้น รู้สึกไม่พอใจและโกรธอย่างมาก(จนหัวล้านแดงเถือก)โดยเฉพาะรู้สึกเสียเกียรติเป็นอย่างยิ่ง ที่ฝรั่งเศสชาวยุโรปเมื่อปะทะกับกองทหารป่าเถื่อนในเชิงยุทธวิธีแล้ว กลับถูกพวกป่าเถื่อน ด้อยพัฒนา ต้อนเสียราบคาบในระยะเวลาที่รวดเร็จเช่นนี้ โดยเฉพาะไทยแล้วฝรั่งเศสรู้สึกเจ็บปวดมากเนื่องจากในประวัติของชาติแล้วไทยสร้างบาดแผลไว้กับฝรั่งเศสหลายครั้งนับตั้งแต่ทหารฝรั่งเศสถูกต้อนไปจนมุมที่ป้อมธนบุรีถูกล้อมจนหมดรูปยอมจำนนแล้วขับเสียสมัยกรุงศรีอยุธยา

รัฐบาลฝรั่งเศสได้สั่งให้ ม.ปาวี อัครราชฑูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯยื่นประท้วงต่อรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง ขอให้ลงโทษพระยอดเมืองขวางในสถานหนักทันที ให้ไทยจ่ายค่าทำขวัญแก่ครอบครัวทหารซึ่งเสียชีวิต ให้ไทยปล่อยร้อยเอกโทเรอส์

รัฐบาลไทยได้ตอบว่าหากเป็นจริงตามข้อกล่าวหาก็รับจะปฏิบัติตาม แต่ต้องไต่สวนให้ได้ความชัดเจนว่าพระยอดเมืองขวางกระทำผิดจริงเสียก่อน การจะให้ลงโทษโดยปราศจากการสอบสวนนั้นชาติอารยะทั่วไปไม่กระทำกัน(เฉียบ!!) ไทยพร้อมที่จะตกลงด้วยเสมอแต่ ให้ขึ้นสู่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย.....(หากนึกถึงเหตุการณ์ขณะนั้นที่เรือรบฝรั่งเศสจอดลอยลำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา นึกเอาว่าเป็นฉากในหนัง การเจรจาระหว่างราชฑูตฝรั่งเศสกับตัวแทนของรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฉากหลังเป็นเรือรบชักธงฝรั่งเศส เห็นปากกระบอกปืนโตๆแล้ว ขอก้มหัวให้กล่าว่าแล้ว องอาจ ครับท่าน)
คำแรกที่ยังไม่ยอมให้ลงโทษพระยอดเมืองขวางนั้น ม.ปาวีได้ยิน แต่พอขอให้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นพิจารณานั้น ม.ปาวีกลับไม่ได้ยิน และทำรายงานกลับประเทศฝรั่งเศสเพียงว่า รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อคำขอของรัฐบาลฝรั่งเศส ทำให้ฝรั่งเศสโกรธมากขึ้นอีก(ดูเอาเถิดครับคนอย่างม.ปาวี เป็นฑูตประเภทไหน คนเช่นนี้ไปอาศัยอยู่ที่ไหนก็ฉิบหายที่นั่น) ในขณะเดียวกันทหารไทยทุกกองได้รับคำสั่งเตรียมพร้อม เข้าตรึงพระราชอาณาเขตทุกจุด

----แนวรบด้านสื่อมวลชน และขวัญกำลังใจ----
เมื่อผมได้อ่านแล้วรู้สึกตื่นตันและทราบซึ้งกับคำที่เลือกสรรมาของนักหนังสือพิมพ์สมัยนั้น จนคิดว่าหากไม่เอามาลงคงไม่ได้แน่

...หนังสือพิมธรรมศาสตร์วินิจฉัย เล่มที่ ๒ ฉบับที่ ๔๑ วันอาทิตย์ที่ ๙ เดือนกรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
..................................................................ฝรั่งเศสกับไทย.......................................................
ตั้งแต่เราได้กล่าวครั้งก่อนถึงเรื่องฝรั่งเศสบุกรุกรานเข้ามาตั้ง ณ เมืองเชียงแตงและดอนสาคร และเกิดการกระทบโดนกัน ในระหว่างทหารไทยกับทหารญวนฝรั่งเศส อันเป็นเหตุให้ฝ่ายเราจับตัวกับตันโทเรอส์นายทหารผู้ควบคุมกองทหารฝรั่งเศสได้ แลเหตุอื่นๆ มีการส่งเรือรบเข้ามาอยู่ในลำน้ำกรุงเทพฯ แลข่าวเล่าฦาต่างๆ.................................
บัดนี้เราได้ข่าวจากข้าหลวงฝ่ายสยามว่า ทางเมืองคำเกิด คำมวนนั้น ฝรั่งเศสคุมทหารเข้ามาประมาณ ๓๐๐ คน เก็บริบเอาอาวุธสิ่งของ ช้างและพาหนะของข้าหลวงรักษาด่านฝ่ายเราที่เมืองคำมวน แล้วให้ทหารชื่อ กรอสกุรังกุมพระยอดเมืองขวางข้าหลวงเรากับชาวด่านจะเอามาปล่อยข้ามแม่น้ำโขง ครั้นถึงแก่งเจ็ก พบทหารเมืองท่าอุเทนที่ขึ้นไปรักษาด่านนั้น ฝ่ายฝรัสเศสเอาปืนยิงเอาพวกเราก่อนถูกทหารไทยตายคนหนึ่ง ทหารไทยที่ไปทั้งนั้นก็พากันต่อสู้รบกับทหารญวนฝรั่งเศสขึ้นทันที ฆ่าทหารญวนฝรั่งเศสตายประมาณ ๒๔ คน ฝ่ายเราต้องปืนเจ็บตายประมาณสัก ๑๐ คน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งนี้ เป็นในแขวงข้าหลวงลาวพวนอีกด้านหนึ่ง เพราะเหตุที่ฝรั่งเศสใจเร็วรุกรานเข้ามาโดยความประมาท ทหารเราตั้งรักษาด่านเขตแดนอยู่ทั่วไปในฝั่งซ้ายนั้นก็คงจะไม่พ้นที่จะกระทบโดนกันเช่นนี้อีก เรามีเหตุควรเชื่อได้ว่าพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ในลาวพวนนั้น คงจะจัดรักษาราชการโดยเต็มพระกำลังฉลองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่ย่อหย่อนท้อถอย ไม่เลวทรามกว่าที่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้จัดการรับรองมาโดยความสามารถประเสริฐยิ่งนัก
เรื่องไทยกับฝรั่งเศสนับว่ายังไม่จบลงได้ เพราะเหตุที่ฝ่ายข้างใต้ดอนสาครฝรั่งเศสคงจะคิดการอาศัยฤดูน้ำที่เอาเรือขึ้นแก่ง แล้วมาทำการฝ่ายข้างเหนือคือลาวพวน จะต้องอาศัยฤดูแล้งจะเดินทางได้สะดวก ฝ่ายข้างกรุงเทพฯนี้เล่า ในหมู่สองวันสามวันนี้ ก็มีเสียงเล่าฦาตกใจตื่นต่างๆว่าฝรั่งเศสจะเอาทัพเรือมาปิดปากอ่าวกรุงเทพฯแลคิดทำสงครามทางนี้ มีเหตุที่เรือรบลูตินตระเตรียมตั้งท่าลดเสาเอาปืนตั้ง เป็นทีจะยิงชานเมืองในแม่น้ำนี้ ฝ่ายคนที่เป็นเศรษฐีมีเงินมากกว่าปัญญาความคิดมีพวกจีนเป็นต้น ก็พากันวิตกตื่นด้วยทรัพย์สมบัติบ้านเรือน พวกที่เป็นคนในบังคับ ก็พากันไปจดทะเทียนที่กงสุลต่างประเทศและบางคนก็แตกตื่นกลับออกไปเมืองจีน ฝ่ายพวกฝรั่งคนต่างประเทศทั้งปวงที่รู้มาก โดยอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวเล่าลือก็พากันตื่นวิตกว่าเจ็กจะพากันลุกขึ้นทำโจรกรรมอย่างเช่นพวกอั๊งยี่เป็นต้น แต่ไทยนี้ไม่ตื่นเลย และการตื่นตกใจกันอย่างนี้ เมื่อจะพิเคราะห์ไปว่ามาแต่มูลเหตุใด ก็แลไม่เห็น จะว่าเพราะเรือลูตินตระเตรียมก็ดูชั่งไม่พอสมควรแก่ส่วนเสียจริงๆเพราะเรือลูตินลำเดียวเท่านี้ ผู้มีสติปัญญาใครเลยจะเห็นว่าจะทำอันตรายสิ่งใดหนักหนา ................................

(ตรงนี้อยากจะเน้นด้วยตัวหนา แต่ไม่รู้ที่จะทำได้)เรามีความยินดีอยู่ข้อ ๑ ว่าไทยมีใจกล้าหาญ ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะรูสึกตัวอยู่ว่าเป็นชาติเจ้าของบ้าน เจ้าของเมืองไม่ได้แตกตื่นไปด้วยคนต่างประเทศซึ่งมาอาศัย คิดแต่จะได้ไม่มีเสียฉะนี้ ก็เป็นพยานให้เห็นความมั่นคงในใจของไทย แลรักชาติบ้านเกิดของไทยที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นจะตาย ก็จะเป็นตายอยู่ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี้
อนึ่ง มีข่าวเสียงมาแต่พวกที่ไม่รักไทย ว่าการที่ฝรั่งเศสกับไทย ทุ่มเถียงกันด้วยเขตแดนนี้ บัดนี้เป็นการตกลงกันเรียบร้อยแล้วที่ไทยได้ยอมยกแม่น้ำโขงฝั่งซ้ายให้แก่ฝรั่งเศสแล้ว เราขอบอกกล่าวว่าการนี้ไม่จริงหามูลมิได้เลย เพราะเราเชื่ออยู่ในพระบรมเดชาบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะรักษาพระราชอาณาเขตให้เจริญถาวรยั่งยืนสืบไป และโดยอนุมานของเราอย่างต่ำๆว่าผู้ใหญ่ในราชการบ้านเมืองที่ได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่บัดนี้ก็ดี ผู้น้อยตลอดจนราษฎรพลเรือนก็ดี ก็ไม่มีผู้ใดปราศจากความรักชาติรักบ้านเกิดเมืองบิดร จนถึงแต่จะเห็นไปในการที่จะยินยอมให้ฝั่งแม่น้ำโขง โดยไม่ได้มีการต่อสู้จนสุดกำลังเลยสักคนเดียว............................................................

......ในขณะที่ฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามาในลำน้ำเจ้าพระยา ลดเสาเอาปืนตั้งเพื่อข่มขวัญกำลังใจของคนไทยอยู่นั้น ฐานันดรที่ ๕ ของเราได้เข้าประจำแนวรบทำหน้าที่ของตนเองด้วยความกล้าหาญและองอาจยิ่ง........ ข้าพเจ้าขอสดุดีอย่างสูง............

ตอนต่อไปจะเล่าถึงแนวรบด้านการฑูต กำเนิดป้อมพระจุลฯ วีรกรรมราชนาวีบนป้อมปืน แต่เสียดายที่ไม่สามารถเล่าถึงวึรกรรมทางทะเลได้เนื่องจากไม่มีหนังสือจะสอบ หากผู้ลงแทรกตรงนี้ได้คงดีไม่น้อย


จากคุณ : กัมม์ - [ 20 ก.ย. 47 21:32:07 A:203.107.206.14 X: TicketID:071065 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ขอบคุณครับ รอ..ติดตามตอนต่อไป....

จากคุณ : มะเดี่ยวศรีหลานยายปริก - [ 21 ก.ย. 47 18:18:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

อ่านแล้วได้ข้อมูลมากเลยครับ

จาติดตามอ่านครับ


จากคุณ : diaa - [ 21 ก.ย. 47 22:07:31 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ผมเป็นคนไม่ค่อยจะเรียบร้อยนัก ผิดตกพิมพ์ผิดอยู่เรื่อยๆต้องขออภัยด้วยนะครับ ที่ทำให้เสียอารมณ์อยู่เรื่อย

วันนี้ทำงานทั้งวันไม่มีเวลาลงตอนต่อไปได้ พรุ่งนี้(22 ก.ย.
(ตอนนี้ตีหนึ่งแล้ว)) เย็นๆผมสัญญาว่าตอนต่อไปจะเรียบร้อยครับ

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามากระดานนี้ครับ


จากคุณ : กัมม์ - [ 22 ก.ย. 47 01:16:16 A:203.107.212.88 X: TicketID:071065 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

นั่งเรียงพิม์อยู่ ๒ ชั่งโมง จะจบตอนอยู่แล้ว เกิดฟ้าฝ่าเครื่องดับ แต่สัญญาต้องเป็นสัญญาครับ เอ้า..เริ่มใหม่

รัฐบาลฝรั่งเศสตั้งม.เลอมีร์ เดอ วิลลิเอร์(Lemyre de Villiers)เป็นฑูตมาเรียกร้องเป็นการพิเศษ นายคนนี้เคยเป็นผู้ว่าราชการอินโดไซ่น่ามาแล้ว ๒ ครั้ง คำสั่งม.เดอเวลลงวันที่ ๘ กรกฎาคม ค.ศ.๑๘๙๓ มีความสำคัญบางตอนดังนี้
"....เท่าที่ท่านทราบอยู่แล้ว การเรียกร้องของเราต่อประเทศสยามในครั้งนี้ มี อยู่ ๒ ข้อ
..ข้อ ๑ เราได้ทำการให้ประเทศสยามถอนกองทหารที่ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งเป็นการเหยียบย่ำสิทธิของญวนของเขมรออกไปเสีย
..ข้อ ๒ เราได้เรียกค่าปรับไหมในการที่ไทยได้สบประมาทธงฝรั่งเศสที่ทุ่งเชียงคำ ในการย่ำยีบีฑาและขับไล่บุคคลที่ร่วมชาติเรา ๒ คน คือ ม.เอสกีลาท์และ ม.ชัมเปอนัวร์ ให้ได้รับความทุกข์ที่ท่าอุเทนเมื่อปีกลาย ในการจับกุมนายร้อยเอกโทเรอส์โดยไม่รู้ตัว และในการที่ข้าหลวงไทยเมืองคำมวนฆาตกรรมผู้ตรวจการกรอสกุแรง
.....ในปัญหาเหล่านี้ ผู้แทนของเราที่กรุงเทพฯได้เรียกร้องไปแล้ว แต่ไร้ผล เราได้รับคำตอบชนิดชักความยาวสาวความยืดจากรัฐบาลสยาม
....เพราะฉะนั้น ที่จะให้ท่านเรียกร้องต่อรัฐบาลสยามมีหัวข้อดังนี้
..ข้อ ๑ ให้รัฐบาลสยามรับรองข้อเรียกร้องดินแดนของเราบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
..ข้อ ๒ ให้ใช้ค่าเสียหายตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น กับให้เสียค่าปรับไหมด้วย
..ข้อ ๓ ในกรณีที่รัฐบาลสยามไม่ยอมให้ความยุติธรรมเท่าที่เรียกร้องไปตามหัวข้อต่างๆนี้แล้ว ถ้าถึงกำหนดเวลาที่ท่านจะต้องกำหนดให้ ให้ท่านนำธงฝรั่งเศสออกจากกรุงเทพฯพร้อมเจ้าหน้าที่ในสถานกงสุลเยเนราล และบรรดาเรือรบฝรั่งเศสที่จอดอยู่ ณ ท่านั้น แล้วให้ท่านแจ้งแก่ผู้บัญชาการของเรือให้ประกาศปิดอ่าวทันทีอย่าได้ช้า
.........................................
....ท่านย่อมทราบอยู่แล้วว่า เราไม่ได้ตั้งปรารถนาที่จะกระทำการกระทบกระทั่งต่ออิสรภาพ สิทธิของประเทศสยาม..............(ส้นตีน)

ม.เลอมีร์ เดอ วิลลิเอร์ ลงเรือที่มาเซล์ ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พร้อมหน่วยทหารจาก โบน(Bone)และตูลอง(Toulon) แต่เดินทางมายังไม่ถึงประเทศสยาม ก็เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น

----การกระทำของฝรั่งเศสนานาชาติมองไม่เห็นหรือ----
เรื่องฝรั่งเศสประกาศจะปิดอ่าวสยามและระดมยิงกรุงเทพฯ ด้วยการสืบทราบแผนการของฝรั่งเศส สมาชิกในสภาสามัญอังกฤษตั้งกระทู้ถามรัฐบาลว่า รัฐบาลอังกฤษจะดำเนินการอย่างไร (หากฝรั่งเศสได้ประเทศไทยทั้งหมดแล้วอาณาเขตฝรั่งเศสจะชนกับอาณาเขตอังกฤษทางด้านพม่า) เซอร์ เอ็ด เวิร์ด เกรย์ ได้ตอบกระทู้นี้ว่า
"ไม่รู้ว่าฝรั่งเศสคิดจะทำการอย่างใดในประเทศสยามแต่รัฐบาลอังกฤษจะต้องคิดป้องกันรักษาคนในสังกัด จึงได้ส่งเรือรบเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ๑ ลำ อีกลำกำลังเดินทางไปที่นั้น และลำที่ ๓ ก็เตรียมพร้อมที่จะไปร่วมอยู่กับสองลำแรก"

เมื่ออังกฤษประกาศออกมาเช่นนี้ ฝรั่งเศสเกิดนึกขึ้นมาได้ว่าหากอังกฤษส่งเรือรบเข้ามาจริงๆก็กลัวว่าอังกฤษจะชุบมือเปิบ หรือกลัวว่าเมื่อไทยเห็นการณ์เป็นเช่นนี้แล้วก็กลัวว่าไทยจะไม่ยอมตามคำเรียกร้องนั้นง่ายๆ หรือกลัวว่านานาสากลจะล่วงรู้ถึงสันดานตนเอง หรือกลัวว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งกับอังกฤษ ให้อุปฑูตประจำกรุงลอนดอนประท้วงคำประกาศ ว่าฝรั่งเศสจำเป็นต้องกระทำดังนี้เนื่องจากรัฐบาลสยามเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของฝรั่งเศส ในวันถัดมาทีเดียว(นี่แหละสันดานมัน รังแกได้แต่คนที่เขาเล็กกว่า พอเจอกับคนที่พอสูสีกันก็รีบปฎิเสธว่า ผมเปล่า..ผมปล่าว..ผมปล่าวคร้าบ..)

รัฐบาลอังกฤษให้ หลอด โรซ เบอรี่ ตอบข้อประท้วง ว่าเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะไว้ใจไม่ได้อังกฤษจำต้องปกปักรักษาคนในสังกัด การที่ ร.อ.โทเรอส์ต้องเดินทางจากแม่น้ำโขงทางบกและการเดินท่างนี้ กินระยะเวลานานไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงกล่าวหาว่าไทยเพิกเฉยต่อคำขอร้องของฝรั่งเศส อุปฑูตฝรั่งเศสแก้ว่านั้นไม่ใช้ปัญหาอย่างที่ว่า แต่เพราะเหตุที่การเดินทางต้องใช้เวลานานนั่นเอง ที่ทำให้ฝรั่งเศสได้รับทุกข์โทมนัสหนักยิ่งขึ้น(ดูมันพูดเข้า) อังกฤษปฎิเสธการประท้วงและส่งเรือรบมาทันที(แต่ไปไหนไม่รู้ ผมชักสงสัยตะหงิดๆขึ้นมาว่าเป็นแผนของไอ้สองตัวนี่หรือเปล่า)

ฝรั่งเศสขอส่งเรือรบเพิ่มเติมบ้าง ทั้งนี้เพื่อจะไม่ให้เสียเปรียบอังกฤษหากเกิดเหตุขึ้น และเพื่อขู่ขวัญชาวไทยให้ยินยอมตามข้อเรียกร้องโดยง่าย

.......................................................วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ค.ศ.๑๘๙๓

มองสิเออร์ เอ.ปาวี ราชฑูตและกงสุนเยเนราลฝรั่งเศส
ทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทววงศ์วโรปการเสนาบดีว่าการกระทรวงการต่างประทศ

...ด้วยรัฐบาลฝรั่งเศส ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าแจ้งความให้รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทราบว่า รัฐบาลอังกฤษได้ดำริส่งเรือรบหลายลำเข้ามาในกรุงสยามโดยอ้างว่าฐานะเหตุการณ์วุ่นวาย และมีความจำเป็นต้องป้องกันรักษาคนในบังคับอังกฤษ เหตุฉะนี้รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ตั้งใจกระทำตามบ้าง
...เรือรบ ๒ ลำ ในกองทัพฝรั่งเศส ได้รับคำสั่งให้เข้ามาอยู่ด้วยเรือรบลูแตงที่กรุงเทพฯ
...ในเรื่องนี้ ม.เดอเวล เสนาบดีว่าการกระทรวงต่างประเทศได้ขอให้ข้าพเจ้ากล่าวโดยชัดเจนว่า การที่เรือรบเข้ามาคราวนี้ ก็มีความประสงค์อย่างเดียวกับประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆฉะนั้น
...เรือรบ ๒ ลำ ที่กำลังเดินทางเข้ามานี้ ลำหนึ่งชื่อโคเมต อีกลำหนึ่งชื่อแองกองสตังค์ ผู้บัญชาการกองเรือแจ้งกับข้าพระพุทธเจ้าว่า เรือรบสองลำนี้จะมาถึงสันดอนในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม
...เหตุฉะนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอใต้ฝ่าพระบาทได้โปรดมีคำสั่งให้คนนำร่องเรือรบทั้ง ๒ ลำนี้ด้วยเมื่อมาถึง
...ข้าพระพุทธเจ้าขอถือโอกาสทั้งนี้ แสดงความนับถืออย่างสูงสุดมายังใต้ฝ่าพระบาทด้วย

..............................................(ลงนาม)เอ.ปาวี

ฆ่ามันอีกคน ต้องเสียเพิ่มอีกเท่าไหร่น้า (จำวันที่ที่มันบอกว่าเรือจะเข้าไว้ให้ดีนะครับ มันเป็นแผนของไอ้โจรเฒ่านี้ด้วย)
ม.ปาวีส่งสาส์นหน้าด้านๆแบบนี่มาอีก ๒-๓ ฉบับ กรมหลวงเทววงศ์ฯและคณะรัฐบาลชี้แจ้งว่าขณะนี้รัฐบาลสยามยังไม่อนุญาตให้อังกฤษหรือชาติใดก็ตาม นำเรือเข้ามาในลำน้ำเจ้าพระยาเกินกว่าหนึ่งลำ ซึ่งเป็นไปตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ฝรั่งเศสจะว่าทำตามอย่างอังกฤษ รัฐบาลสยามไม่ยอมให้เรือรบของฝรั่งเศสเข้ามาในลำน้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติม และมีโทรเลขไปถึงพระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์(กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์)ให้ยื่นประท้วงต่อรัฐบาลฝรั่งเศส

----หญิงชาวสยามเข้าประจำแนวรบ----
ประเทศไทยได้ให้กำเนิดสภาอุนาโลมแดงแห่งชาติสยามขึ้น เพื่อหาเงินสมทบตั้งหน่วยรักษาพยาบาล ช่วยเหลือบรรเทาภัยทหารผู้บาดเจ็บเนื่องจากการสงตราม และช่วยเหลือประชาชนทั่วไป เมื่อแรกตั้ง ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวง เป็นเลขาณุการิณี กรรมการิณีสภาได้จัดการประชุมครั้งแรกกันต่อหน้าพระที่นั่งพระนางเจ้าพระวรราชเทวี ซึ่งดำรงที่สภานายิกา ได้ปรึกษาตกลงทำเรื่องราวขอพระราชทานพระบรมเดชานุภาพเป็นทานมยูปภัมภก์ผู้บำรุงการอย่างสูงสุดของสภานี้ แลอัญเชิญพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่มุขมาตยาธิบดเจ้าประเทศราชที่มีเกียรติยศสูงสุด ให้รับตำแหน่งเพื่อเกียรติยศแลช่วยในสภาด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชหัตเลขา ลง ๒๒ พฤษภาคม ร.ศ.๑๑๒ ทรงแสดงความชื่นชมและทรงรับคำขอของสภา

----กำเนิดป้อมพระจุลฯ----
เป็นข่าวในธรรมศาสตร์วินิจฉัย ฉบับที่ ๒๙ มีความว่า...พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานเงินพระคลังข้างที่ อันเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ เป็นจำนวนถึง ๑,๐๐๐ ชั่ง(ต่อมาแก้เป็น ๑๐,๐๐๐ ชั่ง)หรือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาทให้จัดสร้างป้อมปืนขนาดใหญ่ ๑ ป้อม ที่แหลมฟ้าฝ่า ชื่อป้อมพระจุลจอมเกล้า มีอาวุธปืนใหญ่ที่ทันสมัยขนาดใหญ่หลายกระบอก เพื่อป้องกันการรุกรานของศัตรูทางน้ำ และเพื่อรักษาเมืองสมุทรปราการให้ปลอดภัย ทั้งป้องกันปากทางที่เข้าสู่พระนคร
...นอกจากนี้ ราชนาวี ได้ปรับปรุงดัดแปลงสร้างป้อมอย่างใหม่ที่เกาะใกล้พระสมุทรเจดีย์ชื่อ ป้อมผีเสื้อสมุทรมีอาวุธครบครัน อีกทั้งราชนาวียังได้นำตอปิโดไปจมไว้ในร่องน้ำเพื่อสกัดกั้นเรือรบฝรั่งเศสหากล่วงล้ำเข้ามา

----ทหารเสือเข้าประจำแนวรบ----
เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้รับคำสั่งให้เกณฑ์พลเมื่อครั้งปราบฮ่อเข้าประจำการอีกครั้ง เพื่อรักษาความสงบ หากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นในพระนคร เช่นการรุกหือของอั๊งยี่หรือเกิดเหตุปะทะกับฝรั่งเศสจริง

----จิ๊กโก๋บางกอกเข้าประจำแนวรบ----
ในระหว่างนี้มีข่าวกรอบเล็กๆเกี่ยวกับราษฎรชาวพระนครว่า เกิดการรวมตัวกันจัดตั้งกองอาสาของนักเลง อาสาว่าหากเรือรบจะเข้ามาในลำน้ำเจ้าพระยาจริงแล้ว ก็ขอให้เข้ามาเถิด จะยกเข้าปีนปล้นเรือรบฝรั่งเศสเอากลางเจ้าพระยา ภายหลังจึงถูกห้ามปรามโดยกองทหารของเจ้าพระยาสรุศักดิ์ฯเสียก่อน จะเกิดเหตุร้ายบานปลายขึ้น (เมื่อเช้านั่งทางใน เกิดระลึกชาติได้ว่า ตัวผมประจำอยู่กองนี้ด้วย...แหะๆ)

ในระหว่างนี้ทางรัฐบาลกำลังจัดเตรียมการี่จะต้อนรับ อาร์ชดุ๊กฟรานส์ เฟอดินาล รัชทายาทแห่งออสเตรีย ซึ่งจะเสด็จมาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการด้วย

----แนวรบด้านการทูต(ต่อ)----
พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ เมื่อได้รับโทรเลขจากัฐบาลไทยก็ทำเรื่องประท้วงทันที(๑๑ กรกฎาคม)ว่ารัฐบาลฝรั่งเศสทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องที่จะเอาเรือรบเข้าไปในลำน้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาติเสียก่อน ฝรั่งเศสเถียงเอาหน้าด้านๆว่าหากไม่ถูกต้องแล้วอังกฤษเหตุใดจึงนำเรือเข้าไปได้ พระองค์เจ้าชี้แจ้งว่า ในขณะนี้ยังไม่มีรัฐบาลของอังกฤษหรือประเทศอื่นใดขอส่งเรือรบเพิ่มเติมเลย และรัฐบาลสยามไม่ได้อนุญาตให้เรือรบของอังกฤษหรือชาตใดๆเข้าในลำน้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติมแต่อย่างใด คำพูดของฝรั่งเศสไม่เห็นสม มันก็ยังเถียงเอาข้างๆคูๆไปอย่างนั้น จนในที่สุดพระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ทรงงัดเอาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งฝรั่งเศสได้ทำกับสยาม ลงนามกัน ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๕๖ ชี้ให้มันดู ข้อ ๑๕ อ่านให้มันฟังว่า"เรือรบฝรั่งเศสจะเข้ามาจอดอยู่ได้ แต่เพียงหน้าด่านเมืองสมุทรปราการ ถ้าจะขึ้นมาถึงกรุงเทพฯให้บอกท่านเสนาบดีฝ่ายไทยให้รู้ก่อน ท่านเสนาบดีฝ่ายไทยยอมให้ขึ้นมาจอดอยู่ที่ไหน ก็ขึ้นมาจอดได้" ชัดไหม..ชัดไหม
ไม่รู้ว่ามันกลัวอะไรนักหนา หน้าด้านมาตั้งแต่แรกแล้วไงเ สื.อ.ก มาอายเอาตอนนี้ เมื่อจนแต้ม จำนนด้วยคำพูดของตัว พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ไล่เอาจนขี้เล็ดแล้ว ก็รับปากว่าจะถอนเรือรบที่ส่งไปให้กลับคืนมา ได้มีโทรเลขถึง ม.ปาวี ที่กรุงเทพฯเมื่อ ๑๓ กรกฎาคม โทรเลข ฉบับนี้ถึงปลายทางเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ทุกท่านสังเกตุและจดจำวันที่เหล่านี้ไว้ให้ดีนะครับ เล่ห์เหลี่ยมไอ้โจรเฒ่ายังไม่หมดเท่านี้

ดูจากวันที่ ที่ ม.เลอร์มี เดอ วิลลิเอรส์ ออกเดินทางจาก มาเซล์ แล้ว คงเป็นคำสั่งด่วนที่รัฐบาลฝรั่งเศสเปลี่ยนใจที่จะให้เวลาไทยต่อไปอีกเล็กน้อย หลังจากที่รัฐบาลฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อกรมขุนมรุพงศ์ฯ

ในสมรภูมิใหญ่ย่อมมีสมรภูมิย่อยๆเกิดขึ้นเสมอ และในสมรภูมิย่อยนี้ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ได้นำชัยชนะมาประทานแก่ชาวไทยทุกคน

ตอนต่อไปจะเล่าถึง การตอบแทนของ ม.เอ.ปาวีซึ่งคนไทยเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อครั้งหลวงพระบางแตก และวีรกรรมราชนาวี ทั้งบริเวณปากอ่าวและบนป้อมปืนพระจุลฯ ป้อมผีเสือสมุทร ครับ


จากคุณ : กัมม์ - [ 22 ก.ย. 47 18:36:20 A:203.107.212.27 X: TicketID:071065 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

แหมกำลังนึกว่าอยู่ในเหตุการณ์เลยจบเสียได้เณ้วหน่อยนะตอนต่อไปน่นะ ขอบคุณหลายเด้อ

จากคุณ : ลุงอ้วน - [ 22 ก.ย. 47 22:19:59 A:61.90.57.198 X: TicketID:063596 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

ครับคุณลุงอ้วน
ญาติผู้ใหญ่ขอแล้ว ต้องจัดให้


ในระยะนี้ มีชาติต่างๆที่มีความสัมพันธไมตรีกับประเทศสยาม ได้ขออนุญาติส่งเรือรบมาประจำการอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาที่กรุงเทพฯแล้วหลายลำ ต่างอ้างว่าเพื่อปกปักรักษาคนในบังคับของตน คือ ฮอลลันดา ๑ ลำ ชื่อเรือซุนบาวา เยอรมัน ๑ ลำ ชื่อวุลฟ์ ของอังกฤษ ๑ ลำ ชื่อสวิฟท์(ลำนี้หรือเปล่า ที่ ม.เกรย์ บอกว่าจะส่งมา) ของฝรั่งเศสชื่อลูแตง(เข้ามาตั้งแต่ ๑๔ มีนาคม)

----อห.ปาวี ตอบแทนบุญคุณประเทศสยาม----
(ขอแก้วันที่ ที่ส่งโทรเลขคำสั่งถอนเรือรบนะครับ) การถอนคำสั่งทางโทรเลขให้ผู้บัญชาการเรือฝรั่งเศสงดการนำเรือรบเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ปรากฎว่าส่งโทรเลขจากปารีส ตั้งแต่ ๑๑ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ แต่ในวันที่กล่าวนั้นเรือรบ แองกองสตังค์กับเรือรบโคเมตได้ออกเดินทางจากฐานทัพที่ไซ่ง่อนแล้ว ส่วนคำสั่งของเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสถึง ม.ปาวี อัครราชฑูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯและสั่งให้แจ้งผู้บังคับการเรือแองกองสตังค์(นาวาโท โบรี) ควรจะถึงมือผู้บังคับเรืองแองกองสตังค์ในตอนสายของวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ หรือช้าที่สุดก็เที่ยงวันนั้น แต่ปรากฎว่าคำสั่งนั้น อห.ปาวี แอบไว้โดยไม่บอกกับผู้บังคับเรือแองกองสตังค์ ปรารถนาจะให้เป็นไปตามแผนร้าย.......(จาก ม.ปาวี ผมขอเลื่อนยศให้เป็น อห.ปาวี ครับ)........จำได้ไหมครับว่า อห.ปาวี ได้เคยทูลกรมหลวงเทววงศ์ว่าเรือรบฝรั่งเศสจะมาถึงประเทศสยามในวันที่เท่าไหร่

๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ เวลาเช้า
อาร์ชดุ๊กฟรานส์ เฟอดินาล รัชทายาทแห่งออสเตรียจะเดินทางมาถึงประเทศสยาม เพื่อเยี่ยมเยือนประเทศสยามอย่างเป็นทางการ จะถึงในวันนี้ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งเรือรบเพื่อไปรับเสด็จและคุ้มกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ๑.เรืออัครเรศร์(จะใช้เป็นเรื่อพระที่นั่ง) ๒.เรือมกุฎราชกุมาร ๓.เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ ๔.เรือนฤเบนทร์ ๕.เรือหาญหักศัตรู เอกสารบางฉบับว่ายังมี เรือสถิตย์ราชการ เรือใบคา เรือพิลลา เรือการดิษฐ์ ซึ่งเป็นเรือขนาดย่อมรวมอยู่ด้วย เรียงรายอยู่นอกสันดอน

๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ เวลา ๑๗๑๕
ฝนตกหนักเนื่องจากยังยังอยู่ในพรรษา เรืออัครเรศร์ซึ่งจอดอยู่ด้านนอกเห็นเรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำแล่นเข้าโดยมีเรือโดยสาร J.B.Say ซึ่งเป็นเรือกลไฟวิ่งไป-มา ระหว่างกรุงเทพฯ-ไซ่ง่อน นำร่องเข้ามา เรือแองกองสตังค์แล่นตามมา เรือโคเมตอยู่ถัดออกไป เรือรบทั้ง ๒ ลำนี้มีอัตรากำลังพล ๒๒๐ นาย ราชนาวีไทยทราบอยู่แล้วว่าเรือรบฝรั่งเศสไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา และยังเป็นการฝ่าฝืนต่อคำสั่งของรัฐบาลฝรั่งเศสเองอีกด้วย เรืออัครเรศร์ส่งสัญญาณแจ้งเหตุไปที่ป้อมพระจุลฯ และส่งสัญญาณไม่ยอมให้เรือรบทั้งสองเข้ามา ทางป้อมพระจุลฯจึงยิงปืนใหญ่เป็นสัญญาณห้ามสามนัดตามกติกาสากล(ลูกแบงค์-ไม่ได้บรรจุหัวรบ) เรือรบฝรั่งเหตุคงแล่นเข้ามาเรื่อยๆไม่ยอมหยุด ป้อมพระจุลจึงได้ยิงบังคับด้วยกระสุนจริงไปยังเรือแองกองสตังค์ ตกด้านหน้าเรือเพื่อบังคับให้หยุด เรือกองสตังค์จึงชะลอไว้จนเรือโคเมตแล่นขึ้นมาทัน จึงเปิดยุทธการทันที ชักธงฝรั่งเศสขึ้นประจำเสาพร้อมกัน

๑๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ ย่ำค่ำแล้ว เวลา ๑๘๔๓
ฝนยังคงตกอยู่ เรือแองกองสตังค์และเรือโคเมต แล่นเคียงกันเข้ามาระดมยิงป้อมพระจุลฯและป้อมผีเสื้อสมุทรเต็มกำลัง ป้อมทั้งสองนั้นก็ระดมกำลังต่อสู้เรือรบฝั่งเศสอย่างสุดกำลังสุดกำลังที่มี ขณะเดียวกันเรือมกุฎราชกุมาร เรือมุรธาวสิตสวัสดิ์ เรือนฤเบนทร์ เรือหาญหักศัตรู ก็เข้าสู่สมรภูมิ โดยเฉพาะเรือมกุฎราชกุมาร และเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ ได้แสดงความกล้าหาญอย่างยิ่งสมกับเป็นลูกดอกประดู่อย่างแท้จริงไว้ลายราชนาวีไทย ไล่กวดเรือรบฝรั่งเศสจนประชิดแล้วระดมยิง แต่เรือรบฝรั่งเศสใหญ่กว่าไทยมาก ระวางขับน้ำมากกว่าจึงเร็วกว่า อีกทั้งแสนยานุภาพก็เทียบกันไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่เรือทั้งสองมีเหนือกว่าเรือรบฝรั่งเศสทั้งสองลำนั้นก็คือ หัวใจ หัวใจที่ยอมตายอยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรือรบฝรั่งเศสจิกปากกระบอกปืนลงต่ำ(คิดดูเถิดว่าประชิดกันและใหญ่กว่ากันขนาดไหน)กระหน่ำยิงเรือรบไทย ส่วนเรือนำร่อง J.B.Say นั้นโดนกระสูนไทยท้องทะลุ ต้องนำเรือไปเกยตื้นที่ริมป้อมพระจุลจอมเกล้านั่นเอง ราชนาวีป้อมก็จับผูกตาพาขึ้นฝั่งไปทั้งกัปตันชาวอังกฤษ ต้นกล กลาสีประจำเรือรวม ๓๒ คน ผู้บังคับการป้อมพระจุลจอมเกล้าให้ยึดหนังสือสำหรับเรือไว้

๑๔ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒ เวลายามหนึ่ง
ทางน้ำนั้นยังคงดำเนินการต่อสู้กันอย่างสามารถ ด้วยเรือรบไทยนั้นช้ากว่าฝรั่งเศส ปืนประจำเรือก็มีขีดจำกัดความเร็วอยู่น้อยทหารบนป้อมและที่ประจำเรือรบชำนาญน้อยกว่า การใช้ตอร์ปิโดและทุ่นระเบิดตามลำน้ำไม่ได้ผล เรือรบฝรั่งเศสจึงฝ่าเข้ามาในลำน้ำเจ้าพระยาได้ เรือแองกองสตังค์และเรือโคเมตจึงแล่นเข้ามาเคียงอยู่กับลูแตงที่หน้าสถานฑูตฝรั่งเศสชักธงขึ้นทั้งสามลำคอยทีอยู่ ท่านคงคิดว่าราชนาวีไทยยอมแล้ว แต่เรือรบไทยได้แล่นตามเข้ามาและจอดคอยอยู่ เตรียมดำเนินการรบต่อไป ทางฝ่ายทหารเสือกองในบังคับเจ้าพระยาสรุศักดิ์ฯมีกำลังพล ๑,๘๐๐ นายตรึงกำลังอยู่บนบก พร้อมที่จะสละชีพด้วยกันทั้งราชนาวีและทหารเสือ พระยาชลยุทธโยธินได้สั่งการว่า ให้ทุกนายพร้อมอาวุธอย่างเงียบๆเตรียมเข้าปล้นเรือฝรั่งเศสทั้งสามลำ สั่งการไปยังทหารเสือว่าหากทหารเรือเข้าทำการเมื่อใดให้ยกกันเข้าระดมรบ เรือรบไทยที่คอยอยู่หากเกิดชุลมุนกันขึ้นเห็นว่าฝ่ายเราเสียเปรียบแล้วเมื่อใดให้เสียชีพแล่นเข้าชนเรือรบฝรั่งเศสให้จมลงทั้งสองฝ่าย ตัวท่านพระยาชลยุทธโยธินรีบนั่งรถไฟสายปากน้ำเข้ากรุงเทพฯ จะนำเรือพระที่นั่งมหาจักรีและเรือรบที่มีอยู่ทั้งสิ้นยกกระหนาบลงมา ให้ทางนี้ตีกระทบขึ้นไป ดูตามแผนของท่านแล้ว จูกัดขงเบ้งก็คงพูดว่าชัยชนะครั้งนี้คงอยู่กับฝ่ายไทย แล้วหยิบพัดขนนกขึ้นโบกช้าๆพลางสาดเหล้าลงคออย่างชำนาญ

พอท่านขึ้นไปถึงกรุงเทพฯแล้ว ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรียกเสนาบดีประชุมเป็นการด่วน มีมติให้ยุติเหตุการร้ายแรงไว้เพียงนี้ก่อน กรมหลวงเทววงศ์ฯจึงเสด็จเป็นการด่วน ทันพระยาชลยุทธโยธินพอดี จึงได้ห้ามไว้ พระยาชลยุทธโยธินคอตกขึ้นรถไฟสายเดิมถึงปากน้ำ สั่งยกเลิกแผนและให้ตรึงกำลังไว้ก่อน ทหารหลายคนคงร้องไห้โฮด้วยตามคับแค้น ด้วยในระหว่างเตรียมพร้อมนั้นได้ตั้งใจจะสละชีพตามเพื่อนทหารไปอยู่แล้ว

ผมไม่สามารถทราบนามท่านผู้บังคับการเรือรบไทยทั้ง ๔ ลำที่ทำการยุทธอย่างกล้าหาญในครั้งนั้นได้ หากท่านใดทราบขอให้ท่านนำนามผู้บังคับการเรือนั้นมาลง ในที่นี้ด้วยครับ ผมและคนไทยจะได้สดุดีและจารึกนามเหล่านี้ไว้ในใจตลอดกาล

สำหรับความเสียหายของฝ่ายเรามีดั้งนี้ครับ
เรือมกุฎราชกุมาร........................ตาย ๓ นาย...เจ็บ ๑๕ นาย
เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์.......................ตาย ๖ นาย...เจ็บ ๑ นาย
เรือนฤเบนทร์..............................ตาย ๑ นาย...เจ็บ ๔ นาย
เรือหาญหักศัตรู...........................ตาย ๑ นาย..เจ็บ ๓ นาย
ป้อมพระจุลจอมเกล้า....................ตาย ๒ นาย...เจ็บ ๕ นาย
ป้อมผีเสื้อสมุทร.............................................เจ็บ ๖ นาย
ทหารเซอเว................................ตาย ๑ นาย...เจ็บ ๒ นาย

รวมทั้งสิ้น..................................ตาย ๘ นาย...เจ็บ ๔๑ นาย...สูญหาย ๑ นาย

คนเราทุกคนที่เกิดมาแล้วย่อมมีความตายติดตามทุกคน เกิดเป็นแสน เป็นล้าน ก็ย่อมตายทั้งแสน ทั้งล้าน จะมีสักกี่คนที่ได้ตายอย่างมีเกียรติเช่นนี้.....เราขอสดุดีในวีรกรรมของท่าน...........

....ด้วยเหตุดังนี้ หญิงชาวสยามในสภาอุนาโลมแดงแห่งชาติสยาม ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารหาญยันรุ่งสว่าง......

ตอนต่อไป ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านคิดว่า อห.ปาวี และรัฐบาลฝรั่งเศสจะกล่าวกับชาวสยามอย่างไร ลองคิดกันดูเล่นๆนะครับ จนกว่าจะพบกันใหม่ ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาร่วมกันจารึกประวัติศาสตร์ไว้ในจิตใจครับ


จากคุณ : กัมม์ - [ 23 ก.ย. 47 20:43:51 A:203.107.212.104 X: TicketID:071065 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

โอย..อ่านติดเกาะขอบจอ.. เขียนได้ลุ้นดีจริงๆ ค่ะ ทั้งๆ ที่ถึงตอนนี้ ก็ทราบว่าผลสุดท้ายจะเป็นยังไง..

เลือดรักชาติสูบฉีดพล่านค่ะ.. อิน ค่ะ อิน.. รีบๆ มาต่อเร็วๆ นะคะ


จากคุณ : คุณย่าเชี่ยน - [ 24 ก.ย. 47 20:39:14 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

นี่ก็ญาตผู้ใหญ่อีกคน จัดให้..จัดให้
ขอบพระคุณ คุณย่า ที่ติดตาม

หากท่านคิดว่า อห.ปาวีและรัฐบาลฝรั่งเศสจะขอโทษต่อการกระทำของตนนั้น หมายความว่าท่านเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีคนหนึ่งครับ...แต่

ทันทีที่ ม.เดอเวล ทราบข่าวดังกล่าวแล้วก็ได้โทรเลขสั่งมายัง อห.ปาวี มีข้อความดังนี้
"ให้ท่านขอคำอธิบายจกเสนาบดีว่าการกระทรวงต่างประเทศโดยทันที ตามเหตุการณ์ที่บอกมาในโทรเลขของท่านเมื่อเย็นวานนี้ เราก็ได้แสดงความตั้งใจอย่างสงบของเราแก่รัฐบาลสยามแล้ว และก็มิใช่ไม่รู้เมื่อไรว่าเราได้สั่งไปยังนายพลเรือฮูมันน์แล้ว ให้เรือของเราหยุดอยู่ที่สันดอน เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ทูลให้พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ทรงทราบเอง
ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงเป็นกลอุบายแท้จะหาเหตุผลมาพิสูจน์ไม่ได้
ให้ท่านคัดค้านให้เต็มที่ ยกความรับผิดชอบในเหตุการณ์ปัจจุบันนี้ว่าเป็นการเริ่มคิดของรัฐบาลสยามดำเนินการขึ้น
บรรดาเรือรบให้คงทอดสมออยู่ที่กรุงเทพฯเมื่อถูกโจมตีหรือถูกขู่เข็ญให้เริ่มลงมือยิงได้"

ไม่ทราบว่า"โทรเลขเมื่อเย็นวานนี้"ที่ อห.ปาวีมีไปยัง ม.เดอเวล มีใจความอย่างไร แต่ก็พอจะเดาได้ ....ผมเสียดายว่า ให้ฮ่อยิงมันเสียที่หลวงพระบางคงหมดเรื่องไปแล้ว....

๑๘-๑๙ กรกฏาคม ร.ศ.๑๑๒ สภาดิบิวตี้และสภาซิเนตฝรั่งเศส ลงคะแนนเสียงรับคำแถลงของ ม.เดอเวล ม.เดอเวลจึงโทรเลขสั่งการมายัง อห.ปาวี มีใจความสำคัญดังนี้
"............................................................
ในฐานะรูปการณ์ดังกล่าวนี้ ให้ท่านไปเฝ้ากรมหลวงเทววงศ์ฯชี้ให้เธอเห็นเป็นครั้งสุดท้ายถึงข้อร้าย แม้ตามความสัตย์จริง เรามิได้คิดขู่เข็ญความเป็นอิสระของสยาม ก็อาจทำให้สยามหมิ่นอันตราย หากไม่ยอมตามที่เรียกร้องไปโดยทันที ให้ท่านนำข้อความดังนี้ไปแจ้งให้ทราบ
ข้อ ๑ ให้เคารพสิทธิของญวนและของเขมรในดินแดนเหนือฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆในลำน้ำนี้
ข้อ ๒ ให้ถอนกองทหารที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน ๑ เดือน
ข้อ ๓ ให้เสียค่าปรับไหมให้แก่ฝรั่งเศสในเหตุการณ์อุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นที่ทุ่งเชียงคำและที่คำมวนและทั้งในการที่ได้ทำอันตรายและความเสียหายแก่เรือรบ และพวกกะลาสีเรือฝรั่งเศสในลำแม่น้ำเจ้าพระยา
ข้อ ๔ ให้ลงโทษผู้กระทำความผิด และเสียเงินค่าทำขวัญแก่ครอบครัวผู้ที่ต้องเสียชีวิต
ข้อ ๕ ให้ใช้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ฟรังค์ ค่าทำความเสียหายแก่ชนชาติฝรั่งเศส
ข้อ ๖ ให้จ่ายเงืนจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาททันที มัดจำการทีจะชดใช้ค่าเสียหายและเงินทำขวัญรายต่างๆหรือถ้าไม่สามารถ ก็ต้องยอมให้รัฐบาลฝรั่งเศสถือสิทธิ์เก็บเงินค่าส่วยสาอากร และสมพัสตร์ในมณฑลพระตะบองและเสียมราฐ
ให้รัฐบาลสยามแจ้งให้ทราบภายใน๔๘ ชั่วโมงว่าจะรับปฏิบัติตามนี้หรือไม่
ในกรณีนี้เมื่อมีการตกลงอย่างไรให้ทำหนังสือสำคัญไว้ด้วย
ถ้ารัฐบาลสยามไม่ตอบหรือผัดเพี้ยนไม่ยินยอม เมื่อสิ้น ๔๘ ชม.แล้วให้ท่านออกจากรุงเทพฯและขึ้นพักบนเรือฟอร์เฟต์ที่จอดอยู่นอกสันดอนไปพลางก่อน แล้วทำการเปิดอ่าวสยามทันที
..............................................................................................................................."

จากเหตุการณ์ที่ปากน้ำ เมื่อ ๑๓-๑๔ กรกฎาคม เราทำผิดหรือนี่
ข้อเรียกร้อง ข้อ ๕-๖ เป็นการเรียกร้องที่เกินกว่าความเป็นจริงมากมายนัก ด้วยหมายใจว่าประเทศยากจน ด้อยความเจริญเช่นนี้จะไม่สามารถทำตามได้ในระยะเวลาที่กำหนดให้ได้ ฝรั่งเศสก็จะเข้ายึดเอาพระตะบองและเสียมราฐได้โดยง่ายๆ แต่ฝรั่งเศสหารู้ไม่ว่า เจ้าสัวของเราได้เก็บพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ใส่ถุงแดงแล้วเอาไว้ใต้พระแท่นบรรทม ทรงเคยตรัสว่า"เอาไว้ให้กษัตริย์ต่อไป ไถ่บ้านไถ่เมือง"พระดำรัสองค์นี้จึงเป็นวาจาสิทธิ์ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(พระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย ตรัสเรียก กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ว่า"เจ้าสัว")
จะเห็นได้ว่าไม่เฉพาะชาวไทยในสมัย ร.ศ.๑๑๒ เท่านั้นที่ร่วมกันต่อสู้กับเศษฝรั่งเหล่านี้ พระราชบรรพบุรุษของชนชาวไทยในอดีตกาลก็ทรงลุกขึ้นต่อสู้ร่วมกับคนไทยด้วย แผนร้ายของฝรั่งเศสที่จะฮุบเอาพระตะบองและเสียมราฐจึงถูกเจ้าสัวทรงทำลายลงอย่างสิ้นเชิง จนฝรั่งเศสรู้สึกเสียหน้าและหันมาใช้วิธีที่หยาบกว่า
จากข้อความที่มาถึง อห.ปาวี จะสังเกตุได้ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็ยอมรับว่าพระตะบองและเสียมราฐเป็นดินแดนของไทย หากท่านติดตามต่อไปจะเห็นถึงความหน้าด้านและกลโกงของมัน

กระทรวงการต่างประเทศของสยามได้มีหนังสือตอบ ในวันที่ ๒๒ กรกฏาคม ร.ศ.๑๑๒ ถึง อห.ปาวี ดังนี้
"เพื่อตอบสนองหนังสือของที่ท่านได้ยื่นมายังข้าพเจ้าตามคำสั่งของรัฐบาลฝรั่งเศส เมื่อวันพฤหัสบดีเวลา ๑๘.๔๕ น.นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าแจ้งแก่ท่านดังนี้
ข้อ ๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกเสียพระทัยที่ยังไม่ได้รับคำอธิบายอย่างแจ่มแจ้งของประโยคที่ว่า"สิทธิของอาณาจักรญวนและเขมรเหนือดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และเกาะต่างๆ"ในข้อนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระทัยอยู่เหมือนกันว่าจะยอมโอนกรรมสิทธิ์ดินแดนทุกๆแห่งให้ ถ้าหากได้แสดงให้เห็นโดยชัดเด่นว่ามีสิทธิ์อันชอบอยู่เหนือดินแดนนั้นอย่างไร ทั้งนี้เป็นเวลา ๕เดือนมาแล้วที่รัฐบาลสยามขอร้องให้นำกรณีพิพาทขึ้นสู่อนุญาโตตุลาการ
อย่างไรก็ดีในเวลานี้ เนื่องด้วยความบีบคั้นแห่งโอกาสและด้วยความมุ่งหมายที่จะให้เกิดสันติภาพ...........พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงยอมรับว่าในการปักปันเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับเขมรนั้น บรรดาดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่อยู่ทางใต้เส้นขีดตรงจากกองทหารที่อยู่เหนือสุด ซึ่งบัดนี้ทหารฝรั่งเศสกับญวนยึดไว้นั้น จนถึงตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ในแลตเดียวกัน คือ แลต ๑๘ น. รัฐบาลสยามยอมยกให้เป็นดินแดนของญวนและของเขมร ส่วนแม่น้ำตอนใต้แลต ๑๘ น. จนถึงตอนที่ใกล้เข้าไปในดินแดนเขมรคือเส้นปันเขตแดนและที่จะอาศัยเกาะเหล่านั้น เพื่อประโยชน์ในการเดินเรือ ควรให้ใช้ร่วมกันได้ทั้ง ๓ ประเทศ คือ สยาม ญวน เขมร
ข้อ ๒ กองทหารไทยที่ตั้งอยู่ในดินแดนที่ระบุไว้ในข้อ ๔ จะได้ถอยกลับมาสิ้นภายในเวลา ๑ เดือน
ข้อ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอแสดงความเสียพระทัยในกรณีอันนำมาซึ่งความเสียหายร่วมกันแก่ฝ่ายไทย และฝ่ายฝรั่งเศสที่ทุ่งเชียงคำ และคำมวน(แก่งเกียด)และทั้งที่ได้เกิดการกระทบกระทั่งกันที่ปากน้ำด้วย
จะปล่อยตัวบางเบียนไป และปฏิบัติตามคำเรียกร้องของรัฐบาลฝรั่งเศสอื่นๆด้วย ถ้าเห็นว่าจำเป็นโดยอนุโลมตามลักษณะธรรมดาแห่งความยุติธรรม และตามความเป็นอิสระของประเทศสยาม ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสรับว่าจะเคารพนั้น
ข้อ ๔ บุคคลใดที่ต้องหาว่าได้ทำการย่ำยีชนชาติฝรั่งเศสเป็นการส่วนตัว ในคดีใดก็ดีอันปรากฏว่าละเมิดต่อกฏหมายบ้านเมือง หรือกฏหมายระหว่างประเทศ ก็จะลงโทษตามรูปคดีนั้นๆ หรือหากว่าสมควรจักชดใช้เป็นค่าทำขวัญ ก็จะได้ชำระให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตนั้นให้เสร็จสิ้นไป
ข้อ ๕ รัฐบาลฝรั่งเศสกับรัฐบาลสยามได้โต้แย้งกันมานาน ในเรื่องที่เกี่ยวกับชนชาติฝรั่งเศสขอเรียกร้องให้ชำระเงินตามที่ตนต้องได้รับความเสียหาย เพราะข้าราชการไทยดำเนินการผิดนั้น ในข้อนี้นในนามแห่งรัฐบาลสยาม ข้าพเจ้าขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ความผิดของข้าราชการนั้นๆ
บัดนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงวิจารณ์ดำริจะดำเนินการอย่างข้างต้นนั้นจึงยินยอมโดยไม่ยึดหลักอันใดมาคัดค้าน ยินดีชำระเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ฟรังค์ ให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายในกรณ๊ที่ได้ระบุมาข้างต้นนั้น รัฐบาลสยามมีความเห็นว่า โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขบังคับ ชอบที่จะจัดตั้งคณะกรรมาธิการผสมพิจารณาค่าเสียหายและเทียบตัวเงินที่จะจ่ายชดใช้เป็นค่าเสียหายในกรณีที่อ้างมาในข้อ ๔ นั้น
ข้อ ๖ ที่ให้จ่ายเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐บาททันทีนั้น เพื่อมัดจำในการที่จะชดใช้ค่าเสียหายที่กล่าวแล้วและค่าปรับไหมนั้นจะจ่ายให้พร้อมในเวลาแลกเปลี่ยนเอกสารข้อตกลงในระหว่างรัฐบาลทั้งสอง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระทัยว่าเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้น เกินกว่าเงินค่าชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับไหม ดังนี้ถ้าได้พิจารณาให้ละเอียดเป็นรายๆตามควรแก่การแล้ว รัฐบาลสยามเชื่อในความยุติธรรมของรัฐบาลฝรั่งเศสว่า จะได้รับเงินจำนวนที่เหลือจากที่ได้จ่ายไปเท่าที่ได้เรียกร้องในกรณีทั้งปวงโดยครบถ้วนคืนให้
เท่าที่ยินยอมไปตามรัฐบาลฝรั่งเศสเรียกร้องมา อันเป็นผลสุดท้ายพึงเห็นได้ตามคำแถลงการณืข้างบนนี้ รัฐบาลสยามมั่นใจว่า คงจะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นชัดว่า รัฐบาลสยามยังมีความปรารถนาที่จะอยู่ในความสามัคคีกัยเรปุปลิคฝรั่งเศสและข้อพิพาทในระหว่างรัฐบาลทั้งสองที่คั่งค้างอยู่สำเร็จไปโดยบริบูรณ์"

เนื่องจากฝรั่งเศสผิดหวังที่จะได้พระตะบองและเสียมราฐโดยง่ายๆ จึงกล่าวว่าไทยปฏิเสธคำเรียกร้องโดยยกข้อท้วงติงเล็กๆน้อยๆ เช่น ไม่ยอมยกดินแดนที่อยากได้มากกว่านี้ให้ฝรั่งเศสก่อนที่จะมีการพิสูจน์สิทธิ์, การเหยียบย่ำสิทธิของญวนและเขมร(ซึ่งต่อมาเป็นที่ทราบกันแล้วว่าใครเป็นผู้เหยียบย่ำญวนและเขมร มีหลักฐานเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกอยู่ว่า เวียดนามหรือญวนเองนั่นแหละที่ลุกขึ้นทำสงครามขับไล่ฝรั่งเศส จนเปิดดาก(แดงๆ)กลับประเทศไป), ไม่ยอมลงโทษข้าราชการไทยผู้รักชาติก่อนที่จะมีการพิจารณาความในชั้นศาล, อีกทั้งยังถูกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเหน็บเอาเรื่องเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท หากวิเคราะห์กันอย่างชาวบ้าน อห.ปาวีและรัฐบาลฝรั่งเป็นผู้เรียกร้องเงินจำนวนนี้แล้ว เมื่อผู้เสียหายได้รับเงินครบถ้วนแล้วให้ส่วคืนรัฐบาลสยาม แล้ว อห.ปาวี จะได้อะไร...จะทำให้เมื่อยตุ้มสองใบนั้นทำไม...

๒๓ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
อห.ปาวีจึงยื่นคำขาดซ้อนแก่รัฐบาลสยามผ่านทาง กรมหลวงเทววงศ์ฯ ๓ ฉบับในวันเดียวกัน(คำขาดที่ยื่นมาทั้งๆที่ยังไม่ได้ตอบฉบับก่อนหน้านั้นเรียกว่า"คำขาดซ้อน")
ฉบับที่ ๑"ข้าพระพุทธเจ้าขอตอบรับคำตอบซึ่งใต้ฝ่าพระบาทในนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามได้ตอบสนองแก่สาส์นที่ข้าพระพุทธเจ้าได้กล่าวแก่ใต้ฝ่าพระบาทในนามรัฐบาลแห่งเรปุปลิคฝรั่งเศส
ข้าพระพุทธเจ้าขอรับทราบเกล้าฯ ไว้แลพิจารณาเห็นว่าจะไม่ได้แย้งในประเด็นข้อต่างๆเลย คำตอบสนองนี้ขัดขืนไม่ยอมมอบดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงส่วนมากให้"
ฉบับที่ ๒ "เนื่องจากหนังสือของข้าพระพุทธเจ้าลงวันนี้ ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้รับเกล้าฯ คำตอบสนองของรัฐบาลแก่คำเรียกร้องของรัฐบาลฝรั่งเศส เพื่อปฎิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลข้าพระพุทธเจ้าขอทูลลาให้ใต้ฝ่าพระบาททรงทราบว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้มอบหมายการปกปักรักษาและคุ้มครองชนชาติฝรั่งเศส และคนในสังกัดชาติฝรั่งเศสไว้ให้แก่กงสุลเยเนราลฮอลันดา และตัวข้าพระพุทธเจ้าจักได้โดยสารเรือแองกองสตังค์ออกไปในวันที่ ๒๖ กรกฎาคนนี้
ฉบับที่ ๓ "เนื่องจากที่เรือฝรั่งเศส ๓ ลำจะถอยออกไป ขอใต้ฝ่าพระบาทได้โปรดจัดการให้นำร่องสามนายไปรับใช้ นายนาวาโท โบรี่ ในวันที่ ๒๕ เวลาเย็น"

....ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับความหน้ามึนของมัน อยากจะอาสาเสียเองจะพลีชีพเสียเหมือนในตะวันออกกลาง.....

๒๕ กรกฎาคม ร.ศ๑๑๒
อห.ปาวี ราชทูตและกงสุลเยเนราลฝรั่งเศสกับ ม.ฮาดูอิน ผู้ช่วยได้เข้าทูลลาพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศ ลงเรือรบแองกองสตังค์ไปจากกรุงเทพฯพร้อมเรือโคเมตและเรือลูติน เวลาบ่าย ๔ โมง

๒๖ กรกฏาคม ร.ศ.๑๑๒
นาวาเอก เอ.เรอกูลูซ์ ผู้บังคับการกองเรือฝรั่งเศสประกาศปิดอ่าวสยาม

ตอนต่อไปจะกล่าวถึงปฏิกิริยาของนานาชาติต่อการกระทำอันโสมมของอารยะชนฝรั่งเศสครั้งนี้ และการชุมนุมของเรือรบฝรั่งเศสนานาชนิดเพื่อปิดอ่าวสยาม ตลอดจนขวัญและกำลังใจของชาวไทยทั้งชาติ....สวัสดีครับ....


จากคุณ : กัมม์ (กัมม์) - [ 26 ก.ย. 47 16:05:30 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ขอบคุณมาก ๆ ครับ คุณกัมม์
ขอเป็นกำลังใจให้เผยแพร่ต่อไปครับ
ลูกหลานจะได้รู้ว่าเราถูกรังแกอย่างไร
ทุกวันนี้จะเห็นมันเป็นพ่อกันอยู่แล้ว


จากคุณ : เจียวไข่ - [ 26 ก.ย. 47 23:01:35 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ยิ่งอ่านยิ่งลุ้นคะ พอดีเป็นคนสมุทรปราการ ด้วยยิ่งอินเข้าไปใหญ่
ราชนาวีไทยเก่งไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว เมื่อก่อนไปเรียนก้อผ่านป้อมผีเสื้อทุกวันเลย
แต่รู้สึกว่าตอนนี้เริ่มทรุดโทรมแล้วนะคะน่าเสียดายจัง อ่านแล้วเศร้าใจที่ทุกวันนี้เรายกย่องฝรั่งเศสกันน่าดู
(เห็นด้วยกับคุณ เจียวไข่ มากๆเลยคะ ) อ่านแล้วเลือดรักชาติเดือดปุดๆเลยละเจ้าคะ....


จากคุณ : ลูกสาวเจ้าพ่อ. (The Blair Witch...) - [ 27 ก.ย. 47 15:29:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ขอบพระคุณครับ

อังกฤษโต้แย้งคำขาด
การที่ฝรั่งเศสยื่นคำขาดต่อรัฐบาลสยามนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขาดความเป็นธรรม ขาดลัษณะที่ถูกต้อง เพราะความจริงแล้วเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากความละโมบของฝรั่งเศส ส่งทหารมารุกรานข่มขู่ไทยเพื่อจะเอาดินแดนตลอดเวลา แต่พอไทยต่อสู้เข้าบ้างก็ถือเป็นเหตุว่าไทยทำร้าย แล้วยื่นคำขาดต่อไทยเพื่อเรียกร้องเอาตามความละโมบ

๒๐ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
ลอร์ด โรซเบอรี่มีคำสั่งให้ลอร์ด ดัฟเฟอร์รินซึ่งขณะนั้นกำลังลาหยุดพักผ่อนให้กลับเข้าประจำหน้าที่ ณ กรุงปารีสโดยพลัน และให้เปิดการเจรจาโต้แย้งม.เดอเวลเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เรื่องความไม่ชอบธรรมของคำขาดที่ฝรั่งเศสยื่นแก่ไทย

๒๒ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
ลอร์ด ดัฟเฟอรินทำรายงานส่งให้ ลอร์ดโรซเบอรี่ (โดยจะขอแยกเป็นเรื่องไปดังนี้)
๑.ฝรั่งเศสกลับคำเรื่องดินแดนฝั่งซ้าย
"...ครั้นแล้ว ม.เดลเวลได้ให้คำรับรองว่า ตามข่าวที่ว่ารัฐบาลฝรั่งเศสประสงค์จะเข้าครอบครองดินแดนของสยามคือพระตะบองและนครวัด(เสียมราฐ)นั้นไม่เป็นความจริง
ข้าพเจ้าจึ่งคลี่แผนที่ที่นำไปด้วย และชี้ให้เห็นว่า แม่น้ำโขงได้หักโค้งเต็มที่ ณ ที่เส้นขนานละติจูดที่ ๑๘ โดยหักโค้งไปทางใต้และทางตะวันตก ต่อไปที่แนวเส้นขนานที่ ๒๐ ก้หักโค้งเช่นกันอีก ข้าพเจ้าจึงถาม ม.เดอเวลว่า ดินแดนอันกว้างใหญ่ตามจุดเหล่านี้ อันตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำโขงกับเส้นกั้นเขตแดนที่แท้จริงของฝรั่งเศสดังที่ปรากฎอยู่ในแผนที่ฝรั่งเศสเวลานี้รวมทั้งหลวงพระบางและแคว้นอื่นๆด้วยนั้นฝรั่งเศสจะเรียกร้องเอาว่า"ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง"ด้วยหรือไม่ประการใด ม.เดอเวลตอบว่าตามความหมายอย่างนั้นต้องนับรวมอยู่ด้วย ที่เรียกร้องสิทธิเหนือหลวงพระบางและแคว้นใกล้เคียงก็เพราะถือว่า เป็นดินแดนซึ่งแต่โบราณกาลนานมาและตามประวัติศาสตร์ขึ้นอยู่แก่ญวน และยิ่งกว่านั้นญวนยังยืนยันว่า อธิปไตยแห่งดินแดนของญวนนั้นแผ่ไปตลอดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ข้าพเจ้าแสดงความประหลาดใจอย่างยิ่งในคำชี้แจ้งของ ม.เดอเวลประโยคหลังและข้าพเจ้าได้ขอให้ ม.เดอเวลระลึกถึงครั้งเมื่อ ม.วัดติงตอน(เอกอัครราชฑูลฝรั่งเศสประจำกรุงลอนดอน)ได้แถลงกับรัฐบาลอังกฤษว่าฝรั่งเศสมิได้เรียกร้องกรรมสิทธิ์ดังกล่าว แม้แต่ส่วนใด
ครั้นแล้ว ข้าพเจ้าได้ย้อนไปถึงเรื่องที่ฝรั่งเศสตั้งใจจะรวบเอาหลวงพระบางกับแคว้นที่ใกล้เคียง อันมีเนื้อที่รวมกันเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ตารางไมล์ และทั่วโลกได้รับรองกันมาหลายปีแล้วว่า เป็นส่วนหนึ่งอันจะแบ่งแยกมิได้ของประเทศสยาม........ข้าพเจ้าจึงถามไปว่าเพราะเหตุใดคำรับรองนี้ซึ่งข้าพเจ้าทราบว่าได้กระทำกันด้วยความสุจริตแท้จริง จึงกลับกลายไปเป็นการเชือดเฉือนดินแดนของอาณาจักรสยามไปเกือบหนึ่งในสามเล่า?"
..........มันตอบไม่ได้ท่านผู้ชม และไม่ตอบเอาดื้อๆ........

๒.อิรสภาพของสยามและดินแดนกันชน
".....หากฝรั่งเศสจะบีบคั้นสยามเกินกว่าที่ถูกที่ควรและไม่คนึงถึงผลประโยชน์อันชอบธรรมของประเทศอื่นๆด้วย ข้าพเจ้าถามว่า จะคุ้มกันหรือที่จะคิดแสวงหาดินแดนโดยห้าวหาญซึ่งฝรั่งเศสเองก็ย่อมรู้แจ้งอยู่แล้วว่า ฝรั่งเศสไม่มีสิทธิ์โดยชอบอย่างใดในดินแดนนั้นๆและฝรั่งเศสจะเสี่ยงอันตรายในความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นโดยจะเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลอังกฤษได้ตกลงกันแล้วว่าจะรับรองในอิสรภาพของประเทศสยามเพื่อให้เป็นดินแดนกันชน(Buffer State)ของเขตแดนในความปกครองของทั้งสองประเทศ(ฝรั่งเศส-อังกฤษ)ในอินโดจีน เหตุใดรัฐบาลฝรั่งเศสจึงไม่รักษาคำที่ได้ตกลงกันไว้............ข้าพเจ้ากล่าวว่า ม.เดอเวลผู้เดียวเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบในสันติภาพของยุโรปและของโลกซึ่งมักไม่ใคร่จะเอาใจใส่นัก
ก่อนที่จะอำลา ข้าพเจ้าได้ถาม ม.เดอเวลว่าหากรัฐบาลสยามไม่กระทำตามคำขาดรัฐบาลฝรั่งเศสจะทำอย่างไร ม.เดลเวอตอบว่าถ้าเช่นนั้นคณะฑูลฝรั่งเศสจะลงโดยสารของเรือรบฝรั่งเศส กองเรือรบฝรั่งเศสจะถอยออกมานอกปากน้ำเจ้าพระยา และทำการปิดอ่าวทันที ข้าพเจ้าได้คัดค้านว่าการกระทำเช่นนั้นก็เท่ากับขี่ม้าของผู้อื่นแล้วสับสเปอร์ของตน จะทำให้ผลประโยชน์ของเยอรมันและของอังกฤษที่ทำการค้าอยู่ในประเทศสยาม มีมูลค่ากว่า ๒,๕๐๐,๐๐๐ ปอนด์หรือ ร้อยละ ๘๐ ของระวางสินค้าอังกฤษทั้งหมด ม.เดอเวลกล่าวว่าในข้อนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย ถือเสียว่าเป็นอุบัติเหตุของฐานะเหตุการณ์"
..................หน้ามึนมาก................

๓.เสแสร้งอ้างประวัติศาสตร์เทียม
ในวันที่๒๖ กรกฎาคม ลอร์ดดัฟเฟอรินได้ทำรายงานถึง ลอร์ดโรซเบอรี่อีก มีความว่า
"............ข้าพเจ้าแย้งว่าความจริงสยามก็ได้ยินยอมตามข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสทุกประการแล้ว เว้นแต่ข้อความในตอนหนึ่งข้อ ๑ เทานั้น ม.เดอเวลไม่ปฎิเสธแต่ได้ร้องทุกข์ไปในทางหนึ่งต่อไปอีกว่า ไทยยังขืนอีกว่า ถ้าหากว่าเงินชดใช้ค่าเสียหายนั้นหลังจากที่ได้จ่ายเป็นรายบุคคลแก่ชนชาวฝรั่งเศสครบตามที่เรียกร้องแล้ว ยังเหลืออยู่เท่าใด จะต้องส่งคืนให้จงสิ้น ข้าพเจ้าตอบไปว่า อย่างไรก็ดีผู้ที่ได้เงินสดไว้ในกระเป๋าของตนแล้ว หาควรใส่ใจต่ออารมย์ร้ายเล็กๆน้อยๆของผู้ใช้เลย
ม.เดอเวลยังคงมั่นอยู่ในหลัก ๒ ประการของเธอ คือ
๑. หลวงพระบางเป็นเมืองขึ้นของญวนอย่างแท้จริง และ
๒. ฝรั่งเศสได้ถือสิทธิเหนือฝั่งแม่น้ำโขงนี้มาแต่ครั้งโบราณ
ข้าพเจ้าจึงแย้งว่า ซึ่งจะเอาตามประวัติศาสตร์ของญวนว่าหลวงพระบางเป็นเมืองขึ้นของญวนนั้นเป็นข้อสมอ้างที่ไม่ปลอดภัยนัก เพราะอังกฤษอาจจะอ้างเอาได้เหมือนกัน อาศัยหลักฐานที่ยุ่งยากพอๆกัน เพื่อให้ฝรั่งเศสส่งคืนแคว้นนอรมังดี(Normundy)กาสโคนี่ย์(Gascony)และเกียนน์(Guiene)แก่เรา ท่านก็ย่อมทราบดีอยู่เช่นเดียวกับข้าพเจ้าว่า ในสมุดรายงานประจำปีของฝรั่งเศสทุกๆเล่ม ในแผนที่ฝรั่งเศสทุกๆแผ่น ในหนังสือข่าวภูมิวนาของฝรั่งเศสทุกๆฉบับ ก็ได้แสดงไว้ว่าหลวงพระบางเป็นส่วนหนึ่งอันจะแบ่งแยกมิได้ของประเทศสยาม จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีที่ล่วงมานี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแปลกประหลาดขึ้นภายในความคิดของนักภูมิวนาฝรั่งเศส แต่ถึงกระนั้นผู้ที่ซื่อตรงจักต้องถือตามเหตุผลเช่นเดียวกับข้าพเจ้า คือเขตของแคว้นที่เป็นปัญหานี้ ได้เป็นส่วนที่แนบสนิทในดินแดนของประเทศสยามมาเกือบร้อยปี การที่ฝรั่งเศสยื้อแย่งเอาเป็นของฝรั่งเศส จะไม่เป็นการละเมิดต่อคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อเราหรือ การที่ฝรั่งเศสอ้างประวัติศาสตร์โบราณ มิใช่เป็นการขัดแย้งกับคำรับรองของ ม.วัดติงตอนหรือ และยังผิดต่ออนุสัญญาระหว่างฝรั่งเศส-สยาม ปีค.ศ.๑๘๙๖ ด้วย เพราะฝรั่งเศสเองได้ขอสิทธิ์ที่จะตั้งกงสุลประจำหลวงพระบางต่อรัฐบาลสยาม นี่เป็นข้อพิสูนจ์อยู่ในตัวแล้วว่าแคว้นนั้นเป็นดินแดนของสยาม
ม.เดอเวลพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้งในที่สุดก็อ้างเอาว่า พวกชาวป่าทางชายแดนด้านตะวันตกได้ทำความลำบากให้เป็นอันมาก จึงจำเป็นจะต้องปราบปรามพวกนั้นหากดินแดนนี้เป็นของฝรั่งเศสก็จะเป็นการง่ายต่อการปกครอง ม.เดอเวล ได้เปิดหนทางที่จะว่ากล่าวกันต่อไป โดยอ้างว่าคำขาดนั้นได้ประกาศออกไปแล้ว เป็นการสุดวิสัยที่รัฐบาลฝรั่งเศสจะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลง"

ทุกท่านคิดอย่างไรครับ ผมคิดว่ามันหน้ามึนที่สุดเท่าที่เคยเจอมาตลอด ๓๐ ปีของชีวิตเลยครับ


จากคุณ : กัมม์ (กัมม์) - [ 28 ก.ย. 47 22:41:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

ตามอ่านอยู่นะคะคุณกัมม์

จากคุณ : Monti Ta - [ 29 ก.ย. 47 03:55:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

.....................ฝรั่งเศษหน้าด้าน......................

จากคุณ : ลูกสาวเจ้าพ่อ (The Blair Witch...) - [ 29 ก.ย. 47 10:46:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

ขอบพระคุณทุกท่านครับ
มาต่อกันเลย

นอกจากนี้อังกฤษยังได้โต้แย้งเรื่องค่าปรับไหมและเงินชดใช้ค่าเสียหายที่ฝรั่งเศสเรียกร้องอีกด้วย ซึ่งอังกฤษก็เห็นว่าเกินกว่าความเป็นจริงและแฝงไว้ด้วยความกระหายที่จะเข้าครอบครองพระตะบองและเสียมราฐ(นครวัด) ลอร์ด ดัฟเฟอรินได้กล่าวตอนหนึ่งว่า"....และซึ่งเราจะต้องได้รับคำรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ฉากหลังของการเก็บภาษีเปล่านี้(ในมณฑลพระตะบองและเสียมราฐ) จะไม่มีอุบายใดๆ อันจะนำไปสู่การยึดไว้เป็นกรรมสิทธ์ซึ่งแคว้นพระตะบองและเสียมราฐ เป็นโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมก็ตาม" ในการขอคำรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรของอังกฤษในเรื่องนี้ ฝรั่งเศสได้กล่าวบ่ายเบี่ยงที่จะทำให้

ท่านคงเห็นเจตนาของมันได้อย่างชัดเจน

ชุมนุมเรือรบปิดอ่าวสยาม
เมื่อฝรั่งเศสยื่นคำขาดต่อรัฐบาลสยามแล้ว ก็เริ่มทำการเรียกเรือรบจากฐานทัพไซ่ง่อนและเรือรบจากจุดอื่นมาที่ปากน้ำเจ้าพระยา รวมกันถึง ๑๒ ลำมีรายชื่อดังนี้
๑. เรือลาดตะเวนหุ้มเกราะ ตรีอองฟัง(Triomphant)เป็นเรือธงของผู้บัญชาการ(นายพลเรือตรีฮูมันน์)
๒. เรือลาดตะเวนชั้นสาม ฟอร์เฟต์(Forfait)
๓. เรือปืนชั้นหนึ่ง แองกองสตังค์(Inconstant)
๔. เรือปืน โคเมต(Comate)
๕. เรือปืน ลูแตง(Lutin)
๖. เรือปืน ลิออง(Lion)
๗. เรือปืน อาลูแอตต์(Alouette)
๘. เรือปืน วิแปร์(Vipere)
๙. เรือปืน อาสบิค(Aspic)
๑๐. เรือปืน ปาแปง(Papin)
๑๑. เรือตอร์ปิโด หมายเลข ๔๓
๑๒. เรือตอร์ปิโด หมายเลข ๕๐

นับว่าอ่าวไทยครั้งนั้นคึกครื้นมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ประกาศปิดอ่าวสยามครั้งแรก
๒๗ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
นาวาเอก เรอกูลูซ์(Recoulouse)ผู้บังคับการเรือลาดตะเวนฟอร์เฟต์ ส่งกำลังทหารเรือหนึ่งหมวดขึ้นยีดเกาะสึชังแล้วประกาศปิดอ่าวสยาม
.......................................ประกาศปิดอ่าวสยาม.........
เรือฟอร์เฟต์ วันที่ ๒๖ กรกฏาคม ค.ศ.๑๘๙๓
ข้าพเจ้านายนาวาเอกผู้มีนามข้างใต้นี้ เป็นผู้บังคับการกองเรือฝรั่งเศสทำการอยู่ในอ่าวสยามตามคำสั่งของนายพลเรือตรีผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกล ซึ่งอาศัยอำนาจที่มีอยู่
ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า
ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ค.ศ.๑๘๙๓ เวลา ๑๑.๐๐ น.บรรดาเมืองท่าตามทางเดินเรือเข้าออกชายฝั่งและเกาะต่างๆของประเทศสยามที่อยู่ในระหว่างแหลมเจ้าลายและแหลมกระบังขึ้นไปทางเหนือ (ตำบลเหล่านี้ แหลมเจ้าลายอยู่ในแลต ๑๓.๐๓' น. ลอง ๙๗.๔๓' น.เมอริเดียนปารีสและแหลมกระบังอยู่ในแลต ๑๓.๐๕' น.ลอง ๙๘.๓๑' น.เมอริเดียนปารีส) จะเป็นเขตที่กองเรือในบังคับของข้าพเจ้าทำการปิดอ่าวโดยแท้จริง บรรดาเรือของชาติที่เป็นไมตรีกันให้เวลา ๓ วันเพื่อถอยออกไปจากตำบลที่ปิดอ่าวนี้
เรือใดที่พยายามฝ่าฝืนการปิดอ่าว จะได้จัดการไปตามนัยแห่งกฎหมายระหว่างประเทศและสัญญาทางไมตรีที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันนี้
.................................................เรือฟอร์เฟต์ ณ สันดอนกรุงเทพฯ
...............................................(ลงนาม) เอ.เรอกูลูซ์

ปิดอ่าวครั้งที่สอง
๒๙ กรกฎาคม ค.ศ.๑๘๙๓
นายพลเรือตรีฮูมันน์ได้ประกาศปิดอ่าวสยามครั้งที่ ๒ ใจความคล้ายกับครั้งแรก แต่ขยายขอบเขตการปิดอ่าวออกไปจากครั้งแรก เพิ่มเข้าไปว่า ปิดระหว่างแหลมทิศใต้เกาะเสม็ดและแหลมลิง ด้วย

ขวัญคนไทย
หากท่านคิดว่าคนไทยจะหวาดกลัวต่อการกระทำของฝรั่งเศสครั้งนี้ ต้องขอบอกว่าผิดครับ ถึงแม้จะตระหนกอยู่บ้าง แต่คนไทยส่วนมากได้รวมกำลังทางความคิด มีความสามัคคีที่จะต่อสู้กับฝรั่งเศส ยอมตายอยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงทุกตัวคน

๒๙ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
พระองค์เจ้าวัฒนานุวงค์อัครราชฑูตสยามประจำกรุงปารีส จำต้องเสนอหนังสือยอมรับคำขาด ยื่นต่อ ม.เดอเวลดังนี้
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามทรงเสียพระทัยอย่างยิ่งเมื่อได้ทรงวิจารณ์เห็นว่าคำตอบของรัฐบาลสยามต่อข้อเรียกร้องของรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งได้ยื่นมา ณ ๒๐ กรกฎาคมที่แล้วมา และข้อไขต่างๆที่ได้บังคับมานั้นถือเสมือนว่ายังไม่ให้ความพอใจแก่เรปุปลิคฝรั่งเศสเท่าที่เรียกร้องมา ข้าพเจ้าจึงได้รับคำสั่งจากรัฐบาลของข้าพเจ้าให้แจ้งแก่ท่านว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอนุสรณ์คำนึงถึงการที่จะรักษาสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสให้ดียิ่งไว้ จึงทรงยอมรับคำขอร้องของรัฐบาลฝรั่งเศสโดยไม่มีข้อไขใดๆ........................"

จบหรือยัง?
ยังแน่นอน สันดานมันชั่วมีหรือจะยอมรับเอาเพียงเท่านี้
ผมจะชี้ให้เห็นกลโกงความละโมบของมันต่อไป

๓๐ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๒
ปารีส
ม.เดอเวล"การที่รัฐบาลสยามทำชักช้าไม่ยอมรับคำขาดของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ยื่นไปในวันที่ ๒๐ กรกฎาคมนั้น สมควรที่รัฐบาลฝรั่งเศสจะต้องทวีข้อมัดจำยิ่งขึ้น
โดยปรารถนาจะให้เกิดป็นพยานแห่งความผ่อนปรน ซึ่งเป็นหลักดำเนินรัฐประศาสโนบายของรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นนิตย์มา และเห็นว่าจำเป็นที่รัฐบาลสยามปฏิบัติตามนัยแห่งคำขาดทุกๆข้อให้ครบ รัฐบาลฝรั่งเศสจะยึดแม่น้ำและเมืองจันทบุรีไว้จนกว่ากองทหารไทยที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงจะถอยไปสิ้นและมีความเรียบร้อย
อนึ่งเพื่อประกันมิตรภาพอันเคยมีมาแล้วในระหว่างประเทศทั้งสอง และเพื่อไม่ให้เกิดความยากขึ้นในบริเวณทะเลสาบเขมร และแม่น้ำโขง รัฐบาลสยามจะต้องไม่รวมกำลังทหารใดๆไว้ที่เมืองพระตะบองและเสียมราฐ รวมทั้งเขตที่ตั้งอยู่ในรัศมี ๒๕ กม. บนฝั่งขวาแม่น้ำโขง นับแต่ดินแดนเขมรไป รัฐบาลสยามจะรวมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายนครบาลไว้ได้ก็เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบแท้จริงเท่านั้น กับห้ามไม่ให้รัฐบาลสยามใช้หรือให้เรือหรือพาหนะใดๆที่มีอาวุธเดินไปมาในทะเลสาบเมขรและในลำน้ำโขง
รัฐบาลฝรั่งเศสจะสงวนไว้ซึ่งสิทธิ์ที่จะตั้งกงสุลไว้ที่เมืองนครราชสีมาและเมืองน่าน
เมื่อรัฐบาลสยามรับปฏิบัติตามนี้แล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสก็จะเลิกปิดอ่าวทันที"

เห็นสันดานมันหรือยังครับ
คนไทยในสมัยนี้ที่นิยมยกย่องมันอยู่ เห็นหรือยังว่ามันทำกับพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราขนาดไหน...สรรเสริญมันเข้าไป...สรรเสริญมันก็เหมือนกับเหยียบย่ำบรรพบุรุษของเราเอง หากท่านใดอยากทราบความคับแค้นและเกลียดชังของชาวไทยในขณะนั้น ลองหยิบหนังสือชื่อว่า"ไกลบ้าน"มาพิจารณาเอาเถิด พระองค์ท่านทรงเป็นประธานความรู้สึกชิงชังต่อชนชาตินี้ได้เป็นอย่างดี
เสด็จเตี่ย(กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์)ของเราโกรธแค้นฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก ทั้งคับแค้นใจที่อยากต่อสู้แต่สมเด็จพระชนกนาถเห็นว่าจะให้ผลเสียมากกว่าได้ เสด็จเตี่ยจึงจารึกอักษรคำว่า "ร.ศ.๑๑๒"ไว้ที่พระปฤษฎางเป็นอนุสรณ์แห่งความแค้น ราชนาวีครั้งนั้นตามเสด็จกันมาก และได้ทราบว่าบางท่านเมื่อถึงแก่กรรมไปแล้ว บริเวณผิวหนังที่จารึกคาถานี้ไม่เน่าไม่เปื่อยอีกด้วย เป็นหลักฐานว่ากาลเวลาและความตายไม่สามารถลบเลื่อนความแค้นครั้งนี้ได้
เหล่าราชนาวีนั้นคงจะตามจองเวรมันต่อถึงในนรกนั้นแหละ

๓ สิงหาคม ร.ศ.๑๑๒
นายพลเรือตรีฮูมันน์ ผู้บัญชาการกองเรือฝรั่งเศสประกาศเลิกปิดอ่าวสยาม รวมระยะเวลาแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ๘ วัน รัฐบาลฝรั่งเศสมีคำสั่งให้ ม.เลอมีร์ เดอ วิเลร์ เดินทางสู่ประเทศสยามเพื่อเสนอร่างสัญญาตามข้อเรียกร้องและที่เพิ่มเติมขึ้นอีก

จบหรือยัง?
ยังไม่จบครับ สันดานโกงของมันยังมีอีกมาก จะเห็นได้ว่าในตอนนี้พระตะบองและเสียมราฐยังเป็นของสยามอยู่ ตอนต่อไปผมขออนุญาตเพิ่มความแค้นให้กับคุณอีก
ในโอกาสนี้ ผมขอขึ้นกระดานใหม่นะครับ กระดานนี้รู้สึกจะไปอยู่ใต้เกินไปแล้ว ทุกท่านจะได้ไม่ลำบากในการค้นหา หากรักกันจริงต้องตามไปนะครับ


จากคุณ : กัมม์ - [ 29 ก.ย. 47 16:38:41 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

ตรวนทองคำ ทรงขมขื่นพระราชหฤทัยเกินกว่าจะหาผู้เปรียบปาน

ความคิดเห็นนี้ได้แตกไปยังกระทู้ K3040032

จากคุณ : กัมม์ - [ 29 ก.ย. 47 17:15:51 ]

 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys