ที่มาของพระเจ้าประสาททอง{แตกประเด็นจาก K2971858}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก K2971858

ที่มาที่ไปของพระเจ้าประสาททอง และพระมหากษัตรองค์อื่นที่นั่งบัลลังค์ด้วยเลือด

จากคุณ : G ทาโร่ - [ 4 ก.ย. 47 18:42:29 ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

โหดไม่โหด วันวลิต กล่าว่าโหดกว่า พระนเรศวร หลายเท่ายิ่งนัก

จากคุณ : ขุนนางอยุธยา - [ 4 ก.ย. 47 19:40:04 A:203.209.117.43 X: TicketID:032642 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ฉลาด + เหี้-ยม ถึงจะได้อำนาจ และรักษาอำนาจได้ครับ

จากคุณ : @(-_-)@ - [ 4 ก.ย. 47 22:44:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

ก็น่าจะมือเปื้อนเลือดพอสมควรครับ คุณลองไปหานิยาย เรื่อง เจ้าไล มาอ่านดูสิครับ

จากคุณ : หน้าบานเท่าด้ง - [ 4 ก.ย. 47 22:52:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ตัดมาจากกระทู้กบฏยังเติร์กภาค 13 ที่คุณสื่อศิลป โพสไว้ครับ

"ก่อนอื่นขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมัยอยุธยา ข้อมูลเรื่องนี้เลยเอามาจากแหล่งเดียว เป็นบันทึกของฟอนฟลีท ที่นักประวัติศาสตร์รู้จักกันดี ที่อ.หม่อมคึกฤทธิ์ เอามาแปลเป็นเรื่องกฤษดาภินิหารอันมิอาจบดบังได้ แต่ส่วนนั้นจะเป็นของพระนเรศวร แต่เรืองนี้เกี่ยวกับพระเจ้าปราสาททองล้วน ๆ ที่เคยตัดเอาเรื่องการเอางานศพมาเป็นที่ระดมเหล่าขุนนางเพื่อวัดกำลังก่อนการยึดอำนาจนั่นแหละครับ

ใครมีความคิดเห็นอย่างไรหรือจะโต้แย้งข้อมูลประการใดก็ขอเชิญได้ตามสะดวกครับ เริ่มเลยแล้วกัน ส่วนหนังสืออ้างอิง ผมไม่ได้เอาติดมือมาด้วย ขอติดไว้ก่อนแล้วกัน แล้วจะนำมาเสนอวันหลัง

ฟอน ฟลีท เขียนไว้ว่าบิดาของของพระเจ้าปราสาททองนี้ คือพี่ชายคนโตของพระราชมารดาของพระเจ้าทรงธรรมคือเป็นเชื้อพระวงศ์ฝ่ายพระราชมารดา พระเจ้าปราสาททองได้เข้ารับราชการตั้งแต่อายุยังน้อย และก็ได้แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความกล้าหาญมาตั้งแต่เยาว์วัย

แต่ความกล้าหาญนี้แสดงออกมาในรูปของการใช้ชีวิตที่เลวทราม คือ การดื่มสุรา การเป็นหัวหน้าปล้นทรัพย์ และเมื่ออายุได้ 18 ปีก็ได้ทำผิดมีโทษถึงตาย หากแต่ถูกคุมขังคุกแทนเมื่อสมเด็จพระเอกาทศรสสวรรคตนั้น สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์โอรสองค์เล็กขึ้นครองราชแทน แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ถูกพระเจ้าทรงธรรมแย่งราชสมบัติไปพระเจ้าทรงธรรมจึงหาโอกาสปล่อยตัวพระเจ้าปราสาททองที่ถูกจำคุกอยู่ให้มาอาสาสงครามกับกัมพูชา

และแม้ว่าจะไม่ได้ชัยชนะสมเด็จพระเจ้ทรงธรรมก็ถือว่ามีความชอบในราชการ แต่งตั้งให้เป็นออกญาศรีวรวงศ์บังคับบัญชาพระราชวัง สาเหตุที่ทำเช่นนั้นเพราะพระเจ้าทรงธรรมต้องการอาศัยให้พระเจ้าปราสาทองเป็นกำลังสำคัญในการทำให้พระเชษฐาธิราชโอรสขอพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ แทนพระอนุชา

จากคุณ : บางปะหัน - [ 29 เม.ย. 46 10:06:07 A:203.151.227.203 X: ] "


จากคุณ : @(-_-)@ - [ 4 ก.ย. 47 22:56:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ความคิดเห็นที่ 15

ปัญหาใหญ่ที่พระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททอง(ตอนนี้ยังเป็นออกญาศรีวรวงศ์อยู่แต่จะใช้ชื่อพระเจ้าปราสาททองไปตลอดเพื่อจะได้ไม่สับสนเพราะเปลี่ยนชื่อตำแหน่งหลายครั้ง)ต้องคำนึงถึงในขั้นนี้มีอยู่ว่า

ตามกฏหมายนั้นผู้มีสิทธิได้ขึนครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าทรงธรรมคือพระเชษฐาธิราชผู้โอรส หากแต่ได้แก่พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรมคือพระศรีศิลป์ ซึ่งกำลังผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ ซึ่งได้หาทางออกโดยการประชุมเหล่าขุนนางเพื่อขอความคิดเห็น

แต่จากการประชุมเหล่าเสวกามาตย์ครั้งนั้น ปรากฏว่าในประเด็นนี้ไม่มีขุนนางผู้ใดกล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ อย่างมากที่สุดก็กล่าวอ้อม ๆ แอ้ม ๆ จนพระเจ้าปราสาททองต้องเจาะจงลงไปเฉพาะตัว จึงได้คำตอบแบ่งออกเป็น 3 พวกคือ

จากคุณ : หันตรา - [ 29 เม.ย. 46 10:12:02 A:203.151.227.203 X: ]


ความคิดเห็นที่ 16

1. พวกที่เห็นด้วยกับความคิดที่จะให้เชษฐาธิราชขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าทรงธรรมโดยให้เหตุผลว่า พระเชษฐาธิราชทรงเจริญวัยพอสมควรที่จะทำได้และพระศรีศิลป์เองก็มีโอรสซึ่งน่าจะสามารถสืบตำแหน่งในวังหน้าได้อยู่แล้ว

2. พวกที่บอกกว่าการกระทำของพระเจ้าทรงธรรมเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฏหมายดั้งเดิมและว่าพระเจ้าศรีศิลป์มีสิทธิ์ในการสืบพระราชสมบัติ พวกนี้ได้แก่ออกญากลาโหม ออกญาเขียน ออกพระท้ายน้ำ ออกพระศรีเสาวราช อกพระจุฬา และออกหลวงธรรมไตรโลก

3. พวกทีไม่แสดงความคิดเห็นออกมาอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเด็ดขาดอ้างว่าทั้งคู่ต่างมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะครองราชย์ได้


จากคุณ : ท่าเรือ - [ 29 เม.ย. 46 10:13:04 A:203.151.227.203 X: ]



ความคิดเห็นที่ 17

การที่เสียงของเสนาอมาตย์ไม่เป็นเอกฉันท์เช่นนี้ทำให้พระเจ้าทรงธรรมต้องหาพันธมิตรเพิ่ม ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือออกญาเสนาภิมุข แม่กองอาสาญี่ปุ่น ที่กุมกำลังทหารอาสาญี่ปุ่น(ซามูไร)จำนวน 600 คนซึ่งออกญาเสนาภิมุขก็รับคำที่จะร่วมกับพระเจ้าทรงธรรม

ก่อนพระเจ้าทรงธรรมจะเสด็จสวรรคตนั้น พระจ้าปราสาททองเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว คือกวดขันทางเข้าออกพระราชวังทุกด้าน ไม่มีใครสามารถเข้าไปถึงพระเจ้าแผ่นดินได้นอกกจากตน แต่ในขณะเดียวกันพระเจ้าปราสาททองก็แกล้งปล่อยข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระอาการดีขึ้น นอกจากนี้แล้วพระเจ้าปราสาททองยังได้นำทหารเข้าไปซ่องสุมกำลังไว้ในพระราชวังอย่งมากมาย เพราะไม่มั่นใจว่าทหารญี่ปุ่นของออกญาเสนาภิมุขจะไว้ใจได้เพียงใด

จากคุณ : บางปะอิน - [ 29 เม.ย. 46 10:16:19 A:203.151.227.203 X: ]


ความคิดเห็นที่ 18

เมื่อพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคตจริง ๆ พระเจ้าปราสาททองก็ให้ขุนนางทุกคนเข้าเฝ้า ขุนนางทั้งหลายก็เข้าใจว่าเป็นคำสั่งของพระเจ้าทรงธรรมสั่งให้มาเข้าเฝ้าโดยพร้อมเพรียงกัน พระเจ้าปราสาททองจึงได้ประกาศให้พระเชษฐาธิราชย์ขึ้นครองราชตามความประสงค์ของพระเจ้าทรงธรรม บรรดาขุนนางทั้งปวงก็ยอมรับด้วยความเกรงกลัวศัตรูและกองทหาร ซึ่งพระเจ้าปราสาททองนำเข้าไปไว้ในพระราชวัง จากนั้นผุ้ที่แสดงตนว่าฝักใฝ่อยู่กับพระศรีศิลป์หรือไม่ประกาศตนว่าอยู่ฝ่ายไหนแน่ เมื่อคราวที่พระเจ้าทรงธรรมเคยเรียกระชุมเมื่อคราวที่แล้วก็ถูกจับกุม บ้านเรือนทรัพย์สิน ข้าทาสบริวารถูกคร่าเอาไปสิ้น

ส่วนขุนนางสำคัญ 3 คนคือ ออกญากลาโหม ออกพระท้ายน้ำและออกหลงธรรมไตรโลก เนื่องจากเป็นผู้มีตำแหน่งข้าราชการสูงและมีทรัพย์สมบัติมาก เป็นที่เกลียดชังของพระเจ้าปราสาททองมากกว่าพวกอื่นก็ถูกจับไปสับเป็นท่อน ๆ และชิ้นส่วนที่ถูกสับถูกนำไปเสียบประจานไว้ตามที่สูงในเมืองหลายแห่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจคนไม่ให้ขัดขวางพระเจ้าปราสาททองอีก

ส่วนคนที่พูดกำกวมก็ถูกจับกุมและริบสมบัติ

จากคุณ : พระนคร - [ 29 เม.ย. 46 10:17:46 A:203.151.227.203 X: ]


จากคุณ : @(-_-)@ - [ 4 ก.ย. 47 22:57:22 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ความคิดเห็นที่ 19

ทันทีที่แผนการผลักดันให้พระเชษฐาธิราชขึ้นครองราชย์ประสบความสำเร็จ พระเจ้าปราสาททองก็ดำเนินการสร้างอำนาจให้กับตนเองต่อไป โดยการแนะนำให้พระเชษฐาธิราชแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ที่ว่างลงของขุนนางผุ้ถูกประหารชีวิตไป

พระเจ้าปราสาททองกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่าตำแหน่งต่าง ๆ นั้น ควรจะให้แก่ผุ้ที่มีความดีความชอบเป็นพิเศษหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยความซื่อสัตย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของพระเจ้าปราาสาททองเอง ซึ่งจะได้ดำรงตำแหน่งออกญากลาโหมเพราะได้ว่าการตำแหน่งนีอยู่แล้ว และเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก ควบคุมทหารทั้งกองทัพ

จากคุณ : หัวรอ - [ 29 เม.ย. 46 10:19:47 A:203.151.227.203 X: ]






ความคิดเห็นที่ 20


อย่างไรก็ตามเมื่อได้กราบทูลพระเจ้าแผ่นดินนั้นพระเจ้าปราสาททองก็แสร้งกราบทูลว่าตนต้องการเพียงให้พระเชษฐาธิราชครองราชย์เท่านั้น ไม่ได้ประสงค์ตำแหน่งใด ๆ ขอรับตำแหน่งต่ำ ๆ ก็ได้

คำกราบทูลเช่นนี้ทำให้พระเชษฐาเชื่อใจพระเจ้าปราสาททองมากขึ้น จึงแต่งตั้งให้เป็นออกญากลาโหมสมดังตั้งใจแล้วให้น้องชายเป็นออกญาศรีวรวงศ์รวมทั้งโอนทรัพย์สินข้าทาสบริวารจากขุนนางที่ถูกริบมาให้กับออกญากลาโหมคนใหม่ด้วย


จากคุณ : ทุ่งมหาราช - [ 29 เม.ย. 46 10:22:16 A:203.151.227.203 X: ]






ความคิดเห็นที่ 21

แม้ว่าจะได้ครองบัลลังก้แล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ไว้ใจพระศรีศิลป์นักเพราะยังมีชีวิตอยู่ ออกญากลาโหมนั้นยิ่งพะวง เพราะเคยขืนใจชายาของพระศรีศิลป์มาแล้ว จึงได้ออกอุบายให้ออกญาเสนาภิมุขไปหลอกให้พระศรีศิลป์ออกจากวัดเข้ามาในวังในฉลองพระองค์แบบฆราสวาสให้ได้ เพราะถ้ายังครองจีวรอยู่คงไม่มีใครกล้าทำ

พระศรีศิลป์หลงเชื่อคำหลอกหลวงของออกญาเสนาภิมุขจึงได้เดินทางมาเข้าวังในชุดฆราวาสและถูกจักุม แต่พระเชษฐาไม่ต้องการประหารจึงได้ส่งตัวไปเพชรบุรี โดยหวังว่าจะไปเสียชีวิตเองที่นั่น

แต่การณ์กลับไม่เป็นไปตามนั้นและสร้างความยุ่งยากให้กับพระเชษฐาธิราชในเวลาต่อมาเป็นอันมาก ทั้งนี้เพราะออกหลวงมงคลซึ่งเป็นฐาติสนิทของพระศรีศิลป์และเป็นผู้มีกำลังฝีมือมาก ได้ร่วมกับพระภิกษุช่วยเหลือพระศรีศิลป์รอดชีวิตมาได้ และจัดตั้งเป็นกองทัพขึ้น

แต่สุดท้ายทัพของพระศรีศิลป์ก็ไม่อาจต้านทานทัพของออกญากำแหงที่วางกลยุทธ์โดยออกญเสนาภิมุขได้ เมื่อทัพของพระเชษฐาธิราชปราบทัพของออกหลวงมงคลได้แล้วจึงจับตัวพระศรีศิลป์มาประหาร

ส่วนออกหลงวงมงคลหนีไปได้จนกระทั่งสามารถจับเอาภรรยาของออกหลวงมงคลมาได่ จึงยอมมามอบตัวซึ่งก็ถูกลงโทษประหารเช่นกัน

ส่วนแม่ทัพนายกองและทหารของพระศรีศิลป์ก็ถูกทารุณกรรมอย่างเหี้ยมโหด แม้แต่ผู้ที่แสดงความเสียใจต่อการลงโทษของทหารในกองทัพพระศรีศิลป์ก็ถูกลงโทษด้วย จึงไม่มีใครกล้าแสดงความเสียใจในชะตากรรมของทหารพระศรีศิลป์อีกเลย



จากคุณ : ผักไห่ - [ 29 เม.ย. 46 11:13:41 A:203.151.227.203 X: ]






ความคิดเห็นที่ 22

สวัสดีงาม ๆ อีกครั้งครับ เข้ามาภาคที่ 13 แล้ว เห็นฝรั่งเขาว่าเลย 13 นี่อาถรรพณ์
แต่ ไม่รู้จะอาถรรพณ์ถึงพวกเราหรือเปล่า ยังไง ๆ ก็ขอให้ครบ 100 ภาค นะครับ

ตอนนี้ภาคใต็ค่อนข้างจะมีเรื่อง ยุ่ง ๆ มีคนพูดถึงการแบ่งแยกตินแดน รํฐปัตตานี อะไรพวกเนี้ย เห็นว่าเคยเป็นของมาเลเซียมากก่อน แต่มีบางคนโต้ว่า มาเลเซียร์ทั้งประเทศ เคยเป็นของไทยมาก่อน ชักจะยุ่งไปกันใหญ่ คุณสื่อศิลป พอจะเล่า ความเป็นมาเป็นไป ของภาคใต้เเราหน่อยได้ไหมครับ

จากคุณ : เก่ง - [ 29 เม.ย. 46 12:19:03 A:203.151.206.13 X:203.113.81.169 ]






ความคิดเห็นที่ 23

พึ่งกลับมาจากลพบุรีครับ ขออภัยด้วย เลยไม่ได้เข้ามาเลย แต่ตอนนี้ไม่ต้องห่วงครับเข้ามาแล้ว และคงเสนอแบบถล่มทลาย เพราะหยุดยาวไปอีกหลายวัน ถ้ากลับมาแล้วยังมีกระทู้แย่ก็จะเข้ามาต่อ

เรื่องปัญหาภาคใต้นี้ลง 2-3 ครั้งแล้วนะครับ ทั้งเรื่องกบฏดั้งเดิมที่กรงเทพฯเมื่อ 200 ปีก่อนีปัญหากับรัฐปาตานี และยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน จากการต่อสู้ระหว่างรัฐต่อรัฐ ผ่านผู้นำชุมชนต่ออำนาจรัฐจนกระทั่งเหลือเป็นขบวนการอิสระ ที่เคยพูดถึงพัฒนาการของขบวนการพูโลไปแล้ว

ที่จริงยังเหลืออีกเรื่อง คือ ขบวนการโจรจีนคอมมิวนิสต์ที่มีจีนเป็งเป็นหัวหน้า พึ่งสลายไปเมื่อปี 29 รวมทั้งพคท.ที่มีบุคคลชั้นนำ (ไม่แน่ใจสถานภาพ)อย่างสหายช่วง ก็ปิดฉากไปด้วยเหมือนกัน

ตอนนี้ก็เลยไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับภาคใต้ ความจริงมีอีกประเด็นแต่ค่อนข้างจะซับซ้อนเพราะจะผูกพันกับปัญหารัฐอาเจะห์ของอินโดฯที่กำลังแรงขึ้นทุกทีและอาจจะเป็นรัฐตต่อไปจากติมอร์ที่แยกออกจากอินโดนิเซีย ถึงจะไม่ได้รับการสนุบสนุนจากนานาชาติเหมือนติมอร์ แต่ระดับความรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ที่สำคัญ เชื่อกันว่ามีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอยู่ระหว่างอาเจะห์กับภาคใต้ของไทยทั้งในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา อุดมการณ์ แต่ข้อมูลนี้ยังไม่ยืนยันนะครับ ผมก็ยังศึกษาอยู่เหมือนกัน ยังไม่กระจ่างนัก ก็เลยยังไม่อยากเอามาเสนอ

ตอนนี้ก็อ่านเรื่องของพระเจ้าปราสาททองไปก่อนแล้วกัน รับรองว่าสนุกไม่แพ้นิยายชั้นดีเลย

เริ่มและขอต่อยาวเลยนะครับ พบกันอีกทีวันจันทร์นั่นเลยแหละ คงยังไม่ลืมกันนะ

อ้อ คุณวิวันดาครับ ผมได้รับการติดต่อแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาให้คนไปรับเลย เพราะต้องไปต่างจังหวัดเรื่อยเลยช่วงนี้ คงเป็นสัปดาห์หน้าแหละครับ ขอขอบคุณอีกครั้งแล้วกัน

จากคุณ : สื่อศิลป - [ 30 เม.ย. 46 20:31:17 A:203.151.225.202 X: ]






ความคิดเห็นที่ 24



เมื่อหมดศัตรูแล้วพระเชษฐาธิราชก็ปล่อยพระองค์ให้หลงระเริงกับความชั่วทั้งหลายและของมึนเมาทุกชนิด ขุนนางก็ไม่กล้าทัดทานพระองค์ ประชาชนก็เกรงกลัวในความเหี้ยมโหด ไม่ช้าประชาชนก็เริ่มคลายศรัทธาและความจงรักภักดี ถึงแม้จะยังไม่มีใครกล้าแสดงความไม่พอใจออกมา ยิ่งกว่านั้นพระองค์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองเลย ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตมความคิดเห็นของพระจ้าปราสาททองในฐานะออกญากลาโหม ซึ่งพระเจ้าปราสาททองก็ไม่ได้ห้ามปรามพระเชษฐาธิราชแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้ามทุครั้งที่มีโอกาสพระจ้าปราสาททองก็จะพร่ำพรรนาความชั่วร้ายของพระเชษฐาธิราชให้คนใกล้ชิดฟัง รวมทั้งความลำบากใจที่ต้องปฏิบัติตามพระราชโองการสุดท้ายของพระเจ้าทรงธรรมที่ต้องการให้พระเชษฐาธิราชครองบัลลังก์อย่างขัดไม่ได้ อีกทั้งความรับผิดชอบของตนที่มีต่อบ้านเมือง ทำให้ต้องอดทนทำงานสนองพระบรมราชโองการอยู่ทุกวันนี้

สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนรักใคร่ศรัทธาพระเจ้าปราสาททองมากขึ้น ในที่สุดพระเจ้าปราสาททองก็กลายเป็นคนสำคัญ มีความเป็นใหญ่ในกิจการงานทั้งปวง


จากคุณ : เสนา - [ 30 เม.ย. 46 20:38:09 A:203.151.225.202 X: ]






ความคิดเห็นที่ 25



จนเมื่อพระเจ้าปราสาททองทำงานศพน้องชายและบิดาของตนนั้น (บางแห่งบอกว่าเป็นงานศพมารดาก็น่าแปลกใจที่บันทึกระบุว่าเป็นงานศพที่มีนัยยะทางการเมืองสูงมาก แต่กลับไม่มีความแน่นอนว่าเป็นงานศพใครกันแน่) มีขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายไปร่วมงานคับคั่งอยู่ 3 วัน ขณะนั้นพระราชมารดาของพระเชษฐาธิราชซึ่งทรงขุ่นเคืองพระเจ้าปราสาททองอยู่แล้ว ที่ให้ตำแหน่งสำคัญ ๆ ของบ้านเมืองต่อสมัครพรรคพวกของตน จึงฉวยโอกาสเพ็ดทูลให้พระเจ้าแผ่นดินทรงเกิดความหวาดระแวงและสงสัยในตัวพระเจ้าปราสาททอง

ในวันที่สามของงานศพเมื่อพบว่าไม่มีขุนนางมาเข้าเฝ้าตน พระเชษฐาธิราชก็ทรงระบายความกริ้วออกมาด้วยการขู่ว่า จะจัดการกับพระเจ้าปราสาททองและพวกต่อไป โดยกล่าวว่าจะลงโทษออกญากลาโหมอย่างโหดเหี้ยมและสั่งให้ประหารชีวิตเสีย และรับสั่งให้ราชองค์รักษ์และเหล่าทหารเตรียมพร้อม

การที่พระองค์ตรัสขึ้นด้วยความพิโรธอย่างหนัก ทำให้ขาดความไตร่ตรองโดยรอบคอบว่าออกญากลาโหมอาจจะไม่เลิกชุมนุมพรรคพวกที่เข็มแข็งก็ได้ ในเมื่อได้ล่วงรู้ถึงความคิดของพระเชษฐาธิราชที่ได้แสดงออกมาโดยเปิดเผยแล้วว่าจะลงโทษพระเจ้าปราสาททองอย่างหนัก ซึ่งในที่สุดคำขู่ของพระเจ้าแผ่นดินนั้น ออกญาพระคลังซึ่งเป็นคนของพระเจ้าปราสาททองนำมาบอกให้พระเจ้าปราสาททองทราบจนหมดสิ้น

จากคุณ : บางบาล - [ 30 เม.ย. 46 21:02:11 A:203.151.225.202 X: ]


จากคุณ : @(-_-)@ - [ 4 ก.ย. 47 22:58:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

ความคิดเห็นที่ 26

ข้างพระเจ้าปราสาททองก็แกล้งแสดงความเศร้าโสกเสียใจจนบรรดาขุนนางไต่ถาม ครั้งได้โอกาสพระเจ้าปราสาททองก็กล่าวว่าตนพร้อมที่จะตาย ถ้าหากว่าการยอมตายของตนทำให้พระเชษฐาธิราชไม่เอาผิดกับขุนนางอื่น ๆ แต่ก็ไม่วายบอกว่า ขนาดตนซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ยังโดนขนาดนี้ แล้วขุนนางที่เหลือที่แสดงความรักกับตนมาตลอดนั้นจะรอดละหรือ

ด้วยคำพูดตลอดจนท่าทางความเศร้าโศกของพระเจ้าปราสาททอง ทำให้ขุนนางทั้งหลายสมัครเข้าเป็นพรรคพวกของพระเจ้าปราสาททอง และให้สัญญาสาบานกันเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ยอมให้พระเชษฐาธิราชมาจับกุมและจะรวมกันต่อสู้ ถึงกระนั้นก็ดี พระเจ้าปราสาททองก็ยังไม่แน่ใจในความตั้งใจของพระเจ้าแผ่นดิน จึงได้ส่งตัวออกญาพระคลังเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินเพื่อกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ตัวพระเจ้าปราสาททองและมิตรสหายด้วย แต่ออกญาพระคลังกลับพบว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงพิโรธขึ้นเป็นทวีคูณ และสั่งให้ออกญาพระคลังกลับไปหาพวกทุรยศ ซึ่งพระองค์ก็ดำเนินการเพื่อจะปราบปรามพระเจ้าปราสาททองและพวกต่อไป พวกขุนนางที่เป็นพวกของพระเจ้าปราสาททองที่มาเข้าพร้อมกับออกญาพระคลังและทราบความเช่นนี้จึงพากันกลับเรือนเพื่อนำอาวุธมาชุมนุมกันจะจู่โจมจับพระเจ้าแผ่นดินต่อไป


จากคุณ : บางไทร - [ 30 เม.ย. 46 21:05:36 A:203.151.225.202 X: ]






ความคิดเห็นที่ 27



แม้ว่าจะมีเหล่าขุนนางเข้าเป็นพวกมากขนาดนี้นั้น แต่พระเจ้าปราสาททองก็ยังมีความเกรงกลัวในตัวออกญากำแหง ซึงเป็นขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งเพราะออกญากำแหงมิได้มาร่วมพิธีงานศพและไม่มีส่วนในการวางแผนต่อสู้กับพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งออกญากำแหงยังเป็นคนที่จงรักภักดีต่อราชสำนัก และมีแน้วโน้มที่จะเข้าข้างพระเจ้าแผ่นดินในการต่อต้านพระเจ้าปราสาททอง

พระเจ้าปราสาททองพร้อมด้วยน้องชายจึงเดินทางไปพบออกญากำแหง คร่ำครวญถึงความขมขื่นที่พระเจ้าแผ่นดินเป็นปฏิปักษ์กับตน โดยบอกว่าตนยินดีที่จะตายตามพระราชประสงค์ แต่รู้สึกอับอายขายหน้าที่ขุนนางทั้งหลายจะต้องมาพลอยมีโทษเพราะเป็นสมัครพรรกพวกของตน ทั้งการกระทำดังกล่าวก็เป็นการกระทำมที่โหดร้ายจึงจำเป็นต้องต่อต้านพระเชษฐาธิราช

มิเพียงแค่นี้เท่านั้นพระเจ้าปราสาททองและน้องชายยังได้หมอบแทบเท้าของออกญากำแหงขอให้ออกญากำแหงรับทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรม ขอให้ช่วยคุ้มครองและให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามต่อสู้ให้ออกญากำแหงได้ขึ้นครองราชย์สืบไป


จากคุณ : ภาชี - [ 30 เม.ย. 46 21:08:29 A:203.151.225.202 X: ]






ความคิดเห็นที่ 28



ออกญากำแหงหลงเชื่อคำพูดของพระเจ้าปราสททองจึงรับทั้งสองไว้เป็นบุตรบุญธรรม และได้กระทำสัตย์ปฏิญาณต่อกันโดยการดื่มโลหิตของกันและกัน จากนั้นพระเจ้าปราสาททองก็เตรียมตัวโจมตีพระเจ้าแผ่นดินต่อไป

เมื่อพระเจ้าปราสาททองรวมพลเข้าโจมตีพระราชวังนั้น ออกญาพระคลังก็กำลังทูลอ้อนวอนต่อพระเจ้าแผ่นดินให้พระราชทานอภัยโทษให้แก่พระเจ้าปราสาททองอยู่ และเพื่อจะไม่ให้พระเจ้าแผ่นดินทรงเตรียมการป้องกัน ออกญาพระคลังก็แสร้งทูลพระองค์ว่าขอเอาชีวิตของตนเป็นประกันในเรื่องความจงรักภักดีของพระเจ้าปราสาททอง และถ้าพระเจ้าปราสาททองกระทำการใด ๆ ให้พระเจ้าแผนดินเสื่อมเสียพระราชอำนาจก็ขอให้ลงอาญาแก่คนได้

พระเชษฐาธิราชหลงเชื่อออกญาพระคลังจึงไม่ได้ระมัดระวังเตรียมตัวป้องกันตน จนกระทั่งพระเจ้าปราสาททองเข้าโจมตีและแม้จะถึงขั้นนั้นแล้วก็ไม่ได้ระแวงสงสัยในออกญาพระคลัง กล่าวคือ เมื่อออกญาพระคลังมาขอออกไปดูเหตุการณ์ ก็อนุญาตให้ไปแต่โดยดี แต่ออกญาพระคลังกลับไปเปิดประตูให้กำลังของพระเจ้าปราสาททองเข้ามา มีการต่อสู้กันอย่างมากมายและน่ากลัว

และในที่สุดพระเชษฐาธิราชก็ต้องหนีออกไปนอกวัง ข้างฝ่ายพระเจ้าปราสาททองเมื่อเข้าพระราชวังได้ก็รวบรวมพระราชทรัพย์ทั้งหลายไว้เป็นของตนและแจกจ่ายบำเหน็จรางวัลให้แก่คนซึ่งพิสูจน์ให้เห็นความสามารถและความจงรักภักดีในการปฏิบัติการครั้งนี้อย่างมากมาย ผู้คนจำนวนมากมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นและเปลี่ยนฐานะจากบ่าวไพร่มาเป็นขุนนางหรือจากขุนนางมาเป็นเสนาบดี


จากคุณ : ลาดบัวหลวง - [ 30 เม.ย. 46 21:12:46 A:203.151.225.202 X: ]






ความคิดเห็นที่ 29

ออกญากำแหงเมื่อรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินหนีไปก็คิดว่าตนคงจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อตามคำสัญญาของพระเจ้าปราสาททอง จึงขึ้นบนบัลลังก์และสวมมงกุฎกษัตริย์ และเรียกร้องให้พระเจ้าปราสาททองเคารพตนอย่างกษัตริย์

พระเจ้าปราสาททองไม่พอใจแต่เก็บความรู้สึกไว้และกล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลาเพราะยังมีเจ้าชายอีกหลายตนที่ยังมีสิทธิในราชสมบัติอยู่ พระเจ้าทรงธรรมก็มีพระโอรสอยู่อีกหลายพระองค์และมีองค์หนึ่งอายุ 11 พรรษา ซึ่งสมควรที่จะได้รับตำแหน่งกษัตริย์ตามกฎหมาย แม้เมื่อออกญากำแหงเห็นว่าถ้าตนไม่สมควรที่จะเป็นกษัตริย์ พระเจ้าปราสาททองก็ควรจะเป็นแทน พระเจ้าปราสาทองแสร้งทำเป็นไม่พอใจโดยอ้างว่าตนไม่มีสิทธิ และขอให้ช่วยกันค้นหาพระเจ้าแผ่นดินก่อน

ต่อมาเมื่อจับพระเชษฐาธิราชได้แล้ว เหล่าขุนนางก็ประชุมกันประกาศว่าพระเชษฐาธิราชขาดจากการเป็นกษัตรย์แล้ว เพราะหลบหนีออกจากพระราชวังเท่ากับสละราชสมบัติ แล้วที่ประชุมก็ลงมติให้:-)เสีย พระเจ้าปราสาททองแกล้งคัดค้านและแสดงประสงค์จะรักษาพระชนม์ชีพของพระเจ้าแผ่นดินไว้ แล้วในที่สุดก็ทำเป็นยอมตามความเห็นของคนหมู่มาก พระเชษฐาธิราชไม่ได้รู้สึกแปลกใจ แต่กล่าวประนามออกญาพระคลัง ขุนนางทั้งหลายและพระเจ้าปราสาททองต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะประกาศว่าพระเจ้าปราสาททองนั้นเป็นผู้:-)พระเจ้าทรงธรรมด้วยตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องลับ เพราะพระเจ้าปราสาททองประกาศตลอดเวลาว่าจงรักภักดีต่อพระเจ้าทรงธรรมและเฝ้าอยู่จนกระทั่งสวรรคต


จากคุณ : วังน้อย - [ 30 เม.ย. 46 21:16:22 A:203.151.225.202 X: ]






ความคิดเห็นที่ 30


นอกจากพระเชษฐาธิราชแล้ว พระเจ้าปราสาททองยังกล่าวหาองค์พระอัมฤทธิ์พระราชชนนีของพระเจ้าแผ่นดินด้วยว่า เป็นต้นเหตุของความยุ่งยากที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นผู้ให้กำเนิดโอรสที่เลว และเลี้ยงดูไม่ดี แถมยังชอบยุยงส่งเสริมให้ท้ายอีกด้วย ซึ่งพระเจ้าปราสาททองยื่นเงื่อนไขว่าจะไว้ชีวิตให้หากนางประกาศตัดขาดไม่ยอมรับในราชโอรสของตน ซึ่งองค์อัมฤทธิ์ปฏิเสธและขอตายไปพร้อมกัน พระเจ้าปราสาททองจึงสั่งประหารชีวิตเสียทั้งคู่รวมทั้งพวกพ้องและบริวารด้วย ส่วนที่ไม่ได้ใกล้ชิดมาก็ถูกปลด ถูกเนรเทศ ยึดทรัพย์เอามาแจกจ่ายกันกันไปถ้วนหน้า

แม้ว่าจะกำจัดพระเชษฐาธิราชได้แล้ว แต่พระเจ้าปราสาททองก็ยังไม่กล้าที่จะขึ้นครองราชย์ ด้วยยังเกรงกลัวออกญาเสนาภิมุข ผู้คุมกำลังทหารญี่ปุ่นผู้กล้าแกร่งอยู่อีกถึง 600 คน พระเจ้าทรงธรรมจึงแสร้งไปพบออกญาเสนาภิมุขแกล้งบอกว่าขอมาปรึกษาราชการแผ่นดิน โดยกล่าวว่าถ้าพระราชโอรสองค์ต่อไปของพระเจ้าทรงธรรมขึ้นครองราชก็ยังเล็กนัก เกรงว่าจะปกครองไม่ได้ ตัวพระเจ้าปราสาททองเองนั้นเห็นว่าน่าจะเป็นขุนนางผุ้ใหญ่ได้ปกครองเป็นกษัตริย์ไปพลาง ๆ ก่อน

ออกญาเสนาภิมุขเข้าใจในเจตนาของพระเจ้าปราสาททองดี ก็กล่าวว่าถ้าจะให้ขุนนางผู้ใหญ่ขึ้นปกครองแทนก็น่าจะเป็นตัวพระเจ้าปราสาททองเอง เพราะถ้าเป็นคนอื่นแล้ว อาจจะมีปัญหาไม่ยอมสละราชบัลลังก์เมื่อถึงเวลา แต่อย่างไรก็ตาม ออกญาเสนาภิมุขก็ยังหยอดคำที่เป็นอุปสรรคาสำคัญเอาไว้ว่า แต่ถ้าพระเจ้าปราสาททองขึ้นเองก็อาจจะมีข้อครหาได้ว่ากระทำไปเพื่อตัวเอง เพราะเป็นผู้นำในการก่อการมาก่อน และออกญาเสนาภิมุขก็กล่าวว่าตนยืนยันว่าจะไม่ให้ใครนอกจากพระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรมได้ขึ้นครองบัลลังก์

จากคุณ : บ้านแพรก - [ 30 เม.ย. 46 21:50:57 A:203.151.225.202 X: ]


จากคุณ : @(-_-)@ - [ 4 ก.ย. 47 22:59:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

ความคิดเห็นที่ 31

เมื่อการณ์ไม่เป็นไปดังที่คิด พระเจ้าปราสาททองจึงต้องเปลี่ยนแผน เรียกประชุมเหล่าขุนนางและบอกว่าจะเลือกเอาพระอนุชาองค์รองของพระเชษฐาธิราชึ้นครองบัลลังก์ต่อ ซึ่งได้แก่พระเจ้าอาทิตยวงศ์ ซึ่งมีพระชนมายุ 11 พรรษา โดยพระเจ้าปราสาททองจะขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนไปก่อน

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พระเจ้าปราสาททองก็มองไปยังอุปสรรคใหญ่ที่จะขวางตนขึ้นสู่บัลลังก์ 2 คนใหญ่ก็คือออกญากำแหงและออกญาเสนาภิมุข พระจ้าปราททองจึงยุแยงพระเจ้าอาทิตยวงศ์เกี่ยวกับตัวออกญากำแหงจนทกระทั่งเห็นชอบด้วย และสั่งให้จับกุมออกญากำแหงไปขังคุก ข้างออกญากำแหงเมื่อจนเช่นนั้นแล้วก็ยังไม่เฉลียวใจว่าเป็นแผนของพระเจ้าปราสาททอง แต่คิดว่าเป็นเพราะพระเจ้าแผ่นดินอาจจะไม่ทราบข้อเท็จจริง และหวังว่าพระเจ้าปราสาททองจะช่วยเหลือตนได้ จึงได้ขอร้องให้ช่วย ซึ่งพระเจ้าปราสาททองก็รับที่จะช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็นำตัวออกญากำแหงออกไปประหารเสีย และนำเอาศพไปเสียบประจานกล่าวโทษว่าคิดเป็นกบฏต่อต้านพระเจ้าแผ่นดิน

จากคุณ : เจ้าเจ็ด - [ 30 เม.ย. 46 21:54:12 A:203.151.225.202 X: ]


ความคิดเห็นที่ 32

ออกญาเสนาภิมุขเมื่อทราบข่าวการประหารออกญากำแหงก็แค้นเคืองนักด้วยคิดว่าแม้พระเจ้าปราสาททองไม่ใช่ผู้ยุแหย่ก็นาจะใช่อิทธิพลของตนปกป้องออกญากำแหงได้ ก็ไม่ทำ ออกญาเสนาภิมุขยังเป็นเพื่อนสนิทกับออกญากำแหง จึงได้ร้องไห้เสียใจต่อการจากไปของออกญากำแหงอย่างเปิดเผย ทำให้พระเจ้าปราสาททองโกรธมากขึ้น แต่ไม่กล้าแสดงออกกับออกญาเสนาภิมุข เพราะยังเกรงทหารญี่ปุ่นอยู่ แต่ในใจนั้นคิดหาทางต่อต้านทหารญี่ปุ่นอยู่ตลอดเวลา

ออกญาเสนาภิมุขก็พอจะทราบดีว่าพระเจ้าปราสาททองคิดอย่างไรกับตน จึงระวัดระวังตนเสมอไม่ออกจากบ้านไปไหน แม้วังก็ไม่เข้าไปเฝ้า โดยอ้างว่าป่วย พระจ้าปราสาททองจึงได้ไปเยี่ยมโดยบอกว่ามาพูดเรื่องความบริสุทธิ์ของตนเกี่ยวกับออกญากำแหง แต่ออกญาเสนาภิมุขปฏิเสธที่จะพูดด้วย และไม่ยอมให้เข้าบ้าน

ในช่วงนั้นเองนายเซบอลด์ วันเดอเรียร์ กัปตันเรือสินค้าเพิร์ล ชาวฮอลันดา นำเรือมาถึงกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าปราสาททองเกรงว่าออกญาเสนาภิมุขจะร่วมมือกับชาวฮอลันดา ต่อต้านตน จึงรีบเดินทางไปพบกัปตันวันเดอเรีย์เพื่อขอให้วางตัวเป็นกลางและเสนอขอกำนัลมีค่ามากมายเพื่อซื้อใจกัปตัน แต่อีกทางหนึ่งก็ได้ออกข่าวไปว่า ออกญาเสนาภิมุขร่วมมือกับกัปตันเรือชาวฮอลันดาผุ้นี้เตรียมกำลังจะต่อต้านพระเจ้าแผ่นดิน ข่าวลือนี้ทำให้ออกญาเสนาภิมุขเป็นที่หวาดระแวงกับพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางต่าง ๆ อย่างมาก ถึงขนาดถูกเรียกตัวไปเข้าเฝ้า แต่ออกญาเสนาภิมุขปฏิเสธโดยอ้างว่าป่วย

เมื่อสถานการณ์กำลังได้เปรียบ พระเจ้าปราสาททองจึงเดินทางไปบ้านออกญาเสนาภิมุขอีกครั้ง และขอเจรจาผูกมิตรกันไว้ ออกญาเสนาภิมุขไม่มีทางเลือกจึงทำสัตย์สาบานเป็นมิตรกับพระเจ้าปราสาททอง

จากคุณ : ท่าเรือ - [ 30 เม.ย. 46 21:56:42 A:203.151.225.202 X: ]


ความคิดเห็นที่ 33

แม้วาจะผูกมิตรกันแล้ว แต่พระเจ้าปราสาททองก็คิดกำจัดออกยาเสนาภิมุขตลอดเวลา ซึ่งแผนการที่คิดไว้คือหากมีการรบกันแล้วเห็นทีจะเพลี่ยงพล้ำต่อกำลังทหารญี่ปุ่นเป็นแน่ จึงใช้วิธีหลอกให้ออกญาเสนาภิมุขเดินทางออกไปจากเมืองหลวง โดยการใช้ประเพณีโบราณว่าเมื่อมีการผลัดแผ่นดิน เจ้าเมืองต่าง ๆ ต้องเข้ามาเฝ้าที่อยุธยา และตั้งแต่พระเจ้าอาทิตยวงศ์ขึ้นครองราชย์ยังไม่มีการเข้าเฝ้าจากหัวเมืองต่าง ๆ เลย จึงออกหมายเรียกไปตามเมืองต่าง ๆ เพื่อเข้ามาถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ที่ทำดังนี้เพราะพระเจ้าปราสาททองรู้อยู่ว่าออกญานครศรีธรรมราชคงจะไม่ยอมมาตามคำสั่ง เพราะกำลังมีปัญหากบฏภายในและการคุกคามภายนอกจากปัตตานี และเมื่ออกญาไม่มาตามคำสั่งก็จะได้อ้างว่าพระยานครเป็นกบฏและส่งออกญาเสนาภิมุขไปปราบปราม

และเมื่อส่งคำสั่งไปก็เป็นไปตามคาด พระยานครมีหนังสือแจ้งกลับมาว่าไม่สามารถเดินทางออกจากเมืองได้เพราะมีปัญหาภายในและศึกปัตตานีค้างอยู่ พระเจ้าปราสาททองฉวยโอกาสนี้ประกาศให้พระยานครเป็นกบฏ และเรียกร้องให้แต่งตั้งออกญาเสนาภิมุขเป็นเจ้าเมืองใหม่ให้เดินทางไปปราบกบฏแทน

ออกญาเสนาภิมุขไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เพราะรู้ว่าเป็นแผนของพระเจ้าปราสาททองที่จะกำจัดตน พระเจ้าปราสาททองจึงใช้แผนเดิม คือเดินทางไปหาออกญาเสนาภิมุขที่อ้างว่าป่วยทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน สูงกว่าออกญา ตามธรรมเรียมแล้วจะเดินทางไปหาผู้น้อยกว่าเป็นเรื่องไม่สมควร แต่พระเจ้าปราสททองก็ทำเพื่อไปตอกย้ำว่าการเสนอชื่ออกญาเสนาภิมุขเป็นเจ้าเมืองนคร เพราะเห็นว่าเป็นผุ้มีความสามารถมากที่สุดสามารถที่จะแก้ปัญหาเมืองนครได้

สุดท้ายออกญาเสนาภิมุขจึงตอบตกลง พระเจ้าปราสาททองจัดพิธีแต่งตั้งเจ้าเมืองนครคนใหม่อย่างใหญ่โตเพื่อเป็นการเอาใจและมอบของกำนัลจำนวนมากก่อนส่งให้ออกญาเสนาภิมุขเดินทางไป

จากคุณ : นครหลวง - [ 30 เม.ย. 46 22:01:02 A:203.151.225.202 X: ]


ความคิดเห็นที่ 34

และเมื่อออกญาเสนาภิมุขเดินทางออกไปนครศรีธรรมราชพร้อมกับกองทหารทั้งหมดของตนแล้ว พระเจ้าปราสาททองก็เริ่มแผนการสุดท้ายทันที นั่นคือยุยงขุนนางให้เห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ยังเล็กนัก บริหารราชการบ้านเมืองอะไรไม่ได้ น่าจะส่งไปรับการอบรมจากคณะสงฆ์ เสียก่อน เพื่อเมื่อกลับมาแล้วจะได้เป็นผู้มีความรู้และคุณธรรมเพียงพอี่จะปกครองบ้านเมือง

และเมื่อที่ประชุมเสนาขุนนางทั้งหลายเห็นชอบด้วย ก็ส่งพระอาทิตยวงศ์ไปอยู่กับพระสังฆราช แล้วพระเจ้าปราสาททองก็ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการเต็มตัว ซึ่งทุกคนก็รู้ดีว่านั่นคือการอยู่ในตำแหน่งของพระเจ้าแผ่นดิน

และเมื่อใกล้ถึงเวลาที่พระอาทิตย์วงศ์จะบรรลุนิติภาวะ พระเจ้าปราสาททองก็บอกกับขุนนางทั้งหลายว่า ตนคงจะไม่ขออยู่ในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการอีก เพราะเหมือนแผ่นดินมีกษัตริย์ 2 องค์ ตนคงจะยอมสละไปก่อนที่พระอาทิตยวงศ์เสด็จกลับมานั่งบัลลังก์อีกหน และแน่นอนว่าเหล่าบรรดาขุนนางก็ทราบเจตนาของพระจ้าปราสาททองดี จึงตกลงกันว่ากษัตริย์องค์เดียวของแผ่นดินไม่ใช่พระอาทิตย์วงศ์แต่ก็คือพระเจ้าปราสาททองนั่นเอง จึงมีมติที่ประชุมให้จับพระอาทิตย์วงศ์ไปประหารเสีย

จากคุณ : บางไทร - [ 30 เม.ย. 46 22:03:35 A:203.151.225.202 X: ]


ความคิดเห็นที่ 35

และหลังจากที่กำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดไปแล้ว พระเจ้าปราสาททองก็ประกาศตนเองเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยเปิดเผย โดยจัดให้มีพระราชพิธีอย่างใหญ่โตและเพื่อที่จะให้ราชบัลลังก์มั่นคง พระเจ้าปราสาททองก็นำเอาพระธิดาคนโตของพระขณิษฐาองค์ที่สอง พระกนิษฐาองพระเจ้าทรงธรรมให้แก่พระอนุชาของพระองค์ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระมหาอุราช ส่วนตัวพระเจ้าปราสาททองนั่นต้องการพระราชมารดาของพระอาทิตย์วงศ์มาเป็นสนม และนางแสดงความรังเกียจและปฏิเสธอย่างเต็มที่ พระเจ้าปราสาททองจึงประหารนางและเอาศพเสียบประจานไว้ สนมและธิดาของพระเจ้าทรงธรรมที่ยังสาวอยู่ก็นำมาเป็นสนมจนหมดสิ้น ใครที่ปฏิเสธก็จะถูกประหาร

กรณีหนึ่งที่แสดงถึงความเด็ดขาดและเหี้ยมโหดของพระเจ้าปราสาททองก็คือ มีพี่น้องสองคนซึ่งเคยรับใช้พระราชมารดาของพระเจ้าอาทิตย์วงศ์ แสดงความเศร้าโศกเสียใจจนความทราบถึงพระเจ้าปราสาททองก็มีรับสั่งให้นำนางทั้งสองไปทรมานจนตายและให้ทิ้งศพประจานไว้ ครั้นเมื่อบิดาทั้งสองทราบเรื่องและไปยังที่ประหารชีวิตพร้อมกับแสดงความเศร้าโศกเสียใจ พระองค์ก็ให้ประหารชายผู้นั้นและทิ้งศพประจานไว้อีกคน

ผลของการขึ้นครองราชย์แบบไม่ชอบธรรมของพระจ้าปราสาททอง ทำให้เกิดกบฏแข็งเมืองไปทั่วราชอาณาจักร ปี 2173 เมืองปัตตานีและสงขลาได้รวมกันเจ้าโจมตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราช ยึดเรือสำเภาของพระเจ้าปราสาททองไป 2 ลำ แต่ไม่สามารถตีเมืองนครศรีธรรมราชแตกได้ เมืองไทรบุรีก็แข็งเมือง พร้อมกับกัมพุชที่เข้ามากวาดต้อนคนในเมืองโคราชกลับไปด้วย แม้ว่าพระเจ้าปราสาททองจะพยายามส่งฑูตออกไปสัมพันธไมตรี เช่นที่เมืองจัมปา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ส่งไปยะไข่ ฑูตถูกจับกุมตัวไว้ ส่งไปญี่ปุ่นก็ถูกปฏิเสธ

จากคุณ : บางบาล - [ 30 เม.ย. 46 22:18:00 A:203.151.225.202 X: ]


จากคุณ : @(-_-)@ - [ 4 ก.ย. 47 23:02:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

ความคิดเห็นที่ 36

ส่วนออกญาเสนาภิมุข ครองเมืองนครได้ไม่นาน ด้วยความโหดเหี้ยมก็สามารถปราบปรามกบฏลงได้อย่างรวดเร็ว สร้างความไม่พอใจให้กับพระเจ้าปราสาททอง ที่พึ่งปลดพระเอาทิตยวงศ์ลงมา แต่ไม่สามารถแสดงออกได้ จึงแสร้าทำว่าเป็นยินดี โดยส่งนางสนมคนหนึ่งไปให้เป็นรางวัล ออกญาเสนาภิมุขก็ประมาท แม้ได้นั่งเป็นเจ้าเมืองแล้ว แต่ก็ยังไปเอาเจ้าเมืองคนเก่ามาเป็นที่ปรึกษา ทำให้พระเจ้าปราสาททองสบช่องติดสินบนเจ้าเมืองคนเก่าว่า หากลอบฆ่าออกญาเสนาภิมุขได้ จะให้กลับเป็นเจ้าเมือง

ภายหลังออกญาเสนาภิมุขรู้ระแคะระคายเรื่องนี้จึงห้ามไม่ให้เจ้าเมืองคนเก่าเข้ามาใกล้ชิดที่จวนอีก แต่ก็ยังคบกับออกพระมะริดซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าเมืองไว้อีก โดยให้เข้านอกออกในได้สะดวก และเมื่อออกญาเสนาภิมุขเดินทางกลับจากการรบเพื่อปราบปรามกบฏปัตตานี และได้รับบาดเจ็บที่ขา ออกพระมะริดก็เอาผ้าพันแผลใส่ยาพิษพันให้กับออกญาเสนาภิมุข ทำให้สิ้นใจในคืนวันฉลองการแต่งงานกับนางสนมที่พระเจ้าปราสททองส่งมาให้นั่นเอง

หลังเกิดเหตุการณ์ถูกลอบวางยาพิษซึ่งเชื่อกันว่าพระเจ้าปราสาททองอยู่เบื้องหลัง ทำให้เมืองนครเกิดความวุ่นวายจากทหารญี่ปุ่นลุกน้องออกญาฯที่แบ่งกันเป็น 2 ฝายและฆ่ากันเอง ชาวนครฯจึงรวมกำลังกันขับไล่ออกไปจากเมืองจนต้องหนีไปอยู่กัมพูชาแต่สุดท้ายก็กลับมานครฯและย้อนกลับขึ้นไปอยุธยาอีก แต่ประชาชนก็รังเกียจไม่คบค้าด้วย จึงพยายามที่จะนำศพของออกญาเสนาภิมุขและทรัพย์สินเดินทางกลับไปญี่ปุ่น แต่พระเจ้าปราสาททองไม่ยินยอม สั่งให้ยึดสำเภาไว้ โดยแลกกับการยอมให้อยู่ในอยุธยาและให้ค้าขายได้ตามปกติ แต่กลุ่มทหารญี่ปุ่นพยายามที่จะทำศึกกับพระเจ้าปราสาททอง จึงถูกโจมตีก่อนและจับกุมทหารไว้ได้ทั้งหมด จึงได้ทำการประหารทหารญี่ปุ่นที่จับไว้

จากคุณ : บางบาล - [ 30 เม.ย. 46 22:26:42 A:203.151.225.202 X: ]

ความคิดเห็นที่ 37

ที่เมืองนคร ชาวเมืองที่พึ่งขับไล่ทหารญีปุ่นออกไปได้ก็รวมตัวกันแข็งเมืองกับพระจ้าปราสาททองอีก แต่ถูกปราบลงได้ พร้อมกับสั่งประหารผู้นำกบทั้ง 17 คนอย่างทารุณ ทำให้เมืองไทรบุรีและสงขลายอมกันมาสวามิภักดิ์เหมือนเดิม ส่วนทางเหนือก็ยกทัพขึ้นไปตีเชียงใหม่ และเมื่อเจ้าเมืองเชียงใหม่ทิ้งเมืองไม่ยอมรบด้วยก็นำกองทัพไปตีลำปางซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ ได้ทรัพย์สินและผู้คนกลับอยุธยาเป็นจำนวนมาก

แม้จะได้รับชัยชนะและปราบปรามผู้กบฏได้ราบคาบแล้ว แต่พระเจ้าปราสาททองยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะยังมีโอรสของพระเจ้าทรงธรรมอยู่ในวังอีก 2 คน พระเจ้าปราสาททองจึงหาทางกำจัดด้วยการสอบถามบรรดาขุนนางอีกว่า ใครต้องการดื่มสุราบ้าง เมื่อไม่มีใครกล้าตอบพระองค์ก็ถามต่อว่าสุราใหม่กับสุราเก่าอย่างไหนดีกว่ากัน เมื่อมีผู้กล้าตอบบ้างแล้ว ก็ถามต่อว่าที่ตำหนักของพระเจ้าทรงธรรมยังมีสุราเก่าอีก 2 ขวด ควรจะทำอย่างไรดี เพราะเห็นว่าเป็นสุราเก่าเกรงว่าเก็บไว้นานไปอาจจะระเบิดขึ้นมาได้ เพราะตอนนี้ก็ไม่มีใครต้องการดื่มสุราเก่าแล้ว ครั้งนั้นออกญาอุปราชและออกญายมราชทราบความหมายของพระองค์อยู่จึงกราบทูลว่า โอรสทั้ง 2 ยังทรงพระเยาว์อยู่มาก คงจะจำอดีตของบิดาตนไม่ได้หรอก นานไปก็ไม่เห็นจะมีภัยแต่ประการใด พระเจ้าปราสาททองได้ฟังดังนั้นก็พิโรธยิ่ง จึงชักพระแสงดาบฟันศีระษะของออกญาทั้งสองเสียหลายแผลแล้วให้เอาตัวไปขังในคุกมืด พร้อมสั่งริบทรัพย์สมบัติทังหมด ก่อนจะสั่งประหารโอรสทั้ง 2 ของพระเจ้าทรงธรรมทั้งหมดโดยไม่ปรึกษาใครอีก รวม ทั้งที่ยังเด็กอยู่มากอีก 3 คนในภายหลัวด้วย โดยบอกกับออกญาพระคลังว่า ต้นอ่อนซึ่งมีหัวเป็นเสี้ยนมาแต่แรกแล้วย่อมกินไม่อร่อย แม้แต่โอรสของสมเด็จพระนเรศวร ที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ พระเจ้าปราสาททองก็คิดจะประหารด้วย แต่ถูกพระเจ้าย่าของพระองค์ทัดทานไว้ จึงให้โอรสของพระนเรศวรกินยาที่ทำให้สติฟั่นเฟือนหูและนัยตาพิการ สมองเสื่อมไปเสียแทนเมื่อปี 2182 และสุดท้ายโอรสของพระเจ้าทรงธรรมทีเหลืออีก 2 คนสุดท้ายก็คิดจะฆ่าด้วย แต่เมื่อถูกคัดค้านก็ให้ทั้งคู่ออกจากวัง แต่ต้องมาเข้าเฝ้าทุกวันละตามเสด็จไปทุกแห่ง

และสุดท้ายมหามิตรของพระเจ้าปราสาททองเอง ออกญาพระคลังผู้เปิดประตูวังให้เข้ามาจับพระเเชษฐาธิราช ซึ่งเคยได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า เมื่อใดที่พระเจ้าปราสาททองขึ้นครองราชย์แล้วจะแต่ตั้งให้เป็นผู้สืบราชสมบัติต่อ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ออกญาพระคลังก็ทวงคำสัญญานี้ พระเจ้าปราสาททองก็ได้แต่งตั้งเป็นออกญาสวรรคโลก และออกญาพิษณุโลกตามลำดับ แต่เมื่อได้รับการทวงถามเรื่องการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทอีก พระเจ้าปราสาททองจึงสั่งจับออกญาพิษณุโลกไปขังไว้โดยให้ออกญายมราชที่เป็นอริกันเป็นผู้ควบคุม และเมื่อพระเจ้าปราสาททองตรัสถามออกญายมราชว่าจะทำอย่างไรดี ออกญายมราชก็ตอบว่า งูที่เจ้าของเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กนั้น เมื่อเจ้าของไปเหยียบหางมันเช้าก็ยังแว้งกัดอา ไม่ควรเลี้ยงไว้ต่อ พระเจ้าปราสาททองจึงสั่งประหาร ออกญายมราชกลัวว่าจะกลับพระทัยจึงรีบประหารออกญาพิษณุโลกทันที


จากคุณ : @(-_-)@ - [ 4 ก.ย. 47 23:02:40 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

พระเจ้าปราสาททอง จริงแล้ว มาจากขุนนางในสมัยอยุธยารับราชการตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม แล้วตำแหน่งสุดท้ายคือ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ แล้วก็มาล้มบังลังก์ของ พระเชษฐาธิราช เป็นลูกของพระเจ้าทรงธรรม แต่ก็ยังไม่ยึดบังลังก์ไว้เอง(กลัวน่าเกลียด) ก็ยกเอา พระอาทิตย์วงศ์เป็นลูกของพระเชษฐาธิราช ขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่จนแล้วจนรอด สุดท้ายตัวเองก็ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ในพระนาม พระเจ้าปราสาททอง

จากคุณ : หน้าบานเท่าด้ง - [ 4 ก.ย. 47 23:14:18 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ถึง คุณ หน้าบานเท่าด้ง
พระอาทิตย์วงศ์ เป็น พระอนุชาของ พระเชษฐาธิราช ไม่ใช่พระราชโอรส


จากคุณ : ขุนนางอยุธยา(ขุนพลของเอกทัศน์) - [ 4 ก.ย. 47 23:37:09 A:203.156.20.170 X: TicketID:032642 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

เหอๆ ยาวจัง

จากคุณ : ทหารหลวงอโยธยา (Achills) - [ 5 ก.ย. 47 13:29:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

ไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ
น่ากลัวจัง
ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูล


จากคุณ : Vulgar - [ 7 ก.ย. 47 01:07:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

เสริม...

พระเจ้าปราสาททองเป็นบุตรของพระยาศรีธรรมราช นามเดิมที่ใช้เรียกพระเจ้าปราสาททองคือ "พระองค์ไล" เกิดในสมัยพระณเรศวร

ในรัชสมัยของพระเอกาทศรถๆ ทรงสนับสนุนให้พระองค์ไลรับราชการ ตั้งแต่เล็ก เป็นจมื่นศรีสรรักษ์ หัวหมื่นมหาดเล็กเมื่ออายุเพียงสิบเจ็ดปี...แต่นิสัยออกจะไปทางนักเลงๆ มักทะเลาะวิทยาทกับพระยาแรกนาอยู่เนืองๆ ....ไม่ต้องพระทัยของพระเอกาทศรถเท่าใดนัก เกิดเหตุคราใดจมื่นศรีฯ ก็จะแอบหนีไปด้วยเกรงพระอาญา....คราวหนึ่งพระเอกาทศรถถึงกับรับสั่งให้เอาบิดาของจมื่นศรีฯ (พระเจ้าปราสาทอง)ไปคุมขังเป็นตัวจำนำเพื่อกำหราบนิสัย....เมื่อจมื่นศรีฯ เข้ามาสารภาพ...ก็จับตัวจมื่นศรีฯ ขังไว้.....แต่พระชายาของพระณเรศวร(เจ้าขรัวมณีจันทร์)ได้ทูลขอเอาไว้...จมื่นศรีก็พ้นโทษและรับราชต่อ

สิ้นสมัยของพระเอกาทศรถ....พระเจ้าทรงธรรมก็เลื่อนตำแหน่งจมื่นฯศรี สูงขึ้นไปอีก ไว้ที่ พระยาศรีวรวงศ์ และท้ายสุดคือพระเจ้าปราสาททอง....การเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วของพระเจ้าปราสาททอง หากจะใช้ภาษาสมัยนี้วิจารณ์แบบสั้นๆ ง่ายๆ คำว่า "เด็กเส้น" ก็คงไม่เกินเลยนัก


ตามเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ได้อ่านมา...พระเจ้าทรงธรรมเป็นบุตรลับๆ ของพระเอกาทศรถ ซึ่งเกิดจากหญิงชาวเกาะบางปะอินที่พระเอกาทศรถรับไว้เป็นบาทบริจาริกา....และพี่ชายของบาทบริจาริกาผู้นั้นนั้นก็คือพระยาศรีธรรมราชซึ่งเป็นพ่อของพระเจ้าปราสาททอง ....จึงเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททองนั้นมีฐานะเป็นลูกพี่ลูกน้อง ....จึงไม่แปลกที่การเลื่อนตำแหน่งและการไว้วางพระทัยของพระเจ้าทรงธรรมที่มีต่อพระยาศรีวรวงศ์สูงยิ่งนัก...และนั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนย่ำเกรงพระยาศรีวรวงศ์....


จากคุณ : คนอุดรฯ - [ 7 ก.ย. 47 14:26:27 A:80.41.153.53 X: TicketID:031873 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ผมว่าสิ่งที่เราไม่ควรลืมเรื่องของการวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของเอกสาร
ถ้าผมจำไม่ผิดถึงแม้เอกสารของวัน วลิต (หรือฟอนฟลีต) ชาวฮอลันดาจะอยู่ในสมับยกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกนักเรีนประวัติศาสตร์หลายคนวิพากษ์ถึงความน่าอถืออยู่เหมือนกัน ตรงที่เหตุการณ์สมัยพระเจ้าปราสาททองเกิดขึ้นก่อนการเดินทางเข้ามาของวันวลิตราวร้อยปี แปลว่าในช่วงระหว่างร้อยปี ซึ่งบอกเล่ากันปากต่อปาก (ทำนองgossip) ต้องมีการใส่สีกันบ้าง
อีกอันที่เราไม่ควรลืมก็คือ แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ (ที่ถูกหาว่าโหดร้าย) จริงหรือไม่ก็ตาม การเขียนเรื่องราวของวันวลิตอยู่ในสมัยของราชวงศ์ใหม่ (บ้านพลูหลวง) ซึ่งได้มาจากการแย่งชิงราชสมบัติในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็กพระนารายณ์ (น่าสังเกตว่ากรณีพระเพทราชาก็คล้ายคลึงกับกรณีออกญากลาโหม-พระเจ้าปราสาททอง เช่นกันในบางประเด็น) แน่นอนที่สุด ไม่มีราชวงศ์ใหม่ที่ไหนจะชมราชวงศ์ที่ตนเองรัฐประหารมาว่าเป็นคนดี เพราะถ้าหากชมว่าดีสิทธิธรรมทางการเมืองของตนเองก็ต้องจบโดยปริยาย
อีกอย่างหนึ่ง จารีตการผลัดแผ่นดินในสมัยอยุธยา ผมไม่อยากมองว่าการกระทำรัฐประหารเป็นเรื่องเลวร้ายไปซะหมด (ซึ่งเป็นแนวคิดตะวันตกที่เกิดในสมัยหลังและส่งอิทธิพลแก่เราในปัจจุบัน) แต่นี่อ "วิธีการหนึ่งในการเลือกสรรผู้เข้ามาบริหารประเทศ" คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการเปลี่ยนผู้นำประเทศในขณะที่ไม่มีใครู้จักการเลือกตั้ง สิ่งหนึ่งที่ทำได้ก็คือการรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนราชวงศ์นั่นแหละครับ
และเมื่อรัฐประหารก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปราบผู้ที่ตัเองไม่ไว้ใจก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งก็คือขุนนางในสมเด็จพระเชษฐาธิราชทั้งมวลที่อยู่คนละพวก (แม้กระทั่งออกญาเสนาภิมุข ขุนางญี่ปุ่นที่สนับสนุนตัวเอง) และแม้พวกเดียวกันแต่มีเรื่องชวนน่าระแวงในอิทธิพลที่อาจจะเกิดในอนาคตก็ต้องปรายด้วยเช่นกัน
อยากให้ลองพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ใครบางคนเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วเอาพรรคพวกตัวเองมาคุมทุกอย่าง ใครไม่ใช่พวกก็บีบในทางใดทางหนึ่ง ดีกว่าหน่อยก็คือการได้มาของผู้ปกครองประเทศมาจากการเลือกตั้ง (แบบปลอมๆ?) โดยนัยนี้การดูด สส.ของใครบางคนก็คือการซ่องสุมไพร่พลเพื่อเตรียมจุกช่องล้อมวงและเตรียมการณ์ครองอำนาจในอาณาจักรแบบถาวร (400 เสียง) นั่นเอง
...แปลกเนอะ ทีงี้ไม่มีใครว่าว่าโหดร้ายบ้าง....
สิ่งเหล่านี้ พระเจ้าปราสาททองกระทำไปโดยเหตุผลใดเราไม่ทราบได้แน่ชัด แต่สิ่งหนึ่งที่เราพบก็คือการเล่นการเมือง ความขัดแย้งทางการเทือง การสร้างอำนาจ และการรักษาอำนาจ เหมือนในปัจจุบัน ผิดเสียแต่วิธีการที่ต่างกันเท่านั้น (แต่อาจจะเป้นธรรมดาในยุคสมัยนั้นก็ได้ ใครจะไปรู้)


จากคุณ : รัตนาธิเบศร์ - [ 7 ก.ย. 47 15:44:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

นอกเรื่องมากเลยคุณคคห.ที่ 15 จะรักใครเชียร์ใครน่าจะเลือกห้องหน่อย นี่บอร์ดประวัติศาสตร์นะครับ ยังไงลองไปที่ห้องราชดำเนินดีกว่ามั๊ย

จากคุณ : บอล - [ 10 ก.ย. 47 10:03:46 A:61.90.6.192 X: TicketID:072073 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

คห.16 ฉันว่า คุณ คห.15 ก็อ่านได้มุมมองนี่คะ เพราะประโยชน์ของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทำให้เรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีมิติ การเปรียบเทียบเหตุการณ์....ก็คือแนวคิดหนึ่ง ไม่เห็นจะนอกเรื่องตรงไหน เป็นการแสดงความคิดเห็นผ่านมุมมองที่สะท้อนของการเขียนประวัติศาสตร์ที่ว่ากันด้วยหลักฐาน เราจะเชื่อหรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่เชื่อ.แล้วเอาเหตุการณ์ปัจจุบันมาเปรียบเทียบ ก็เป็นมุมมองของเขา ซึ่งมันก็อาจจะสะท้อนว่า สมัยพระเจ้าปราสาททองนั้น จริงๆ อาจจะไม่โหดเหี้ยมอย่างที่กล่าวมาก็ได้
ฉันว่า เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่จะจริงไม่จริง เชื่อไม่เชื่อ ก็อีกเรื่องค่ะ

//

ส่วนความรู้ของฉันเท่าที่อ่านมาในหนังสือ เป็นตำนานของ เกาะบางปะอิน เรื่องเล่าว่า กำเนิดของพระเจ้าปราสาททองนั้นลึกลับ ครั้งหนึ่งที่เรือล่ม หนุ่มคนหนึ่งถูกหญิงชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งช่วยเหลือไว้ จนทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง หนุ่มคนนั้นก็จากไป พร้อมรับปากว่า จะกลับมารับไปอยู่ด้วย เล่ากันว่า หนุ่มคนนั้น คือ พระเอกาทศรถ ส่วนเกาะนั้น เรียกกันว่า เกาะบางนางอิน ตามชื่อหญิงสาว จนเพี้ยนมาเป็น บางปะอิน

แต่ภายหลังเกิดเหตุการณ์ใดไม่ทราบ ลูกที่เกิดจาก นางอินนั้น พระเอกาทศรถ กลับประทานให้ พระศรีธรรมราช นำไปเลี้ยงดู แต่อีกตำนาน ก็เชื่อว่า ลูกที่เกิดจากนางอิน และพระเอกาฯ นั้น คือ พระอินทราชา โอรสอีกพระองค์ของพระเอกาทศรถต่างหาก

แต่เมื่อถึง จุดๆ หนึ่งที่พระเจ้าปราสาททอง ทรงขึ้นครองราชย์นั้น จะด้วยเหตุการณ์ใดก็แล้วแต่ แต่การยอมรับของประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้น ชาติกำเนิดลึกลับ ก็ถูกขยายความว่า แท้จริง พระองค์ก็คือหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ หาใช่ คนสามัญบุตรพระศรีธรรมราชแต่อย่างใด
ซึ่งเรื่องนี้ จะเป้นเรื่องจริงหรือไม่ ก็ไม่รุ้ แต่เป็นการเมืองอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชนยอมรับในพระองค์

และถึงแม้ว่า พระองค์จะทรงโหดเหี้ยม หากแต่สิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้กับประชาราษฎร์นั้นก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้สมัยใด ประชาชนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข พระองค์นี่เองที่เป็นผู้สร้างวัดไชยวัฒนาราม ที่เชื่อกันว่า เป็นแบบย่อมาจาก พระนครวัด อันเปรียบเขาพระสุเมรุ ตามความเชื่อในการสร้าง ไม่นับปราสาทราชวังอื่นๆ อีก ฉะนั้น ความโหดเหี้ยมของพระองค์ ในการขึ้นครองราชย์นั้น อาจจะไม่ใช่อย่างที่เรารู้ก็ได้ อาจจะมีปัจจัยบางอย่างที่เสริมภาพให้พระองค์โหดร้ายขึ้น และพระองค์ไม่ใช่หรือที่ กำเนิดสมเด็จพระนารายณ์ กษัตริย์ที่สร้างความยิ่งใหญ่อีก 1 พระองค์



จากคุณ : กระจ้อน - [ 10 ก.ย. 47 13:56:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ขอขอบคุณคุณ คห. 17 ครับที่เจ
ขณะเดียวกันผมก็เข้าในคุณบอล (คห 16) ซึ่ง(คิดว่าน่าจะ) เป็นผลผลิตของการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์แบบท่องจำ และไม่ใช่แบบวิพากษ์เอกสารหลักฐาน
หากคุณบอลจะกรุณาใช้สามัญสำนึกและสติปัญญ(เพียงส่วนน้อย) ในการอ่านอย่างถ้วนถี่จะเห็นว่าประเด็นที่ผมพูดถึงคือการวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของการใช้หลักฐานประวัติศาสตร์มาอ้างอิง แน่นอนที่สุดเอกสารของฟานฟลิต เยเรเมียสนับได้ว่าเป็นเอกสารชั้นต้น (primary sources) ซึ่งมีความน่าเชื่อถือกว่าเอกสารชั้นรอง (secondary sources) อย่างมาก อย่างไรก็ตามที่ผมกำลังบอกก็คือถึงแม้เอกสารของฟานฟลืตจะเป็นเอกสารชั้นต้น แต่อายุขงเอกสารที่เกิดขึ้นหลังจากการเกิดขึ้นของพระเจ้าปราสาททองร้อยปี ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของเอกสารและก่อให้เกิดประเด็นคำถาม "พื้นฐาน" ตามมาอีกมากมาย
ประเด็นต่อมาตรงที่ผมจะรักใครชอบใคร เอาเข้าจริงๆ แล้วนี่คือผลผลิตของการเรียนประวัติศาสตร์ที่คุณบอลคุ้นเคย(หรือเปล่า) คือการที่ไม่สามารถเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายความเป็นปัจจุบันของสังคมได้ ถามว่าเราเรียนประวัติศาสตร์กันเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่การเรียนเพื่อ "เรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน และมองเห็นอนาคต" ตราบใดที่เราเรียนประวัติศาสตร์แล้วไม่สามารถอธิบายความเป้นปัจจุบันที่เราเป็นอยู่ (และคุณบอลอาจจะไม่คุ้นกับคำว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอย) แล้ว กรเรียนประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกลับเป็นตัวเร่งให้ประวัติศาสตร์ (และผู้เรียนประวัติศาสตร์) "ตาย" เร็วขึ้น และเราก็คงยังมานั่งท่องจำ "นิยายปรัมปรา" โดยมิได้แสวงหา "ภูมิปัญญา" ใหม่ๆ เพิ่มเติม


จากคุณ : รัตนาธิเบศร์ - [ 10 ก.ย. 47 15:03:06 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

แก้คำผิดนิดครับ
ขอบคุรคุณคห.ที่ 17 ที่เข้าใจครับ


จากคุณ : รัตนาธิเบศร์ - [ 10 ก.ย. 47 15:03:49 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

เห็นด้วยกับคุณรัตนาธิเบศวร์ค่ะ นักเรียนประวัติศาสตร์ไม่ค่อยเชื่อถือ หลักฐานของวัน วลิต เท่าไรนัก มีสาเหตุมาจากช่วงเวลาตามที่คุณรัตนาธิเบศวร์ได้บอกไป ประวัติศาสตร์ของวัน วลิต จึงเป็นหลักฐานที่ไม่ค่อยมีใครนำมาอ้างอิงถึงเท่าไรนัก ตอนที่ดิฉันเรียน หรือหากนำมาอ้างอิง ก็อ้างอิงในเชิงขัดแย้ง โดยนำหลักฐานอื่นๆ มาขัดกันเสียละมากกว่า

จากคุณ : moonny - [ 12 ก.ย. 47 10:29:54 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

ถึง คุณ รัตนาธิเบศร์
วันวลิตเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาหลังจากที่พระเจ้าปราสาททองครองราชย์มากว่า 7 แล้ว และอยู่อาศัยในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลากว่า 9 ปี ฉะนั้นเรื่องราวในช่วง พระเจ้าปราสาททอง ครองราชย์นั้นค่อนข้างที่จะหน้าเชื่อถืออยู่มาก


จากคุณ : ขุนนางอยุธยา(ขุนพลของเอกทัศน์) - [ 13 ก.ย. 47 20:25:44 A:203.209.121.183 X: TicketID:032642 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

ขอบคุณมากครับคุณขุนนางอยุธยา
เรื่องอายุของเอกสารผมอาจจำผิดไปจริง..ต้องขอบคุณที่ช่วยตรวจสอบอายุเอกสารครับ


จากคุณ : รัตนาธิเบศร์ - [ 16 ก.ย. 47 18:04:30 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys