เจ้าฟ้ากุ้ง ทำความผิดจริงหรึอถูกใส่ความ

ไกด์เคยเล่าว่าพระองต์ถูกใส่ความ จริงหรึอไม่คะ

จากคุณ : โมกขาว - [ 10 มิ.ย. 47 11:54:36 A:203.170.140.192 X: ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

เจ้าฟ้ากุ้ง ได้ลักลอบคบกับ เจ้าฟ้าสังวาลย์ ซึ่งเป็นพระชายาของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศครับ ซึ่งก็คือพระบิดาของเจ้าฟ้ากุ้งนั่นเอง ปรากฎ เจดีย์เจ้าฟ้ากุ้งที่วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยาครับ

จากคุณ : เด็กกรมศิลป์เก่า - [ 10 มิ.ย. 47 12:47:47 A:203.156.25.141 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

ทั้งสององค์ทั้งเจ้าฟ้ากุ้งแล้วก็หม่อมสังวาลย์ถูกแส้แช่ปัสสาวะเน่าเคี่ยนจนตายทั้งคู่

จากคุณ : น้าไหว - [ 10 มิ.ย. 47 15:25:33 A:203.113.32.14 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3



เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ลอบทำชู้กับเจ้าฟ้านิ่มและเจ้าฟ้าสังวาลย์ ซึ่งเป็นพระชายาของพระเจ้าบรมโกศอย่างยาวนานจนมีบุตรด้วยกัน 3-4 พระองค์ พระราชพงศาวดารฉบับราชเลขา บันทึกดังนี้ -:

“….นี่มาคบหาทำชู้สามีภรรยาทั้งสองพระองค์ แล้วมีพระราชบุตรด้วยถึงสามพระองค์สี่พระองค์ การเฆี่ยนเจ็ดร้อยนั้น โปรดให้แบ่งออกเป็นสามส่วนยกเสียสองส่วน คือเฆี่ยนเพียง 230 ที แบ่งเป็นยกละ 30 ที หลังจากที่เฆี่ยนไปได้ 20 ทีเกิดลมจุก

มีรับสั่งให้หยุดพยาบาลจนหายดีแล้ว จึงมีรับสั่งให้เฆี่ยนอีก 2 ยก 60 ที แล้วให้นาบพระบาทด้วย ….ถึงช่วงนี้คณะลูกขุนกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า โทษกรมพระราวังบวร (เจ้าฟ้ากุ้ง )เป็นมหันตโทษถึงประหารชีวิต จะขอพระราชทานให้สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ตามขัตติยะประเพณี แต่พระเจ้าบรมโกศขอชีวิตไว้ เปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นเฆี่ยนให้ครอบ 230 ที และนาบพระนลาตแทนโทษประหารชีวิต และให้ถอดเสียจากเจ้าเป็นไพร่

แต่กรมพระราชวังบวรนั้น รับพระราชอาญาเฆี่ยนได้เพียงรวมทั้งสิ้น 180 ที ก็ดับสูญสิ้นพระชนม์

เจ้าฟ้านิ่ม และเจ้าฟ้าสังวาลย์ นั้น ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนองค์ละยก 30 ที ให้ถอดเป็นไพร่แล้วจำไว้จนกว่าจะตาย เจ้าฟ้าสังวาลย์รับพระราชอาญาเฆี่ยนแล้วอยู่ได้เพียงสามวันก็สิ้นพระชนม์ จึงมีรับสั่งให้เอาศพทั้งสองไปฝัง ณ วัดชัยวัฒนาราม

ขออนุญาตไม่ออกความเห็นว่าพระองค์ถูกใส่ความจริงเท็จประการใด


จากคุณ : คนอุดรฯ - [ 10 มิ.ย. 47 17:13:13 A:193.195.73.66 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ไปถามท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ดูสิคะ
ท่านเคยบอกว่า เกิดกี่ชาติ ท่านก้อเป็นกวี
เราสงสัยเจ้าฟ้ากุ้ง กะ สุนทรภู่น่ะค่ะ


จากคุณ : เอ เขาจะว่าเราบ้าเป่าเนี่ยะ;-) - [ 10 มิ.ย. 47 18:56:44 A:203.113.51.102 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

แนะนำให้อ่าน
รักระทมของเจ้าฟ้ากุ้ง ของอาจารย์ วิลาศ มณีวัต พ.ศ. ๒๕๓๗
การบ้านการเมืองเรื่องเจ้าฟ้ากุ้ง ของอาจารย์เทพมนตรี ลิปพยอม พ.ศ.๒๕๔๑
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา พ.ศ. ๒๕๑๖

เป็นการเมืองในช่วงปลายของอยุธยา ที่การชิงอำนาจเป็นเรื่องปกติวิสัย เจ้าสามกรม กรามหมื่นเทพพิพิธ เอกทัศน์ ดอกเดื่อ สอสาน เจ้าทรงกรมอีกมากมายในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ล้วนผ่านเหตุการณ์ก่อการรัฐประหารปลายแผ่นดินพระเพทราชา

อยากให้มอง มุมมองที่กว้างกว่า พงศาวดารและเรื่องเล่าหรือตำนาน
จึงอยากยกตัวอย่างของเรื่องขุนแผนแห่งอโยธยา ที่ผมเคยเขียนโครงร้างบทสนทนา รายการโทรทัศน์ มาให้ผู้ที่สนใจ อ่านเล่น ๆ

“ ขุนแผนแห่งอโยธยา ”. . . ธรรมาธิเบศ
ช่วงที่ 1 “ เอาฤกษ์ เอาชัยไว้ก่อน....พะยะค่ะ”
เนื้อเรื่อง (ย่อ)
ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงศรีอยุธยา ในสมัยปลายแผ่นดินพระเพทราชาระหว่างวังหน้า กับวังหลวง เชื่อกันว่าเจ้าฟ้ากุ้ง( เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ )พระราชโอรสในวังหน้าอายุ 22 พรรษา มีส่วนร่วมในสงครามครั้งดังกล่าว
บทละคร
เจ้าฟ้ากุ้งขี่ม้าจากวังหน้า แอบเข้าไปตรวจสืบแนวค่ายฝ่ายวังหลวง พร้อมทหารม้าติดตาม อาวุธครบมือ กว่า 20 คน จนถึงค่ายประตูข้าวเปลือก (การควบม้าที่รวดเร็ว มุ่งมั่น เหี้ยมหาญ)ถูกไพร่ทหารฝ่ายวังหลวงจากค่ายเข้าห้ามมิให้เดินทางต่อ
" Kuเจ้ากุ้ง บุตรกรมพระราชวังหน้า มีราชกิจจะต้องเดินทางต่อไป .....เฮ้ย....มันผู้ใดดูแลคูคลองหอรบตรงนี้วะ..”
“แล้วไอ้ลูกวังหน้ามันเป็นใครรึ....” เสียงดังลอดออกมาจากกน้าต่างค่าย “...Kuขุนศรีคงยศถึงมิอาจห้ามได้...เพลานี้มีราชโองการห้ามแม้กระทั่งหมู...หมา....กา.....ไก่ ก็มิให้พกพาอาวุธเดินทางเข้าออกประตูข้าวเปลือกง่าย ๆ อย่างเช่นก่อน....เชิญพ่อกลับไปทำราชกิจที่วังหน้าเถิด” เสียงที่ดูจะโอหังและท้าทาย นี้จุดปะทุอารมณ์ให้กับเจ้ากุ้งยิ่งนัก” ไอ้นี่....มันวอนซะ..”ทรงสบถอย่างเคืองแค้นใจ แล้วจึงหันมาสั่งขุนรามเกณฑ์หัด ทหารมหาดเล็กหุ้มแพรที่ขี่ม้าศึกตามเสด็จ “เฮ้ย.... อ้ายขุน :-)จงใช้คาบศิลา....จัดการไอ้ปากกล้าตนนั้นหน่อยเถิด ..เร็ว..” ขุนราม จึงปีนขึ้นไปบนแพบ้านเรือนของไพร่ แล้วประทับปืนยิงขุนศรีคงเดชอย่างใจเย็น พลันเมื่อสิ้นเสียปืน ร่างของขุนทหารฝ่ายวังหลวงก็ล่วงลงมาที่พื้นดิน เสียชีวิตทันที มิทันจะรอการตอบโต้จากค่ายวังหลวง ที่กำลังงุนงงกับเหตุการณ์อยู่ เจ้ากุ้งเร่งขี่ม้ากลับมาที่วังหน้าทันที แล้วทรงเข้ารายงานต่อกรมพระราชวังบวรฯผู้เป็นบิดา ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น “เฮ้ย.ยยยย.... ไอ้กุ้งไย:-)ไปยิงเขาก่อนล่ะวะ .... ชะไอ้นี่ เรื่องมันใหญ่เกินกาลแล้วนะ:-) …“ กรมพระราชวังบวร ฯ ตรัสถามด้วยอารมณ์กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่แน่ใจในอะไรบางอย่าง กลัวพระเชษฐาที่กำลังประชวรหนักเต็มทีแล้วจะทรงทราบ “อาญามิพ้นเกล้า เสด็จพ่อ ...ไหน ๆ วันนี้ศึกแห่งพระเกียรติ์ของเสด็จพระบิดาจะต้องเกิดขึ้นเป็นแน่แท้แล้ว ไฉนต้องทำองค์ประหวั่นพรั่นพรึงเวียงหลวงไปไย........หากยังทรงนิ่งเฉย รอดูค่ายวังหลวง....ดูท่าวังหลัง...กระหม่อมเห็นทีว่าจะช้าเกินแก้ไข ...จึงคิดเปิดศึกเพื่อ... เอาฤกษ์เอาชัยไว้ก่อน.....พระยะค่ะ” ในท่ามกลางที่ประชุมเสนา ขุนทหาร นายกองรบที่สนับสนุนพระองค์ขึ้นครองราชย์ สีหน้าแต่ละคนฮึกเหิมขึ้นทันที ต่างมองมาทางกรมพระราชวังบวรฯอย่าง พร้อมเพรียงกัน เหมือนจะแสดงให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเปิดศึกรบกับวังหลวง อย่างที่เจ้ากุ้งทูลเสนอ ทรงครุ่นคิดตาม และตรัส “อืม....... Kuเห็นตาม:-)ว่ะไอ้กุ้ง…ไอ้ลูกKuคนนี้มันอาจหาญดีแท้...” แล้วหันหน้าไปยังขุนทหารที่เตรียมพร้อมรับโองการศึกอยู่แล้ว “......พวก:-) ...จงระดมไพร่พลในสังกัด....และสรรพาวุธให้พร้อมพรั่ง ภายในเพลาสุดท้ายของพระพี่.............เราจะรบ” หลังจากนั้นไม่นาน พระเพทราชาเมื่อรู้ข่าวความขัดแย้งที่ถึงจุดวิกฤตของทั้งน้องและลูก ก็ให้ทรงโศกสลดเสียพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนักบวกกับอาการพระประชวรหนักจึงเสด็จสวรรคตในเวลาไม่นานจากนั้น
กรมพระราชวังบวรฯจึงสั่งเปิดศึกเข้าต่อรบกับวังหน้าที่ค่ายประตูข้าวเปลือกในบัดดล

ช่วงที่ 2 พบรักและระทมรัก
เนื้อเรื่อง (ย่อ)
เจ้ากุ้งคือหนึ่งในขุนทัพวังหน้า ที่เข้าต่อรบกับวังหลวง แต่ก็เพลี่ยงพล้ำ มิรบศึกได้เปรียบอย่างที่คิด ค่ายวังหน้าเสียทีและเพลี่ยงพล้ำต่อขุนทหารวังหลวง จนกรมพระราชวังบวรฯคิดจะหนี แต่ด้วยบุญญาธิการที่จะได้เสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ขุนพระชำนาญ ขุนทหารกล้าเข้าอาสารบเป็นครั้งสุดท้าย เข้าตีค่ายวังหลวงปะทะศึกนายทัพวังหลวง ขุนพระธนบุรี การต่อสู้ขั้นแตกหักในครั้งนี้ ทหารวังหน้าได้รับชัยชนะ อย่างไม่น่าเชื่อ
เจ้ากุ้งนำไพร่ทหารเข้ายึดพระราชวังหลวงท่ามกลางความเสียหายของกรุงศรีอยุธยา จากสงครามกลางเมือง ตามคำสั่งของพระราชบิดา จึงทรงพบกับเจ้าฟ้าหญิงสังวาล อีกครั้ง
เมื่อทั้งสองมาบรรจบพบหน้ากันในตำหนักกรมพระสนมนางใน ทรงหวลนึกคิดเรื่องราวในอดีตเมื่อยังทรงพระเยาว์ที่พบกัน และในช่วงเวลาวัยหนุ่มสาวก่อนหน้านี้ ต่างก็มีใจเสน่ห์หากันมาก่อน ทรงแต่งกาพท์ห่อโคลงและเพลงยาว ในบทเกี้ยวพาราสี.....รำพันความรัก ...... แต่ด้วยเหตุที่เจ้าฟ้าหญิงทรงเป็นพระราชธิดาของเจ้าฝ่ายวังหลวง จึงต้องตกเข้าทำเนียบรายชื่อพระราชสมบัติของผู้ชนะ.......ซึ่งไม่ใช่พระองค์.......แต่เป็นพระราชบิดาของพระองค์
ทรงมองหน้าเจ้าฟ้าหญิงสังวาลด้วยใจระทม

ช่วงที่ 3 นักปฏิวัติในสายเลือด

- ตอน เจ้าฟ้าธรรมธิเบศได้รับพระราชทาน จากความดีความชอบขึ้นเป็นกรมขุนเสนาพิทักษ์ แต่ความหวังในตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯกลับเป็นเป้าหมายที่สำคัญกว่า แม้แต่พระราชบิดายังเกรงกลัวเจ้าฟ้ากุ้งในเรื่องนี้ เกิดเหตุการณ์การลอบทำร้ายหมายชีวิต กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ขณะที่ยังอยู่ในร่วมกาสาวพัสตร์ พระเจ้าอาที่มีพรรษาไม่แตกต่างกับพระองค์เท่าใดนัก ผู้ที่เจ้าฟ้ากุ้งคิดว่าเป็นคู่แข่งช่วงชิงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯ แต่พลาดทำการไม่สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกริ้วนักเมื่อทราบเหตุ จึงให้ประหารผู้คิดก่อการทั้งหมด พระองค์เจ้าชื่น พระองค์เจ้าเกิด พระธิดาถูกประหารด้วยท่อนจันทน์ ส่วนกรมขุนเสนาพิทักษ์หนีตาย
- ตอน ขอพระราชทานอภัยโทษโดยพระราชมารดาและกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ แล้วทรงหนีผนวชที่วัดโคกแสง
- ตอน ผลงานที่ทำตอนผนวช ทรงพระนิพนธ์เรื่อง “พระมาลัยคำหลวง”นันโทปนันทสูตรคำหลวง”
- ตอน ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรฯ ทรงปลงตกและมากรัก

ช่วงที่ 4 การเมืองข้อหาคบชู้... สิ้นพระชนม์
เล่าเรื่องในช่วงสุดท้ายของชีวิตเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กับการเมืองในสมัยพระเจ้าบรมโกศ
ตอน ความขัดแย้งของเจ้าสามกรมกับกรมพระราชวังบวรฯธรรมาธิเบศ
ตอน ระทมทุกข์กับความรักและโรค....... จึงมิได้เข้าถวายงานกับพระเจ้าอยู่หัว......จนเป็นเหตุช่องว่างให้เกิดการเพ็ดทูลเรื่องราวของพระองค์กับ... เจ้าฟ้าหญิงสังวาล
ตอน เสด็จเข้าสู่ความตาย



จากคุณ : วรณัย - [ 10 มิ.ย. 47 19:54:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

ถึง คุณ วรนัย
1 เรื่องที่คุณเขียนมานั้นเป็นเหตุการณ์ในปลายสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ไม่ใช่พระเพทราชา
2 พระเพทราชา พระเจ้าเสือ พระเจ้าท้ายสระ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ พระเจ้าอุทุมพร พระเจ้าเอกทัศน์


จากคุณ : ขุนนางอยุธยา - [ 10 มิ.ย. 47 20:55:37 A:203.156.28.236 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

อังคาร กัลยาณพงศ์ไม่ใช่เจ้าฟ้ากุ้ง

จากคุณ : ขุนนางอยุธยา - [ 10 มิ.ย. 47 20:58:41 A:203.156.28.236 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

อย่าหาว่าขัดนะครับ...แต่เนื้อเรื่องที่คุณนำมาลงไว้ ดูแปลกๆอยู่นะครับ เหมือนสลับสมัยผิดรัชกาลอยู่มาก ที่ถูกควรเป็นตามที่คุณขุนนางอยุธยาว่าไว้ครับ

ปลายรัชกาลพระเพทราชา มีเรื่องกรมพระราชวังบวรปลงพระชนม์เจ้าพระขวัญโอรสของพระนารายณ์ ที่พระเพทราชาโปรด ท่านก็กริ้วกรมพระราชวังมาก จึงยกราชสมบัติให้เจ้าพระพิชัยสุรินทร์

พอสวรรคต เจ้าพระพิชัยสุรินทร์กลัวอำนาจ ถวายราชสมบัติให้กรมพระราชวังบวรขึ้นเป็นพระเจ้าเสือ

ส่วนเรื่องที่วังหลวงวังหน้ารบกันนี่ ช่วงปลายสมัยพระเจ้าท้ายสระครับ ตอนแรกลุ้นกันว่าเจ้าฟ้านเรนทร์จะได้ครองราชย์ ซึ่งทางกรมพระราชวังบวรสนับสนุน แต่กลายเป็นเจ้าฟ้าอภัยได้รับเวนพระราชสมบัติจากพระเจ้าท้ายสระ ก็เลยตั้งค่ายรบกับวังหน้าของกรมพระราชวังบวรเจ้าฟ้าพร ท้ายที่สุดฝ่ายวังหน้าชนะก็ฆ่าพวกวังหลวงตายเสียมาก จนต้นรัชกาลพระเจ้าบรมโกศก็ยังไม่กล้าเสด็จเข้าวังหลวงเลยครับ


จากคุณ : ออกญาศรีราชเดโชชัย - [ 10 มิ.ย. 47 22:32:15 A:202.57.176.185 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

คุณออกญาศรีราชเดโชชัย เจ้าพระขวัญเป็นพระราชโอรสของพระเพทราชากับพระราชธิดาของพระนารายณ์ ไม่ใช่พระราชโอรสของพระนารายณ์ค่ะ คิดว่าคุณคงพิมพ์ตกไป

ส่วนเรื่องของเจ้าฟ้ากุ้งที่คุณโมกขาวถาม แม้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯจะทำให้มีผู้อิจฉาหรืออยากแย่งชิงอย่างไรก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงมีอำนาจมาก เป็นถึงพระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ มีพระราชมารดาเป็นพระอัครมเหสี ถ้าพระองค์ไม่ได้ทรงผูกสมัครรักใคร่เจ้าฟ้าสังวาลย์จริง คงไม่โดนถึงขนาดนี้หรอกค่ะ


จากคุณ : แม่บู่ - [ 11 มิ.ย. 47 00:17:16 A:82.161.49.175 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

เอ.......คห. 4 น่าคิดนะ
ฤาว่า เราจะบ้าไปอีกคน อิอิ


จากคุณ : แก๊ซซ่า - [ 11 มิ.ย. 47 10:56:09 A:203.149.6.82 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

ขออภัย

เป็นเรื่องของปลายแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระอย่างที่คุณขุนนางอยุธยาว่าไว้

แต่เนื้อเรื่องก็ยังคงเดิม

เป็ฯการชิงราชสมบัติของกลุ่มคนที่มีไพร่ในสังกัดแตกแยกกัน

นับตั้งแต่ การริเริ่มตั้ง" เจ้าทรงกรม" ในสมัยพระนารายณ์้ป็นต้นมา

ศึกเจ้าฟ้า เพชร เจ้าฟ้าพร กับกรมพระราชวังบวร ( พระเจ้าอยู๋หัวบรมโกศ )เป็นศึกใหญ่สุดท้ายปลายกรุงศรีอยุธยา
มีผลต่อ ความระส่ำระสายในยุคของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเอง
จนถึงช่วงเสียกรุง

ที่ยกมาให้อ่าน
เพื่อแสดงให้เห็นว่า เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่ใช้เพียงคนเป็นโรค แล้วจะถูกทำร้าย ใส่ความ

แต่มีบริบทของความเข้มแข็ง การไม่ยอมพ่อ การ"จะ"ชิงราชสมบัติ และการเป็นใหญ่ ( อย่างที่แม่บู๋เล่า)

จึงไม่แปลกที่จะมีการใส่ความ และล็อคตัวประหาร

มูลเหตุนี้หรือเปล่า ที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ "กลัว" เอกทัศน์ ลูกในก้วนรองมเหสี จึงยกดอกเดื่อขึ้นมาคานแทน

แล้วไล่ให้เอกทัศน์ไปบวช




จากคุณ : วรณัย - [ 11 มิ.ย. 47 11:03:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

ขอบคุณคุณแม่บู่ (อาจฟังดูสูงวัยไปนิดนึงนะครับ) ที่มาทักไว้ครับ ผมเองพลาดเองแท้ๆ เจ้าพระขวัญเป็นหลานตาสมเด็จพระนารายณ์ครับ

อืมม...คุณวรณัยครับ...ขออนุญาตทักอีกหน่อยนึงนะครับ การศึกกลางพระนครที่คุณได้กรุณามาอธิบายไว้ คงจะมีพลาดไปหน่อยนะครับ เพราะเป็นศึกระหว่างเจ้าฟ้าอภัย (โอรสพระเจ้าท้ายสระ) กับกรมพระราชวังบวร (เจ้าฟ้าพร อนุชาพระเจ้าท้ายสระ ก็คือสมเด็จพระเจ้าบรมโกศครับ)

เจ้าฟ้าเพชร - พระเจ้าท้ายสระ, เจ้าฟ้า - พระเจ้าบรมโกศ


จากคุณ : ออกญาศรีราชเดโชชัย - [ 11 มิ.ย. 47 13:55:47 A:unknown X:203.148.208.101 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

คุณวรณัย ถ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงกลัวเจ้าฟ้าเอกทัศ ด้วยเหตุว่าทรงเป็นพระราชโอรสของพระมเหสีพระองค์น้อย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีอำนาจมากเหมือนกันในขณะนั้น แล้วทำไมไม่ทรงกลัวเจ้าฟ้าอุทุมพรด้วยล่ะคะ เพราะทั้งสองพระองค์ประสูติแต่พระราชมารดาพระองค์เดียวกัน หรือคุณวรณัยจะหมายความว่า เจ้าฟ้าเอกทัศมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นเดียวกับเจ้าฟ้ากุ้ง ส่วนเจ้าฟ้าอุทุมพรทรงมีพระทัยอ่อนกว่า

ในความเห็นของแม่บู่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีความระแวงมากเป็นนิสัย พระอารมณ์ก็คงร้อนมากทีเดียว อาจจะเป็นเช่นเดียวกับพระราชบิดา ดังนั้นจึงทรงระแวงผู้ที่มีอำนาจไปเสียหมด แม้ผู้นั้นจะเป็นพระราชโอรสก็ตาม

ในกรณีเจ้าฟ้ากุ้งกับเจ้าฟ้าสังวาลย์ ต้องมีมูลเหตุอยู่บ้างอย่างแน่นอน แต่จะเป็นว่าเกิดเรื่องก่อนที่เจ้าฟ้าสังวาลย์จะทรงเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ หรือหลังจากนั้นก็สุดที่จะทราบได้ แต่อย่างไรก็ตาม การผูกสมัครรักใคร่กับสตรีที่เป็นเจ้าจอมหรือพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน ถือเป็นความผิดร้ายแรงอยู่แล้ว ไม่ว่าสตรีผู้นั้นจะมีใจด้วยหรือไม่ก็ตาม อย่างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็มีคดีเช่นนี้เกิดขึ้น แม้จะเป็นเพียงการต้องตาต้องใจกันก่อนถวายตัว และไม่เคยมีโอกาสพบปะพูดจาสองต่อสองเลยแม้สักครั้งเดียว แต่ก็ยังต้องโทษประหาร แต่ถ้ากรณีของเจ้าฟ้ากุ้งกับเจ้าฟ้าสังวาลย์นั้น เกิดเรื่องหลังจากที่เจ้าฟ้าสังวาลย์ทรงเป็นพระมเหสีแล้ว ก็ยิ่งเป็นความผิดร้ายแรงเข้าไปใหญ่ และถ้าเป็นเช่นนี้จริง แสดงว่าเจ้าฟ้ากุ้งทรงมีอำนาจมาก ก็น่าอยู่ที่พระราชบิดาจะทรงระแวง เมื่อมีเหตุอันเป็นช่องที่จะกำจัดได้ก็ทรงกำจัดเสีย


จากคุณ : แม่บู่ - [ 11 มิ.ย. 47 14:26:10 A:82.161.49.175 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

เเล้วถ้าเจ้าฟ้ากุ้งได้ครองราชย์ อยุธยาจะไม่เเตก เป็นไปได้ไหม

จากคุณ : โมกขาว - [ 11 มิ.ย. 47 16:04:17 A:203.170.143.142 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

ฉงฉัย ฟามเห็น # 7 คือเจ้าฟ้ากุ้งมเองงั้นก้อ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ haha

จากคุณ : ไปถามกันเอาเอง - [ 11 มิ.ย. 47 17:45:15 A:203.113.51.104 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

เจ้าสามกรมจ้องไว้แล้ว ประมาณว่าทำผิดอย่าเผลอ เผอิญแกได้ช่องจึงฟ้องพ่อแหลก เรื่องกากีเลยกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาเลย

จากคุณ : ถังขยะหน้าบ้าน - [ 11 มิ.ย. 47 18:48:29 A:unknown X:202.12.74.9 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

ถึง คุณ วรนัย แล1 เรื่องไล่ให้พระเจ้าเอกทัศน์ไ ปบวชนั้น เป็นข้อมูลที่มาจาก พงศาวดารที่ชำระกันในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งพงศาวดารที่ถูกชำระกันในยุคนี้ต้องการโจมตี พระเจ้าเอกทัศน์ จึงแต่งเรื่อง การบังคับให้ พระเจ้าเอกทัศน์ ไปบวช เพราะหาก พระเจ้าเอกทัศน์อ่อนอแจริง ไร้ความสามารถจริง ทำไม พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ ไม่ทรงทำดังต่อไปนี้
1 ประหาร พระเจ้าเอกทัศน์ ไปเลยไม่ให้เป็นก้างขวางคอ พระเจ้าอุทุมพร ทั้งที่ พระเจ้าแผ่นดิน ทรงมี พระราชอำนาจเป็นล้นพ้น จะสั่งฆ่าใครก็ได้ ( ขนาด เจ้าฟ้ากุ้ง ยังทรงถูกโบยจนสิ้นพระชนม์ )
2 ถอดยศ เจ้าฟ้า ออกให้เป็นไพร่ หรือ ไล่ออกจากวังไปเลย เหมือนที่ โจผี ไล่ โจสิด ออกจากวัง ( สามก๊ก )
เหตุที่ พรเจ้าอยู่หัวบรมโกษ ไม่ทรงทำตาม เหตุผลทั้ง 2 ก็เพราะ พระเจ้าเอกทัศน์ ไม่ได้อ่อนแอและไร้ความสามารถอย่างที่ พงศาวดารในยุคต้น รัตนโกสินทร์กล่าวโจมตี ถ้าเป็นดั่งว่าจิง เหตุใด พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษจึงตั้ง พระเจ้าเอกทัศน์ ขึ้นเป็น กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ( ตำแหน่งนี้มีอำนาจมาก เพราะควบคุม ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจาก อนุรักษ์มนตรี แปลว่า ผู้ดูแลเสนาบดี

ป.ล. ถ้า พระเจ้าเอกทัศน์ ทรงบวชจริง ก็น่าที่จะทรงบวชด้วยพระองค์ เอง เพื่อลี้ภัยทางการเมือง เนื่องด้วยขณะนั้น บรรดา พระราชโอรส ของ พระเจ้าบรมโกษ ต่างพยายามแย่งชิงตำแหน่งวังหน้ากันอยู่ ( สิ้น เจ้าฟ้ากุ้ง แล้ว พระเจ้าเอกทัศน์ คือรายต่อไปที่ พวกเจ้าสามกรมจะต้องเล่นงาน ) มากกว่าที่จะทรงบวชด้วยรับสั่ง พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ เพราะท่า พระเจ้าเอกทัศน์ อ่อนแอไร้ความสามารถจริง พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ ควรที่จะทำตามข้อ 1 และ 2 เพื่อกำจัด พระเจ้าเอกทัศน์






จากคุณ : ขุนนางอยุธยา - [ 11 มิ.ย. 47 20:08:25 A:203.209.117.30 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

ขอบคุณ คุณออกรามฯ อีกครั้งครับ

จำเพียงได้ว่า พี่อยากให้สมบัติลูก แต่ตามราชประเพณี ( ธรรมเนียม) ต้องเป็นของน้องก่อน จึงเอนเอียงไปทางลูกมากกว่า

ขอบคุณคุณแม่บู่
ผมคิดว่า ก้วน เจ้ากุ้ง เอกทัศน์ และดอกเดื่อ คือกลุ่มเดียวกัน
กลุ่มเจ้าสามกรม และ กลุ่มเทพพิพิธ
พี่กับน้องคู่นี้ น่าจะรักกันมาก

ดอกเดื่อไม่ใช่เจ้าฟ้าที่เข้มแข็ง ( อาจจะถนัดด้านบุ๋นมากกว่า)

เรียนคุณ ขุนนาง ฯ
การบวชคือช่องทางที่ พ่อไม่อยากฆ่าลูกโดยไร้เหตุผล
ในสมัยอยุธยา หากผู้ใดหนีบวชหรือถูกสั่งให้ไปบวช
มีความหมายถึง การยุติเรื่องของราชสมบัติ หรือเรื่องทางโลก
โดยไม่ต้องตาย

ระหว่างที่บวช เมื่อกำลังจะสิ้นแผ่นดินบรมโกศ
เอกทัศน์ก็สึกและเข้าวังในทันที

รับสั่งของบรมโกศจึงเป็นหมัน
หลังจากนั้น ก็ปราบเจ้าสามกรมและเทพพิพิธ คนที่ปราบกรมอื่น( ที่เป็นดั่งก้างขวางคอ) คือ เอกทัศน์ ไม่ใช่ดอกเดื่อ

ในความเห็นของผม เชื่อว่า เอกทัศน์ไม่ใช่คนโง่และอ่อนแอ
แต่การที่ต้องถูกสั่งให้บวช ด้วยเป็นพี่ของดอกเดื่อ และอหังการ
บรมโกศจะประหารหรือถอดยศด้วยสาเหตุใด

เข้าเฝ้าก็ทุกวัน ไม่ได้เป็นชู้กับเมียพ่อ ข่มเจ้าสามกรมอยู่หมัด
อย่างที่แม่บู่กล่าว บรมโกศ คิดถึงตัวเองมากกว่า จึงไล่ให้คนเถื่อนไปบวชซะ โดยไม่อยากฆ่าลูก และรีบแต่งตั้งให้ดอกเดื่อขึ้นครองราชสมบัติ

แต่ใครคุม ขุนนาง ใครคุมไพร่มากที่สุด ใครแข็งแกร่งที่สุด
สุดท้ายก็ได้ราชสมบัติไป

ธรรมชาติของปลายอยุธยาอยู่แล้ว




จากคุณ : วรณัย - [ 11 มิ.ย. 47 22:58:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ชอบบทวิเคราะห์ของทุกๆ ท่านด้วยความสัตย์จริงครับ

ขุนนางอยุธยา ข้อมูลยังปึ้กเหมือนเดิม พร้อมๆ กับมุมมองที่อ่านแล้วต้องชวนให้คล้อยตาม

ท่านออกญาฯ แม่นข้อมูลจัง นับถือ

ท่านวรณัย ทั้งข้อมูลทั้งมุมมอง คมจริงๆ ครับ
--------------------------------------------------

การเมืองช่วงปลายอยุธยานี้ "ฝุ่นตลบ" ฟุ้งทีเดียวนะครับตามความคิดเห็นส่วนตัวผม

อยากถามต่อหน่อยนะครับว่า...ท่านคิดว่า มูลเหตุแห่งความยุ่งเหยิงและนำมาสู่การหายนะ
แห่งกรุงศรีอยุธยา เริ่มขมวดปมขึ้นช่วงไหนครับ? อยากฟังความคิดเห็นและมุมมุองจากหลายๆ
ท่านครับถ้าไม่รังเกียจ โดยเฉพาะปราชญทั้งสามท่านที่ผมเอ่ยนามข้างบน







จากคุณ : คนอุดรฯ - [ 12 มิ.ย. 47 03:13:15 A:80.41.155.100 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

คคห. 15 รู้น่ะ ว่าคิดถึงใคร อิอิอิ

จากคุณ : คิดอยู่เหมือนกัน 555 - [ 12 มิ.ย. 47 17:13:10 A:169.210.26.63 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

ความจริงจะว่าไป เรื่องความขัดแย้งในราชสำนักอยุธยา ก็ไม่ได้เละมาแต่ช่วงราชวงศ์บ้านพลูหลวงอย่างเดียวหรอกครับ ย้อนขึ้นไปถึงราชวงศ์สุโขทัยช่วงพระเจ้าทรงธรรมก็ใช่ย่อย ถัดพระเจ้าทรงธรรมลงมาก็รู้สึกพระเจ้าแผ่นดินต้อง "ลุยกองเลือด" ขึ้นพระราชบัลลังก์แทบทั้งนั้น ตั้งแต่พระเจ้าปราสาททอง และพระอนุชากับพระโอรส จนพระเพทราชาก็เช่นกัน

อ่านดูแล้วสงสารแต่ "พระราชวังหลวง" กรุงศรีอยุธยาครับ ผลัดแผ่นดินทีก็เป็นที่รบถึงยับเยินทีนึง ยังงี้เทพยดารักษาพระมหาเศวตฉัตรท่านจะอยู่รักษาไหวยังไงเหรอครับ...

ท่านอื่นๆมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ...


จากคุณ : ออกญาศรีราชเดโชชัย - [ 13 มิ.ย. 47 13:07:21 A:202.57.185.89 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

1 การช่วงชิงอำนาจนั้นมันเป็นปกติของการเมือง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนมันก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เพียงแต่ความรุนแรงจะมากน้อยหรือไม่ก็เท่านั้นเอง
2 ปํญหาทางการเมืองดังกล่าวนั้น มีมาตั้งแต่อยุธยาตอนต้นแล้ว หาใช่พึ่งมีพึ่งเกิดสมัย ราชวงศ์ " บ้านพลูหลวงไม่ "
3 ปัญหาทางการเมืองอย่างนี้ ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบใดที่มนุษย์ยังคงเป็นสัตว์ " สังคม " เพราะการเมืองมันเป็นเรื่องของความคิดเห็น ( ความคิดเห็นของคนเ้รานั้นย่อมมีทั้งเหมือนและแตกต่างกันคละเคล้ากันไป )


จากคุณ : ขุนนางอยุธยา - [ 13 มิ.ย. 47 14:36:52 A:202.176.184.71 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

ในความเห็น"ส่วนตั้วส่วนตัว" ของผม

ปัจจัยและเงื่อนไข ของรัชกาลก่อน ๆ ของกรุงศรีอยุธยา มีผลต่อการเสียกรุงน้อยมาก หรืออาจจะเรียกว่าไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้

ต่างกรรมต่างวาระกันโดยสิ้นเชิง ( ชาย)

พระราชวังอยุธยา ถูกทำลายมากที่สุด ก็คราวที่พระนารายณ์ลากปืนใหญ่จากวังหน้าเข้าถล่มวังหลวง

การเกิดระบบ เจ้าทรงกรม ก็คือการกะรจายอำนาจไพร่ ไปสู่พรรคพวกที่ร่วมก่อการรัฐประการ
ลูกท่านหลานเธอ และขุนมูลนาย

หลังแผ่นดินพระนารายณ์ ความเข้มแข็งทางการทหารของอยุธยาดูจะดีขึ้น
จนถึงสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ อยุธยาอยู่ในฐานะแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง

ศิลปะวิทยาการถูกฟื้นฟูและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่มากมาย

การค้าก็ยิ่งรุ่งเรือง โดยดูจากหลักฐานการค้าและราชทูตไปฟูเจี้ยน และปักกิ่ง 9 ครั้งในรัชสมัย

อยุธยาเข้มแข็งและเปิดประตูการค้าได้อย่างกว้างขวาง
อิทธิลของอยุธยาอยู่เหนืออ่าวเบงกอลโดยมีมอญเป็นพาร์ทเนอร์ชิพ

แล้วตรงไหนคือจุดตกต่ำ
ราชวงศ์บ้านพลูหลวง เป็นเพียงชื่อ"สมมุติ"ทางประวัติศาสตร์
ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยการสร้าง"ขนฐ" ประวัติศาสตร์ของรัชกาลที่ 4

และเป็นกลุ่มกลุ่มที่กลายเป็น "แพะ"จากความรู้สึกตื่นตระหนกและหวาดกลัวของผู้"รอดตาย"ในสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของอุษาคเนย์ " ยุทธภูมิสุริยาศน์มรินทร์ 2310"

ความวุ้นวายของกรุงศรีอยุยา ในช่วงปลาย ไม่ได้เป็น"บทสรุป"สำคัญของการเสียกรุง

แต่ปัจจัยที่สำคัญของผม คือปัจจัยภายนอก นั่นคือการที่อลองพญาสามารถทำลายมอญที่อังวะ ได้เป็นครั้งแรก ในปี 2300 สงครามคราวปลดแอกพม่า คือสัญญาณ" หายน"ครั้งสำคัญของจักรรพรรดิราชาทวารวดีศรีอยุธยา

หากเราเรียนรู้เพียงอยุธยา เด็ก ๆ ก็เล่าขานกันแต่เงื่อนไขและปัจจัยภายในอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ และเกิดกระบวนการ"ผลิตซ้ำ"ทางประวัติศาสตร์ไม่รู้จบ

เงื่อนไขและปัจจัยภายนอก คือการที่โลก กำลังเข้าสู่ยุคเริ่มต้น ของการค้าโพ้นทะเล และการล่าอาณานิคม

อยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเป็นต้นมา คือยุคทองของการค้ากับจีน

ความรุ่งเรืองนี้ เป็นอีกปัจจัยหรือเปล่า ที่ทำให้เพื้อนบ้าน "อิจฉา"ตาร้อนกับความร่ำรวยของอยุธยา

มีรัฐใดบ้างที่สามารถควบคุมการค้าทั้งสองฝั่งทะเลอ่าวไทย - อันดามัน ได้อย่างเด็ดขาด เฉกเช่นอยุธยา

อ่านในคำให้การขุนหลวงประดู่ทรงธรรม ฉบับหอหลวงที่บรรยายถึงการค้า ร้านตลาดและย่านผลิตสินค้า

คุณอาจจะพบ"ประวัติศาสตร" ที่ซ้อนตัวอยู่ในเอกสารที่ดูไม่มีอะไร
แต่นักมานุษยวิทยากลับมองว่า
หลักฐานนี้ แสดงให้เห็นถึง"การค้า"และ"การตลาด" ในระดับเกือบจะ"เสรี" ของรัฐอยุธยาได้อย่างชัดเจน

ความร่ำรวยคือสิ่งที่รัฐเล็ก ๆ อย่างอังวะหมายปอง

สงครามคราวปราบมอญ และฝรั่งของอลองพญา จึงเป็นเหมือนสัญญาณที่สอง

บรมโกศก็ใช่จะนิ่งนอนใจ การจับพันธมิตรอย่างรัฐมอญเพื่อกันชนอังวะ ก็เกิดขึ้น จนอาจจะเรียกว่า คือการเปิดสงครามกับอังวะทางอ้อม

มอญคือศัตรูในหัวใจที่เครียดแค้นของพม่าอังวะ ที่ถูกปกครองและย่ำยีมายาวนานกว่าเกือบครึ่งศตวรรษ

อดีตไพร่ม้า มุกโชโบ จึงก่อกบฏ และเอาชนะมอญที่ยิ่งใหญ่ได้

อีกปัจจัยหนึ่งอาจจะมาจาก "เทคโนโลยี" ทางการทหารของยุโรป ในท่ามกลางการแข่งขันระหว่าง อังกฤษ และฝรั่งเศสในท่ามกลางการขยายอิทธิพลทางทะเล

เทคโนโลยีอาวุธ รุ่นใหม่ที่เตรียมพร้อมเพื่อจะถล่มในอินเดีย ถูกปล้นโดยพม่า

อิทธิพลของฝรั่งเศสและอังกฤษ สูญสลายไปจาลุ่มน้ำอิระวดี เพียง 5 - 6 ปี

อยุธยากำลังรบอยู่กับใคร

นักรบที่กรำศึกมามากมาย - เทคโนโลยีอาวุธระดับสุดยอดของโลก

ศึกอลองพญา 2308 คือบทเรียนที่แสนเจ็บปวดของพม่าอังวะ ผู้อหังการ มันคือชัยชนะของยุทธวิธี "ป้อมเมือง"ที่มิออาจต่อรบ

อลองพญา สวรรคตในสงคราม

บทเรียนที่เจ็บปวดนี้ คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการเสียกรุงศรีอยุธยา ใน 2 ปีต่อมา

อังวะแก้เกม - อยุธยาก็แก้เกมยุทธศาสตร์ ด้วยการเปิดศึกปะทะตัดแนวกำลังตามป้อมค่ายต่าง ๆ ที่กระจายตัว และก็อัดด้วยยุทธวิธีป้อมเกาะเมือง

ชาวพระนคร ร่วมรบกันถึง 14 เดือน
"ความขัดแย้ง"และ"การชิงดีชิงเด่น" เป็นเพียงความรู้สึกของผู้บันทึก ต่างมุมมอง ไม่ใช่"ข้อมูล"สำคัญที่ต้องมาพูดถึงมากนัก

เอาอารมณ์คนที่ตื่นตระหนก กลัวและเสียขวัญมาเรียบเรียง จะได้ข้อมูลเช่นใด

ความขัดแย้งในปลายยุคพระเจ้าท้ายสระ ถูกบูรณะอย่างรวดเร็วในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

จนถึงตรงนี้
อยุธยาไม่ได้พินาศ เพียงเพราะคนกลุ่มเดียว
แต่พินาศ เพราะเงื่อนไขและปัจจัยิ่น ๆ มากมาย มากกว่า

" ฝุ่นตลบ" ในยุคอยุธยาปลาย เป็นเพียงนิทานและเรื่องเล่า ในสายตาของผม

ความฝังใจใน"ความเป็นอยุธยา" คือปัจจัยสำคัญในคนกลุ่มต่าง ๆ กลับมาเพื่อสร้าง สวรรค์บนพื้นพิภพ กลับมา

นั่นคือ การกลับมาของอยุธยายศยิ่งฟ้า ในชื่อของ
รัตนโกสินทร์









จากคุณ : วรณัย - [ 14 มิ.ย. 47 12:26:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

ถึง คุณ วรนณัย

1 ศึกอลองพญาไม่ใช่ช่วงประมาณปี 2300-2301 หรอกหรือ
2 ช่วง 2308 ไม่ใช่ช่วงที่พม่าเตรียมการตีกรุงศรีอยุธยาอยู่หรอกหรือ ( คัด คน ช้าง ม้า ยุทธสัมภาระต่างๆ )


จากคุณ : ขุนนางอยุธยา - [ 14 มิ.ย. 47 19:54:58 A:203.209.121.67 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

ขอภัยอีกครั้งครับ

ศีกอลองพญา 2303 เมษายน ถึงชานพระนคร


จากคุณ : วรณัย (วรณัย) - [ 14 มิ.ย. 47 21:48:12 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

ถกกันได้สนุกมากเลยครับ

แต่อย่าลืมนะครับว่า เราทุกวันนี้ ไม่ใช่คนสมัยนั้น

ได้แต่วิเคราะห์กันไปมา ตามข้อมูลที่ได้รับจากผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสมัยนั้นๆๆๆๆ


ประวัติศาสตร์มีไว้ให้ศึกษา แต่อย่าเอามาเป็นอารมณ์

เราต้องยอมรับทุกความคิดที่หลากหลาย

แต่ปัจจุบันนั้นสำคัญกว่า เพื่ออนาคตที่ดีต่อไป


จากคุณ : taweesak19 - [ 15 มิ.ย. 47 13:05:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27

ถกกันได้สนุก อ่านเสพข้อมูลได้เยอะเลยครับ.... smile

จากคุณ : วัฏสีร์ ธรรมจารี (spiralhead) - [ 15 มิ.ย. 47 14:04:00 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

ขอบคุณมากๆ ครับ...ช่วยสานต่อหน่อยนะครับ กำลังอ่านได้สนุก.....และได้ความรู้



จากคุณ : คนอุดรฯ - [ 15 มิ.ย. 47 23:08:47 A:193.195.73.66 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

เห็นด้วยกับคุณวรณัยมากเลยค่ะ
ทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์เรื่องการเสียกรุงถูกเล่าต่อๆกันมา จนจะกลายเป็นนิทาน ตำนาน หรืออะไรก็แล้วแต่
ท่องจำกันปากต่อปาก ขาดการวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนั้นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยึดถือคำบอกเล่าหรือบันทึกที่ตกทอดกันมามากเกินไป ทำให้เรามองข้ามข้อเท็จจริงที่สำคัญยิ่งไป


จากคุณ : รวิเยศรังสิยา - [ 18 มิ.ย. 47 10:03:34 A:203.150.198.99 X: ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys